สามงานกับหนึ่งนอน สมการชีวิตริมคลองของ ทรงพล จั่นลา

เรื่องและรูป  โดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

“มันชื้น ตัวเหี้ยก็คลานขึ้นบ้าน” – ทรงพล จั่นลา

เชื่อว่าท่านที่อ่าน name me norm น่าจะรู้จักนิตยสารอันเป็นตำนานของคนหนุ่มสาวอย่าง a day กันเป็นอย่างดี น่าจะรู้จักเรื่องราวเล่าขานของคนทำสื่อที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับวัยรุ่นไทยราวยี่สิบปีก่อนอย่าง โหน่ง – วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ กันอยู่แล้ว และก็น่าจะรู้เพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบัน “พี่โหน่ง” ได้เป็นผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ที่ใหญ่ (น่าจะ) ที่สุดอย่าง The Standard ด้วยเช่นกัน แต่ทั้งหมดนั้น ท่านอาจจะไม่รู้ว่ามีคนอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งร่วมเดินทางผจญภัยไปกับ วงศ์ทนง หนึ่งในน้อยนั้นมีชื่อของ เป้ง – ทรงพล จั่นลา ชายหนุ่มวัย 43 ปีคนนี้อยู่ด้วย

จากบรรณาธิการศิลปกรรมผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ a day มีภาพลักษณ์ มีหน้าตาเป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ สู่การ เป็น Video Director ของเว็บ The Momentum ผันสู่เว็บข่าว The Standard ในปัจจุบัน เป็นยี่สิบกว่าปีที่ทรงพลทำงานที่เดียวมาโดยตลอด ที่นั้นคือ ที่ที่วงศ์ทนงทำงาน, แต่กล่าวแบบนั้น ก็ใช่ว่าชีวิตการทำงาน ทรงพล จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ว่ากันให้ถึงที่สุด การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่เสมอ แม้ในขณะที่เราคิดว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ก็ใช่, อย่างน้อยที่สุด ตัวเรานี่แหละที่เปลี่ยนไปทุกวัน

และเช่นกัน, ตลอดสองทศวรรษกับการทำงานที่ดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยของ ทรงพล นั้น แท้จริงเขาก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นคือการค้นพบภาวะที่พอใจกับสุขและทุกข์ในชีวิต ไม่ใช่ไร้ซึ่งสุขทุกข์ – ยังมีอยู่ หากแต่พอใจกับผลของมัน เป้ง – ทรงพล สรุปเป็นสมการชีวิตในแบบของเขาว่ามันแบ่งออกเป็นสี่ส่วนดังนี้ หนึ่งให้กับงานทำมาหาเลี้ยงชีพ หนึ่งให้กับงานหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ หนึ่งให้กับงานที่รับผิดชอบสังคม และหนึ่งสุดท้ายให้ตัวเอง…ไว้นอนพักผ่อน

วันนี้ หนึ่งแรกของเขานั้นลุล่วงไปนานแล้ว แต่หนึ่งที่สอง สาม สี่ นั้นกำลังก่อรูปร่างสร้างตัวเองขึ้นมาอย่างน่าตื่นเต้น เมื่อเขากำลังทำบ้านเล็ก ๆ ริมคลองบางอ้อม จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดที่อยู่อาศัยปัจจุบันของเขาเองให้กลายเป็นแกลเลอรีในชุมชน เปิดทำงานศิลปะของตัวเองเพื่อให้คนอื่นเข้าชม ภายใต้ชื่อ “ริมคลองแกลเลอรี” เป็น สอง สาม สี่ เพื่อให้สมการชีวิตและการงานสมบูรณ์ในแบบของเขา

ไม่มีพิรี้พิไร เชิญลงเรือ นั่งไปในคลองคิดอ่านของทรงพลได้เลย

จนถึงวันนี้คุณทำงานกับพี่โหน่ง วงศ์ทนง มาแล้วกี่ปี

โอ้โห! ตั้งแต่ปี 2000 นะ ปีนี้ก็ 20 ปีแล้วนะ ไม่เคยนับเลยนะเนี่ย

ทำงานกับพี่โหน่งมา 20 ปี อยู่กับเพื่อนร่วมงานกลุ่มเดิม ขณะที่คนอื่นเปลี่ยนออฟฟิศ เปลี่ยนเจ้านาย แต่คุณก็ยังทำงานกับคนกลุ่มเดิมอยู่ ถามจริง ๆ ว่าเคยรู้สึกเบื่อหรือรู้สึกว่าอยากไปหาอะไรใหม่ๆ ทำบ้างหรือเปล่า

ผมอาจจะโชคดีหน่อย ตรงที่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมามันไม่ได้ทำเหมือนเดิมไง มันเปลี่ยนมาตลอด เริ่มตั้งแต่เป็นบรรณาธิการฝ่ายศิลปกรรม หรือ  Art Director ของ a day ซึ่งเราร่วมก่อตั้งมาด้วยกัน พอทำงานเป็น Art Director เต็มตัวของ a day ได้ประมาณ 7 ปี  หลังจากนั้นเราไปทำรายการโทรทัศน์ เราเปลี่ยนลักษณะงานตอนปีที่ 8 พอดี

ถ้าสมมติว่ายังทำ Art Director ของ a day อยู่ เมื่อขึ้นปีที่ 8 ก็คงเริ่มเบื่อแล้วใช่ไหม

โอ๊ย ทำต่อก็ไม่ไหวหรอก ตอนนั้นก็เริ่มไม่ไหวแล้ว เริ่มทำอะไรซ้ำ ๆ  พอดีตอนนั้นเป็นยุคเฟื่องฟูของทีวีดาวเทียม ใคร ๆ เขาก็ทำรายการโทรทัศน์ a day ก็เลยไปร่วมกับเขาด้วย เราก็เลยย้ายไปทำรายการโทรทัศน์ให้ a day เป็นโปรดิวเซอร์

ตอนนั้นคุณไปทำรายการอะไร

ตอนนั้นทำรายการ “หนึ่งวันเดียวกัน” กับซันนี่ (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) กับเปอร์ (สุวิกรม อัมระนันทน์) แล้วก็รายการ “ไทยเท่” รายการ “The Idol”

แล้วงานออกแบบให้นิตยสาร a day  ยังดูแลงานนั้นอยู่ไหม

ยังดูแลอยู่ครับ แต่ว่าค่อยๆ ห่างออกมา ค่อยๆ ถอยออกมา ก็ไปทำงานด้านภาพเคลื่อนไหวมากขึ้น

สมมตว่าถ้าพี่โหน่งให้คุณออกแบบนิตยสาร a day ไปเรื่อย ๆ  ไม่ได้ทำรายการโทรทัศน์ล่ะ จะเป็นยังไง คุณจะเบื่อไหม

ผมก็อาจจะเบื่องานแต่ตอนนั้นมันยังไม่ถึงจุดที่เบื่อมากไง พอดีแกก็ให้อิสระด้วย ถึงจะเป็นงานเลย์เอาท์แม็กกาซีนก็เถอะ แต่แกก็จะให้อิสระกับเรา สังเกตว่าในแต่ละเล่มจะไม่เหมือนกันเลย เปลี่ยนดีไซน์ไปเรื่อย ๆ ทุกเล่ม ๆ  วันนี้แม้เราจะไม่ได้ทำแล้ว แต่พอเรามอง a day ก็พบว่ามันก็ยังยึดแบบนี้อยู่ ดีไซน์มันเปลี่ยนไปทุกเล่ม เราก็ยังชอบที่มันเป็นแนวทางแบบนี้อยู่

