อาจเป็นก้าวเล็ก ๆ ของคนหนุ่มคนสาว แต่เป็นก้าวที่หนักแน่นของ ‘นวยนาด’

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

“พยายามแยกอยู่ว่าหมาเห่าคนกับเห่าอย่างอื่น มันต่างกันยังไง เราว่าเราเริ่มจะรู้แล้ว” – ปกาสิต เนตรนคร

ใครที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวแบบออร์แกนิก น่าจะรู้จักแบรนด์ นวยนาด (n u a y n a r d) เป็นอย่างดี เพราะนับจากวันที่ ปุ้ม – นันท์พัทธ์ พูลสวัสดิ์ และ ว่าน – ปกาสิต เนตรนคร ตัดสินใจลาออกจากงานผลิตนิตยสารและงานโปรดัคชันกองถ่ายภาพยนตร์แล้วพากันโยกย้ายถิ่นฐานไปปักหลักที่บ้านซับศรีจันทร์ อ.สีคิ้ว โคราช เพื่อก่อร่างสร้างกิจการเล็ก ๆ ของพวกเขา ถึงวันนี้ก็กินเวลา 5 ปีกว่าเข้าไปแล้ว

เป็น 5 ปีที่ นวยนาด ค่อย ๆ ก้าวไปอย่างระมัดระวัง ระมัดระวังทั้งการคุมจังหวะทางธุรกิจที่ต้องรู้เร่งรู้ผ่อน ระมัดระวังทั้งการเฝ้าดูหัวจิตหัวใจ สำรวจความคิดตัวเองเมื่อต้องเผชิญกับความเป็นจริงต่าง ๆ ของชีวิต เพื่อที่จะค้นพบว่า ทุก ๆ อย่างในชีวิตมันก็ล้วนมีสองด้าน มีทั้งดีและแย่ มีทั้งแง่มุมที่งดงามและเผชิญความโหดร้าย

อยู่ต่างจังหวัด ใกล้ชิดธรรมชาติ  อากาศบริสุทธิ์ ชีวิตหมุนช้าลง ไม่ต้องเจอความวุ่นวายในเมืองใหญ่ แต่บางครั้งหัวใจก็เปลี่ยวเหงา ต้องการสีสัน คิดถึงครอบครัว คิดถึงเพื่อน อยากดูหนัง หรือแม้กระทั่งอยากกินอาหารญี่ปุ่นในห้าง สลับสับเปลี่ยนกันเข้ามาสั่นไหวกระเพื่อมอยู่ในหัวใจ ขึ้นอยู่กับว่าจังหวะเวลานั้นไอ้ที่อยู่ข้างในใจมันเข้มแข็งหรือว่าเปราะบาง

5 ปีของ นวยนาด จึงเป็น 5 ปีที่มีทั้ง ‘ได้และเสีย’ แต่ก็เป็น 5 ปีที่ทั้งปุ้มและว่าน ยอมรับว่า ‘เลือกแล้ว’

วันนี้ แม้กิจการของ นวยนาด จะยังคงความเป็นกิจการเล็ก ๆ ในครัวเรือน แต่ก็เรียกได้ว่าก้าวหน้า อย่างน้อยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของนวยนาด ก็ข้ามน้ำข้ามทะเลไปแสดงตัวไกลถึงงานแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ‘Maison & Objet’ ในประเทศฝรั่งเศส และ ‘Milan Design Week’ ที่อิตาลี แต่ในขณะเดียวกัน ทั้งคู่ก็เพิ่งตัดสินใจลดจำนวนพนักงานประจำจากการมีลูกมือลูกไม้ 1 คนมาเป็นไม่มีสักคน…

หลังจากนี้ทุกอย่างของ นวยนาด ปุ้มกับว่าน จะเป็นคนทำเองเป็นหลัก ขาดเหลืออะไรแล้วค่อยว่ากัน

พร้อม ๆ กับการเตรียมขยับตัวอีกครั้งใหม่ เมื่อทั้งคู่เตรียมปลูกบ้านหลังใหม่ (ละแวกเดิม ห่างจากบ้านเดิมไปอีกหน่อย) ที่จะเป็นทั้ง ร้าน เป็นคาเฟ่ สตูดิโอ และอาจเป็นอื่นใดอีกก็ได้ เท่าที่ทั้งคู่ (อาจจะ) นึกออกในอนาคตอันใกล้นี้

แบบนี้ก็น่าจะเรียกว่า นวยนาด ปุ้มและว่านกำลังคิดจะ ‘ปักหลัก’

แต่ถ้าไปถามพวกเขาทั้งคู่ เขาและเธออาจปฏิเสธ แล้วบอกว่ามันเป็นการก้าวเดินครั้งใหม่ เป็นก้าวเล็ก ๆ ของคนหนุ่มสาว เป็นก้าวที่แม้จะนวยนาดไปบ้าง

แต่ทว่าหนักแน่น แบบคนที่คัดกรองสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตมาแล้ว

ตอนนี้นวยนาดเข้าสู่ปีที่เท่าไหร่แล้ว

ปุ้ม : ปลายปีนี้ก็ 5 ปีแล้วค่ะ

รู้สึกว่าสิ่งนี้มันเริ่มเป็นแบรนด์ของเราหรือยัง

ปุ้ม : ก็รู้สึกอยู่นะ (หัวเราะ)

ว่าน : นี่คือสิ่งที่ผมกังวล กลัวว่าจะทำไม่ได้ ต้องแบกความเป็นแบรนด์ไว้ด้วย ซึ่งอย่างที่บอกว่าผมไม่ได้นวยนาดนะ ผมเร็วนะ บางทีแม่งคิดไปไกลแล้ว ซึ่งก็ไม่ค่อยดี ก็พยายามจะปรับตัว

รู้สึกว่ามันมีความเป็นปุ้มมากในแบรนด์นี้ ด้วยความที่มันเป็นโปรดักต์ผู้หญิงอะไรต่าง ๆ เลยสงสัยว่าความรู้สึกในการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของแบรนด์นี้มันมากน้อยต่างกันไหม คือเรารู้สึกว่าฝั่งว่านจะเป็นคนที่เหมือนจะ fit-in กับมันยากจังเลย

ว่าน : ใช่ครับ ความรู้สึกของผมมันมีปัญหา ก็ยังคุยกันว่า ทำไมเรามันไม่สโลว์ไลฟ์ มันไม่นวยนาดวะ (หัวเราะ) มันไม่ใช่ว่ะ ช่วงนั้นก็เลยเครียดเลย เพราะเรื่องนี้มันสัมพันธ์โดยตรง เหมือนเรามันไม่ใช่ เราเหมือนคนอื่น

แล้วคลี่คลายยังไง

ว่าน :  ก็ค่อย ๆ ลงไปทำก็คือคิดว่ามันเป็นอาชีพแล้ว ก็จะทำตามหน้าที่ไป คือพอมันมีเรื่องอาชีพเข้ามา ผมพูดตรง ๆ ว่าผมไม่ได้อินกับความสโลว์ไลฟ์ ผมอินกับความที่แม่งโคตรเรียล เป็นชีวิตจริง

ถ้าอย่างนั้นพูดได้ไหมว่าเราไม่ได้อินกับโปรดักต์ที่เราทำ แต่เราอินกับความเป็นมืออาชีพ

