โยนบอลความฝันไปให้ไกล แล้วใช้หัวใจเยาว์วัยวิ่งเตะไปให้ถึง

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

“ผมเคยคิดนะว่า เอ๊ะ! ทำไมเตะฟุตบอลมันต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัว” – ธเนศ บุปผาราม

ถ้าคุณเป็นแฟนบอลของสโมสร บีทียู ส.บุญมีฤทธิ์ ยูไนเต็ด (ราชประชา) คุณน่าจะรู้จักชื่อ โค้ชเต้ – ธเนศ บุปผาราม อดีตนักเตะลูกหม้อของทีม และอดีตโค้ชผู้ไต่เต้าไปจนถึงเฮ้ดโค้ชคนนี้เป็นอย่างดี แม้จะอยู่คุมทีมในฐานะเฮ้ดโค้ชได้ไม่นานนัก แต่ในช่วงเวลาน้อยนิดนั้น โค้ชเต้ ก็ได้สร้างตำนานขนาดย่อม ๆ ให้สโมสร เป็นทั้งผู้จัดการที่อายุน้อยที่สุด เป็นทั้งเฮ้ดโค้ชที่โกงความตายพาทีมที่กำลังร่อแร่ ชนะรวดสามนัดจนได้ไปเล่นเพลย์ออฟ T4 ขึ้นชั้นไปเล่น T3 และสร้างปาฏิหาริย์ล้มทีมเต็งหนึ่งอย่าง สตูล ยูไนเต็ด ได้สำเร็จด้วยวัยแค่ 29 ปี ใครที่ยังจำสองแมตช์ประวัติศาสตร์นั้นได้ คงรู้ดีว่ามันบีบหัวใจและเหลือเชื่อราวกับหนังกีฬาดี ๆ สักเรื่อง (รายละเอียดของแมตช์ดังกล่าวอ่านในบทสัมภาษณ์)

แต่ปัจจุบัน ในวัย 32 ปี โค้ชเต้ กลับทำในสิ่งที่เหลือเชื่ออีกครั้ง เขายุติบทบาทผู้จัดการทีมเมื่อปีที่แล้ว ก่อนจะบอกปัดข้อเสนอจากหลาย ๆ สโมสรให้ไปคุมทีม รวมทั้งข้อเสนอจากทีมในระดับสูงสุดของประเทศอย่างไทยลีกด้วย ทำไมเขาถึงปฏิเสธโอกาสงดงามเหล่านั้น ไม่อยากคุมทีมข้างสนามแล้วหรือ ถ้าคุณไปถามเขา โค้ชเต้จะตอบว่า ยังอยากคุมทีมอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าวันนี้เขากำลังมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตั้งใจ นั่นคือการสอนฟุตบอลให้เด็ก

นั่นเป็นที่มาของการบอกปัดข้อเสนอของทุกสโมสรเพื่อมาก่อตั้ง Overhead Academy สถาบันสอนฟุตบอลให้เด็ก สถาบันที่โค้ชเต้ยืนยันว่าไม่ได้สอนให้เต็กเตะฟุตบอลเก่ง แต่สอนให้เด็กรักในฟุตบอล ปลูกฝังแพสชั่นในเกมให้เด็กได้เอาไปใช้ ใช้ทั้งในสนามและโลกภายนอก เมื่อพวกเขาเหล่านั้นเติบโตขึ้นเจอเกมชีวิตที่หนักกว่า

ธเนศ บุปผาราม ย้ำเสมอว่า เขาโตมากับฟุตบอล ถูกปลูกผังมาให้รักเกมกีฬายอดนิยม วันนี้เขาจึงกลับไปทำในสิ่งที่พาเขาเดินทางไกล ฟุตบอล หว่านความรักนั้นลงในใจเด็ก

NMN ใช้เวลา 90 นาที รวมทดเจ็บและต่อเวลายิงคำถามจนได้บทสัมภาษณ์ยาวเหยียด ด้วยหวังใจว่าไม่อยากให้คุณพลาดไปแม้แต่นาทีเดียว เพราะนี่คือเกมชีวิตที่สนุกสนานเข้มข้น เชืดเฉือนกันด้วยแท็กติกและหัวจิตหัวใจ ชีวิตเอยจงโยนบอลความฝันไปให้ไกล แล้วใช้หัวใจเยาว์วัยวิ่งเตะไปให้ถึง

เลิกเล่นฟุตบอลอาชีพมากี่ปีแล้ว

โอย นานแล้ว เลิกตั้งแต่อายุ 18-19 นี่แหละ เลิกมาสิบกว่าปีแล้ว

ตอนนั้นเล่นให้สโมสรไหน

ตอนนั้นเล่นให้ราชประชา เล่นตำแหน่งแบ็คซ้าย ปีกซ้าย ราชประชาเป็นสโมสรแรก สโมสรสุดท้าย และสโมสรเดียวเลย เพราะเราเป็นเด็กปั้นเขา จริง ๆ ผมเล่นอาชีพที่นั่นได้ปีเดียวแล้วก็เลิกเลย เลิกตั้งแต่เด็ก

เลิกตั้งแต่เด็กนี่ไม่น่าจะเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพใช่ไหม เพราะแล้วอายุ 18-19 ปี นี่ร่างกายยังไปได้อีกไกลเลย

ใช่ ๆ คือมันก็มีเจ็บบ้างตามประสานักกีฬา แต่ไม่ใช่เหตุผลหลัก เหตุผลหลักคือเราไม่ชอบ

ทำไมถึงไม่ชอบ

เอาตรง ๆ เราชอบวางแผนมากกว่า มันมีความสุขมากกว่ากับการสั่งคนลงไปเล่นตามแผนเราเนี่ย เราวางแผนเอาคนลงไปเล่น เรารู้สึกว่า feeling ตรงนั้นมันรู้สึกดีกว่าเตะเอง

นี่มันเวนเกอร์ (อาร์แซน เวนเกอร์) โมเดลเลย เจอร์เกน คล็อปป์ ตอนเป็นนักเตะก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่  โชเซ่ มูรินโญ่ นี่ไม่ได้เป็นนักฟุตบอลด้วยซ้ำ มาสายโค้ชเลย

ใช่ ก็ถือว่าทำได้ดีพอสมควร แต่เราไม่ชอบครับ บอกตรง ๆ เลย ผมเคยคิดนะว่า เอ๊ะ! ทำไมเตะบอลมันต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัว (หัวเราะ) ทำไมเหนื่อยขนาดนี้ ถามว่าสนุกไหมมันก็สนุกนะ แล้วรักไหม รักแหละ แต่พอวันที่มันมีจุดเปลี่ยนให้เราไปเจองานโค้ช เราก็ค้นพบว่าเราชอบงานผู้จัดการทีมมากกว่า

จุดเปลี่ยนที่ว่าคืออะไร

พอเป็นนักเตะราชประชาปุ๊บ เขาก็จะมีโปรแกรมให้เราไปสอนบอลเด็กด้วย เด็กของโครงการราชประชา ไทยเบฟ แสนสิริ นี่แหละครับ เป็นอายุเด็ก 5 ขวบถึง 15 ปี สอนตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 10 โมง ต้องตื่นเช้าไปสอน ตอนนั้นเงินเดือนนักฟุตบอลอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท เบี้ยเลี้ยงอีก 400 บาท ก็เยอะนะในตอนนั้น แต่พอไปสอนบอลด้วยเนี่ย เขาให้เพิ่มอีกครั้งละ 600 บาท คือนักฟุตบอลของสโมสรคนไหนสนใจมาสอนก็มาได้เลย เพราะมันเป็นอะคาเดมีของเรา แต่ปรากฏว่า ทั้งทีมมี 30 คน ตื่นมาสอนไม่เกิน 5 คน (หัวเราะ)
ตื่นมาลงชื่อว่ามาสอน  คือตอนนั้นเรายังเป็นเด็กไงครับ นักฟุตบอลอาชีพบางคนเงินเดือน 40,000 – 60,000 บาท เขาก็ไม่ต้องไปสอนก็ได้ แต่เราเนี่ย ต้องสอนเพิ่ม

ได้สอนแล้วเป็นยังไงบ้าง

โอ้โห ! ปรากฏว่าชอบมาก ผมนี่นะตอนซ้อมบอลธรรมดา ก็เหนื่อย แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอเสาร์-อาทิตย์ ที่จะไปสอนเด็กนี่ ตื่นเต้นมาก จะได้สอนเด็กแล้วเว้ย ทั้งที่เราก็สอนงูๆ ปลาๆ เลย

แสดงว่าทันทีที่ได้ทำงานโค้ชก็รู้เลยว่าชอบใช่ไหม ทั้ง ๆ ที่ความจริงยังไปได้อีกไกลในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ

ครับ รู้เลยว่ามีความสุข รู้สึกว่าเราสอนแบบนี้ แล้วเด็กจะได้อะไร เราจะเห็นเด็กคนหนึ่งเขาสนุกที่สุด เขายิ้ม เด็กสนุกไปกับเรา

ตอนนั้นคิดแขวนสตั๊ดเลยหรือเปล่า

ยังครับ แต่เราก็เริ่มสอนเด็กที่สโมสร ราชประชา ไปสอนที่สนาม ไทยเบฟฯ ตรงเหม่งจ๋าย แล้วก็มีสอนให้โครงการฟุตบอลของ แสนสิริ ตามมา คือแสนสิริกับราชประชาเนี่ยตอนนั้นเขาเป็นพันธมิตรกันอยู่ บังเอิญว่าเราเรียนที่มหิดล แล้วแสนสิริเขาก็เปิดสอนที่มหิดลเลย ผมก็สอนที่นั่นทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ถึงจะไม่เคยทำงานสนอฟุตบอลมาก่อน แต่เรามั่นใจนะ เราทำการบ้านมาอย่างดี ถึงวันพฤหัส-ศุกร์ เนี่ยเราคิดแล้วว่าเราจะสอนเด็กกรุ๊ปนี้ยังไง พอสอนไปปุ๊บ มีพี่คนหนึ่งที่เป็นผู้อำนวยการ เขาเดินมาบอกว่า “เฮ้ย ทำไมคุณสอนเด็กอย่างนี้!” คืออารมณ์เหมือนแบบรู้ไหมว่าเด็กรุ่นนี้ไม่ควรเล่นอย่างนี้

ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อย

ความหมายก็คือ เฮ้ย ทำไมเราให้เด็กเข้าทำ (ประตู) รูปแบบทีมใหญ่เลย ทำไมให้เด็กส่งบอลออกข้าง โยน แล้วยิง ทำไมเราเอารูปแบบของฟุตบอลอาชีพมาสอนน้องเลย

แล้วที่ถูกในความหมายของโค้ชสอนเด็กต้องเป็นยังไง

ต้องเริ่มจากทักษะฟุตบอลก่อนครับ เลี้ยง-ส่ง-โหม่ง-ยิง ก่อน แต่เราพาเล่นแบบนี้เลย เราเสียความมั่นใจเหมือนกันนะ เราตั้งใจ อุตส่าห์เขียนมา แต่ตอนนั้นเราไม่เคยเรียนโค้ชไงครับ

ที่บอกว่าสอนเด็กแล้วมีความสุข เตะฟุตบอลอาชีพไม่มีความสุขเลยหรือ

ผมเป็นคนแปลกนะครับ เวลาเราเล่นฟุตบอล ถ้าเราเจอโค้ชด่า จะนอยด์ไปเลยนะ แต่ไม่ต้องมีใครมาช่วยผมหรือมาปรับทุกข์นะ เดี๋ยวผมฟื้นตัวเองได้ ไปอยู่วัด เดินฟังเพลงไม่นานผมก็ฟื้นได้ ผมเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง สมัยก่อน ก่อนวันแข่ง ผมจะไปนั่งในวัดคนเดียว เดินห้าง ฟังเพลงคนเดียว แล้วพร้อมเลย ไม่ได้ต้องการเพื่อนมาก  ยิ่งโตยิ่งโลกส่วนตัวสูง ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะเข้าใจผมนะ แต่พอเป็นนักเตะ ไป้การไม่เอาอะไรกับใครเขานี่มันทำให้มีปัญหาตอนที่ต้องลงเล่นเป็นทีม เพราะเราก็ต้องเปิดใจให้เพื่อนด้วย เพราะฟุตบอลมันเป็นทีม มันต้องรวมใจกัน แต่รู้ไหม การเก็บตัวเนี่ย ผมแม่งโคตรเบื่อเลย (หัวเราะ)