เป็นแนวทางเหมือนที่เราเคยทำไว้

เราก็ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจเอาไว้แบบนั้นเหมือนที่เราเคยคิดหรือเปล่า แต่ก็ต้องบอกว่ามันเป็นแบบที่เราตั้งใจอยากให้คนเห็นในตอนนั้น คือ a day ในแต่ละเล่มมันจะไม่เหมือนกัน เราเป็นคนชอบเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่อยากให้มันซ้ำ ในยุคนั้นมันก็ถือเป็นการแหวกกฎของการออกแบบสิ่งพิมพ์เหมือนกันนะ  เพราะสมัยก่อนมันต้องมีรูปแบบอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน แต่เราอยากทดลองไปเรื่อย ๆ มันก็เลยได้ทำอะไรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นงานซ้ำ ๆ แต่ในตอนนั้นมันก็ยังถือว่าทำได้อยู่นะ แต่ถามว่าเบื่อไหม ก็มีแหละ เป็นธรรมดา

หลังจาก 7 ปีของการออกแบบนิตยสาร การหันมาจับงานทีวีให้ a day มันเป็นยังไง

ก็จะทำรายการโทรทัศน์ที่ออนแอร์ฯ ทุกอาทิตย์ ก็เหนื่อยไปอีกแบบเหมือนกัน แต่เราก็ชอบมันเหมือนกันนะ สมัยเรียนก็มีเรียนมาทางรายการโทรทัศน์บ้างนิดหน่อย แต่เราก็ค้นพบว่ามันก็เป็นสิ่งเดียวกันแหละ

สิ่งเดียวกันที่ว่าคืออะไร

ใช้ศิลปะในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานกราฟิกหรืองานวิดีโอโมชั่น เพราะว่ามันใช้ศิลปะทำ สมมติเวลาทำรายการโทรทัศน์เนี่ย ถ้าเป็นโปรดิวเซอร์คนอื่น พอเรารู้ว่าเรามีโปรเจกท์นี้ เขาอาจจะเริ่มจากบท สคริปต์ อะไรอย่างนี้ แต่ผมจะเริ่มจากเพลงก่อน ทำเพลงก่อน ตอนนั้นก็ลงไปที่ Small room ที่อยู่ข้างล่างออฟฟิศในตอนนั้น

ลงไปทำเพลง

ใช่ ทำเพลงก่อน เพลงมาก่อน นั่นแหละ ทุกรายการเลย จะต้องเป็นเพลงมาก่อน ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนะ (หัวเราะ)

แล้วไปเป็นอาจารย์ตอนไหน

ก็ช่วงเดียวกันกับที่หันมาจับงานทีวีนี่แหละ มันเป็นจังหวะพอดี เลยไปเป็นอาจารย์ด้วย

สอนอะไร สอนที่ไหน

สอนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิชา “Editorial Design” อืม…ออกแบบบรรณาธิการมั้ง ก็ยังงงจนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ) ก็ทำออกแบบ Editorial นั่นแหละ ภาษาไทยก็คือ “ออกแบบบรรณาธิการ” เนื้อหาก็สอนให้เด็กได้เรียนรู้การออกแบบให้เข้ากับเนื้อหา ตีความให้เข้ากับเนื้อหา

ทำไมถึงไปเป็นอาจารย์ได้

ผมเป็นศิษย์เก่าที่นี่ด้วย เขาอาจจะเห็นผลงานเรา เขาก็เลยโทรฯ มาตามผมก็ตอบไปว่า “ถ้าอาจารย์กล้าให้ผมเป็น ผมก็เป็นได้” ก็เลยไปสอน

วิชานี้นี่ออกแบบหลักสูตรเองหรือเปล่า

ใช่ ๆ เราก็อยากจะเห็นหลักสูตรที่ดี เพราะเราทำงานอยู่ด้วย แล้วก็รู้ว่ามันคืออะไร เด็กจะสนุกยังไง ก็พยายามหาอะไรที่เด็กสนุกไปด้วย แล้วเราก็ให้เด็กทำ

พอไปเป็นอาจารย์สอนเด็กนักศึกษา  ได้ค้นพบความชอบใหม่ ๆ หรือค้นพบอะไรบ้างไหม

คือ…แม่งเป็นงานที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อนเลย การเป็นอาจารย์เนี่ย เพราะเรารู้สึกว่ามันยาก ไม่มีอยู่ในหัวเลย โคตรงงเลย (หัวเราะ) เราว่าที่ไปเป็นได้คงเพราะก่อนหน้านั้นเราไปเป็นวิทยากรตามที่ต่าง ๆ อยู่แล้ว ก็อาจจะบ่มเพาะจากตรงนั้น แล้วก็มาเป็นอาจารย์พิเศษที่ไปสอนอาทิตย์ละวัน

ตอนแรกสอนอาทิตย์ละวัน

ทุกวันนี้ก็ยังสอนอาทิตย์ละวันอยู่ เราก็รู้สึกว่า เออ แม่งก็ดีเหมือนกันว่ะ แต่ตอนนี้เราว่าเด็กแม่งมาสอนเราเว้ย เวลาจะทำอะไรสักอย่าง ความคิดของเด็ก ๆ มันสดใหม่มากเลย บางอย่างเราก็นึกไม่ถึงหรือลืมไปแล้วว่าเราก็เคยคิดอะไรบ้า ๆ แบบนี้ หน้าที่ของเราคือให้ทางเลือกกับเด็กในฐานะที่เรามีประสบการณ์มากกว่า แต่ผมจะบอกเด็กเสมอนะว่า อย่าเชื่ออาจารย์ อาจารย์แค่ให้ทางเลือก แต่คนตัดสินใจคือเอ็ง ถ้าเอ็งคิดว่าดีก็ทำ

นี่สอนมากี่ปีแล้ว

ไม่เคยนับอีก (หยุดคิดนาน) …สิบปี งงเลย ลูกศิษย์รุ่นแรกมีลูกไปแล้ว (หัวเราะ)

สอนหนังสือสิบปีนี่ บางคนจะมีลุค มีมาดที่เป็นครูบาอาจารย์อย่างเต็มตัวแล้วนะ

ผมไม่มีเลย ใส่เสื้อยืดไปสอนเลย นี่สอนมาสิบปีต่อเนื่องแล้ว ยังตกใจเหมือนกัน สิบปีวิชาเดียว อ้อ แต่จริง ๆ มันจะมีอีกวิชาหนึ่งที่เป็น Degree Project เป็นโปรเจกท์จบ แต่วิชาที่สอนประจำก็คือวิชานี้แหละ

เป็นอาจารย์มาสิบปีควบคู่ไปกับการทำงาน จาก a day เปลี่ยนไปเป็น The Standard คุณเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ร่วมเดินทางผจญภัยไปกับพี่โหน่ง ขอถามอีกครั้ง มีวูบไหนที่คุณเบื่อบ้างหรือเปล่าครับ

ก็อย่างที่บอกว่าคงเพราะเราเปลี่ยนหน้าที่ไปเรื่อย ๆ แล้วก็ดันไปเจอคนใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ ถ้าเรายังนั่งทำงานอยู่ที่เดิม งานแบบเดิม หันหน้าไปแล้วเป็นคนเก่า แม่งก็ไม่แน่เหมือนกันว่ะ (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นเราเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ คือมันเปลี่ยนหน้าที่ ตำแหน่ง ความรับผิดชอบไปเรื่อย ๆ ก็เลยยังรู้สึกว่ามันไม่ซ้ำ พอเริ่มจะเบื่อ เอ้า! เปลี่ยนอีกแล้ว

ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เบื่อใช่ไหม

ใช่ แต่ผมมองว่าไอ้งานประจำ มันเป็นสิ่งที่เราก็แค่ทำไป เราคงไม่ไปเปลี่ยนแปลงอะไรกับมันหรอก เพราะผมคิดว่ามันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตน่ะ มันเป็นแค่หนึ่งในสี่ของชีวิตแค่นั้นเอง

หนึ่งในสี่ แล้วอีกสามส่วนแบ่งให้อะไร

ผมแบ่งชีวิตเป็นสี่ส่วน  หนึ่งคืองานที่ช่วยให้เรามีกินมีใช้ งานที่ได้เงินเดือน อันที่สองก็คืองานเหมือนกัน แต่เป็นงานที่ไม่ได้ทำให้เรามีกินมีใช้ แต่ทำให้เรามีความสุขแล้วเราคิดถึงมันตลอด ตื่นขึ้นมาเรารู้ว่าเราอยากทำอะไร

ส่วนที่สองอย่างเช่นงานศิลปะหรือว่างานสอน

งานศิลปะ ทีนี้ส่วนที่สามก็คืองานอีก แต่เป็นงานที่เรารับผิดชอบกับคนรอบตัว ครอบครัว แม้กระทั่งโลกของเราอะไรอย่างนี้ อย่างเมื่อวานผมนั่งอยู่ริมคลอง เจอขยะลอยมา ผมก็เอาไม้เกี่ยว เกี่ยวมาเก็บทิ้งให้เป็นที่เป็นทาง อันนี้ก็เป็นงานที่เราต้องทำเหมือนกัน ส่วนที่สี่ของชีวิตก็คือนอน (หัวเราะ) พักผ่อน ดังนั้นถ้าเรารู้สึกเบื่อกับอะไร เราก็ยังมีส่วนอื่น ๆ เป็นงานที่เราต้องทำอีก ผมก็เลยเฉย ๆ เวลาเบื่อ ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือมากนัก

แล้วถ้าเป็นเรื่องสถานที่ล่ะ มันก็มีเบื่อกันบ้างหรือเปล่า สมมติว่าอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งนาน ๆ หรือแม้กระทั่งกินข้าวร้านเดิม เคยมีช่วงที่เบื่อแบบนั้นบ้างไหม

แต่ถ้ากินข้าวร้านเดิมเนี่ยเบื่อเหมือนกัน (หัวเราะ) แต่เรื่องที่ทำงานไม่ถึงขนาดนั้นนะ พูดถึงกินข้าว ผมเนี่ยปีหลัง ๆ ผมไม่ได้กินข้าวที่ออฟฟิศมานานมาก ใช้วิธีกินเข้าไปก่อนไปทำงาน ระหว่างเดินทางก็หาอะไรใหม่ ๆ กิน แต่ถ้าเป็นเรื่องงานมันอาจจะไม่ค่อยเบื่อมาก หรือว่าถ้าเบื่อมันก็จะมีวิธีคิดที่ไม่ทำให้มันเบื่อ ก็คือทำงานหาเงินเว้ย เบื่อได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อหลายปีก่อน  ช่วงที่ a day เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตอนนั้นคุณในใจคุณคิดอะไร

จริง ๆ ตอนนั้น ผมห่างจาก a day ที่เป็นนิตยสารมาพักหนึ่งแล้ว เพราะว่าเริ่มจะมาทำออนไลน์แล้ว ทำเว็บไซต์ชื่อ “The Momentum” ทำอยู่เกือบปีหนึ่ง แล้วเราก็คิดว่ากำลังสนุกกับงานออนไลน์ เป็นช่วงขาลงของหนังสือ นิตยสารพอดีด้วย  แล้วตอนนั้นมันลงแบบน่ากลัวมาก เราก็เริ่มมาเรียนรู้วิธีใหม่ ๆ ของออนไลน์ ตอนนั้นก็ยังทำรายโทรทัศน์คู่ไปด้วย เสร็จแล้วก็มาทำวิดีโอลงออนไลน์ แล้วพอเราทำออนไลน์กับ The Momentum อยู่ไม่ถึงปี ทางนั้นเขาวงแตกเสียก่อน (หัวเราะ) แต่เราเพิ่งเริ่มออนไลน์ไง ตอนนั้นเรากำลังจะได้หน้าที่ใหม่กับ The Momentum แล้วกำลังจะไปต่อ แต่ก็อ้าว! เลิกกันแล้วเหรอ (หัวเราะ) แล้วพี่โหน่งแกก็มีแนวคิดว่าทำออนไลน์อีกอยู่ดี ก็คิดเหมือนกัน ก็เลยไปด้วยกันต่อ แค่นั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน

พี่โหน่งคุยกับคุณว่ายังไง เล่าให้ฟังได้ไหม

จำไม่ได้ แต่เหมือนนว่าเขาคิดจะทำสำนักข่าว แล้วเป็นสำนักข่าวแบบจริงจังอะไรอย่างนี้ สำนักข่าวที่จะช่วยทำให้สังคมดีขึ้นอะไรทำนองนั้น

ที่พูดถึงนี่คือ The Standard ใช่ไหม

ใช่ ก็ทำเหมือนเดิมเลย เหมือนกับที่ทำ The Momentum ก็ทำ Video Director  คือเหมือนช่วงรอยต่อนั้นเรากำลังสนุกแล้ว ผมก็ไปต่อที่ใหม่ได้พอดี โดยที่ไม่ต้องมีจังหวะอะไรให้ต้องคิดมาก แล้วมันประจวบเหมาะที่เราก็โตขึ้นด้วยแหละ เราก็อยากทำอะไรที่จริงจังขึ้น ไม่ได้อยากทำสื่อวัยรุ่นเหมือนที่ผ่าน ๆ มาแล้ว พอทำเป็นสำนักข่าวมันก็ลงตัวพอดี เอาจริงเอาจังมากขึ้น เลยรู้สึกว่ามันก็เหมาะกับอายุเรา ณ ตอนนั้น คือแม่งก็สี่สิบแล้วไง เออ ก็ดีเหมือนกันวะ แล้วช่วงนั้นออนไลน์มันโตอย่างจริงจัง เราก็กำลังเพลิดเพลินกับออนไลน์ด้วย ขนาดตัวเราก็แทบไม่ได้อ่านหนังสือแล้ว ตอนนั้นเราก็ออกหนังสือไปสองเล่ม มี นิวยอร์ก (NEW YORK COLLAGE CITY) กับ บรู๊คลิน (BROOKLYN RELOAD CITY) มันก็เหมือนว่าฟินไปกับการทำสิ่งพิมพ์แล้ว แล้ววันนี้กำลังจะมาเริ่มเรื่องใหม่พอดี ก็ไปต่อ

ถึงวันนี้ทำ The Standard มากี่ปีแล้ว

สองปีกว่า

ทำไมรู้สึกว่ามันนานกว่านั้น

เพราะคอนเทนต์มันเยอะน่ะสิ 60 ฟีดส์ต่อวัน

แล้ววิดีโอมีกี่ชิ้น

มีประมาณ 3-4 ชิ้นต่อวัน มันจะเป็นข่าวประจำวัน ข่าวประจำวันอาจจะ 1-2 ชิ้น ข่าวบันเทิง ไลฟ์สไตล์ก็มี ถ้าเป็นคอนเทนต์เขาก็แบ่งกันอยู่ แต่วิดีโอก็จะมารวมที่โต๊ะผม