ว่าน :  ใช่ รู้สึกแบบนั้นแหละ เราอยากทำมันให้ดี แล้วมันก็ไม่ได้เลวร้าย บางทีก็ชอบที่ได้อยู่ในสตูดิโอของเรา ปุ้มอยู่ข้างบนบ้าน ผมว่าดีนะ บางทีก็ชอบอยู่คนเดียว เราก็อยู่ในโลกของเรา เขาก็อยู่ในโลกของเขา แต่เวลาเจอกัน ก็เจอกันได้ ผมคิดว่าคนเราต้องมีสเปซ ยังเคยคุยกันเล่น ๆ เลยว่า มีห้องของแต่ละคนดีไหม

ปุ้ม : ห้องที่หมายถึงคือห้องนอนเลยนะ แยกห้องนอนจริงๆ

ว่าน :  บางทีก็มีมุมที่อยากต่างคนต่างอยู่ ก็เลยรู้สึกว่า การที่เราอยู่สตูดิโอเราได้ทำงาน  ผมชอบใส่แว่นกันฝุ่นทำงาน เพราะว่าโซดาไฟ บางทีมันกัดมือ แล้วผมเป็นคนเร็ว มือนี่ถลอกปอกเปิกหมดเพราะไม่ชอบถุงมือ แต่หลัง ๆ มาคือไม่ไหวว่ะ ก็ต้องยอมใส่ เหมือนมันก็ได้ลดตัวตนด้วย แบบ… ‘ก็แล้วแต่มึงน่ะ มือมึง จะไม่ใส่ ก็มือมึงน่ะ’ มันก็ค่อย ๆ ปรับไป จากตอนแรกที่รู้สึกว่าเป็นโมลซิลิโคน ทำสบู่มาเลยไม่ได้เหรอ แต่สุดท้ายทุกวันนี้ก็รู้สึกว่า ห่อก็ดี มันก็ฝึกเราให้ พับ ตัด แปะ ผมต้องช้าลง ไม่งั้นฉิบหาย ซึ่งฉิบหายมาแล้วหลายครั้ง แล้วของพังด้วย ปัญหาเรื่องต้นทุนมาแล้ว ของแม่งมาไม่เต็ม

แล้วปุ้มล่ะ ถึงแม้ว่ามันดูเป็นบทบาทที่เลือกได้มากกว่า ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่า แต่ว่าอีกคนนีงทำไมเครียดจัง ในขณะที่เรารู้สึกถูกเติมเต็มที่ได้ทำสิ่งนี้ เครียดไหม รู้สึกว่าดีลยากไหม

ว่าน :  บางทีผู้ชายมันจะมีมุมอะไรสักอย่าง เพราะบางทีเวลาปุ้มพูด ผมก็ไม่เชื่อนะ หรือใครพูดก็ไม่เชื่อ นอกจากจะเจ็บเองผมชอบฟีลนั้น บางทีผมแม่งเสพติดความเจ็บปวด

ปุ้ม : ไม่ได้เติมเต็มแต่ก็… คือสิ่งที่ทำมันเป็นตัวปุ้มก็จริง แต่เป้าหมายของมันคือ เราสองคน เวลาจะทำอะไรกับ นวยนาด ประโยชน์มันไม่ได้ที่ปุ้ม มันคิดจากประโยชน์ของเราสองคน ที่มันจะนำพาชีวิตของเราสองคน อันนี้ที่คุยกันลักษณะนี้ ก็บอกว่านว่า ตอนนี้มันไม่มีอย่างอื่น นอกจาก นวยนาด แต่มันก็ต้องหาวิธีการที่เราจะทำด้วยกันได้ มันอาจจะไม่ได้เริ่มต้นทีเดียวตั้งแต่แรก เพราะเราไม่มีเงินทุนที่จะมาทำทุกอย่างได้แบบวันนี้ในช่วงปีแรก แต่ว่ามันจะค่อย ๆ ดึงว่านเข้ามามีส่วนร่วมด้วย มันจะมีเรื่องงานช่างหรืออีกหลายอย่างที่ว่านกำลังจะเข้ามามีบทบาทเรื่อย ๆ

คือเราคิดไว้ตั้งแต่ต้นว่ามันเป็น ‘เรา’ มันไม่ได้เป็น ‘ฉัน’

ปุ้ม : ใช่ แต่แค่ใช้เวลารอหน่อย ตอนนี้ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดีว่า ทำแบบนี้เพราะอะไร คือมันพูดไม่ได้ เพราะเราก็ไม่เคยเห็นสิ่งที่เรากำลังจะทำ เราไม่เคยเห็น มันอธิบายไม่ได้ เหมือนเรา represent บางอย่างใหม่

พอชีวิตมันเปลี่ยนไป ความสนใจมันก็น่าจะคลี่คลายไปในลักษณะอื่นบ้าง ‘นวยนาด’ มันจะหยุดแค่ตรงนี้ไหม สบู่ สกินแคร์ เครื่องหอม มันจะกลายเป็นสิ่งที่เราสนใจในอนาคตหรือเปล่า เพราะว่าคนไม่ได้หยุดเรียนรู้ไปด้วย

ปุ้ม : ใช่ พรุ่งนี้ นวยนาด ก็อาจจะเป็นอีกแบบ แต่ว่าที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยคือเรา มันจะเกิดขึ้นจากเราสองคนแน่นอน แต่ภาพที่จะเห็นต่อจากนี้มันจะมีการเปลี่ยนแปลง ทุก ๆ ขณะ ทุกวัน

เล่าเรื่องที่โปรดักต์ของ ‘นวยนาด’ ไปขายที่งาน มิลาน ดีไซน์ วีค ที่อิตาลี กับ เมซอง แอนด์ ออบเจต์ ที่ฝรั่งเศส และที่เนเธอร์แลนด์ให้ฟังหน่อย

ปุ้ม : อย่างที่มิลาน เมซอง หรือญี่ปุ่น เราไม่ได้ไปเอง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมาช่วยซัพพอร์ต เหมือนเขาคัดเลือกแล้วเราก็มีโอกาสได้ไป ซึ่งมันเซฟค่าใช้จ่าย มันให้เราได้ไปเรียนรู้อะไรบางอย่างที่เป็นสากล เพราะว่าที่ทำตัวนี้ขึ้นมาก็คุยกับว่านว่า อยากพัฒนา งานที่ไม่ต้องใช้เวลามาก แต่ว่าเพิ่มมูลค่าให้มัน แล้วเราก็ทำงานกับคนใกล้ ๆ บ้านได้ เลยวางตลาดไว้อีกแบบนึง แล้วก็มีน้องชื่อพัท ที่ทำงานมาด้วยกัน สนิทมาก พัทก็ไปใช้ชีวิตอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม เป็นคนไปขายให้เรา นี่ก็เพิ่งส่งรูปให้กันดู วันที่แบกของไปขายที่ Siam Square One ครั้งแรก น้องพัทเป็นคนแบกของไปขายให้ปุ้ม แล้ววันนี้น้องก็ไปยืนอยู่หน้าบูธ นวยนาด ที่เมซอง