ทำไมล่ะ

ไม่รู้สิ มันเบื่อ สนุกอย่างเดียวคือตอนลงไปซ้อม แต่พอออกไปข้างนอก เพื่อนชวนไปนู่นไปนี่ ไม่สนุก ทำไมเราต้องเข้าไปร่วมกิจกรรม ทำไมต้องละลายพฤติกรรม เพื่ออะไร เรารู้สึกว่าเราไม่ชอบเลย แต่มันเป็นกฎของการทำงานเป็นทีม มันจำเป็น

แต่ในฐานะโค้ช ถ้ามีนักเตะที่ปลีกวิเวกอย่างเรา ก็คงต้องพิจารณาแล้วว่าจะเอายังไงดี

ใช่ ๆ ผมโดนเรียกเข้าไปคุยบ่อย “เฮ้ย ทำไมมึงไม่มีส่วนร่วมกับเพื่อนเขาเลยวะ” แต่ไม่ใช่ว่าเราเกเรนะ คือเราเข้าไป แต่เราไม่ได้มีความสุขมาก เข้าร่วมก็คือเข้าร่วม แต่ไม่มีความสุข เวลาเดินช้ามาก โอ้โห! เมื่อไหร่มันจะเลิกวะ แล้วทำไมต้องไปรู้จักกับคนนั้น คนนี้ด้วยวะ แต่เอาจริง ๆ มันก็มีผลตามมานะ มันคือมิตรภาพที่ดีน่ะ แต่ผมดันเป็นคนแบบนั้นเอง

มันมีประโยชน์แหละ แต่เราไม่ใช่คนแบบนั้น

ใช่ ๆ แล้วก็ย้อนกลับมาตรงที่พอเขาบอกเราว่า “เฮ้ย ทำไมสอนเด็กอย่างงี้วะ?” ถ้าเป็นนักเตะ แวบแรกเนี่ย เราคิดเลยถ้าเป็นเรา เรานอยด์แล้ว ไม่อยู่กับโค้ชคนนี้แล้ว ไม่เล่นแล้ว แต่พอเรารู้สึกว่าเราเป็นโค้ชกลับคิดว่า ทำยังไงให้เขายอมรับเราดีวะ แล้วจะทำยังไง  โอย คราวนี้เรื่องใหญ่เลย เราไปเปิดยูทูบดูเลย สอนบอลเด็กรุ่นนี้ ๆ มันใช้อะไรวะ ทำยังไงบ้าง อ๋อ แบบนี้ แบบนั้น

ค้นพบอะไรบ้าง

สิ่งที่เราคิดแม่งผิดหมดเลย เพราะไอ้ที่เราสอน เด็กบางคนทำได้ เด็กบางคนทำไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญสำหรับเด็กก็คือ เรื่องทักษะ สกิล อะไรพวกนี้ต้องมาก่อน เรื่องการเข้าทำ การเล่นเกมใหญ่ เรื่องการเล่นเกมทีม ตัดทิ้งเลย เด็กต้องมีความสามารถติดตัวก่อน แล้วค่อยเริ่มฝึกทีม

เมื่อเข้าใจแล้ว ทีนี้เริ่มฝึกเด็กยังไงต่อ

ฝึกเดาะบอลก่อน ฝึกเลี้ยงบอลก่อนเลย คือเรารู้แล้วว่าเราสอนเด็กผิด คราวนี้ผลเสียมันจะเกิดขึ้นตอนที่น้องโต เราไปหาข้อมูล เราก็ค่อย ๆ ปรับ พอปรับปุ๊บ เริ่มเข้าท่าว่ะ แต่ส่วนตัวเราไม่เคยคิดว่าเราเก่งนะ แต่เราคิดว่าเรื่องจิตวิทยา การเข้าถึงเด็กในทีม การเข้าถึงคน อะไรแบบนี้เราทำได้ดี แต่การทำแบบนี้แม่งเหนื่อยนะ คือการเข้าไปนั่งในใจคนให้ได้ต้องอุทิศตัวเองอย่างมาก แล้วยิ่งพอสอนบอลได้ปุ๊บ ชีวิตมันเริ่มเปลี่ยน อารมณ์ ความอยากไปสอนบอลเนี่ยมันเริ่มมากกว่าการไปเตะบอล เอาแต่คิดว่า เมื่อไหร่เราจะถึงวันนั้น คราวนี้มันมีจุดเปลี่ยนสำคัญอันหนึ่งคือ อยู่ ๆ ก็มีบอลมหาวิทยาลัยมหิดลเกิดขึ้น เป็นฟุตบอลหญิง เราเรียนที่นั่นพอดี แล้วเราก็เป็นประธานชมรมฟุตบอลด้วย อย่างฟุตบอลชายเขามีโค้ชมาช่วยสอน แต่ฟุตบอลหญิงไม่มีใครทำเลย ก็เอาวะ เป็นโค้ชเองแม่งเลย

จากสอนเด็ก 5 ขวบ เขยิบขึ้นมาสอนบอลหญิงเลย นี่คืองานโค้ชจริงจังครั้งแรกเลยใช่ไหม

ใช่ครับ สอนนักศึกษาผู้หญิง เป็นโค้ชจริงจังเลย ซึ่งยากมากเลยนะ เราคิดว่ามันแทบไม่มีทางทำได้เลย

เพราะอะไร

ทั้งทีมมันต้องมี 25 คน แต่ทีมเรามี 15 คน เพราะว่าหาได้แค่นั้นน่ะทั้งมหา’ลัย ต้องไปดึงคนนู้นคนนี้มา ตัวสำรองมีแค่ 4 คน ตอนแรกประตูก็ไม่มี เอาไงดีวะ ก็คิดก่อน ใครจะมาเล่นเป็นผู้รักษาประตู เอาวะ ไปหานักบาสเกตบอลแล้วกัน เพราะเขาใช้มือเก่งอยู่แล้ว (หัวเราะ) เราก็ไปนั่งดูเขาเล่น แต่ไม่มีใครมา ก็เลยไปได้นักซอฟท์บอล เออ เฮ้ย เอาคนนี้มาเล่นเลย มันมีพื้นฐานแล้วการใช้มือแล้ว เฮ้ย มันรับได้หมดเลยเว้ย แล้วก็เข้าไปตามมาทีละคน ทีละคนจนครบทีม แต่ถามว่าเรื่องผลการแข่งขันเป็นยังไง มันก็เฉย ๆ (หัวเราะ) แต่สิ่งที่เราได้คือการเข้าถึงน้องในทีม

ตอนที่เป็นโค้ชฟุตบอลหญิง อายุเท่าไหร่

ก็ประมาณ 20 ปี แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เลยนะ คือการเข้าถึงใจคน ทีมเราไม่ได้เก่ง แต่เราสามารถทำให้น้องผู้หญิงมันรักกันได้ ไปวิ่งด้วยกันได้ เราต้องยอมฉีกกฎบางอย่างที่เราเคยไม่ชอบตอนเป็นนักฟุตบอล เราเป็นคนปลีกวิเวกอยู่แล้ว แต่พอมาเป็นโค้ชแล้ว เราจะไปปลีกวิเวกไม่ได้ เรารู้เลยว่าเราต้องทำให้มันรักกันให้ได้เว้ย เราต้องเข้าถึง เด็กคนนี้เป็นยังไง ต้องทำยังไง แล้วทีมหนึ่ง ๆ เรื่องเยอะมาก สารพัดเรื่องที่จะทำให้เขาลงเล่นไม่ได้ ไม่นับประจำเดือนมาที่เขาจะเล่นไม่ได้แน่อยู่แล้ว แฟนทิ้งนี่เจอประจำ (หัวเราะ) อุปสรรคเยอะกว่าฟุตบอลชายมาก เราต้องยอมรับ ผลการแข่งขันมันอาจจะไม่ดี ผลงานอาจจะไม่เพอร์เฟค แต่เมื่อผ่านจุดนั้นมาได้ ทุกวันนี้น้อง ๆ ทั้ง 15 คน เขารักกันมาก แล้วมันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดของเราเลยนะ

ไหน ๆ บอกว่าผลการแข่งขันไม่เน้นแล้ว ผลการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นั้นเป็นยังไงบ้าง รอบแรก 4 เส้า ได้แชมป์นะ ชนะจุฬาฯ ชนะ ม. เกษตร ชนะมหาสารคาม แต่พอไปแข่งรอบใหญ่เลย ก็เละ เจอนอร์ธกรุงเทพ  นอร์ธเชียงใหม่ พวกนี้ทีมชาติหมดเลย โดนไป18-0 บ้าง 12-0 บ้าง ตกรอบ (หัวเราะ)

เวลาแพ้เยอะๆ อย่างนี้ ในฐานะโค้ช เราต้องพูดอะไรกับลูกทีม

มันอยู่ที่เราแพ้ออกมาแบบไหน ผมว่าสกอร์เนี่ยเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าเราแพ้แบบที่เราให้มันเต็มร้อย สู้เต็มที่แล้ว แล้วเราเองก็ยืนหยัดอยู่กับน้อง เราอยู่ข้างสนาม โดนไปสิบห้าลูกเราก็ยังสั่งให้วิ่ง น้องก็ยังวิ่ง ถ้าเป็นแบบนั้น ไม่มีอะไรต้องเสียใจ สุดท้ายแล้วถ้าเราสู้ไม่ได้ก็คือสู้ไม่ได้ แต่ต้องสู้ให้เต็มที่ ถ้าเข้ามาในห้องแต่งตัวเนี่ย มองตาเด็กกับเราจะรู้เลยว่าเราได้เท่านี้ เราพอใจแล้ว เราเป็นโค้ชครั้งแรกในชีวิต แพ้ 12 ลูก แพ้ 18 ลูก ตั้งแต่นั้นมาชิลเลย แพ้ 5-0 บ้าง 4-0 บ้าง นี่ชิลเลย (หัวเราะ)บางทีไปทำบอลอาชีพ แพ้ไป 3-0 น้องนอยด์ ผมก็คิดในใจ มึงไม่รู้อะไร พี่เนี่ยเจอมาแล้ว ครั้งแรกในชีวิตการคุมทีมเลย โดนไป 18-0

แมตช์นั้นแพ้ใคร

นอร์ธเชียงใหม่ 18-0 (หัวเราะ) แมตช์แรกแพ้ปุ๊บน้องเฟลมาก ทุกคนก็คิดว่าแม่งตกรอบแน่ ๆ แล้ว พอถึงแมตช์ที่สอง เราในฐานะโค้ชก็ต้องไปบิวท์น้องมา มีเวลา 3-4 วันทำให้เขาลงไปพร้อมกว่าเดิม ปรากฏว่าแมตช์ที่สองเหลือแค่ 12 ลูกเว้ย น้องมันสู้ว่ะ ดีขึ้นเลย ทั้ง ๆ ที่ฝั่งตรงข้ามเป็นนักฟุตบอลกันหมด แต่น้องเราคือแบบ…คนนี้ก็นักว่ายน้ำ คนนี้ก็ซอฟท์บอล เราจับเขามาเล่นฟุตบอล ที่ตลกคืออะไรรู้ไหม ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา มหิดลก็ไม่ทำทีมฟุตบอลหญิงอีกเลย (หัวเราะ) เรื่องจริงนะครับ มีรุ่นนี้รุ่นเดียวแล้วเลิกเลย คือเขาเข็ดเลย ส่งบอลหญิงไปมันไม่คุ้ม เขามองมุมนี้นะ แต่เราในฐานะเป็นโค้ช เรารู้ว่าเด็กมันรัก แต่ผู้ใหญ่กับเรา มองคนละมุม ผู้ใหญ่เขามองว่า เออ ถ้าคุณส่งไป มันต้องมีผลงานอย่างนี้ ๆ นะ แต่เราเป็นโค้ช เรารู้ศักยภาพอยู่แล้วว่าส่งไปมันไม่ได้แชมป์หรอก แต่เด็ก 15 คนนี้มันทำให้คนในมหาวิทยาลัยได้รู้ว่ามันมีฟุตบอลหญิงอยู่ไง นั่นแหละสำคัญ