ทั้งทีมมีกี่คน

สิบคนมั้ง ตากล้อง ตัดต่อ ครีเอทีฟ รวมทั้งหมดแล้ว

นี่คือภาพรวมของงาน 20 ปีที่ผ่านมา

ใช่ ๆ ก็ถ้าให้มองย้อนกลับไปก็จะเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็เหมือนทำงานศิลปะมาตลอด แม้แต่ไปเป็นอาจารย์ก็เป็นอาจารย์สอนศิลปะออกแบบ

เท่าที่รู้จักคุณมานาน เห็นว่าคุณเป็นคนที่ทำงานอยู่ข้างหลังมาตั้งแต่วันแรก ข้างหลังของพี่โหน่ง ข้างหลังของ a day ขณะบางคนที่เคยทำงานเบื้องหลังก็ไปทำอะไรของตัวเองแล้ว แต่คุณก็ยังไม่ออกมาเป็นแถวหน้า

ผมไม่มีความคิดนั้นเลย หรือมันอาจจะสนุกอยู่กับงานอย่างนี้มั้ง ไม่ค่อยชอบออกหน้าออกตาด้วยแหละ ชอบอยู่เบื้องหลัง

ไม่ได้อยากสร้างตำนานอะไรของตัวเองบ้างหรือ โอเค ไม่ต้องเป็นตำนานขนาดนั้นก็ได้ แต่แค่สร้างอะไรเป็นของตัวเอง

ผมเข้าใจคำถามนะ แต่ว่าผมไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ไง ผมมองว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่กว่า คือเรื่องงานแบบที่สอง งานแบบที่เราชอบทำ งานที่เรารัก มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมมากกว่านะ ผมคิดว่าถ้าเราได้ทำงานที่รักไว้ประมาณหนึ่ง แล้วพยายามทำให้งานหลักมันทำได้โดยไม่อึดอัด ใช้ความคิดสร้างสรรค์บ้าง ตราบใดรักษาสมดุลแบบนี้ไว้ได้ ผมก็โอเคกับมัน

ไม่ลำบากใจใช่ไหม ถ้าเพื่อนร่วมรุ่นหรือว่าใครต่อใครสร้างนู่นสร้างนี่เป็นของตัวเองแล้ว

ไม่นะ ไม่ได้รู้สึกอะไร ผมรู้สึกว่าต่างคนก็ต่างมีทิศทางเป็นของตัวเองอยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำอยู่มันก็ไม่เลวนะ ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง ด้วยเงินก็ตามหรือด้วยตำแหน่งการงาน มันโอเคประมาณหนึ่ง แล้วก็มีเวลาไปทำสิ่งที่เราชอบได้หลาย ๆ อย่าง แล้วไปเป็นอาจารย์มันก็เป็นงานที่แม่งเจ๋งนะ ผมก็เพิ่งรู้สึก สิบปีมาแล้วเพิ่งรู้สึกว่า เฮ้ย มันดีว่ะ

แต่ไม่คิดเป็นอาจารย์เต็มตัวใช่ไหม

ไม่เป็นเต็มตัว ถ้าเป็นเต็มตัวมันอาจจะไม่ดีก็ได้ ก็อาจจะมีบางคนที่ชอบทางนั้น แต่ผมไม่ได้ชอบ แต่ก็เพิ่งรู้ว่ามันดี

สมมติว่าถ้าเราเกษียณกันตอนอายุ 60 ปี นี่เราก็เหลือเวลากันอีกไม่นาน คุณคิดว่าเราจะทำงานไปถึงตอนนั้นไหม

คิดว่าไม่น่าจะถึง 60 หรอก จริง ๆ ผมมีความฝันอยู่อย่างหนึ่งที่อยากจะทำ คือเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ไม่ใช่รายการโทรทัศน์นะ อาจจะเป็นคล้าย ๆ มิวเซียม แกลเลอรี อะไรแบบนี้ เหมือนต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาหาเรา

แบบที่ทำอยู่นี่ใช่ไหม

ใช่ครับ แต่มันมาก่อนกาลไปหน่อย  (หัวเราะ) ที่อยากทำก็อาจจะเป็นโฮมสเตย์ อาจจะเป็นที่พัก เพราะว่ามีที่มีทางอยู่ประมาณหนึ่ง คือผมมักจะทำอะไรควบคู่ไปกับงานประจำอยู่แล้วด้วย ผมไม่ได้ทำอะไรอย่างเดียวไง ผมเป็นแบบนี้มาตลอด ถ้าคนที่พึ่งพาอะไรอยู่อย่างเดียว ก็อาจจะมีคำถามว่าเบื่ออะไรอย่างนี้ แต่กับผมรู้สึกว่ามีหลาย ๆ ภาค หลาย ๆ หมวด หลาย ๆ แบบ ผมถึงทำแต่ละอย่างได้นาน ๆ

เป็นงานหลายแบบ หลายจุดประสงค์ หลายฟังก์ชัน ซึ่งแยกออกมาชัดเจนตั้งแต่แรก

ใช่ ๆ เป็นแบบนั้นแหละ เหมือนไม่ชอบอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ

เริ่มมองภาพตัวเองในวันที่จะต้องลงจากหน้าที่การงานประจำแล้วหรือยัง

คิดว่าถ้าลงจริง ๆ เราอยากจะมีความรับผิดชอบอย่างเดียวคืออยู่บ้าน ทำงานศิลปะ แล้วมีผู้คนมาหา

นี่คือคอนเซปท์ของงานแบบที่สองที่พยายามบอกหรือเปล่า

ใช่ หน้าที่ความรับผิดชอบคือการอยู่บ้าน อยากเปิดเป็นบ้านแบบ open house แล้วก็ต้อนรับนักท่องเที่ยว

มันเริ่มชัดเจนว่าเป็นความต้องการที่จะทำแกลเลอรีแบบนี้ตอนไหนครับ?

ไอเดียจะทำแกลเลอรีมาทีหลังสุดเลย ตอนแรกมันเริ่มจากทำงานศิลปะมาเรื่อย ๆ  แล้วก็พอมันเสร็จ ก็เอามากองๆ กันอยู่ บนพื้น ข้างตู้เย็นบ้าง กอง ๆ อยู่ที่พื้นบ้าง พิงผนังบ้าง แล้วผมพบว่ามันเสียหายจากการทับกันบ้าง จากการที่มอด แมลงสาบมาขี้ใส่บ้าง แล้วเราดันเป็นคนที่ไม่ชอบเอางานมาแปะผนังด้วยสิ

ทำไม

เรารู้สึกว่ามันรก เราอยากให้บ้านมันเรียบ ๆ น้อย ๆ เท่ ๆ (หัวเราะ)

แต่เราทำงานศิลปะ ไม่คิดอยากให้แขวนไว้ดูหน่อยหรือ

ไม่คิดเลย เราอยากจะทำมันไว้ ทำเสร็จเราก็ชอบ แล้วเราก็วางทิ้งไว้เลย เราว่าขั้นตอนที่ทำกับคิดสำคัญมาก แต่พอมันเสร็จแล้ว มันก็จะเสร็จไปเลย มันอาจจะคล้าย ๆ กับงานวิดีโอที่ผมทำทุกวันนี้ พอทำเสร็จแล้วก็จะไม่กลับมาดูมันแล้วนะ ทีนี้พอมันกอง ๆ อยู่ เราก็เริ่มมีความคิดว่าต้องทำห้องเก็บ มันก็มีที่ว่างในบ้านพอดี เราก็ทำเป็นห้องที่กันความชื้นหน่อย กันมด กันแมลงสาบ กันจิ้งจก กันสัตว์ประหลาดอะไรต่าง ๆ นานา