ที่เราทำโปรดักต์เทียนหอมขึ้นมา คือน้องพัทเป็นคนพูดขึ้นมาว่า พี่ปุ้มทำเทียนไหม? เราก็เลยถามว่า พัทมอง นวยนาด ในอนาคตไว้ยังไงพัทบอกว่า คิดว่ามันน่าจะไปยุโรปได้ แต่ว่าอาจจะเป็นไลน์โปรดักต์แบบนี้ ๆ ก็เลยคิดขึ้นมา แต่ถ้าจะทำมันก็ต้องเป็นเทียนหรือ diffuser ในแบบ นวยนาด แล้วที่เหลือปุ้มก็ต้องเอามาทำการบ้าน มันมีความเป็นไปได้ แล้วจังหวะมันได้ ความคิดมา หาคนได้ เชื่อมโยงได้ มีผู้ใหญ่สนับสนุน จังหวะมันดี ก็เลยงั้นเดี๋ยวลองดู แต่ก็คิดไว้อยู่แล้วแหละว่าถ้าจะทำ ต้องทำเท่าที่ตัวเองทำได้ พัทอยู่ที่อัมสเตอร์ดัมก็ต้องเป็นงานที่พัททำงานได้ง่าย ไม่เกินตัว แต่ว่ามันได้โอกาสนี้มา ก็ลองให้พัทไปดูว่าตลาดงานดีไซน์ เป็นยังไง  เราก็เก็บข้อมูลไว้เพื่อมาเดินต่อในที่ของเรา ก็คือที่ของพัท ที่เนเธอร์แลนด์ เราทำถูกหลักการทุกอย่าง ตั้งแต่จดบริษัท ปุ้มเองก็ต้องทำเรื่องนำเข้า-ส่งออก มันไม่เล่น ๆ อีกแล้ว ก็คิดอยากจริงจัง แต่สุดท้ายมันต้องจบที่สเกลที่เราสองคนทำได้ คือจะคิดอะไรก็แล้วแต่ ต้องเราสองคนทำได้นะ เอาแบบนี้

พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนพัทเป็น dealer ที่เนเธอร์แลนด์ให้

ปุ้ม : ใช่

ฟีดแบ็กเป็นอย่างไรบ้าง

ปุ้ม : ฟีดแบ็กดี มีคนสนใจ แต่ว่ามันยังต้องทำต่อ พวกนี้มันจะจบถ้าไปแค่ครั้งเดียว อย่างตลาดยุโรป ไปออกงานแฟร์ครั้งนึง เขาก็จะแค่เห็นเฉย ๆ เขาจะมั่นใจเมื่อครั้งที่ 2-3-4 ดังนั้นความต่อเนื่องต้องมี สุดท้ายคุยกันแล้วว่าถ้าจะต้องทำอะไรต่อเนื่อง และถ้ารู้ว่าเราจะอยู่ที่นี่เลย เราก็เอาแค่งานเนี้ย งานเดียว แล้วก็เก็บลูกค้าสองที่ เพราะอันนี้มันมีคนสนับสนุน ก็เก็บลูกค้าสองที่ ดึงเข้ามา แล้วก็ดีลต่อเนื่อง มีอะไรใหม่ ๆ ก็อัพเดตเขา ทีนี้มันก็จะเชื่อมโยงในแง่ของกลุ่มลูกค้าคนไทยก็จะเป็นกลุ่มนักธุรกิจโรงแรม เพราะโปรดักต์มันเป็นแบบนั้น กับคนที่มีกำลังซื้อไปใช้ส่วนตัวในบ้าน เราก็จะได้เงินก้อน ซึ่งมันเป็นไปตามแผนที่เราดีไซน์ไว้ว่า ช่วงนี้เราจะหาเงินเพื่อมาทำบ้าน เราก็เลยต้องออกแบบวิธีหาเงิน ถ้าเราทำเนิบ ๆ แบบที่ผ่านมา มันก็ประมาณนึงพออยู่ได้ แต่ทีนี้มันมีเรื่องที่ต้องใช้เงิน อันนี้มันก็จะเป็นบางจังหวะมันจะมีออร์เดอร์เป็นล็อตมา มันก็เอามาให้เราสามารถบริหารจัดการเงินได้ แต่ก็คุยกับพัท ต่อเนื่องเท่าที่ทำได้ แล้วก็ดูแนวทางเอา นวยนาด เป็นต้นทางในการเรียนรู้การนำเข้าส่งออก แต่ให้พัทดูแบรนด์อื่นไปด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถ้าวันนึงตัวเราอิ่มแล้ว อาจจะทำแค่ 5-6 ปีแล้วฉันไม่สนุก ฉันอยากทำอย่างอื่นก็ได้ คือทุกคนก็ต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ไม่ผูกมัดกัน ปุ้มกับพัทเราแลกอะไรกันมาเยอะ แล้วพัทไปอยู่ที่นู่นก็ยังไม่นิ่งเหมือนกัน ก็เลยพยายามช่วยเหลือกันอยู่ แต่มันคงเป็นในมิตินี้มากกว่า

มาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าให้เปรียบเทียบ ‘นวยนาด’ คืออะไรสำหรับเรา

ปุ้ม : ตอนแรกคิดว่าเหมือนลูก แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่า นวยนาด เป็นเหมือนครู ไม่ได้มองเป็นลูกแล้ว มองเหมือนเป็นสิ่งที่มาสอนเรื่องใหม่ ๆ ให้เรา เหมือนปุ้มได้วิธีคิดใหม่ ๆ จากการทำ นวยนาด ถ้าไม่ทำสิ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้วิธีคิดแบบนี้ได้ยังไง

แล้ว 3 ปีกว่า ๆ ที่เริ่มทำเรายังไม่ได้วิธีคิดนั้นมาหรือ

ปุ้ม : มันก็ได้แหละ แต่รู้สึกว่ายิ่งนานวัน สิ่งต่าง ๆ ยิ่งหนักข้อขึ้น แต่ไม่ได้โหดร้ายนะ เหมือนมันค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้น คงเหมือนอย่างที่เขาบอกว่าพ่อ-แม่ พอมีลูกแล้วได้เรียนรู้จากลูก เหมือนลูกสอนอะไรเรา มันน่าจะเป็นฟีลนั้น

มีอะไรที่บ้างที่คิดว่า ‘นวยนาด’ สอนเรา แล้วผลที่ออกมามันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ว่าน : ใน 3 ปีแรก ผมยังมีงานของผมที่ทำอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่พอมาอยู่ที่นี่ปีแรกเราก็ยังรับงานที่กรุงเทพฯ ด้วย แล้วก็ทำ นวยนาด ไปด้วย แต่ตอนนี้ทำแต่ นวยนาด อย่างเดียวเลย ไม่ได้รับงานแล้ว ตอนนี้รายได้เรามาจากตรงนี้อย่างเดียวแล้วจริง ๆ เหมือนกับเจอของจริง ซึ่งเงินมันไม่ได้เยอะอะไรหรอกแค่พออยู่ได้ แล้วเราก็รู้สึกว่าเราก็โอเคกับตรงนี้ เพราะมันก็มีโอกาสที่ดี มีอะไรที่ดีเข้ามา พูดตรง ๆ ที่เรามาอยู่ที่นี่ บางทีเราเบื่อนะ  มีช่วงที่มันก็อยากเข้ากรุงเทพฯ บ้างเหมือนกัน แต่ก็เรียกว่าอยู่ได้ประมาณนึงโดยที่เราไม่ต้องดิ้นรนเหมือนเมื่อก่อนตอนที่อยู่กรุงเทพฯ

จากจุดเริ่มต้นมาถึงตรงนี้มันมาไกลพอสมควรแล้ว ในแง่ธุรกิจ SME พอเราทำไปสักพักนึงก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ได้คิดถึงก้าวต่อไปของ ‘นวยนาด’ หรือยัง