ทำให้คนในมหาลัยตื่นตัวแล้วไปเชียร์ นั่นถือว่าประสบความสำเร็จแล้วใช่ไหม

ใช่ ๆ มันอะเมซิ่งมาก ผู้ใหญ่เขาไม่ได้มองตรงนี้ ผู้ใหญ่เขามองว่าดูทรงแล้ว ไปก็แพ้ ก็ไม่ต้องไป เขาไม่รู้ว่าฟุตบอลหญิงมันได้สร้างบรรยากาศที่ดีให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย

สำหรับตัวเรามันก็ทำให้ค้นพบว่าเราเป็นโค้ชได้

ใช่ ๆ คราวนี้เห็นชัดเลยว่าถ้าเราเป็นนักฟุตบอล โดนยิงไปแบบนั้น แพ้ไปแบบนั้น เราดรอปลงแน่ ๆ เลย แต่พอเป็นโค้ชแล้ว ยิ่งแพ้ยิ่งฮึด ยิ่งแพ้ยิ่งนึกว่า…เอาไงดีวะ พอครบปีมันวนกลับมาใหม่ เราอายุ 20 แล้ว กำลังจะเรียนจบมหาลัย พี่โต้ง (กิตติรัตน์ ณ ระนอง) เขาเป็นผู้จัดการทีมราชประชาในตอนนั้น แล้วเราเพิ่งเรียนจบพอดี ผมจบคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกว่าตรงสาย มีอยู่วันหนึ่งได้นั่งคุยกัน ผมก็บอกว่า “ผมไม่ชอบเป็นนักฟุตบอลว่ะพี่โต้ง”

ทั้งที่อายุ 20 ปีนี่ถ้าอยากไปต่อก็ไปได้อีกไกลเลยนะ

ใช่ ปีนั้นเป็นปีที่สองที่ผมเล่นฟุตบอลอาชีพ เบอร์เสื้อออกหมดแล้ว แต่อยู่ดี ๆ ผมก็ไปบอกผู้จัดการทีมบอกว่า “ผมไม่อยากเล่นแล้ว” เขาก็ตกใจ ถามว่าแล้วอยากเป็นอะไร เราก็บอกว่าเราอยากเป็นโค้ช พี่โต้งก็หันมามองแล้วบอกว่า “เอาสิ”  พี่โต้ง กิตติรัตน์นี่มีผลกับเรามาก ตั้งแต่ทำให้เราติดทีมชาติตอนเด็กแล้ว ยังสนับสนุนให้เราทำงานโค้ชอีก

เราติดทีมชาติชุดไหน

ชุด 17 ปี ชุดที่ไปเยาวชนโลก ผมก็เข้าไปอยู่เป็น 1 ในกับ 30 คนที่ติดทีมไป ก็มีพี่โต้งนี่แหละเป็นผู้จัดการ มีทุกอย่างได้ก็พี่โต้ง พอไปบอกพี่เขาว่า “พี่โต้ง ผมไม่อยากเล่นแล้ว อยากเป็นโค้ช” พี่โต้งก็บอกว่ารู้หรือเปล่าว่าเป็นโค้ชเงินเดือนมันน้อยลงนะ เหลือเดือนละ 10,000 บาท เบี้ยเลี้ยง 300 บาท ถ้าเป็นนักเตะเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท เบี้ยเลี้ยง 400 บาท แต่เราก็ยืนยันว่า “เลิกพี่ ผมเลิก”

ทำไมล่ะ เงินเดือน เบี้ยเลี้ยงอะไรก็น้อยลง

คือเราไม่อยากเป็นนักฟุตบอล ไม่ชอบเลย มันมีหลายอย่างที่ไม่ชอบ บางทีลงปุ๊บ มันไม่สนุก แต่ทุกครั้งที่เราเป็นโค้ชหรือเราได้คุมทีมข้างสนามสิบกว่าปี ใจเราเต้นแรงมาก เราทำเพราะเรารู้สึกว่ามันรัก คือเราเนี่ยนะ ถ้ามันไม่รู้สึก ทำไม่ได้

แล้วพอเราบอกแบบนั้นแล้วเขาทำยังไง ก็ให้มาเป็นสตาฟโค้ชเลยหรือเปล่า

หลังจากผมพูดจบ เขาไม่มีตกใจเลยพี่ ตามสไตล์เขา นิ่ง ๆ คือเขาก็น่าจะพอรู้ว่าเราสอนบอลด้วย เขาก็บอกแค่ว่า “เอาสิ คิดให้ชัวร์นะ แล้วมาบอกพี่”

แล้วคิดนานไหม

ไม่ ผมบอกตอนนั้นเลย “เป็นครับพี่” พี่โต้งก็เลยบอก “เดี๋ยวเราเป็นโค้ชฟิตเนสให้ทีมเลย” ตอนนั้นราชประชาอยู่ดิวิชั่น 1 อาจารย์ประพันธ์ เปรมศรีเป็นโค้ช พี่โต้งก็ให้เราเป็นฟิตเนสโค้ชก่อน เพราะเราจบวิทย์ฯ การกีฬา มา มันตรงสายกับที่เราเรียน แล้วพี่โต้งก็ส่งไปเรียนโค้ชอีกจนได้ C license ต้องบอกว่าพี่โต้งให้ผมทุกอย่าง มีวันนี้ได้ก็เพราะพี่เขา

C license คือขั้นต้น

ใช่ ก็ไปเรียน C license มา เป็นโค้ชฟิตเนส แต่เป็นโค้ชฟิตเนสที่ได้เปรียบกว่าคนอื่นหน่อยตรงที่เรามีแพสชั่นในเกมฟุตบอลสูง เพราะเราเป็นนักฟุตบอลด้วย เราสามารถเอาฟุตบอลลงไปใส่กับโปรแกรมฟิตเนสได้ ส่วนใหญ่โค้ชฟิตเนสบางคนก็เป็นนักวิ่ง บางคนเตะบอลไม่เป็น แต่มีความรู้เกี่ยวกับฟิตเนส วิทยาศาสตร์การกีฬา แต่เราเป็นสายตรงเลย สามารถเอาฟุตบอลมาประยุกต์กับฟิตเนสได้ด้วย ก็เริ่มงานโค้ชตั้งแต่ปีนั้น ที่อาจารย์ ประพันธ์ เปรมศรี เป็นโค้ช อยู่ได้ครึ่งเลคเพราะสโมสรยกเลิกสัญญากับอาจารย์ ประพันธ์ พอเลคสองเป็นพี่ สมชาย ทรัพย์เพิ่ม มาเป็นโค้ชแทน โอ้โห! เชื่อไหมว่าตื่นเต้นทุกครั้งที่ไปคุยกับพี่สมชายนะ เพราะพี่เขาดังมากนะ แล้วก็มาพร้อมทีมงานครบ เราก็เป็นแค่โค้ชเด็กคนหนึ่ง ตอนนั้นเราก็อดคิดไม่ได้ เพิ่งจับงานโค้ชแป๊บเดียว ทำไมเราจะตกงานแล้ววะ (หัวเราะ) เพราะพี่เขามาเต็มอัตราศึกเลย

แล้วตกงานไหม

สรุปว่าผมเป็นคนเดียวที่ได้อยู่ (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะเป็นลูกหม้อทีมหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เอาเป็นว่าผมได้อยู่ต่อ ในฐานะไหนเป็นผู้ช่วยเขา พี่สมชายก็เอาโค้ชฟิตเนสมา ซึ่งโค้ชฟิตเนสคนนี้ก็เป็นรุ่นพี่มหิดลของผมเหมือนกันชื่อพี่เจี๊ยบ  คือพี่เจี๊ยบเนี่ยเขางานเยอะ เขาก็ไม่ค่อยได้เข้าหรอก แล้วพี่สมชาย เป็นคนจริงจัง การทำงานก็เป็นอะไรที่เครียด กดดันมาก นอกสนาม ในสนาม เราแทบเดาอารมณ์ไม่ได้ แล้วเขากับเรานี่แตกต่างกันมาก ทั้งเรื่องการเล่น ความคิด แต่แกก็เอ็นดูผมนะ รู้สึกโชคดี  ผมก็ไม่รู้ความคิดเขาเหมือนกันนะ แต่เวลาไปเล่นเกมเยือนที่ไหนผมมีชื่อติดไปตลอดเหมือนกัน แล้วมันมีจุดเปลี่ยนก็คือ ครั้งหนึ่งเราไปเก็บตัวก่อนแข่งที่สนาม TOT ตรงงามวงศ์วานแล้วพี่เจี๊ยบโค้ชฟิตเนสที่เป็นหัวหน้าเรา เขาไม่มา เราเลยลองตัดสินใจเสนอแผนงาน เสนอคอร์สการฝึกของเราให้พี่สมชายไปเลย เชื่อไหมไอ้แผนที่เขียนเนี่ย เขียนสิบนาทีก็เสร็จแล้ว แต่ไอ้ตอนรวบรวมกำลังใจเข้าไปคุยกับพี่เขานี่สิ…

ทำไมล่ะ กลัว เกรงบารมี

ใช่ กลัว เกร็ง ก็เอาวะ หายใจลึก ๆ ไปนั่งคุยกับแก ไม่หนี ผมไม่หนีแน่นอน ผมรู้สึกว่าต้องเข้าไปคุย ผมไม่รู้นะว่าเขาคิดกับผมยังไง แต่ผมรู้สึกว่าผมทำงานเต็มที่กับเขา ตัดสินใจเข้าไปนั่งคุยกับเขา บอกว่าผมมีแผนการฝึกมาเสนอ แกถามว่า “เอ้า แล้วเจี๊ยบมันว่าไง” / “ก็…เขาให้ผมเสนอแผนของผม กับพี่เลย” แกถามต่อว่า “แล้วคุณจะทำยังไง” ผมก็บอกว่าผมจะฝึกอย่างนี้ ๆ นะ แกนิ่งไปสักพักแล้วก็ถามผม “คุณมั่นใจหรือเปล่า” / “มั่นใจครับพี่ ไม่มีปัญหา ถ้าเด็กเจ็บผมรับผิดชอบเอง” แกก็ให้ไปทำ โอ้โห! เชื่อไหมครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นผมได้ไปเตรียมความฟิตให้เด็ก แม่งเป็นการทำงานที่โคตรตื่นเต้นตลอดสามสิบนาทีเลยนะ ต้องยืดให้ดี ต้องวอร์มให้ดี กลัวเด็กบาดเจ็บ ใจนึงก็พะวงเพราะรับปากกับแกไว้ว่าจะไม่ให้ใครเจ็บ แต่ก็มั่นใจ เรารู้สึกว่าเราต้องทำมันออกมาดีแน่ ๆ พอจบวันนั้นเท่านั้นแหละ หลังจากนั้นแกมีอะไรมาถามผมหมดเลย

พิสูจน์ตัวเองได้

ผมไม่รู้นะ แต่ดันไปได้ใจเขาเฉยเลย หลังจากนั้นแกกับผมเปลี่ยนไปเลย คำพูดคำจาเปลี่ยนไปเลย จากที่ไม่เคยสนใจเรา ไม่รู้จักชื่อ กลายเป็นทุกวันนี้ เจอกันก็ “เฮ้ย สบายดีนะ?”  ไม่น่าเชื่อว่าวันนั้นที่เรารวบรวมความกล้าเข้าไปคุยกับแกจะทำให้อะไรเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ แต่ผมก็อยากให้ทีมชนะ ทุกคนก็ทำเพื่อทีม ผมก็ทำเพื่อทีม นั่นก็คือจุดสำคัญ แล้วพอจบปีนั้น พี่สมชายย้ายไปอยู่ TOT ผมยังอยู่ที่ราชประชา