เพราะบ้านเราอยู่ริมคลองด้วย

ใช่ มันชื้น ตัวเหี้ยก็คลานขึ้นบ้าน

ก็ต้องมีอยู่แล้ว คลองอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้

เราก็เลยคิดว่าอยากทำห้องให้มันเป็นเรื่องเป็นราว ก็ตอนแรกคิดว่าอยากทำเป็นห้องเก็บของก่อน ให้ช่างมาดู ทำเป็นห้องโล่ง ๆ ไม่ต้องมีหน้าต่าง เพราะถ้ามีหน้าต่างมดจะเข้ามา พอทำไปทำมา คิดว่าก็เหมือนแกลเลอรีเหมือนกันเว้ย ชักเหมือน ๆ งั้นเราทำเป็นแกลเลอรีดีกว่า เราก็เลยคิดว่าอยากทำ “ริมคลองแกลเลอรี่” อย่างที่เห็นนี่แหละ

แล้วยังไงต่อ

ตามประสาเราน่ะ เราเป็น Art Director มันจะคิดเป็นระบบ มีกระบวนการ โอเค ทำริมคลองแกลเลอรีใช่ไหม มันต้องมีโลโก้ คือ เริ่มมีโลโก้ มีถ่ายรูป มี graphic elements มี direction โลโก้จะเป็นรูปสวะ สวะที่ลอยตามทาง graphic elements ก็เป็นตัวเหี้ย เออ เราคิดแบบสนุก ๆ  ตามประสา Art Director ก็เลยทำมันขึ้นมา ตั้งใจให้มันเป็นแกลเลอรีนั่นแหละ ในระหว่างทำมันก็จะเกิดไอเดียต่าง ๆ  เราก็สังเกตเห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน มันอาจจะมีแต่เราไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นก็คือคลองบ้านเรามีนักท่องเที่ยวนั่งเรือผ่านมาบ่อยมาก มาชมวิถีของอะไรว่าไป เราก็คิดว่า เฮ้ย! งั้นเราเปิดบ้านให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวเล่นดีกว่า อะไรประมาณนี้

เที่ยวได้เลย ขึ้นได้เลย

ขึ้นได้เลย ไม่เก็บตังค์ จะซื้อของก็ซื้อไป

เดี๋ยวนะ บ้านหลังนี้เราอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่

บ้านนี้เหรอ ก็เกิด อยู่มาทั้งชีวิต ผูกพันกับคลอง

แต่พอมาทำแกลเลอรีจริง กลับได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นอย่างนักท่องเที่ยว

ใช่ จริง ๆ  นักท่องเที่ยวมันก็มีมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เด็กอยู่แล้วล่ะ แต่เราไม่เคยสังเกตเอง เพราะเราชินไง เราไม่ได้สนใจ พอตอนนี้เราก็เลยคิดว่ามันน่าจะทำได้เหมือนกัน เพราะก่อนหน้านั้นเราเคยเห็นอะไรแบบนี้ เวลาเดินทางไปต่างประเทศ ไปตามเมืองใหญ่ ๆ เราจะเห็นว่ามีแบบนี้อยู่

เขาเรียกอะไร แกลเลอรีชุมชนแบบนั้นหรือ

เขาเรียกสตูดิโอ เป็นสตูดิโอของศิลปิน แล้วก็จะมีแกลเลอรีเล็ก ๆ เราไปต่างประเทศเราก็จะไปดูอะไรแบบนี้ ก็เลยคิดว่าเราน่าจะทำอะไรบางอย่างในชุมชนริมคลองบ้านเราได้บ้าง อันนี้คือฝันที่อยากจะทำ

มันค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับคนแถวนี้หรือเปล่า

ใช่ ตอนเราทำ เพื่อนบ้านเรา เขาแห่กันมาดูเต็มเลย ไหน ๆ มันทำอะไร ขอดูหน่อย (หัวเราะ) เราก็จะเล่าให้เขาฟังว่า เออ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ พยายามไปอธิบายกับคนขับเรือว่าทำอะไรอย่างนี้นะ พานักท่องเที่ยวมาดูได้นะ

เริ่มเป็นโปรเจกท์จริง ๆ จัง ๆ เมื่อไหร่

เกือบปีแล้ว แต่เราเพิ่งมาคิดทำจริงจังไม่นาน ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามันจะเวิร์ค แต่มีอยู่วันหนึ่งที่เราเห็นนักท่องเที่ยว เราก็เลยคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ คือเราไปที่อื่น เรายังอยากไปดูอะไรแบบนี้เลย ดังนั้นก็น่าจะมีโอกาสที่จะเป็นไปได้นะ

เริ่มจากทำห้อง แล้วจากนั้นทำอะไรอีก

ก็ทำห้องเสร็จแล้วก็เอาภาพมาแขวน แล้วก็ทำของขาย ของนั้นก็เป็นของที่เราใช้เองด้วยอย่างกระเป๋าหลังคาผ้าใบเรือหางยาว เราสังเกตเห็นเรือหางยาววิ่งไป แล้วหลังคาแม่งคงทนมาก เราก็อยากใช้กระเป๋าที่มันออกแบบมาเพื่อเรา เราอยากจะได้กระเป๋าใบใหญ่ที่มันเป็นแบบใส่หนังสือไปสอนได้ ใส่คอมพิวเตอร์ได้ด้วย ใส่กล้องอีกตัวหนึ่ง

เหมือน Rubber Killer เหมือน Freitag อะไรแบบนั้น

แต่ใหญ่กว่า Freitag คือตอนแรกจะไปซื้อ Freitag แล้ว แต่แม่งเล็กไปเว้ย ขนาดไม่ได้ (หัวเราะ) เราก็เลยออกแบบเอง ก็ทำจากหลังคาผ้าใบเรือหางยาว ทำกันเอง ก็ทำมาหลายใบเหมือนกันนะกว่าจะได้แบบที่ลงตัว อันนั้นสั้นไป อันนั้นกว้างไป อันนั้นใหญ่ไป ก็ดัดแปลงไปเรื่อย ซึ่งอันนี้ผมถือว่าเป็นงานที่ทำแล้วไม่ได้เงิน อยู่ในหมวดที่สอง แต่ให้ทำทั้งคืนก็ได้ ชอบทำอะไรอย่างนี้มาตลอด เราก็ทำตั้งแต่หาผ้าใบเรือ ผ้าใบเรือหางยาวไปเอามาจากที่ไหนวะ ก็ไปถามหาที่อู่ต่อเรือ เขาไปเอามาจากไหนผ้าใบแบบนี้ เขาบอกว่ามีร้านแถวยานนาวา เราก็ไปยานนาวาเลย ไปร้านที่ทำผ้าใบ ไปหามาจนได้แล้วก็คุ้มนะ พอเสร็จแล้วเราก็ลองถือไปออฟฟิศ บ่อย ๆ เข้า น้องที่ออฟฟิศเห็นก็ถามว่า “แม่งเจ๋งว่ะพี่ ซื้อที่ไหน” /  “อ๋อ เปล่า ผมทำใช้เอง” แล้วน้องมันก็เลยบอกว่าซื้อต่อ (หัวเราะ)