ปุ้ม : ยังไม่ได้คิดเพราะเหนื่อย (หัวเราะ) เอาง่าย ๆ เลยเรากลัว ไม่รู้ว่าดูอ่อนแอหรือเปล่านะ แต่จริง ๆ แล้วไม่กล้าคิด กลัวตัวเองเหนื่อย แล้วก็กลัวคนรอบข้างเหนื่อย คนที่อยู่ด้วยกัน ทำด้วยกัน  ปุ้มรู้สึกว่าถ้าเหนื่อยจริง ๆ พลังงานความเหนื่อยมันก็ต้องถ่ายเทไปถึงแม่หรือคนรอบข้าง เราอยากสบาย สบายในที่นี้คือมีเวลากินข้าวที่บ้าน มีเวลาอยู่บ้าน มีเวลานอนเฉย ๆ มีเวลาซักผ้า มีเวลาเก็บบ้าน มีเวลาทำความสะอาดบ้าน มีเวลาอยู่กับเพื่อน มีเวลาดูหนัง ปุ้มว่าอะไรพวกนี้มันคือความสบาย ซึ่งเรากลัวว่าทำมาก ๆ แล้วจะไม่สบาย  (หัวเราะ)

แล้วเคยไปถึงจุดนั้นไหม แบบที่ทำงานมาก ๆ ทั้งวันจนรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่สบาย

ปุ้ม : เคยสิ เพราะเรารู้ว่าทำได้ เรารู้ว่าจัดการเวลาได้ เราก็เลยทำงานอย่างเดียว จนชีวิตมันไม่มีมิติอื่นเลย แล้วเรารู้สึกว่าคนที่ทำงานอย่างเดียวมันไม่สบาย เราไม่ควรทำงานอย่างเดียวในชีวิต ชีวิตนี้หน้าที่เราไม่ใช่แค่ทำงานอย่างเดียว งานน่ะสำคัญ ใช่ เราต้องหาเงิน แต่เรามีชีวิตที่ต้องทำอย่างอื่นด้วย เช่น นอน กินข้าว เที่ยว เดินทาง อยู่กับคนใกล้ตัว ได้ทำในสิ่งที่อยากทำอื่น ๆ ในด้านอื่น ๆ คนเรามันไม่ได้มีแค่สองด้าน หน้า-หลัง มันมีหลายมิติ กลมมาก

แปลว่าเราไม่เชื่อเรื่องการทำงานหนัก

ปุ้ม : เราเชื่อเรื่องการทำงานอย่างตั้งใจ และตั้งใจทำงาน เพราะเราเคยทำงานหนัก หนักจนมันรู้สึกแย่อีกแล้ว ทำไมรู้สึกว่ายิ่งทำแล้วมันเหมือนจะดี ก็มีคนซื้อของเยอะแยะ มันก็มีความสุขเพราะคนมาซื้อของ มีเงิน มีค่าใช้จ่ายนะ แต่กลายเป็นว่าเราร้องเรียกหาเวลาไปวิ่ง หาเวลาดูหนัง หาเวลานอน หาเวลาทำกับข้าว ทำไมเราถึงยังหาพวกนี้อยู่อีก ก็เลย โอเค งั้นเราก็ทำทุกอย่างที่อยากทำเลยละกัน (หัวเราะ) จะได้ไม่ต้องมารอให้อันนี้เสร็จแล้วค่อยทำ ทำงานด้วย พักด้วย อยู่เฉย ๆ ด้วย แต่ก็ไม่ได้ฟิกซ์ว่าเวลานี้ต้องทำอะไร คือยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ก็ต้องทำงานทุกวันไม่ใช่ขี้เกียจ

รูปธรรมของการทำงานอย่างตั้งใจที่ว่าคืออะไร

ปุ้ม : ใส่ใจในงานหรือหน้าที่นั้น ๆ ที่ทำอยู่ คือ นวยนาด มันทำงานกันแค่สองคนน่ะนะ ถ้าต้องกวนสบู่ก็จงเป็นคนกวนสบู่ให้ดีที่สุด  ห่อสบู่ก็จงเป็นคนห่อสบู่ที่ดีที่สุด เรานั่งตอบลูกค้าที่มาสั่งของออนไลน์เราก็ต้องทำหน้าที่แอดมินให้ดีที่สุด ห่อแพ็คของเราก็เป็นคนห่อพัสดุที่ดีที่สุด หรือในแง่ของการบริหารงาน มีช่วงที่ต้องทำบัญชีวางบิลอะไรก็ทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด เราใส่ใจในหน้าที่ที่เรากำลังทำอยู่ แต่ไม่ใช่การทำจนไม่ได้กิน ไม่ได้นอน แค่ทำหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด

มีกันอยู่สองคนแบ่งงานกันยังไงบ้าง

ว่าน :  ผมดูแลเรื่องผลิตสบู่ เหมือนเป็นฝ่ายผลิต จากที่เมื่อก่อนไม่เคยทำเพราะมีน้อง ๆ มาช่วย แต่เดี๋ยวนี้ก็จะเป็นเราที่ทำเอง ซึ่งทำให้ได้รู้อะไรมากขึ้น เหมือนเป็นอาชีพไปแล้ว จากเมื่อก่อนมีบทบาทเป็นเจ้าของอย่างเดียว ปุ้มก็มีหน้าที่ของปุ้มไป ผมก็มีหน้าที่ของผม แต่ถ้าเมื่อก่อนก็แค่ไปช่วยยกของ ช่วยจัดร้านเวลาไปขายของ นิด ๆ หน่อย ๆ แต่ตอนนี้เป็นคนงานเลย (หัวเราะ) ตื่นเช้ามาสิ่งที่ทำอย่างแรกก็คือไขกุญแจเข้าไปในสตูดิโอ เปิดหน้าต่างให้หมด กวาด เช็ด ถู ก่อนจะเริ่มงาน ทุกวัน เพราะเราก็ทนไม่ได้หรอกถ้าจะมาทำงานในห้องที่มีฝุ่น  ก็ไม่ได้ทำงานทั้งวันแบบ 9 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็นหรือถึงดึกดื่นขนาดนั้นนะครับ แต่บางทีด้วยความที่มันเป็นบ้านเราเองมันก็ลดเวลาเรื่องการเดินทาง เพิ่มชั่วโมงทำงานได้อีกนิดหน่อย แต่ยังไงก็ต้องทำทุกวัน

แล้วเวลาทำงานที่เราวางไว้มันเป๊ะตามนั้นเลยหรือเปล่า พอทำที่บ้านแล้ว

ว่าน: มันก็ไม่เป๊ะหรอก ยืดหยุ่นบ้าง แต่วันนึงก็ประมาณ 8 ชั่วโมง แต่บางทีเราก็สตาร์ทบ่ายโมง เสร็จ 3-4 ทุ่มก็มี พอเสร็จแล้วก็ต้องล้าง เก็บ คว่ำ ทำความสะอาด ปิดสตูฯ  พอวันรุ่งขึ้นก็เริ่มใหม่ ทำสูตรใหม่ แบบใหม่ ก็คือเหมือนเป็นพนักงานคนนึงนั่นแหละ มันก็มีเรื่องผิดพลาดตลอดเวลาที่ยังต้องเรียนรู้อยู่ เพราะเราเป็นคนเร็ว ๆ แต่ทำงานพวกนี้มันต้องใช้การรอนะ