ราชประชาตกชั้นไหม

เลกแรกเกือบตก อยู่ประมาณที่ 9 – ที่ 10 ก็มีเอี่ยวจะตกชั้น แต่พอพี่สมชายทำเข้าที่  7-8  เลย รอดตั้งแต่ก่อนจบฤดูกาลด้วย แล้วจบฤดูกาลนั้น พี่สมชายก็ย้ายไปอยู่ TOT แกก็โทรฯ มาให้ไปอยู่ด้วย แกถามว่า “ไปอยู่ด้วยกันไหม”

ตำแหน่งเดิม

ใช่ ฟิตเนสโค้ช แต่ เราไม่ไป เราเลือกอยู่ราชประชาต่อ

ทำไมล่ะ เพราถ้าโค้ชใหม่มา เขาอาจเขี่ยเราออกไปได้นะ

ใช่ ๆ แต่เรารักทีมนี้ เราเติบโตมาจากทีมนี้ มันคือทีมในฝันเด็กคนหนึ่ง

จะไปเป็น Boot-room staff อย่างนี้เหรอ

เราเคยคิดนะว่าอยากอยู่ที่นี่ไปให้นานที่สุด แล้วพอจบปี ราชประชาเปลี่ยนโค้ช มีโค้ชต่างชาติเข้ามา ก็คือ มีลอช ยอกซิช ก็โชคดีอีก ที่เขาเป็นโค้ชต่างชาติ ไม่มีทีมงานมาด้วย ตอนนั้นทีมงานพี่สมชายก็ออกไปหมด เท่ากับเหลือแค่เราคนเดียว ตอนนั้นก็จะมีมิลอสเป็นเฮดโค้ช ผู้ช่วยก็มีสองคน มีน้าติ๋ว (วีระยุทธ สวัสดี) มาจากบุรีรัมย์ แล้วก็… โค้ชประตู พี่เสือ (วิลาศ น้อมเจริญ) มาอยู่ด้วยกัน แล้วเราเป็นโค้ชฟิตเนส อยู่ด้วยกันเราก็ทำงานเหมือนเดิม

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

20-22 ปี ประมาณนั้น

โค้ชนี่เงินเดือนเท่าไหร่ตอนนั้น

โอ้ ถ้าพูดถึงเรื่องเงินเดือน ตอนทำงานกับพี่สมชายได้เดือนละ 10,000 บาท เบี้ยเลี้ยง 300 บาท ถ้าทีมมีซ้อมวันไหนก็ได้วันนั้น ก็ทำไปได้ปีหนึ่งสโมสรก็การเปลี่ยนแปลงอีก

มันเกิดอะไรขึ้น

คือพอจบปีนั้น พี่โต้ง-กิตติรัตน์ บอกกับหม่อมเป๊บ (พล.ต.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร ประธานสโมสรในตอนนั้น เป็นบุตรชายของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ผู้ก่อตั้งสโมสรราชประชา – ผู้เขียน) ซึ่งเป็นประธานสโมสรว่าเขาจะเลิกทำแล้วนะ หม่อมเป๊บก็ต้องกลับมาบริหารเอง ซึ่งหม่อมเป๊บเอง เขาเห็นเรามาตั้งแต่เด็กเลย ถ้วย ค ถ้วย ข เขาจะเห็นเรามาตลอด แล้วเขาก็จะสนิทกับเราพอสมควรเลย พอต้องมาทำงานกับ มิลอส หม่อมเป๊บก็เรียกเราเข้าไปคุยคนแรกเลย พูดกับเราตรง ๆ ว่า “หม่อมอยากให้เราอยู่นะ หม่อมจะให้เราเงินเดือน 20,000 บาท เบี้ยเลี้ยง 400 บาท” เฮ้ย ขึ้นเท่าตัวเลย! ก็เลยเลือกอยู่ต่อ แล้วพอ มิลอส เขาเก่งมาก ทำให้เราเปลี่ยนความคิดบางอย่าง เขาเป็นคนให้โอกาสคน “ยูอยากทำอะไร เอาสิยูทำ ไอให้ยูเท่านี้ ๆ ๆ” ก็กลายเป็นว่าเราเป็นโค้ชหลักที่มีส่วนร่วมกับทีม ทั้งองค์ประกอบต่าง ๆ วิธีการซ้อมทั้งหมด เรามีส่วนร่วมหมด ไม่ใช่เตรียมความพร้อมทางร่างกาย จนเรากลับมาคิดว่า “มึงต้องตอบตัวเองนะว่าจะเป็นโค้ชแบบไหน ถ้าจะไปสายฟิตเนส ก็ต้องไปฟิตเนสให้สุด หรือจะเป็นโค้ชฟุตบอล ถ้าเป็นโค้ชฟุตบอลก็ต้องเรียนต่อทางฟุตบอล ซึ่งจริงๆ ในใจมันคือโค้ชฟุตบอลอยู่แล้ว แต่เราใช้โค้ชฟิตเนสเป็นช่องทางในการเข้ามาเท่านั้น พอจบปี มิลอส พาทีมก็เข้าที่ 5-6 เกือบขึ้นชั้นเลย แล้วก็โดนเมืองทองฯ ซื้อตัวไปคุมทีม พี่แม็ค (พัฒนพงษ์ ศรีปราโมทย์) ก็เข้ามาทำต่อ ปีนี้เป็นปีที่ทีมตกชั้น

ราชประชาตกชั้น

จากดิวิชั่น 1 ไปดิวิชั่น 2 ราชประชาเคยได้แชมป์ดิวิชั่น 2 แล้วขึ้นมาอยู่ดิวิชั่น 1 ได้ 3 ปี ปีที่สามนี่แหละที่ตกชั้น สถานการณ์ในตอนนั้นไม่ค่อยดี ปรากฏว่าเงินเดือนไม่ออก ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องเงินมันจะส่งผล แต่มันส่งผลโดยตรงเลย เพราะว่านักบอลคนหนึ่งเงินเดือน 50,000-60,000 บาท รับผิดชอบบ้าน ลูก ครอบครัว มันต้องใช้เงิน แต่ตอนนั้นเราเป็นเด็กไง เราเคยถูกปลูกฝังมาว่าเล่นด้วยใจไปก่อน พอเงินเดือนไม่ออกบอกตัวเองว่า ‘เฮ้ย ไม่เป็นไร’ เพราะรู้สึกว่าไม่มีผลกับเรา แต่กับในทีม พี่หลาย ๆ คน นี่เป็นปัญหาหนักเลย พอจิตใจมันท้อ ฟอร์มการเล่นก็ดร็อปลง มันเห็นชัดเลย ซึ่งถ้าถามเรานะ เรื่องเงินเดือนไม่ออกสำหรับเราไม่ค่อยส่งผลกระทบในตอนนั้น เพราะเราไม่มีภาระอะไร แต่เหตุการณ์นั้นทำให้เราอยากเป็นโค้ชอาชีพ

มันมีอะไร

เราก็ทำงานกับพี่แม็ค ก็ทำงานด้วยกันปกติ แต่เราไปให้คำปรึกษาเขาเหมือนที่ให้คำปรึกษากับ มิลอส แต่คนไม่เหมือนกันน่ะ พี่แม็คบอกกับเราว่า “เอ็งเป็นเด็ก เป็นแค่โค้ชฟิตเนส เอ็งจะรู้อะไร” (ตบเข่าแรง) เท่านั้นแหละ จบปีนี้ ผมตั้งใจว่าจะเลิกเป็นโค้ชฟิตเนส ผมจะเป็นโค้ชฟุตบอลอาชีพให้ได้

คำพูดนี้มันท้าทายเรา

ใช่ คนเป็นนักบอลเก่งใช่ว่าเป็นโค้ชเก่ง แต่เราคิดว่าเราเป็นโค้ชได้ เราชอบดูบอล ความสุขของเราอีกอย่างหนึ่งคือนั่งดูบอลไปเรื่อย ๆ ช่วงเสาร์อาทิตย์ วันเสาร์แข่งเสร็จ วันอาทิตย์ไม่มีแข่ง ตั้งแต่ห้าโมงเย็นยันเกือบตีสอง ไทยลีกถึงสามทุ่ม ดูพรีเมียร์ลีกต่อ นั่งดูไปทุกคู่ ดูไปเรื่อย ๆ ไม่หลับ เราชอบ ซึ่งเราดูเราจะศึกษารูปแบบการเล่นของนักฟุตบอล แล้วเราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการซ้อมของเราได้ คำพูดนั้นมันทำให้ผมฮึด คนมองเราเป็นเด็ก แต่รู้ไหมว่าหลังจากนั้นไม่นาน ผมทำทีมขึ้นชั้นตอนอายุ 29 ปี ซึ่ง 29 นี่เราแก่สุดนะ ผู้ช่วยโค้ช 28 ปี น้องกายภาพ 27 ปี เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่ง 25 ปี เด็กทั้งนั้นสำหรับการคุมทีม

ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ทำยังไงเราถึงได้เป็นโค้ชอาชีพ

ก็พอหลังจากนั้น พี่แม็คก็ออก พี่ป้ำ (วรวรรณ ชิตะวณิช) มาแทน พี่ป้ำเนี่ยเริ่มให้เราทำงานโค้ชแล้ว เพราะเราบอกเขาเองว่าเราทำได้ เราอยากทำ แต่กรณีพี่ป้ำเขาจะมา ๆ หาย ๆ เพราะเงินเดือนมันไม่ออก เขามาช่วยเหมือนมากอบกู้ ช่วยชั่วคราว

วรวรรณเป็นตำนานสโมสรเลยนี่

ใช่ พี่ป้ำมาทำฟรี แกเคยบอกหม่อมเป๊บว่าอย่าจ้างแกเลย จ่ายไม่ไหวหรอก ก็ถูกของพี่ป้ำ พอจบปีพี่ป้ำก็จบงาน ราชประชาตกชั้น

แล้วยังไง คุณได้เป็นโค้ชต่อเลยหรือเปล่า

ยัง ๆ พอราชประชาตกชั้น หม่อมเป๊บก็เคว้งแล้ว เพราะแกไม่มีเงิน ไม่มีสปอนเซอร์เลย วันหนึ่ง อาจารย์หมัด (สมรรถ อมาตยกุล) เขาก็มาหาหม่อมเป็นโค้ชอยู่ในมหาลัยกรุงเทพธนฯ (มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี) ทำทีมชื่อ BTU ซึ่งผมคุ้นเคยกับอาจารย์หมัดดีตอนไปอบรม C license อาจารย์หมัดได้คุยกับหม่อม จึงเกิดการรวมทีมราชประชากับ BTU กลายเป็นสโมสรที่ชื่อว่า “ราชประชา-BTU” เพื่อเล่นในดิวิชั่น 2 ตอนนั้นผมก็ยังเป็นโค้ชฟิตเนสอยู่นะ แต่อาจารย์หมัดนี่แหละที่ให้โอกาสผมคุมทีมอย่างเป็นทางการครั้งแรก

คุมทีมได้ยังไง

เราก็ทำทีมกันตอนนั้นจะจบเลคแล้ว ผมไม่รู้เลยว่าอาจารย์หมัดเขามีคอนเนคชันเขต 10 ฟุตบอลกีฬาแห่งชาติเขต 10 วันหนึ่งเขาก็เข้ามาบอกผมว่า “เฮ้ย เดี๋ยวอาจารย์จะให้เราเป็นโค้ชบอลเขต 10 นะ” ในใจสงสัยว่า เขต 10 อะไรวะ โค้ชใช่ไหมเนี่ย สรุปเว่าแกตั้งให้เราเป็นโค้ชชุดเล็กของทีมเลย ชุดเล็กของราชประชา-BTU ทั้งหมด ทำฟุตบอลมหาวิทยาลัย ทำฟุตบอลเขต 10 ทำบอลถ้วย ข ทั้งหมด ให้ผมเป็นเฮ้ดโค้ชเลย