เริ่มรู้ฟี้ดแบ็คว่ามันเวิร์ค

คราวนี้พอทำครั้งที่สอง มันทำใบเดียวไม่ได้แล้ว มันต้องทำสักจำนวนหนึ่ง สักพักก็เริ่มเยอะเรื่อย ๆ มันก็มีคนมาซื้อเรื่อย ๆ เหมือนกันนะ ทั้งที่เราก็ไม่ได้โปรโมตอะไรเลย ก็บอกปากต่อปาก เฮ้ย มองกลับมาเหมือนเรามีสินค้าตัวนี้เฉยเลย เราก็เลยสร้างห้องมันขึ้นมา เป็นร้าน เป็นช็อป เป็นสตูดิโอ ที่เวลาไปแกลเลอรีแล้วมันก็จะมีมุมขายของอะไรอย่างนี้ เหมือนเด็กเล่นขายของน่ะ ทำนู่นทำนี่ไปเรื่อย ๆ

งานศิลปะของคุณมีคอนเซ็ปท์ยังไง

ตอนแรกมันเกิดจากสิ่งที่เราชอบก่อน เราชอบอันไหนเราก็จะทำแบบนั้น เป็นยุคของเรา ตัวอย่างเช่นมันมีอยู่ชิ้นหนึ่งที่เป็นชิ้นใหญ่ รวบรวมศิลปินนักร้องที่ตายไปแล้ว ก็จะมี 9 คน มี เคิร์ท โคเบน (Nirvana)} จิมมี เฮนดริกซ์, เฟร็ดดี้ เมอร์คิวรี (Queen) อะไรแบบนั้นมารวม ๆ กัน เราก็ทำและออกแบบมัน เป็นความสุขของเรา ขณะที่ทำเราก็เปิดแผ่นเสียงของ จิมมี เฮนดริกซ์ ฟังไปด้วย แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว อย่างวันนี้จะวาด เฟร็ดดี้ เมอร์คิวรี เราก็ไปเอาแผ่นเสียงของ Queen มา ก็วาดไป ก็ทำไปเรื่อย ๆ เป็นอย่างนั้นมากกว่า

มีเทคนิคอะไรบ้าง เท่าที่เห็นมี painting กับงาน print

ก็มีสองอย่างนี่แหละ ไอ้ตัวนั้น (ชี้มือ) ก็เป็นปรินท์…เขาเรียกว่า เป็นเครื่องปรินท์แบบ printing press เรียกว่างานศิลปะแบบ mono print ก็ได้

ก็ดูเป็นชีวิตที่มีความสุขดีนะ

เหมือนรู้ว่าตื่นมาเราอยากทำอะไร ตื่นมาเปิดเพลงก่อน เปิดแผ่นเสียงก่อน  เอ๊ะ เช้านี้เราจะทำงานอะไรดี เมื่อคืนนี้ก่อนนอนก็คิดว่าตื่นเช้ามาจะทำอะไร ชงกาแฟแล้วก็นั่งเขียน นั่งอะไรสักอย่างหนึ่ง มันก็จะมีรูปที่นั่งเขียนค้างไว้ นั่งทำอะไรสักอย่างก่อนออกไปทำงาน เพราะผมทำงานเที่ยงไง ช่วงเช้าก็จะเป็นช่วงเวลาส่วนตัว ก็จะเป็นคล้าย ๆ อย่างนี้ทุกวัน

มันอิ่มใจไหม

ก็ดีนะ รู้สึกว่ามันโอเค ลงตัว ไม่รู้ว่าอิ่มไหม แต่มันลงตัว เหมือนกับว่าเรารู้ว่าเราจะทำอะไรแล้วมันมีความสุขมั้ง

แล้วถึงจุดที่อยากออกจากงานแล้วบ้างหรือยัง

ไม่ถึงขนาดนั้น ถ้าออกคือขี้เกียจนะ ไม่ใช่เพราะกำลังมันกับการทำงานศิลปะ ผมเป็นคนขี้เกียจ แต่ก็ดันเป็นคนที่ชอบออกจากบ้านด้วย อยู่บ้านทั้งวันก็เซ็ง ๆ เหมือนกันนะ ก็ยังอยากทำงานไปด้วย แต่ถ้าไม่ต้องทำงานแล้ว มันอาจจะต้องมีอะไรที่เราทำแล้วพอมีกินอยู่ได้ อย่างตอนนี้ก็กำลังคิดเรื่องการทำสวนอยู่

ทำสวนอะไร

สวนทุเรียน สวนผลไม้ เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าผมไม่ได้ทำงานตรงนี้แล้ว ผมก็จะไม่ยุ่งกับในวงการเลย จะไม่ทำอะไรอย่างนี้อีกแล้ว ถ้าเกิดถึงจุดอิ่มตัวเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงว่าวงการนี้มันเร็วไปสำหรับผมแล้ว

ขอขยายความคำว่ามันเร็วเกินไปหน่อย

ก็คือโลกการทำงานมันเร็วเกินไป เราตามไม่ทันแล้ว หรือว่าอาจจะไม่อยากทันแล้วก็ได้ เหนื่อย อยากจะช้าลง ตอนนี้เราก็อยากจะช้าลง ทุกสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ ที่เป็นงานในหมวดที่สองนั่นคืองานที่ตรงข้ามกับอันแรกชัดเจนมาก มันมาบาลานซ์กันมากกว่า เมื่อไหร่ที่งานแบบแรกมันเร็วเกินไป งานแบบที่สองจะช่วยดึงให้ช้าลง แต่ถ้าเกิดมันเร็วจนไม่ไหวแล้วเนี่ย ก็ต้องคิด แต่ว่าตอนนี้อยู่อย่างนี้ได้ก็โอเค พอรับได้ เราก็ยังทันอยู่วะ ก็ยังพอหาบาลานซ์เจอ

แล้วทำไมถึงคิดว่าตัวเองจะทำสวนได้ล่ะ

เรามีสวนอยู่ เป็นที่ของเราเอง แล้วตอนนี้มันรกร้าง เราเป็นเด็กสวน เป็นเด็กคลอง อยู่กับคลอง อยู่กับต้นไม้  เก็บทุเรียน เก็บชมพู่ เก็บผลไม้รอบ ๆ บ้านกิน การปีนเก็บผลไม้อย่างชมพู่ กล้วย มากินมันไม่ได้แปลกประหลาดเลย เหมือนเราอยู่กับมันมาตลอดชีวิตอยู่แล้ว ตอนเด็ก ๆ เราเห็นคนขายผลไม้กัน ขายกล้วย ขายมะม่วง เราก็งงนะ ขายทำไม อยู่บ้านเราก็เดินไปเก็บ กินฟรีไง หรือแม้กระทั่งเดินไปเก็บบ้านใครก็ได้ นี่เดิน ๆ ไปได้หมดเลยนะ เราก็เลย งง เฮ้ย! ขายทำไม ขายกันด้วยเหรอวะ กล้วยเนี่ยนะ ทุกวันนี้ยังประหลาดอยู่เลยนะ กล้วยหวีละ 20-30 บาท พอกลายเป็นกล้วยปิ้งนะ สี่ลูก 20 บาท เพราะเราโตมาแบบอยู่กับกล้วย อยู่กับผลไม้พวกนี้ เราก็คิดว่าวันหนึ่งเราจะต้องกลับไปทำอะไรพวกนี้ แต่ว่าจะทำแบบไหนให้มันไม่เหมือนกับที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน อาจจะดัดแปลงท้องร่องใหม่ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนออกแบบ ใช้กระบวนการคิดเหมือนกับเราจะสร้างงานขึ้นมาสักชิ้นเลยนะครับ คล้ายตอนที่จะทำ a day ตอนที่จะทำ The Momentum นั่นคือการออกแบบ ใช้สกิลของการออกแบบเลย อยากทำสวน อยากทำแกลเลอรี มีบ้านในสวนแล้วก็อาจจะทำเป็น Airbnb ให้คนมานอน