แล้วเรารอได้หรือ  คนเคยอยู่ในกองถ่ายหนัง ซึ่งต้อง productive ตลอดเวลา แต่ต้องมานั่งรอให้สบู่เซตตัว

ว่าน : มันก็เลยต้องนิ่งขึ้น มีสติมากขึ้น เพราะช่วงก่อนหน้านี้เราก็เจอปัญหาเยอะ ผ่านจุดเครียดมาเยอะ เพราะเราต้องมาช่วยปุ้ม แล้วทำกันอยู่สองคน บางทีก็มีความคิดเห็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ตรงกันบ้าง

ทำกันอยู่สองคน มีทะเลาะกันบ้างไหม

ว่าน : บางทีก็ทะเลาะกันแบบ โอ้โห…

ปุ้ม : บ้านแตก

ว่าน : ใช่ บ้านแตก แต่หันไปมันไม่เจอใครไง ก็นั่งประจันหน้ากันว่าเราแม่งเอายังไงกันดีวะ ถึงขนาดที่ปรึกษากันว่า กลับบ้านที่กรุงเทพฯ ไหมล่ะ มันก็คือบ้านเราเหมือนกันนะ ที่เรามาอยู่อย่างนี้มันก็หนักหน่วงอยู่เหมือนกันนะ มันเงียบ บางทีไม่ได้เจอใครเลยวัน ๆ  ก่อนหน้านี้เราอยู่ทั้งในเมือง ทั้งในกองถ่ายที่แม่งต้องทำอะไรเร็วทุกอย่าง เลยต้องปรับตัวเยอะเลย แล้วพอมาทำสบู่มันต้องมีทั้งเรื่องของความร้อนของหม้อตุ๋น ที่เราต้องเรียนรู้ เวลามันไม่ได้ดังใจ เราก็พังสิ

ปรับตัวนานไหม

ว่าน : ก็นานนะกว่าจะนิ่งขึ้น เราทำทุกอย่างที่ทำให้มันนิ่งขึ้น  ทั้งฟังพอดแคสต์ R U OK? ฟังของ พระไพศาล วิสาโล ท่านพุทธทาสฯ ก็ฟัง มันช่วยได้เยอะเลย เพราะมันเครียดจริง ๆ

ปุ้ม : เคยชวนกันจะไปหาหมอด้วยซ้ำ (หัวเราะ)

ว่าน : ตอนนี้มันจางไปแล้ว แต่ตอนเครียดมันหนักหน่วงจริง ๆ เพราะมัน…หลายอย่าง ทั้งย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน ย้ายสภาพแวดล้อม ย้ายหมดทุกอย่างเลย  ตอน 2 ปีแรกนั้นมันก็ยังมีคนช่วยทำ มันก็เลยยังไม่เครียดมากเท่าตอนที่ทำกันเอง

ตอนที่มาเริ่มใหม่สเกลมันเล็กก็จริง แต่มันไม่เล็กขนาดนี้

ปุ้ม : ใช่ ในเชิงแรงงานเราก็มีคนมาช่วย แต่ตั้งใจไว้ว่าคนช่วยแค่ 1-2 คนก็พอ เพราะเราไม่มั่นใจในความมั่นคงของกิจการด้วย คิดอยู่เสมอว่าคนที่มาช่วยเรานั้น พร้อมที่จะเดินจากเราไปได้ทุกเมื่อ ก็จะพยายามประคองให้ไปได้ไกลที่สุด ถ้าวันนึงเขาไปจากเรา เราก็ต้องทำกันสองคนให้ได้ เลยพยายามประคองอย่างนี้ไว้ตลอด แล้ววันนั้นมาก็มาถึงจริง ๆ มันเลยรู้สึกว่าก็ยังดีนะ ดีแล้ว ที่ไม่ประมาท

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ ‘นวยนาด’ มีกระแสที่ดีและสามารถเติบโตได้ในแง่ธุรกิจ ทำไมเราถึงไม่ตัดสินใจเลือกเดินทางนั้น

ปุ้ม : มันกลับไปที่คำถามแรกที่เราถามตัวเองว่า เลือกจะเฟดออกจากเมืองเพราะอะไร เราออกจากระบบตรงนั้นเพราะไม่อยากทำจนไม่เหลือเวลาทำอย่างอื่นเลย พอมาทำ นวยนาด แต่ยังทำงานหนักแบบเดิมอยู่มันไม่มีทางที่เราจะได้เจอสิ่งที่ตั้งใจไว้แน่นอน  ถ้าคิดแบบนั้นกลับไปทำงานประจำสบายกว่าอีก มั่นคงกว่าด้วย เราจะมาแบกของหนักทำไม

ว่าน : เราก็ยังคุยกับปุ้มอยู่ตลอดว่า งานทางฝั่งกองถ่ายหนังที่เคยทำเขาก็ยังถามอยู่ตลอดว่าเมื่อไหร่จะกลับไป เพราะฝั่งนั้นก็คนขาดเหลือเกิน

ว่านน่าจะเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ

ว่าน : ไฮเปอร์ฯ คือใจมันไปก่อน แต่นี่ก็ถือว่าเย็นลงมาเยอะแล้ว คือบางทีผมคิดเรื่องอื่นอยู่แล้วไม่โฟกัสกับสิ่งตรงหน้า อย่างเมื่อเช้าก็เดินเตะประตู นิ้วเปิด  คือใจมันไปอยู่ที่ตู้เย็นแล้ว ผมเนี่ยอาจจะไม่ใช่คนที่นวยนาดมาก เคยไปเวิร์คช็อปกับเพื่อนที่เขาเย็บกระเป๋าหนัง เพื่อนบอกว่าต้องช้าลง 50% เลยนะ มันจะรีบอะไรขนาดนั้น (หัวเราะ)

พูดง่าย ๆ คือรีบจนเคยตัว จนเป็นนิสัย

ว่าน : ใช่ เป็นนิสัยที่แก้ยาก แต่ก็พยายามจะแก้อยู่ รีบมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เราไม่เคยเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ก็เลยต้องรีบตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปโรงเรียนให้ทัน ในขณะที่คนอื่นเขาตื่นตั้งแต่ 7 โมง ก็เป็นแบบนี้จนชิน พอโตมาทำงานกองถ่ายหนังก็ต้องแอคทีฟตลอดเวลาอีก มันก็เลยค่อนข้างปรับตัวยากเมื่อมาใช้ชีวิตแบบนี้

แต่ปุ้มดูไม่เปลี่ยนเลย

ปุ้ม : จริง ๆ ปุ้มเป็นคนช้าอยู่แล้ว แต่ลักษณะการทำงานเมื่อก่อนของเราต้องเร็วตามลูกค้า แต่ตอนนั้นเราจับจังหวะชีวิตเราเองไม่ได้ เพราะมันมีไทม์ไลน์-เดดไลน์ของคนอื่นกำหนดให้เรา ทำแมกกาซีนมันก็มีเดดไลน์ มันมีเดือน มีช่วงวัน เวลาของมันอยู่

แต่ว่าก็ยังเป็นคนที่เป๊ะเรื่องเวลาอยู่ดี

ปุ้ม : อันนั้นมันคือหลักการทำงานของเรา พอมาอยู่ตรงนี้มันไม่มีใครมากำหนด เราก็เลยต้องวางไว้ให้เป๊ะ