ตอนนั้นดูกี่ทีม

ตอนนั้นดูสองทีมเป็นหลัก ชุดเล็กกับชุดใหญ่ ชุดใหญ่ก็เป็นผู้ช่วยเขา ชุดเล็กนี่เป็นหัวหน้าเลย แล้วเราก็จะคุมบอลถ้วย ข เขต 10 ฟุตบอลโค้กคัพ อะไรแบบนี้

ถ้าไม่นับงานที่มหิดล ถือว่านี่เป็นงานโค้ชจริงจังครั้งแรก

ใช่ แล้วทีนี้มันมีรายการหนึ่งคืองานกีฬาแห่งชาติ ทีมเรารับผิดชอบจัดการทีมของเขต 10 กรุงเทพฯ เราก็มีเด็กอยู่กลุ่มหนึ่ง จะเรียกว่ายังไงดีล่ะ…เอาเป็นว่าเป็นเด็กที่ขึ้นชุดใหญ่ไม่ได้นี่แหละ ยังไม่ดีพอสำหรับชุดใหญ่ เราก็เอาพวกนี้ไปเล่น ให้โอกาสน้อง ๆ ได้พิสูจน์ตัว ซึ่งมันก็จะมีรอบคัดเลือกก่อนที่สมุทรสาครแล้วค่อยไปแข่งรอบสุดท้าย นี่แหละงานโค้ชอย่างจริงจังครั้งแรกของเรา

เริ่มจากเด็กนักกีฬาที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง

เราก็รู้นะว่าเด็กมันมีขีดความสามารถจำกัด แต่แพสชั่นเราแม่งเต็มร้อย เราบอกกับเด็กตลอดว่า ‘มึงไม่แพ้ ตราบใดที่พี่ยืนอยู่ข้างสนาม มึงไม่แพ้’

ทำไมมั่นใจอย่างนั้น

ไม่หรอกครับ แต่มันเป็นหลักจิตวิทยา ตามทฤษฎีฟุตบอลเนี่ยนะครับ ปัจจัยที่ทำให้เกมชนะ นักเตะมีผล 70% โค้ชมี 20% ดวง 10% แต่เราไม่ได้คิดอย่างนั้น เราคิดว่าวันที่เราเป็นโค้ช เราต้องมีผล 70% นักบอล 20% ดวง 10% นี่คือมุมมองของเรา

เราคิดว่าโค้ชกับแผนสำคัญ

ใช่ เรารู้สึกว่าแผนสำคัญ โค้ชสำคัญ แล้วเราทำแบบนั้น เชื่อไหม เราไม่แพ้ใครเลย เราได้แชมป์ภาค จนไปเล่นระดับประเทศ

ไม่แพ้ใครเลย กี่แมตช์

โอ้โห ผมจำไม่ได้ ชนะตราด ชนะระยอง ชนะฉะเชิงเทรา ชนะสมุทรสาครรอบชิง แล้วก็มาชนะระยองอีกรอบหนึ่ง จนได้ไปแข่งกีฬาแห่งชาติที่โคราช ไปในฐานะทีมเขต 10 กรุงเทพมหานครครับ นั่นเป็นรายการที่สร้างชื่อเลยนะครับ เด็ก ๆ เราเรียกว่าโนเนมเลยก็ว่าได้ แล้วเราก็สอน เคี่ยวมัน เพราะเดี๋ยวพอเด็กอายุ 20 แล้ว มันจะฝึกสกิล ฝึกทักษะยาก ต้องฝึกก่อนจะโตเกินไป เราใส่ใจมัน บิลต์มันเป็นรายตัว ผมเป็นโค้ชแบบที่เข้าไปหาลูกทีม ทั้ง18 คน ผมเรียกมาคุยทีละคน พยายามไปนั่งในใจเด็กให้ได้ เพราะผมเคยละเลยแล้วเห็นผลทันทีเลย

เป็นยังไง

ตอนนั้นเป็นแมตช์ซ้อม ก่อนจะเล่นแรกรอบคัดโซน ตอนนั้นผมติดภารกิจเรียนปริญญาโท เลยไม่ได้มาคุมทีมเอง ลงไปเจอทีมชุดใหญ่ แพ้เลย! โดนไป 5-0 อาจารย์หมัดเรียกเด็กมาด่าเลย เพราะผมไม่อยู่ ด่าว่า “ถ้าไม่มีโค้ชแล้วเล่นได้แค่นี้ ก็พอเถอะ” จากนั้นมาผมรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เป็นโค้ชต้องยืนข้างสนาม ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็แล้วแต่ ต้องมายืนให้เด็กมันเห็น ผมก็บอกเด็กว่าไม่เป็นไร มันเป็นอุบัติเหตุทางฟุตบอล เราต้องกล้าให้อภัยตัวเอง เพราะวันนั้นมันไม่ดีเลยสักอย่าง มันดีแค่อย่างเดียวคือมันไม่ใช่วันแข่งจริง มันคือการซ้อม ตั้งแต่นั้นมา รอบคัดเลือก เจอตราด เจอระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร ยันระยอง ผมอยู่กับเด็กตลอด เราชนะห้าเกมรวดแล้วพวกมันก็ได้ไปแข่งกีฬาแห่งชาติเลย

โค้ชอยู่ข้างสนาม กำลังใจมันมา

เราบิลต์ตลอด ตอนถึงรอบรองขอแค่ชนะ เราได้ไปรอบสุดท้ายกีฬาแห่งชาติเลย ผมก็ยืนตะโกนอยู่ข้างสนามจนเสียงแหบ อาจารย์หมัดออกมาแซวเลยว่า “ถ้าวันนี้พวกมึงไม่ได้ไป โค้ชมึงเข้าโรงพยาบาลแน่” เพราะผมตะโกนสั่งตลอดเวลา ขนาดนำอยู่ 3-2 ทดเวลาบาดเจ็บเหลืออยู่สามนาที ผมก็สั่งให้มัน วิ่ง วิ่ง วิ่ง จนกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลา เด็กมันวิ่งมาร้องไห้กับผมหมดเลย คือบางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยนะครับ อะไรมันจะขนาดนั้น แต่กับเด็กอายุ 18 ที่ถูกปฏิเสธมาเนี่ย มันเรื่องใหญ่นะ จะล่าให้ฟังว่าทีมชุดนั้นมีเด็กอยู่คนหนึ่ง เคยบอกผมว่า “พี่ครับ ผมอยู่ที่ BTU มาสี่ปี ผมไม่เคยได้ลงอะไรสักรายการ ไม่มีใครเอาผม ผมขอเล่นรายการนี้กับพี่ได้ไหม?” ผมมองหน้ามันแล้วบอกว่า “เอาสิ ลองดู” เชื่อไหมเด็กคนนั้นไม่เคยขาดซ้อม มีเห็นวินัย แล้วไอ้แมตช์นั้นจริง ๆ มันก็ไม่ได้ลงนะ แต่วันที่เราได้ไปแข่งรอบสุดท้าย มันนั่งร้องไห้ไปพร้อมกับทีม ผมบอกว่ามันทำได้ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของทีม มันไม่ใช่แค่ 11 คน แต่มันคือคนข้างหลังที่ไม่ได้ลงสนามด้วย สรุปว่าเราได้ไปกีฬาแห่งชาติ แล้วก็ตกรอบ 8 ทีม (หัวเราะ) ก็ไม่เป็นไร เราทำเต็มที่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้คือการเข้าไปนั่งในใจคน ผมเลยให้ความสำคัญกับเรื่องจิตวิทยามากกว่าเรื่องซ้อม การรู้ปัญหาของแต่ละคนของ  บางทีมันเหนื่อย แต่คุ้มกว่า

หลังจากนั้นไปคุมทีมอะไรต่อ

ตั้งแต่นั้นมาก็อยู่กับอาจารย์หมัดมาเรื่อย ๆ ปีแรกกับปีที่สองเป็นสโมสร ราชประชา-BTU ปีที่สาม ราชประชา แยกออกไป ก็กลายเป็นทีม สมุทรสงคราม-BTU ผมก็อยู่ฝั่ง BTU มาตลอด เป็นโค้ชชุดเล็ก จนเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ทีมเราเล่น T4 คือตลอดระยะเวลานั้น มันก็มีการเปลี่ยนแปลงภายในทีมเยอะ เราก็ทำชุดเล็ก ส่วนชุดใหญ่เราเป็นเหมือนผู้ช่วยอาจารย์หมัด เราเริ่มมีบทบาทกับที่นี่มากขึ้นเพราะว่าเด็กชุดเล็กก็ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่เยอะ นโยบายก็เริ่มเปลี่ยนจากที่เคยทุ่มเงินจ้างคนนู้น คนนี้ คนนั้น กลายเป็นว่า เอาเด็กขึ้นมาชุดใหญ่ เพราะพิสูจน์แล้วว่าเด็กเราก็มีของอยู่ ผู้ใหญ่เริ่มเห็นความสำคัญของทีมเยาวชนมากขึ้น พอดีกับที่ทีมก็ไม่มีงบประมาณ

จนมีอยู่ปีหนึ่ง อาจารย์ก็หมัดลาออกจากทีม เราก็ไม่รู้ปัญหาของอาจารย์เขานะ และอาจารย์หมัดก็ดีกับเรามาก แมตช์นั้นไปเยือนสุพรรณบุรี ปีที่เราขึ้นชั้นจาก T4 ขึ้นไปเล่น T3 นี่แหละ ผมจำได้แมตช์นั้นไปเยือนสุพรรณฯ เราโดนนำ 2-0 แล้วเราก็ตีเสมอได้ 2-2 จบเกมอาจารย์หมัดแกก็ไม่ได้พูดอะไรนะ ก็เรียกประชุมทีมตามปกติแล้วก็แยกย้ายกลับ เย็นวันรุ่งขึ้นเขาก็โทรมาหาผมบอกว่า “พี่ลาออกแล้วนะ” ผมก็ตกใจถามว่า “เอ้า! มันเกิดอะไรขึ้นครับอาจารย์” “เออ มันเป็นปัญหาส่วนตัว มันถึงทางตันของผมแล้ว แต่เบื้องต้นเนี่ย ทีมเขายังไม่แต่งตั้งใครหรอก เขาก็น่าจะเอาคุณ และผมว่าคุณพร้อมที่สุดแล้ว ได้เวลาแล้วไอ้น้อง ทำให้เต็มที่” เชื่อไหมผมน้ำตาไหลเลย ผมไม่คิดว่าวันนี้มันจะมาเร็วขนาดนี้ เก้าอี้อันนั้นมันเป็นเก้าอี้ของอาจารย์เขา ของพี่เรา ของอาจารย์เรา

ไม่ดีใจเหรอได้เป็นโค้ชทีมชุดใหญ่

ไม่ คือถ้าวันหนึ่งผมจะเป็นเฮดโค้ช ต้องไม่ใช่เก้าอี้ตัวนี้ นี่มันเป็นของอาจารย์หมัด แต่ปรากฏว่าหลังเกมที่เราไปเยือนสุพรรณฯ ผมก็ได้คุมทีมชุดใหญ่

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่ พร้อมไหม

28 – 29 ปีครับ แต่เราก็พร้อมนะ ตอนนั้นเหลืออยู่ 3 แมตช์ก่อนจบฤดูกาล แล้วทีมที่จะได้ขึ้นชั้นนอกจากสุพรรณบุรีที่คว้าแชมป์แล้ว ก็คืออันดับที่สองกับสาม แล้วทีมที่แย่งโควตากันอยู่ก็มีเรา กาญจนบุรี และ อัสสัมชัญ แล้วเหลืออีก 3 แมตช์