ฟัง ๆ ดูก็เป็นชีวิตที่น่าจะลงตัว

หวังว่า ก็คิดไว้อย่างนั้น คิดว่าน่าจะลงตัว

มีความทุกข์อะไรไหมตอนนี้ หรือมีความทุกข์ในชีวิตบ้างไหม

ทุกข์ในชีวิตเหรอ? เราอาจจะแก่ขึ้นมั้งเลยไม่ทุกข์เท่าไหร่ คือมันเหมือนกับว่ามีเหตุการณ์สำคัญคือแม่เสียเมื่อหลายปีก่อน เรารู้สึกว่าชีวิตแม่งแย่มาก แต่เหมือนพอมันผ่านมาได้ เราก็ไม่มีอะไรให้ทุกข์แล้ว ตอนนี้เราก็มองแค่ว่าพอเราตายไปแล้วมันจะเป็นยังไง คิดเรื่องความตายมากขึ้น สังเกตสิว่างานผมจะเป็นรูปหัวกะโหลกเสียเป็นส่วนใหญ่ อย่างตอนแรกที่บอกว่าเป็นรูปศิลปินที่ตายไปแล้ว รูปร่างก็จะเป็นหัวกะโหลก เราก็จะคิดว่างานศิลปะจะมาตอบโจทย์เรา งานศิลปะจะเป็นหลักฐานว่าเราเคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ หรืออย่างที่ศิลปินต่าง ๆ เขาทำเอาไว้ เป็นหลักฐานการมีชีวิตอยู่ คิดแล้วก็ดี เราก็ทำงานต่อไป เพราะมันเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอดอยู่แล้วแหละ

แล้วรู้สึกยังขาดอะไรอยู่ไหม สมมติว่าเราสนใจเรื่องความตาย แล้วชีวิตยังต้องเร่งทำอะไรก่อนตายไหม  วันเวลาใกล้เข้ามาแล้วอะไรแบบนี้

มันอาจจะต้องทำทุกวันให้มีความสุขนะ เหมือนกับว่าอย่างน้อยที่สุด กลับมาจากทำงานต้องไม่มีความเครียด ผมเคยไปพูดอะไรอย่างนี้ แล้วเขาบอกว่ามันคืออิคิไกเลยนะ เราก็ถามว่า “อิคิไกคืออะไรครับ” คือผมไม่รู้จักเขาก็บอกว่า “เนี่ย ๆ เมื่อกี้ที่พูดว่าตื่นมาแล้วอยากทำอะไร เนี่ยมันเป็นความสุข การมีชีวิตอยู่ คุณโชคดีที่คุณได้เจอ นี่คืออิคิไก” ผมก็ “อ้อเหรอ” ไม่รู้ เราเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว

แล้วกลัวตายไหม

ไม่กลัวนะ มันกลายเป็นเรื่องธรรมดา แม่บอกนะว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เราก็เลยได้รับแนวความคิดนี้มามั้ง มันก็ธรรมดาจริง ๆ แหละ

แล้วทำไมตอนแม่เสียถึงเสียใจมากล่ะ ในเมื่อเราคิดว่าการที่พ่อแม่ตายจะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ ๆ

มันก็เสียใจแหละ (หัวเราะ) ต่อให้รู้ว่าจริง มันอาจจะเสียใจว่าทุกวันเราตื่นมา สิ่งแรกที่เห็นคือแม่จะมานั่งอยู่ตรงนี้ แล้วเราก็จะเห็นแม่นะ ทุกวันก็เป็นอย่างนี้ พอวันหนึ่งไม่เห็น มันก็เลยรู้สึกหดหู่ใจ

สมมติในทางกลับกัน ถ้าเราไม่มีใครให้ห่วง ไม่มีใครอยู่ข้างหลังให้เราเป็นกังวลใจอีกแล้ว จะทำให้คิดถึงเรื่องความตายมากขึ้นไหม

ผมไม่ค่อยกังวลกับคนข้างหลังอยู่แล้ว มันก็มีทางไปของแต่ละคน เกิดกับตายแม่งธรรมดามาก ผมก็มารู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาตอนที่แม่เสีย แล้วผมก็อยู่ได้

เพราะเราก็เคยเป็นคนข้างหลังของแม่

ใช่ ๆ เราก็ยังอยู่ได้เลย

ถ้าจะต้องตายจริง แล้วงานล่ะ

มันก็มีทางไปของมันแหละ อืม เพียงแต่ตอนนี้คิดว่าเราไม่ได้เซ็นต์ชื่อไว้เลยว่ะ เพราะเราไม่ได้คิดอะไรไง แล้วเราไม่เคยเขียนชื่อเราบนงานเลย ตอนแรกคิดว่า เอ๊ะ น่าจะเขียนไว้หน่อยว่ะ แต่ไม่ทัน ใส่กรอบไปแล้ว

คุณอยู่คนเดียว ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับใครเป็นพิเศษ ไม่ได้ผูกพันกับใคร มันทำให้เราตายได้เลยง่าย ๆ หรือมันทำให้เราเหงากันแน่

ก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะ ทั้งหมดผมก็เอาอยู่ เฉย ๆ แต่เราก็คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามากกว่า ไม่มีอะไรมาก แค่เราชอบคิดเรื่องความตาย แต่ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะตายแล้วอะไรขนาดนั้น

คิดเรื่องความตาย คิดอะไร

เราชอบคิดว่าตายแล้วมันจะเป็นยังไงวะ ไปอยู่ไหนวะ ยังไงวะ ผมจะมีหัวกะโหลกตั้งไว้ตรงเครื่องเล่นแผ่นเสียง เตือนสติตลอดเวลา เออ มันอาจจะทำให้เรามีสติมากขึ้น มันอาจจะช่วยให้เราอยากทำอะไรให้มันดีในทุก ๆ วันก็ได้ แม้แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ตาม ผมก็แคร์ในเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก อย่างน้อย ๆ ถ้าเรายังอยู่ เราก็ต้องทำอะไรที่มันดีต่อสิ่งแวดล้อม ไอ้ขยะอะไรนี่ ผมแยกละเอียดมาก ถุงพลาสติกที่เลอะอาหารจะเอาไว้อีกที่หนึ่ง ถุงพลาสติกปกติไว้ที่หนึ่ง กระดาษไว้ที่หนึ่ง ขวดแก้วไว้ที่หนึ่ง ขวดพลาสติกไว้ที่หนึ่ง

แล้วเวลาเขามาเก็บล่ะ

เราก็จะมัดใส่ถุงว่าถุงนี้สำหรับอะไร ถุงนี้คือกระดาษนะ ถุงนี้คือพลาสติกนะ ถุงนี้คือขยะพลาสติกเลอะแกงนะ ส่วนเศษอาหารก็จะทิ้งโดยการขุดหลุมฝัง ส่วนอะไรที่ปลากินได้ก็จะโยนให้ปลากิน เช่น เศษขนมปัง