ว่าน : เราไม่ถนัดด้านนี้ ถนัดอีกด้านนึง ผมเคยทำโปรดักชันโฆษณา ตอนนี้ก็กลับมาทำโปรดักชันเหมือนเดิม แต่ตอนนี้เป็นฝ่ายโปรดักชันให้แบรนด์ของตัวเอง

แล้วบังเอิญว่าแบรนด์เรามันช้าได้นิดหน่อย

ว่าน : ใช่

ปุ้ม : แต่ช้ามากก็ไม่ได้

ว่าน : ช่วงแรก ๆ เราจะชอบหาทางลัดแบบคนทำหนัง เช่นทำสบู่เนี่ย เราซื้อโมลซิลิโคนได้ไหม ไม่เห็นต้องมาห่อกระดาษ เป็นโมลไม้สี่เหลี่ยมเหมือนกัน วิธีคิดแบบนี้มันคงฝังหัวเราไปแล้ว เพราะเราก็อยู่แบบนี้มาเกือบสิบปีเหมือนกัน มันคงค่อย ๆ ซึมซับมา รอไม่เป็น  รอไม่ได้ บางทีเคยถึงขนาดว่า ไม่กินอาหารตามสั่งเพราะว่าเสียเวลา ไปกินพวกข้าวหมูแดง-หมูกรอบ หรือข้าวขาหมู เพราะมันเร็ว แต่ถ้ากะเพรามันจะรอนาน  เดี๋ยวมีคิวก่อนหน้าเราอะไรอีก แต่ถ้าเป็นข้าวหมูแดง-หมูกรอบ ต่อให้มีคิวมันก็เร็ว

ถ้าว่านเป็นฝั่งโปรดักชัน ปุ้มเป็นฝั่งอะไร

ว่าน : ปุ้มก็ยังเป็นโปรดักชันเหมือนกัน แต่เป็นครีเอทีฟด้วย แล้วก็เหมือนเป็นกระดูกสันหลัง เป็นหัวใจอะไรทำนองนั้น

ปุ้ม :  บริษัทนึงต้องมีตำแหน่งอะไรบ้าง เราเป็นอันนั้นแหละ

ว่าน : คนจะชอบคิดว่าเราทำกันหลายคน

ปุ้ม :  มีแอดมินฯ เยอะอะไรแบบนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเราทำเองทั้งหมด อย่างเวลาซื้อของเราก็จะสังเกตว่า น้องคนนี้เขาตอบยังไง ทำไมน้องคนนี้คุยด้วยแล้วรู้สึกดีจัง เราก็จะจำวิธีนั้นมา มีครั้งนึงเราถามลูกค้าว่า (ส่ง) ‘ปลายทางกรุงเทพฯ หรือเปล่าคะ’ ลูกค้าตอบกลับมาว่า ‘ปลายทาง บอดี้แสลมครับพี่’ เราหันไปหาว่าน แล้วหัวเราะแล้วนะ ‘เฮ้ย แล้วเราต้องทำไงวะ’ อยากให้เขารู้ว่าหัวเราะนะเว้ย แต่ก็ไม่ได้ ‘ฮ่าฮ่า’ กลับไปนะ คือไม่อยากเล่นกับลูกค้า แต่จริง ๆ คือหัวเราะน้ำตาไหลเลยน่ะ ขำมาก นี่ยังคิดอยู่เลยว่า เขาจะเครียดไหม เขาอุตส่าห์เล่นมุขแล้วทำไมเราเงียบ นิ่ง กลัวเขาเสียใจเหมือนกัน

ในส่วนงานครีเอทีฟนี่มีกระบวนการคิดยังไงบ้าง ก่อนจะออกโปรดักต์ใหม่ออกมาสักชิ้นหนึ่ง

ปุ้ม : ดูว่าช่วงนั้นเราสนใจอะไร อยากทำอะไร แล้วก็จะนำเสนอแบบไหน เราก็คิดแค่นี้แหละ อยากทำ-แล้วทำได้ไหม จังหวะเวลามันลงตัวหรือยัง พอมันลงตัวแล้วจะนำเสนอโปรดักต์นี้แบบไหนดี

แปลว่าคิดออกมาจากชีวิตของเรา

ปุ้ม : ใช่ คิดจากชีวิตของเราว่ามันจะมีโปรดักต์อะไรบ้างที่ทำกันสองคนได้ เพราะเราไม่สามารถทำได้มากกว่านี้ เราก็จะตั้งต้นที่คำถามว่าแล้วชาวบ้านแถวนี้เขาถนัดอะไร มันจะมาลิงค์กับ นวยนาด ได้ยังไง อย่างพวกโปรดักต์ใหม่ที่เป็นกลุ่มอโรมา มีเทียนหอม หินกระจายกลิ่น เราก็ตั้งต้นแบบนี้แหละ แถวนี้เรามีช่างทำหินทราย เรามีดินโคราช ดินเผา ดินด่านเกวียน ก็คิดโดยเริ่มจากวัสดุ จากสิ่งที่มีใกล้ ๆ ตัวที่พอทำงานได้ มีพี่ ๆ  มาช่วยเราทำงาน แล้วก็มาดูว่าเข้ากับ นวยนาด ได้ยังไง ที่ผ่านมา นวยนาด ทำสกินแคร์มันมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว ส่วนหินทรายมันก็อยู่ในงาน decoration งานตกแต่ง เราก็เอามาลองแช่น้ำก็เห็นว่าฟองอากาศมันลอยออกมา  ก็…อ๋อ มันมีรูพรุนนี่หว่า มีรูอากาศ เหมือนก้านหวายหอม Diffuser กระจายกลิ่น เราก็เลยมองว่า นวยนาด น่าจะทำกับวัสดุอย่างหินทรายได้ ต่อมาแล้วเราจะดีไซน์มันยังไงดี ตอนแรกเอามาทดลองทำของกระจุกกระจิกใช้ เป็นถุงหอม แต่ถ้าจะทำมันจริง ๆ ก็ต้องทำให้มันจริงจังกว่าของจุกจิก แล้วเราก็มองว่าหินทรายในตลาดคราฟต์ หรืองานเครื่องหอม งานตกแต่ง ยังไม่ค่อยมีคนทำ เพราะหินทรายมันดูราคาถูก มันไม่ได้เหมือนหินอ่อน ไม่ได้มีความเงา ก็เลยพยายามคิดเรื่องงานดีไซน์ แล้วก็เพิ่มมูลค่าลงไป แล้วก็เอาสิ่งนี้วางไว้ตลาดบนเลย อันนี้คืออันที่ไป มิลาน ไป Maison & Objet ไปญี่ปุ่น

อันนี้คือสิ่งที่คิดมาจากสิ่งรอบตัว มาจากความสงสัย

ปุ้ม : เราสนุก เราชอบงานดีไซน์ ชอบงานออกแบบอยู่แล้ว อีกอย่างพี่ ๆ ที่มาช่วยทำ เขาก็ได้ฝึกทักษะอื่นที่นอกเหนือจากงานทำองค์พระ ทำลูกนิมิต ซึ่งเป็นงานช่างแล้วเขาก็อยู่กับงานเดิม ๆ มานาน แต่ปุ้มรู้สึกว่าฝีมือหรือทักษะของพวกเขาถูกมองข้าม เขาทำได้มากกว่านั้น  แต่มันไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมา ก็เลยลองเล่นดู ลองใช้การงานมาเล่นกับมันดู ก็เลยพัฒนาขึ้นมาเป็นโปรดัตค์หินกระจายกลิ่น