ต้องแย่งกันขึ้นชั้น แล้วอยู่ ๆ เฮดโค้ชก็มาลาออก

ใช่ครับ แต่สถานการณ์เราไม่ได้เพลี่ยงพล้ำอะไรนะครับโอกาสที่เราจะขึ้นชั้นก็มีอยู่ แค่อาจจะเป็นปัญหาส่วนตัวของแกแหละ แกตัดสินใจแล้วก็ต้องยอมรับแต่มันก็มองได้คนละมุมนะ มุมเรา เราเป็นน้อง ผมน่ะสนิทกับแกที่สุดก็อดคิดไม่ได้ว่า “เอ๊ะ ทำไมเขาทิ้งเราวะ?” แต่หลังจากนั้นเราก็ยังเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่นะ คุยได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่อง BTU (หัวเราะ) เขาจะไม่คุยเลย เขาบอกคุยกับเขาได้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องนี้  ซึ่งผมรักแกนะ รักแกมาก ๆ แต่ตอนนั้นเด็กอายุ 29 คนหนึ่งต้องมาทำทีมฟุตบอลอาชีพในสถานการณ์ที่มันค่อนข้างกดดัน และทีมงานเราเนี่ยอายุ 28 ปี 27 ปี สตาฟอีกคนหนึ่ง 25 ปี

เด็กทั้งนั้นเลย

ใช่ เด็กมากสำหรับการทำทีมฟุตบอลอาชีพ ผมในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่สุด พูดอะไรไม่ได้ ผมจะแสดงความอ่อนแอให้น้องทีมงานและลูกทีมเห็นไม่ได้ มีอยู่วันหนึ่งผมกดดันมาก แล้วจะเอายังไงดีวะเนี่ย ก็เลยโทรฯ ไปร้องไห้ใส่อาจารย์หมัด แกก็พูดมาประโยคหนึ่งว่า “เอาจริง ๆ นะ ไอ้เก้าอี้ตัวนี้ ผมจะเสียใจมากถ้าคนที่มาต่อจากผมไม่ใช่คุณ ทั้งหมดที่พวกเราสร้างมา เป็นของพวกเรา นั่นลูกน้องเรา ลูกทีมเรา มันน้องเราทั้งหมด ถ้าเก้าอี้นี้ไม่ได้คุณมานั่ง ผมจะไม่สบายใจเลย”  พออาจารย์หมัดพูดแบบนี้ ผมโอเคเลย บอร์ดก็เรียกเข้าไปคุยว่าพร้อมไหม ผมก็บอกพร้อม เขาตั้งให้เราเป็นเฮดโค้ชชั่วคราว รักษาการไปก่อน

ผลการแข่งขันของ 3 แมตช์นั้นเป็นยังไง?

ชนะรวดเลย ชนะลูกอิสาน 2-0 ชนะหัวหิน 4-1 ชนะสมุทรสาคร 3-0 แล้วก็จบในอันดับที่ 2 ไปเล่นเพลย์ออฟ เพื่อหาทีมขึ้นไปเล่น T3

เล่นรอบเพลย์ออฟกับใคร

สตูล อันนี้ถือว่าเป็นที่สุดในชีวิตผมแล้ว ที่สุดของชีวิตในการเป็นโค้ช ไม่เคยรู้มาก่อนว่าพอเป็นเฮ้ดโค้ชเต็มตัวจะเป็นแบบนี้

มันเป็นยังไง

คือเมื่อก่อนเราเป็นผู้ช่วย ไม่มีใครสนใจเราหรอก มีอะไรเราก็โยนให้อาจารย์หมัดหมด แต่พอเรามาคุมทีมเอง เป็นเฮ้ดโค้ชเอง เราไม่รู้ว่าเราจะเจออะไรบ้าง ไม่รู้ว่าต้องตอบคำถามนักข่าวด้วย นักข่าวเริ่มโทรมาถาม เราก็…มีอย่างนี้ด้วยเหรอวะ

เขาถามว่าอะไร

ทุกอย่างแหละ แต่ช่วงแรก ๆ เป็นเรื่องอายุเรา เขาถามว่าอายุแค่นี้เป็นเฮ้ดโค้ช กดดันไหม แต่เราเตรียมตัวมาเหมือนกัน เราเล่นเกม Football Manager เรารู้ว่าแนวทางการให้สัมภาษณ์ควรเป็นยังไง ตอบยังไงให้ดูฉลาด (หัวเราะ) เราก็พยายาม แต่ในใจลึก ๆ เราโคตรตื่นเต้น กลัวอยู่ลึก ๆ

กลับไปที่รอบเพลย์ออฟ พอรู้ว่าจับสลากเจอสตูล ยูไนเต็ด แล้วมันเป็นยังไงต่อ

คือการจับสลากเพลย์ออฟจะมี 12 ทีมจาก 6 ภูมิภาค แล้วเอาขึ้นชั้น 5 ทีม ตอนนั้นเราหวังว่าเจอใครก็ได้ที่ไม่ใช่สองทีมคือ JL เชียงใหม่ กับ สตูล ยูไนเต็ด

ทำไม สองทีมนี้อันตรายกว่าทีมอื่นตรงไหน

เพราะเขาเป็นทีมที่ใช้เงินเยอะ มีเงินจ้างนักเตะดี ๆ เยอะ ปีนั้นทีมเราน่าจะใช้เงินไปประมาณ 8-10 ล้าน แต่อย่างสตูลฯ ผมได้ยินว่าเขาใช้เงินทำทีม 30 ล้าน เราสู้ไม่ได้ในแง่คุณภาพนักเตะอยู่แล้ว สตูลฯ ไปเก็บตัวบุรีรัมย์ซึ่งทุกอย่างพร้อมมาก แต่เราทำแบบนั้นไม่ได้

ตอนเช้าประมาณ 9 โมง ป๋าเหงี่ยม (ดร.เสงี่ยม บุญมีฤทธิ์ ประธานสโมสร) โทรมาถามผมว่ารู้ผลหรือยัง ผมก็ตอบว่ายังครับ ป๋าบอกผมว่าเจอสตูล อย่างที่เรากังวลใจจริง ๆ แต่ป๋าก็ปลอบผมว่า “ไม่ซีเรียสนะลูก ขึ้นไม่ได้ ปีหน้าเราก็เล่น T4 กันต่อ” พอฟังอย่างนั้น ในใจผมเนี่ยบอกตัวเองว่า “ผมจะเอาทีมขึ้นชั้นให้ได้” แต่เราไม่ได้ตอบเขาไปนะ เราแค่ตอบตัวเองในใจ ทั้งที่เราคิดนะว่าแม่งยากมาก

จะเอาไรไปสู้แบบนั้นใช่ไหม

เราสู้เขาไม่ได้สักอย่าง คนละระดับกันเลย แถมแมชต์แรกเราต้องไปเยือนเขาก่อน ไปเล่นที่สตูลก่อน แต่ตอนนั้นเราก็มีโมเมนตัมที่ช่วยหนุนเราคือ พอเราคุยกับอาจารย์หมัด เคลียร์ใจกันช่วงท้ายฤดูกาลเรียบร้อยแล้ว เราชนะ 3 แมตช์รวด หัวจิตหัวใจของทุกคนมาเริ่มรวมกันได้ ฟุตบอลมันเป็นเรื่องของหัวใจ เราต้องรู้สึกร่วมกัน เราแพ้ด้วยกัน เราชนะด้วยกัน แม้แต่ตัวสำรองที่นั่งข้างสนามหรือแม้แต่บนอัฒจันทร์ โค้ช บอร์ดบริหาร มันต้องมีหัวใจดวงเดียวกัน นั่นแหละกุญแจสำคัญ ทั้งที่เรื่องการฝึกซ้อมเราไม่ได้ปรับอะไรมาก แต่เราปรับวัฒนธรรมองค์กร เราปรับเรื่องความเป็นพี่เป็นน้อง unity ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เราปลูกฝังเรื่องนี้ทุกวัน

นี่คือสิ่งที่ตอนเป็นนักฟุตบอลอาชีพเราไม่เอาเลย

ใช่ๆ (หัวเราะ) ใช่เลย มันเรื่องจริงเลย พอเป็นโค้ชแล้วมันตรงกันข้ามเลย คือเรารู้ว่าเรื่องศักยภาพ performance โดยรวม หรือความสามารถ เด็กเราสู้ไม่ได้ แต่เราไปที่นั่นยังไงให้มันสู้ได้ เพราะฉะนั้นหัวใจเท่านั้น ก็เลยเริ่มจากจับเทสต์หัวจิตหัวใจกันก่อน

จับเทสต์ยังไง

จับมันวิ่งเลย วิ่งรอบสนามบอล 7 รอบ สิบสองนาที ผมก็บอกกับผู้ช่วยว่าใครที่ตก ต่อให้เป็นทีมชาติ เป็นสตาร์ ผมไม่เอาไป คนที่ผ่านจะเอาไป

ทดสอบหัวใจล้วน ๆ

ใช่ เราเอาแค่หัวใจเลย เราอยากรู้ว่าเด็กคนไหนพร้อมจะไปกับเรา เพราะเรารู้ว่าเราจะเจออะไร ต้องเลือกเด็กที่มีหัวใจนักสู้ไปกับเราก่อน เจ็ดรอบสนาม สิบสองนาที จะเก่งมาจากไหน ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ไป แล้ว เราก็ปรับอีก เจ็ดรอบสิบสองนาทีมันง่ายไป ก็เอา เจ็ดรอบสิบเอ็ดนาทีมันไปเลย เอาให้หนักเข้าไปอีก เด็กมันก็ผ่านกันเกือบหมดนะ มันก็มีบางคนที่ไม่ผ่าน ซึ่งเป็นคนเก่งนะ แต่ไม่ผ่าน จนป๋าเหงี่ยมต้องโทรคุยกับผม ถามว่า “ทำไมไม่เอาไปล่ะ” ผมก็บอกว่า “เทสต์ไม่ผ่าน ป๋า” ป๋าก็สงสัยว่า “เฮ้ย ทำไมอย่างนั้นล่ะ” ผมเลยอธิบายว่า เพราะผมรู้ว่าไปที่นั่นมันจะกดดันแค่ไหน แล้วก็ปิดท้ายว่า “ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมรับผิดชอบเองป๋า”

กดดันขนาดนั้นเลยเหรอ

ก็เป็นธรรมดาของโลกฟุตบอลครับ เราไปเยือนเขาก็ต้องเจอแบบนั้น บ้านใครก็บ้านมัน เราไม่ได้นอนที่สตูลด้วยนะครับ ตอนนั้นสตูลน้ำท่วม เราก็เลยไปนอนที่หาดใหญ่ ไปวันพฤหัสฯ เตะวันเสาร์ เราไปก่อนเลย นอนหาดใหญ่สองคืนเลย แล้ววันแข่งค่อยเดินทางไปสตูล พอไปถึงสนามสตูล โอ้โห บรรยากาศโดยรอบกดดันมาก เขาข่มเราทุกอย่าง แฟนทีมสตูลประมาณ 2,000-3,000 คน มีแฟนมา BTU อยู่สองคน เชื่อไหม (หัวเราะ) สองคนจริง ๆ ไม่มีอะไรเป็นใจเลย ฝนแม่งก็ดันมาตก แล้วเราเป็นบอลภาคพื้นดิน โอ้โห ฝนตกอีกนี่จะเอายังไงกันดีวะ แต่เราเตรียมมาพร้อม นอกจากหัวใจแล้ว สิ่งที่เราคิดว่าเราเตรียมมาดีคือเราไม่ให้เขารู้ความเคลื่อนไหวอะไรเลย

ยังไง

เราไม่ให้ข่าวเลย ผมสั่งน้องที่เป็นคนดูมีเดียให้ทีมว่างดให้ข่าว งดลงอะไรทั้งสิ้น ห้ามให้ใครมาสัมภาษณ์คนBTU เพจเราให้เป็นเป็นเพจร้างไปเลย สองอาทิตย์เขาไม่รู้เรา แต่เรารู้เขาหมด เพราะผมมองแล้วว่าเขาน่ะไม่ได้มองว่าเราเป็นอุปสรรค เขามองว่าเขาผ่านเราได้ และเราจะสอนเด็กด้วยว่าฟุตบอลน่ะ สถานการณ์เวลาเล่นเกมเยือนมันโหด เราต้องวาดภาพให้เห็นก่อนว่าเราจะเจออะไร หนึ่งกองเชียร์ สองกรรมการ สามผู้เล่น สี่ดินฟ้าอากาศสภาพสนาม เราอยากให้ไอ้ 11 คนกับสำรองอีก 9 คนที่ไปด้วยกันมันรู้ว่ามันต้องเจออะไร ซึ่งมันก็เจอจริง ๆ แต่เราเตรียมพร้อมมาสองอาทิตย์แล้วว่าเราจะเจออะไร ขณะที่ทีมสตูลทำข่าวหมดทุกอย่าง เราไม่มีข่าวเลย มีแต่แผนกับหัวใจ