แล้วถ้าเกิดว่าคนเก็บขยะเอาไปรวมกันอยู่ดีล่ะ

เขารู้แล้ว คืออย่างนี้ตอนแรกอาจจะงง ๆ อยู่ แต่ผมก็เขียนแปะไว้ ผมคิดว่าถ้าเราเขียนแปะอย่างจริงจัง เขาจะเกรงใจ แล้วก็ที่สำคัญมันคือ คนอื่นเขาก็ทำแบบเราด้วย เราก็รู้สึกดีตรงนี้ว่า เฮ้ย เราไม่ได้ทำไปคนเดียวว่ะ เขาเห็น เขาทำ เราก็ทำ เวลาทิ้งก็จะเขียนป้าย เป็นระเบียบเรียบร้อยว่านี่คืออะไร อย่างน้อยอาจจะช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย ถ้าเกิดเขายังจะเอาไปรวมก็ต้องเกรงใจเราบ้างล่ะวะ

เมื่อกี้ถามว่าความทุกข์คืออะไร ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนใช่ไหม

หรือว่าทุกวันนี้มันคือความทุกข์ก็ไม่รู้ หรือว่าเราทุกข์อยู่แล้ววะ

ถ้าคิดว่าคนเราเกิดมาก็ร้องไห้ ไม่ได้เกิดมาแล้วยิ้มเลย ก็อาจจะแปลว่าชีวิตคือความทุกข์อยู่แล้วก็ได้

เออ (หัวเราะ) ไม่รู้ว่ามันคืออะไรว่ะ

แล้วความสุขคืออะไร

ก็นี่แหละ ตื่นมาแล้วลงมาเปิดเพลง เปิดเพลงก่อน แล้วก็ชงกาแฟ ในระหว่างที่เปิดเพลงก็มานั่งทำงานศิลปะ หรืออยากจะนอนก็ทำ  ดูหนังสือหรือดูอะไรอย่างนี้ในช่วงเวลาเช้า ๆ ก็จะมานั่งตรงนี้หรือนั่งตรงนั้นก็แล้วแต่ เอามุมที่ถนัด

ดูไม่น่าจะใช่คนทำงานสำนักข่าว

ใช่ ๆ (หัวเราะ) แม่งดูยืดยาดมาก

คนทำงานสำนักข่าวมันต้องแบบมีความรวดเร็ว กระฉับกระเฉง

โหมดนั้นน่ะ พรุ่งนี้อาจจะเป็นโหมดนั้น พรุ่งนี้ The Standard จะไลฟ์สดช่วงบ่ายถึงเย็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเดียว อะไรอย่างนี้

ถ้าเป็นโหมดนั้นคุณเป็นยังไงบ้าง

โอ๊ย โหมดนั้นลูกน้องเกลียดเลยล่ะ มึงต้องมาตั้งแต่สิบโมง ไลฟ์บ่ายโมง แต่ผมให้มาตั้งแต่สิบโมง คืออยากให้มาก็เซต เตรียมนั่น เตรียมนี่ไว้ก่อน ลองมุมนี้สิ คือมันจะวุ่นวายมาก จะเป็นคนวุ่นวายมากโหมดนั้น

สัญชาตญาณของคนที่ทำงานสื่อ ทำงานข่าว เราก็ยังไม่ทิ้งไป

ใช่ ๆ ไม่ทิ้ง แต่ผมก็อาจจะไม่ได้เป็นนักข่าวขนาดนั้น

ถ้าเป็นเรื่องงาน เขี้ยวไหม

ก็ต้องเอาหน่อย ซึ่งผมก็รู้สึกว่ามันก็บาลานซ์กับชีวิตยืดยาดบางช่วงได้ดีเหมือนกันนะ อะดรีนาลีนหลั่ง แล้วทุกวันนี้ประชุมบ่อยมาก เพราะเรื่องมันเปลี่ยน มีอะไรเปลี่ยนไปเร็วมากเลย อย่างโควิดเนี่ย เช็คข่าวทุกวันก็เปลี่ยนทุกวันเลย แบบเร็วมาก

หงุดหงิดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

หงุดหงิดครั้งสุดท้ายเหรอ เดี๋ยวก่อนนะ…(คิดนาน)

โกรธก็ได้ ยังมีอยู่ไหม โกรธแบบหัวฟัดหัวเหวี่ยง

มีสิ เดี๋ยวก่อน คิดก่อน ไม่ค่อยโกรธแบบหัวฟัดหัวเหวี่ยงนะ หงุดหงิดอาจจะเป็นเรื่องงานบางโปรเจกท์มากกว่า เป็นงานเกี่ยวกับลูกค้า คือถ่ายมาแล้ว โปรดักชันหลายแสน ลูกค้าไม่เอา รื้อดื้อ ๆ เลย แล้วก็ถ่ายใหม่ ถ่ายใหม่แล้วก็ถ่ายเพิ่ม อะไรอย่างนี้ ผมจะหงุดหงิดกับอะไรอย่างนี้มาก ทำไมไม่ทำกันให้เหมือนกับที่คุยกันไว้

แต่หงุดหงิดแบบนี้มันหายเร็วหรือเปล่า เพราะเราก็ผ่านมาไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้ว แล้วเดี๋ยวมันก็ต้องมีอีก

อย่างเรื่องนี้ บางทีมันอาจเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้ เพราะว่านาน ๆ มันอาจจะเกิด ด้วยโปรเจกท์มันใหญ่ แล้วก็งบประมาณสูง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือผมก็จะไม่กระตือรือร้นเหมือนตอนที่ถ่ายอันแรก พอถ่ายแก้แล้ว ความสดใหม่มันไม่มา เราจะรู้สึกว่าเราจะหงุดหงิดกับตัวเองมากกว่า ทำไมเราไม่อยากทำอันนี้แล้ววะ ทั้ง ๆ ที่เราอยากทำมันมากจากตอนแรก แบบ เฮ้ย ไม่อยากทำแล้วว่ะ แม่งแก้บ่อยอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) อันนั้นแม่งน่ากลัวสำหรับคนทำงานนะเราว่า เรากลัวตัวเอง ถ้าเกิดมันมาถึงจุดนี้ “เออๆ เอาเหี้ยอะไรก็ได้” (หัวเราะ) เออ ๆ เอาไงก็ได้ ถ้าอย่างนั้นเราจะแย่ ถ้าหงุดหงิดมันจะหงุดหงิดอะไรแบบนั้นไง

แล้วเราออกจากความหงุดหงิดแบบนี้ยังไง

ผมแม่งไม่ออกเลย ถ้าเกิดกลับไปเห็นมันอีก ก็จะหงุดหงิดอีก ยากเลยผมน่ะ ไม่อยากดูเลยถ้ามันไม่ดี คือเถียงจนเราไม่อยากจะเถียงแล้ว

สุดท้ายขอถามเรื่องส่วนตัวนิดนึงนะ ความรู้สึกว่าไม่ต้องมีหรอกความสัมพันธ์ ไม่ต้องมีลูกมีเมียมันมาตั้งแต่ตอนไหน

เฮ้ย ยังไม่ได้บอกเลยว่าไม่ต้องมี แค่ยังไม่มี ก็อยู่ในหมวดที่สามไง คนรอบตัว ดูแลคนรอบข้างอะไรอย่างนี้ แต่ตอนนี้มันยังไม่มีแค่นั้นแหละ (หัวเราะ)

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s