แต่ว่าน่าจะสื่อสารยาก ทำงานกับคนในชุมชนนี่ยากไหม

ว่าน : ใช่ครับ เราเหมือนเป็นคนอื่นในสายตาเขา กว่าจะได้ช่างทำหินมาก็ยากอยู่ เราเคยเจรจากับคนเยอะแยะ เราก็เลยรู้ดีว่าจริง ๆ แล้วเขาต้องการอะไร คนที่ทำสิ่งนี้ต้องการอะไร กว่าที่จะมาได้ช่างคนนี้ก็ลองมาหลายคนเหมือนกัน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ สุดท้ายก็มาเจอช่างคนนี้ชื่อพี่เกียรติ เป็นช่างแกะสลักหิน อาชีพหลักของเขาก็คือทำพระ ทำลูกนิมิต คนนี้ดีอย่างนึงคือ ไม่ค่อยพูด พูดน้อย แต่ทำงานตรงกับที่เราอยากได้ ผมชอบคนที่ไม่ต้องพูดเยอะ เดี๋ยวทำไปก็รู้ เพราะคนแรก ๆ ที่เจอคือ ‘โอ๊ย มันไม่ได้อย่างนั้น อย่างนี้’ จริง ๆ พูดว่าไม่ได้ก็จบแล้ว พี่ไม่ได้เปิดใจหรืออะไรก็จบไป ไม่ต้องมาสาธยาย ขี้เกียจฟัง เสียเวลา ก็พี่ไม่ทำ พี่จะมาอารัมภบทอะไรวะ สุดท้ายมาเจอพี่เกียรติ เราก็ เฮ้ย พี่คนนี้มาแปลกเว้ย ไม่พูดอะไรเลยแล้วก็ อืม ได้  เราก็บอกโอเค งั้นเดี๋ยวพี่ลองทำก่อน คือตอนแรกไม่ได้คาดหวังให้เขาทำเลย ก็ถามเขาว่าผมจะได้ของเมื่อไหร่พี่ ผมก็กำหนดวันให้เขาไป 5 วันได้นะพี่นะ ตอนแรกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเราจะเอาไปทำอะไร เขาก็ไม่เคยเจออะไรพวกนี้ ของที่เอามาทำมันก็ยังไม่กลม มันก็ยังไม่สวย สเป็คมันยังไม่ได้ว่างั้นเถอะ เราก็บอกว่าพี่ตรงนี้ปรับหน่อยได้ไหม บางลงได้ไหม พี่เขาก็ดีตรงที่ไม่เคยปฏิเสธ ลองทำให้ก่อน แต่ช่างส่วนมากจะบอกเลยทันทีว่ามันไม่ได้ มันจะบาง มันจะแตก อะไรก็ว่าไป คนนี้ผมชอบตรงที่เขาพูดน้อยแต่ทำเยอะ แล้วก็ไม่ลีลา ได้ก็คือได้ แต่ไม่ใช่พอทำออกมาแล้วมันไม่ได้ ก็จะมาอ้างดินฟ้าอากาศ อ้างบ้าบอคอแตก แต่คนนี้ถ้าไม่ได้ก็บอกว่าไม่ได้เลย เราก็โอเค ถ้าไม่ได้ตอนนี้แล้วเมื่อไหร่จะได้ เขาก็บอกมาเลยว่าจะได้วันไหน ก็ช่วยกันแก้ปัญหาไป แต่ก่อนหน้านี้ที่เจอมาบ่อย ๆ คือชอบมีแต่น้ำ เนื้อไม่มี อันนี้ว่ากันที่ผลงานเลย แล้วแกก็มีความรับผิดชอบ ซึ่งอันนี้สำคัญมากสำหรับคนที่ทำงาน

รู้สึกเป็นคนที่นี่ อยู่ที่นี่ ทำงานที่นี่หรือยัง

ปุ้ม : ยังรู้สึกเป็นคนกรุงเทพฯ ที่มาอยู่ที่นี่ แต่ก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านนะ ไม่รู้จะตอบว่ายังไงเหมือนกัน พอเข้ากรุงเทพฯ มันก็ตื่นเต้นนะ สนุก ไม่เหมือนตอนอยู่กรุงเทพฯ ที่เคยอยู่จริง ๆ รู้สึกว่าตั้งแต่มาอยู่ที่นี่แล้วกลับไปกรุงเทพฯ มันสนุกทุกครั้ง

ว่าน : ก็มีบ้างนะ แต่ในความรู้สึก ก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคนที่หมู่บ้าน ก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าเรายังไม่ได้ไปดื่ม หรือไปงานบุญ ไปตีไก่  ตอนนี้ยัง ผมก็จะไม่รู้สึกว่ากลมเกลียวกับเขาขนาดนั้น

ปุ้ม : แต่ถ้ามีประชุมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสาธารณะเราจะไป เช่นเรื่องน้ำประปาที่นี่มันไม่ไหล

ว่าน : ไปเพราะอยากรู้ว่าทำไมน้ำแม่งไม่ไหล แล้วถ้าพูดกันตรง ๆ มันก็จะมีเรื่องของการเมือง เรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทะเลาะกันไม่จบ บางคนคิดว่าที่น้ำมันไม่ไหล เพราะมีคนที่ได้ประโยชน์จากการที่น้ำไม่ไหล คือคนที่ทำรถขนน้ำ ได้ค่าน้ำ ชาวบ้านก็จะไปซื้อน้ำจากคนพวกนี้ ก็ว่ากันไป แต่ยังไม่รู้เหตุผลแน่ ๆ แต่เราคิดว่าปัญหาหลักๆ เลยคือมันไม่สามารถเอาน้ำประปามาใช้ในหมู่บ้านได้ เพราะมีทางรถไฟกั้นอยู่ เขาไม่เจาะเพื่อวางท่อประปาข้ามลอดใต้ทางรถไฟ ปริมาณน้ำที่ใช้ได้เลยไม่เหมาะสมกับจำนวนประชากร แต่ก็ยังไม่รู้ว่าปัญหาจริง ๆ มันคืออะไรกันแน่

แสดงว่าเราก็ยังพอมีบทบาทที่กลมกลืนไปกับชาวชุมชนในแง่การทักท้วงประโยชน์สาธารณะ แต่อย่างอื่นเช่นวิถีชีวิตก็ยังไม่ใช่คนของที่นี่

ว่าน : ใช่ เรายังไม่ใช่คนที่นี่

ปุ้ม : ไม่ใช่คนที่นี่ แต่เป็นคนมาอยู่ที่นี่ เพราะว่าเราสิ่งที่คุยกับว่านหรือคนอื่น ๆ เราไม่สามารถคุยกับคนที่นี่ได้ มันคุยกันแต่มันคุยกันคนละเรื่อง