แล้วหัวใจที่เตรียมตัวไปช่วยได้ไหม

ได้! สิ่งหนึ่งที่เราบิลต์ตลอดช่วงสองอาทิตย์ก่อนจะเจอกันคือหัวใจ ผมยอมรับเลยว่าการละลายพฤติกรรม อย่างที่ผมไม่ชอบตอนเป็นนักเตะ (หัวเราะ) พาไปไหว้พระด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน สร้างระบบ สร้างทุกอย่าง พี่น้องเปิดใจคุยกัน พี่กล้าขอโทษน้อง น้องกล้าให้อภัยพี่ ทั้งหมดมันช่วยได้ คือเราไปเล่นเกมนอกบ้าน ความผิดพลาดมันสูงอยู่แล้ว แต่มันต้องจบให้เร็วแล้วเล่นต่อ เราซ้อมมาหนัก หนักจนขาเดินไม่ไหว เพราะฉะนั้นเราต้องสู้ เราก็พูด ๆ ไป เฮ้ย ถ้าเรายอมจะเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ ตอนนั้น ผมเลือกเล่นระบบ 4-1-4-1 รับเต็มที่ โอ้โห ครึ่งแรกได้ยิงทีเดียว ที่เหลือเขายิงหมดเลย (หัวเราะ) แต่จบครี่งแรกยัง 0-0 รอดตัวไป ปรากฏว่ามีเรื่องเซอร์ไพรส์อีกคือ อาจารย์หมัดบินมาดูด้วย

เราไม่รู้เหรอ

ผมไม่รู้ แกบินไปดูด้วย แกมาในฐานะที่ปรึกษาสโมสร พอผมรู้ข่าวว่าแกมาดูเกมด้วย น้ำตาผมไหลเลย เพราะลึก ๆ ตลอดเวลา ผมภาวนาแค่เรื่องเดียว ขอให้เขาอยู่ เขาก็มาเฉย แต่ไม่ได้ยุ่งอะไรกับผมเลยนะ เขาแค่อยู่ข้าง ๆ ผม เป็นขวัญและกำลังใจกับผมโดยตรงเลย แต่น้อง ๆ เราไม่รู้หรอก ช่วงพักครึ่ง รองประธานสโมสรโทรมาว่า “อาชลครับ เป้าหมายที่มาที่นี่ อาชลคิดยังไง ถ้าเสมอโอเคไหมครับ” อาชลตอบว่า “โอเคสิ” ผมก็เลยคิดในใจไม่ได้บอกว่า ผมจะชนะให้ดู วันนี้กูจะชนะ 1-0 แล้วกูกลับบ้าน เราต้องตั้งเป้าหมายในใจแบบนั้นก่อน

เกมครึ่งหลังเป็นยังไง

พอเริ่มครึ่งหลัง หนังม้วนเดิมอีก เขาก็บุกเราเหมือนเดิม เตะมาประมาณสิบนาทีก็ยังสูสี ผมบอกกับน้องว่าถ้าผ่านนาทีที่หกสิบไปได้ แบ้วเรายังยันอยู่ ความกดดันทุกอย่างมันจะโยนไปที่เขา แล้วมันก็จริง เริ่มจากยิงจ่อ ๆ หน้าประตูแต่ไม่เข้ากรอบ เขาเริ่มโยนบอลแล้วทำอะไรไม่ได้ จนอยู่ดี ๆ บอลมาถึงแบ็คซ้ายเรา แบ็คเราก็เตะตูมไปข้างหน้า มิดฟิลด์เราเบอร์ 8 วิ่งแซง แล้วก็วิ่งเข้าไปในเขตจุดโทษ แล้วแม่งก็ยิง เข้า!!

เชื่อไหมว่าตอนนั้นทั้งสนามเงียบกริบ ใครเรอยังได้ยินเลย มีอยู่แค่ 20 คนที่เสียงดังคือพวกเรา มัน เงียบแบบสุด ๆ เงียบมาก ๆ  คราวนี้ใจมันมาแล้ว เขาก็ยังบุก แต่เราได้เล่นเกมโต้กลับแล้ว สิบนาทีสุดท้ายเนี่ย ที่สุดของความเป็นโค้ชในชีวิตผมแล้ว สมองต้องคิดแม่งทำยังไง เขาถอดหลังออกเอาหน้าลง เราก็ถอดหน้าออกเอาหลังลง มึงบุกมากูแพ็คเกมรับเลย หลังกูก็ห้าคน ฝนก็ยังตกไม่หยุด แล้วเวลามันเริ่มนับถอยหลัง ตอนนั้นเราคิดเลยว่า กองเชียร์เราสองพันคนที่รออยู่ที่กรุงเทพฯ แมตช์หน้าพวกคุณไม่เสียใจแน่ ๆ โอ้โห เราก็พูดใส่ลูกทีม นาทีสุดท้ายเขายิงชนเสา เด้งลงตกพื้นที่มีน้ำ ประตูเรารับได้  กรรมการก็เป่านกหวีดหมดเวลา เราชนะ 1-0 โอ้โห กองเชียร์เขาสองพันคนลุกขึ้นปรบมือให้เรา

กองเชียร์สตูลลุกขึ้นปรบมือให้เรา

ใช่ ผมว่าเราไม่ได้เล่นสกปรก เราไม่ได้เล่นอะไรที่มันไม่ดีเลย เราก็มาสู้เท่าที่เราสู้ได้ เราไปแบบเจียมตัว แต่เราไม่ได้ประมาท เรารู้ว่าเราชนะเขาได้ แต่เราไม่พูดออกมา เราทุกคนรู้ มองแววตาเรารู้ แล้วเราชนะกลับมาได้ ซึ่งมันดูเหมือนง่าย ทุกอย่างดูเหมือนเข้าทางแล้ว กลับมาซ้อมได้อีก ทีนี้เขาต้องมาเยือนเรา ด้วยความที่ทีมเขามีเงิน เขาแข่งกับเราวันเสาร์ เขามาตั้งแต่วันพุธเลย มานอนที่ทีมเรา

แมตช์ที่สองมันเป็นแมตช์ที่สำคัญกับเรามากเลย เพราะถ้าเราผ่านจุดนี้ได้ 12 เหลือ 6 แล้ว 6 ขึ้น 5 ทีม เราอาจจะกลายเป็นโค้ชอายุน้อยที่สุดที่พาทีมขึ้นชั้นได้ เปอร์เซ็นต์ที่จะทำได้ก็มีนะ จากเดิมที 70/30 มันกลายเป็น 50/50 แล้ว แต่ถึงจะเป็นเป็นบ้านเรานะ เราก็ยังใช้แพทเทิร์นเดิมนะ ให้ความสำคัญกับเรื่องหัวใจ ตอนนั้นป๋าหมัดก็เริ่มเอาใจแล้ว (หัวเราะ) “เฮ้ย มึงทำได้ อยากได้อะไรไหม” / “ป๋า ผมขอเก็บตัว” พาน้องไปนอนแถวมหิดลหนึ่งวัน ผู้ใหญ่ก็เริ่มสนับสนุน “เอาให้สุดลูก เอาให้สุดเลย” เสนออะไรไปตอนนั้นได้หมด (หัวเราะ) ทีนี้วันแข่ง ฝนก็ตกอีก แต่คราวนี้มันไม่เหมือนเดิมตรงที่ว่าสนามเรามันจุได้ประมาณ 2,000-3,000 คน มันไม่ใช่มีแต่กองเชียร์ของเรา เพราะอย่าลืมว่ามหาลัยกรุงเทพธนบุรี ก็มีนักศึกษาที่เป็นเด็กภาคใต้มาเรียนด้วย  

อ้าว มีกองเชียร์สตูล

ใช่ กองเชียร์สตูลมาเต็มอัฒจันทร์ฝั่งนึง ร่วมพันนะ แต่ว่าเกมกลายเป็นเกมที่สนุกมาก ๆ เกมหนึ่ง เพราะมันไม่ได้ง่าย

ไม่ได้เข้าทางแล้วเหรอ

มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเลย เราคิดว่าเฮ้ย มาเล่นบ้านกูนะ จะทำให้รู้ว่า BTU มันเป็นยังไง เราซ่อนอะไรไว้เยอะ ปรากฏว่าก่อนเตะ กองหน้าตัวเก่งเราโดนแบน เฮ้ย ฉิบหายวายป่วงเลย เริ่มเกมเตะไปได้สิบนาที เด็กเราเตะเข้าประตูตัวเอง (หัวเราะ) เอาแล้วมึงเอ้ย! ทำไงดีวะเนี่ย ฉิบหายแล้ว 1-1 แต่เราก็ยังเหมือนเดิม  เราก็ยังยืนข้างสนาม สู้ไปกับเด็ก เพราะเราเห็นแววตาเด็กเรามันก็มีเสียขวัญนะ เพราะฉะนั้นเราต้องกระตุ้น สู้ไปกับมัน

มันนับลูกยิงเหย้า-เยือนไหม

ใช่ เหมือนแชมเปี้ยนส์ลีกเลย เราต้องตีเสมอให้ได้ แต่จะให้ดีต้องชนะเท่านั้น เพราะเขาได้ประตูทีมเยือนเท่ากับเราแล้ว เด็กเรากดดัน แต่เราบอกเด็กว่าฝั่งนั้นเขาก็กดดัน หมดเวลา เสมอ 1-1 ต้องต่อเวลาอีกครึ่งชั่วโมง ก็ยังยิงไม่ได้ ต้องยิงจุดโทษ

เราได้เตรียมลูกโทษมาไหม

เตรียม ๆ แต่เอาตรง ๆ นะ เราก็ไม่ได้เตรียมมาพร้อมหรอก เพราะเราก็กะปิดเกมให้ได้ใน 90 นาทีในบ้านเลยเหมือนกัน แต่เขาก็ยังเชื่อว่าเขาจะบุกมาชนะเราได้ ปรากฎว่ายิงลูกโทษ ห้าคนแรกเข้าหมดทั้งสองทีม คนที่หกเขายิงก็เข้า หกเราก็เข้า คนที่เจ็ดเขาซัดตู้ม ข้ามคาน ออก!! เชื่อไหม ทั้งสตาฟ ประธานสโมสร ผู้ช่วย ภรรยาเรา ทุกคนในเตนท์นี้มันเครียดไปหมด โอ้โห ตอนนั้นถ้าสูบบุหรี่ในเตนท์ได้ เราคงสูบแล้ว คือมันไม่ไหวแล้ว  มันเครียด มันเดิมพันด้วยการขึ้นชั้นเลยนะ เขายิงก่อน แล้วเรายิงทีหลังด้วย โคตรกดดัน

ถ้าลูกนี้เข้า ทีมเราขึ้นชั้นเลย

ใช่ ผู้รักษาประตูต่างชาติเราหยิบบอลมา ซัดตูม เข้า!!! โอ้โห ผมไม่รู้ว่า… ผมอธิบายเหตุการณ์ตอนนั้นไม่ถูก สตาฟ นักบอล วิ่งลงสนาม วิ่งไปสไลด์สนาม ร้องไห้ เราก็พยายามกลั้นนะ แต่บางทีน้ำตา มันมาเอง ความสำเร็จ น้องสาวเราแม่งวิ่งร้องไห้ มันสะใจทั้งสองคน ผมยังคิดเลยนะว่าถ้าวันนี้เราแพ้แม่งคนละเรื่องเลย ตอนนี้เราบอกตัวเองว่าถ้าแพ้แมตช์นี้แม่งจะเป็นแมตช์สุดท้ายของมึง เพราะถ้าเกิดว่ามึงได้อยู่ต่อ แพสชั่นมึงหมดแน่ ๆ  และผู้ใหญ่อาจไม่ให้อยู่ต่อ (หัวเราะ)

ถ้าลูกนั้นไม่เข้า อาจจะเป็นแมตช์สุดท้ายของเรา

เขาก็อาจจะมองว่าเราเด็กก็ทำได้แค่นี้แหละเรามองว่ารอบนี้ยากกว่า รอบ 6 ทีมอีกนะ เพราะไปเจอเต็งหนึ่ง พอมันชนะได้เท่านั้นแหละ คราวนี้ปลดล็อก พอเข้ารอบหกทีมสุดท้าย เราบุกชนะจันทบุรี 4-1 ขึ้นชั้น เล่นในบ้านชนะเชียงรายอีก 4-2 ขึ้นอัตโนมัติเลย

จาก T4 ขึ้น T3

เราพาน้อง ๆ ขึ้นชั้นมา ตอนนั้นเราอายุแค่ 29 เอง คราวนี้ดัง (หัวเราะ) ข่าวต่าง ๆ มันถาโถมเข้ามาหมดเลย ประธานสโมสรก็มาแซวผมว่า “เนี่ย มึงทำให้กูเสียตังเพิ่มอีกแล้ว” เพราะว่าเราขึ้นชั้นมันก็ต้องใช้เงินเยอะไง (หัวเราะ)

กลายเป็นปลุกกระแสความนิยมใน ราชประชา BTU ขึ้นมาได้

คราวนี้ก็มีอุปสรรคอีกคือเราต้องไปเรียนโค้ชใหม่อีกรอบหนึ่ง เพราะว่าใบเก่าเขาไม่รับรอง ใบเก่าเราเป็นของสมาคม แต่ใบใหม่มันเป็นของ AFC  ต้องไปเรียนโค้ชใหม่ ก็ไม่เป็นไร เราได้ของ C license เหมือนเดิมกลับมา แล้วก็มีจุดเปลี่ยนอีก คือเขาเลือกโค้ชคนใหม่ แล้วก็ให้เราเป็นผู้ช่วย แล้วก็รู้สึกนะ ทำไมเราทำขึ้นชั้นแล้วไม่ให้เราทำทีมต่อแต่ก็ไม่เป็นไร เป็นผู้ช่วย ปีที่เล่น T3 ปีแรกเนี่ยเราเป็นผู้ช่วยอยู่ปีนึง พอปีที่แล้ว เราก็เป็นเฮดโค้ชเต็มตัว แล้วก็เพิ่งเรียนจบ เพิ่งได้ B license ก็คงรับใบประกาศปีนี้

ได้เป็นเฮ้ดโค้ชเต็มตัวอีกครั้ง แล้วทำไมไม่คุม BTU ต่อ มันเกิดอะไรขึ้น

พอปีที่แล้ว สัญญามันหมด พอหมดปุ๊บ ทีมก็มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร เหมือนมีสปอนเซอร์เข้ามา แล้วสปอนเซอร์ก็อยากจะเอาคนนั้นคนนี้เข้ามา ซึ่งบางอย่างเราดูแล้วว่ามันอยู่ต่อไม่ได้แล้ว เราก็มาถึงจุดที่ว่าเราต้องคิดแล้วนะว่าเราจะทำยังไงต่อ

ตอนนั้นคิดว่าจะไปเป็นโค้ชทีมอื่นไหม

คิดนะ มีติดต่อเข้ามาหลายทีมด้วยนะ เราไม่เคยคิดนะว่าจะมีคนสนใจเราขนาดนี้ โทรมาเยอะ เบื้องต้นก็ 3-4 สโมสร สโมสรใหญ่ ไทยลีกเลย บ้าบอขนาดที่ว่าเรากล้าปฏิเสธเขาเลย ผมก็ยอมรับนะว่าผมแม่งมีโลกส่วนตัวสูง เวลาเขาโทรมาไม่ใช่เขาสัมภาษณ์เรานะ กลายเป็นผมสัมภาษณ์เขา ว่าเขาจะไปกับผมได้ไหม ผมรู้สึกว่าเขาไม่รู้ผมหรอก แต่ผมน่ะรู้เขา

ทำไมเราไม่รับล่ะ

ผมรู้สึกว่าเราเบื่อกับการที่เราเป็นลูกจ้าง เพราะโค้ชก็เป็นลูกจ้างน่ะ ทำดีก็มีผลงาน ทำไม่ดีก็ถูกปลด ต่อให้ทำดีบางทีก็ยังถูกปลดอยู่ดี  บางกรณีประธานสโมสรเขาก็มีโค้ชของตัวเอง มันเป็นไปได้มีหมดแหละ โค้ชในประเทศไทย อดทนกันหมดแหละ เพื่อความอยู่รอด เพราะระบบบ้านเรามันไม่ได้มืออาชีพขนาดนั้น ส่วนตัวเรา เราคิดว่าเรามีฝันสองอย่างคือเป็นโค้ชอาชีพกับมีอะคาเดมีของตัวเอง ซึ่งอย่างแรกเราทำได้แล้ว อย่างที่สองก็น่าจะเป็นโอกาสดีแล้วที่จะทำ

ก็เลยมาทำอะคาเดมี

ใช่ เรารู้สึกว่าจังหวะอะไรมันพอดีหมดเลย

โอเวอร์เฮด ทำอะไรบ้าง

ก็มีสองอย่าง มีเป็นอะคาเดมีกับช่องแชนแนล คือ โอเวอร์เฮด คิก อะคาเดมี กับ โอเวอร์เฮด คิก วาไรตี้ เราก็ไปสัมภาษณ์โค้ชที่เป็นพี่น้องกับเรานี่แหละ ส่วนใหญ่คนจะชอบสัมภาษณ์นักบอล แต่เราชอบสัมภาษณ์โค้ช อยากรู้ว่าคนเป็นโค้ชเนี่ยเขามีมุมมองยังไง

แล้วอะคาเดมีล่ะ เป็นเด็กที่เด็กพ่อแม่ส่งมาใช่ไหมครับ

ใช่ เราเปิดประกาศ เราใช้ชื่อเรา ทีมงานเรา โค้ชเรา ทีมงานเรา ก็ดีนะ

เหมือนกลับไปเป็นเราตอนอายุ 19 อีกครั้ง ที่กลับไปสอนเด็ก

ใช่ คือเราคิดอย่างนี้นะว่าเราคือคนหนึ่งที่ไม่เคยลืมว่าเราโตมากับอะไร ต่อให้เราเป็นโค้ชบอลอาชีพ เราก็ยังเอาเด็กมหา’ลัยเล่นอยู่ แล้วเด็กมหา’ลัยก็จะเชื่อกันหมดว่าถ้าพี่เราเป็นโค้ช ยังไงก็ต้องเอาเด็กมหา’ลัยเล่น ทุกคนมีความหวัง เรารู้สึกว่าเราต้องใช้สายเลือดเราเล่น เราใช้สิ่งที่เราสร้างมา มันเป็นเรื่องทัศนคติที่เราเห็นตั้งแต่ตอนอายุ 17 ปี หรือความจงรักภักดี วัฒนธรรมองค์กร เรารู้ว่าเด็กคนนี้ลงไปตายให้เราได้ ตรงนี้สำคัญ

ทำงานสอนบอลเด็ก มีความสุขยังไง

มันคนละเรื่องกันเลยนะ เห็นเราจริงจังแบบนี้ แต่เราเป็นคนที่ทำอะไรก็ได้ที่เห็นคนอื่นมีรอยยิ้ม ความสุขของคนอื่นคือความสุขของเรานะ เรามีความสุขไหม อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ค่อยซีเรียสกับชีวิตนะ แต่ถ้าทำแล้วเห็นคนรอบข้าง สตาฟ เด็กยิ้มมีความสุข เราโอเคเลย

ถามว่าสอนบอลเด็กกับผู้ใหญ่ต่างกันไหม  คนละเรื่องนะถ้าเป็นฟุตบอลอาชีพน่ะ ไม่ตั้งใจซ้อมโดนตัดเงินเดือน มาสายโดนตัดเงินเดือน เราไม่คุยด้วย ตอนผมเป็นโค้ชห้องทำงานผมคือห้องสุดท้ายที่เด็กจะกล้าเข้ามาคุย เหมือนห้องเย็นน่ะ แต่ผมไม่ใช่คนดุนะ แต่สตาฟก็รู้ว่าถ้ามึงผิด มึงเข้าไม่ได้แน่ โดนแน่ อะไรอย่างนี้ แต่กับเด็ก ผมว่าเป็นเรื่องความคาดหวังของผู้ปกครองเองมากกว่า

ผู้ปกครองเขาคาดหวังเพราะเขาเสียเงินมาแล้ว

ใช่ บางทีวัตถุประสงค์ของเรากับความคาดหวังเขามันต่างกัน

ยังไง

เขาคาดหวังว่าลูกเขาต้องเตะฟุตบอลเก่ง แต่จุดประสงค์ของเราคือต้องสร้างให้เด็กรักฟุตบอลก่อน เด็กมันอยู่กับเรานะ บางทีมันตอบไม่ได้หรอก คนนี้ทีมชาติอะไร คนนี้สโมสรไหน แต่ถ้าอยู่กับเราไปสักสองสามเดือน เราจะเห็นแล้วว่าคนนี้ทำได้ขนาดไหน แต่บางทีผู้ปกครองมาคาดหวังเลย เพราะฟุตบอลมันหากินได้ ลงทุนไปกับลูกน่ะ แต่เรารู้ว่าเราจะเจออะไรอยู่แล้ว เขาเรียกว่าอะไร… ผู้ปกครองเป็นโค้ชอันนี้เรารู้ว่าต้องเจอ

แล้วต้องทำยังไง ต้องคุยกับผู้ปกครอง

ผมว่าเรื่องการสื่อสารสำคัญที่สุด อย่างผมผ่านมาเยอะจนเราคิดว่าไม่ใช่เขาเลือกเรา เราเลือกเขา เราเลือกลูกเขา เราเลือกว่าลูกคนนี้จะเป็นอย่างนี้ ๆ ๆ เพราะเราก็ยังมีสัญชาตญาณในความเป็นโค้ชอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร

อะคาเดมีเพิ่งเปิดมาสามเดือน

ใช่ เพราะว่าตอนนั้นยังติดภารกิจเรียนโค้ชอยู่

ฟี้ดแบคดีไหม

ดี ลองคิดนะว่ามกราคมเดือนแรก มีเด็กสักสิบคนก็โอเคแล้ว มีน้องผู้หญิงด้วย ทุกครั้งที่เห็นน้องคนนี้ จะนึกถึงทีมฟุตบอลหญิง ครั้งแรกในการเป็นโค้ชของเรา มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด สอนให้เราเรียนรู้ หลายๆ อย่าง

เหมือนเป็นชีวิตที่เราพอใจไหมครับตอนนี้?

โอเค มีความสุข อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับฟุตบอล เราเน้นเรื่องความสุข มันต้องมีแพสชั่นร่วมกัน

ถ้ามีข้อเสนอมาให้คุมทีมอีกล่ะ

นี่เป็นคำถามยอดฮิตเลย เปิดอะคาเดมีได้เป็นทางการสักสองอาทิตย์ มีทีม T3 ถามเข้ามา เราก็ปฏิเสธ ยังทิ้งเด็กไปไม่ได้ เรารู้สึกว่าผู้ปกครองมาอยู่กับเรา เขามานั่งดูลูกเขาเตะบอล แล้วเราจะทิ้งเขาไปได้ยังไง ถามว่าจะกลับไปคุมทีมอีกไหม เราไม่คิดจะทิ้งเลยนะ แต่ตอนนี้เราแค่พักก่อน ถ้าเราทำอะไร เราทำครึ่ง ๆ กลางๆ ไม่ได้ วันนี้เราอยากโฟกัสกับอะคาเดมี ต้องทำให้ถึงที่สุด

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s