ว่าน : มีอยู่ช่วงนึงผมรู้สึกประหลาดมาก และเครียดมาก ผมไปวิ่งที่สวนสาธารณะประจำอำเภอสีคิ้ว เข้าไปตัวเมืองอำเภอสีคิ้ว ใส่รองเท้าวิ่ง ๆ วิ่งเสร็จแล้วก็แบบ เหี้ย เนี่ยแหละ แม่งไม่มีใครสนใจใคร  มาอยู่ที่นี่บางทีเราพูดอย่างนึง เขาเข้าใจอย่างนึง เขาพูดอย่างนึง เราเข้าใจอีกอย่าง อย่างแค่จะกินไส้กรอก เราบอกว่าจะซื้อไส้กรอก เขาก็พูดว่าลัคกี้ๆ อะไรไม่รู้ ถามกันจน ‘อ๋อ บีลัคกี้’ ซึ่ง กูไม่รู้ว่ามันชื่อนี้ แล้วมันก็จะสื่อสารกันยาก ไม่รู้เพราะอะไรนะ หรือเราไปกินหมูกะทะเราถามว่า สั่งหนึ่งชุด แล้วจะสั่งเบคอนเพิ่มด้วย คำว่าเบคอนของเขามันก็คือหมูสามชั่นสไลด์บางนั่นแหละ เขาก็บอกว่า ‘เฮ้ย ในชุดมันมีนะพี่’ เราก็ ‘ใช่ เข้าใจว่ามันมี แต่คือผมอยากกินเพิ่ม’ เขาก็ถามว่า ‘เพิ่มยังไง’ หรือบางทีซื้อน้ำอ้อยไม่เอาถุง เอาแต่แก้ว เขาก็จะงง

ปุ้ม : คนขายก็หันมามองเลย ‘ทำไมล่ะ ถุงมันเลอะเหรอ คือถุงมันไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยนะ

ว่าน : เราจะไม่เอาถุงเพราะไม่อยากสร้างขยะ ไม่อยากมาหาที่ทิ้ง แต่คนต่อแถวจากเรากลับมองว่า ถุงมันเลอะเหรอ แล้วมึงจะเอาถุงนั้นมาให้กูเหรอ มันจะมีอะไรอย่างนี้ตลอด แต่ตอนวิ่งที่สวนสาธารณะสีคิ้วที่บอกเมื่อกี๊ อำเภอมันใหญ่ ไม่มีใครสนใจใคร มันก็จะเหมือนเวลาเราไปวิ่งสวนหลวง วิ่งสวนลุมฯ คนก็ไม่ค่อยสนใจกัน คือถ้าสมมุติเราวิ่งตรงนี้ เราอาจจะโดนทักตลอดทาง บางทีผมเดินไปไหนมาไหน เขาก็ถาม ‘อ้าว เดินทำไมล่ะ รถก็มี มอเตอร์ไซค์ก็มี’ บางทีก็ต้องมานั่งอธิบายกันยาว บางทีขี้เกียจอธิบายว่าทำไมถึงเดิน ทำไมถึงไม่เอาถุง ทำไมถึงจะต้องกินเบคอนเพิ่มจากที่ในชุดมันมีอยู่แล้ว

ปุ้ม :  เราเดาว่าปกติอาจจะไม่ค่อยมีใครสั่งเพิ่ม สั่งเป็นชุดมันคุ้มกว่า มันคุ้มอยู่แล้วนะ สั่งเพิ่มทำไม

ว่าน : จะมาเสียตังค์ทำไมซ้ำซ้อน

ถ้าหักกลบลบหนี้กันแล้ว อะไรคือความดีงามของที่นี่ อะไรคือสิ่งที่เรายอมแลกกับการ… โอเค คุยกับใครไม่รู้เรื่อง

ว่าน :  ถ้าเป็นชาวบ้านก็มีความช่วยเหลือกันดีอยู่

ปุ้ม : ความพึ่งพากันได้โดยง่าย

ว่าน : ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เหมือนสมัยก่อนที่บอกว่าคนชนบทซื่อ ผมพูดตรง ๆ เลยว่าตอนนี้ไม่ใช่ ผมกล้าพูดเต็มปากเลยว่าไม่ใช่ แล้วยิ่งตรงนี้ที่ผมอยู่ มันก็ครึ่ง ๆ กลาง ๆ อีกนิดเดียวก็กรุงเทพฯ แล้ว แล้วคน 80% ของหมู่บ้านเคยไปอยู่กรุงเทพฯ หมด เคยไปอยู่เมืองใหญ่หมด แล้วอาจจะอยู่ไม่ได้หรือหน้าที่การงานอะไรก็แล้วแต่ ก็กลับมาอยู่บ้าน มันจะมีเรื่องที่บางทีเขาไม่พูดตรง ๆ ถ้าเราบอกจะทำอย่างนี้จะอะไรไหม เขาก็ไม่ทำไม่อะไร แต่บางทีเราให้เงินไป ถามว่าเขาเอาไหม เอา แต่เขาไม่ได้พูดว่าเขาอยากได้เงิน เหนื่อยก็ไม่บอกว่าเหนื่อย ก็จะทำอยู่อย่างนั้นจนไม่ไหวก็หายไปเลย อย่างในซอยเดียวกัน บ้านหลังนึง ลูกพูดเยอะ พูดไม่กลัว แต่อีกหลังนึงไม่พูดเลย มีลูกคนนึงไม่มาพูด ไม่มาเล่น แต่พอเราฟังอยู่ข้างบน เขาก็พูดชื่อเราอย่างนู้นอย่างนี้ แต่พออยู่กับเรามันไปแอบหลังแม่ตลอด ไม่เคยเล่น แต่กับอีกบ้านนึงในซอยเดียวกันมันกล้าพูด พอขี่มอเตอร์ไซค์มาอยู่ดี ๆ มันโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์เลย มันอยากไปเที่ยว ผมว่าที่นี่อาจจะไม่ได้เป็นที่ที่ดีในอุดมคติ เหมือนลำธารที่นี่ มันก็ไม่ได้มีตลอด น้ำก็ไม่ใสทุกวัน

ปุ้ม: แล้วคนก็จะเข้าใจว่าที่นี่มีลำธารตลอด แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ซึ่งที่นี่มันก็มีช่วงสวยนะ เราก็จะถ่ายลงไอจี แต่พอเวลาคนมาหาก็จะถามหาก่อนเลย ไหนล่ะน้ำ มันก็มีแค่นั้นแหละ แค่ตอนที่ถ่ายรูป

เราคงเคยได้ยินเรื่องเล่าโรแมนติกทั้งหลาย ทำนองว่าเป็นคนจากที่อื่นเข้ามาเปลี่ยนแปลงท้องถิ่น มาช่วยเหลือผู้คน มาสร้างตำนานของตัวเอง เราเคยมีบ้างไหม อุดมการณ์แบบนั้น

ปุ้ม : เคยคิด แต่อย่างที่บอกว่าคิดเล็ก ๆ แค่ช่วยสักคนสองคน แต่ไม่เคยคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงทั้งหมู่บ้าน ก็ยังคุยกับว่านว่าถ้ามีคนในหมู่บ้านมาขอทำงาน  ก็โอเค ให้มาช่วยเหมือนเดิม แต่ถ้าไม่มีเราก็แค่ทำเอง

ว่าน : แต่ก็จะอีกมุมนึงที่บอกเราว่า เขาไม่ได้ต้องการหรอก หมายถึงชาวบ้านเขาไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากเราหรอก บางทีเขาก็ไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลง อย่ามาแบบ…จะพัฒนาหมูบ้านนี้เป็นนวัตวิถี จะพัฒนาตรงนี้ให้มันเป็น โอท็อป แล้วมีคนมาเที่ยว มีคนมาอะไรแบบนั้น คือ…ใช่ นั่นคือภาพที่คุณเห็นในทีวีไง แต่เมื่อมาอยู่จริง ๆ บางครั้งผมก็ได้เห็นว่า เขาไม่ได้ต้องการ เขาอยากอยู่ของเขาแบบนี้ เขาทำงานหนักทั้งวัน เย็นเขาก็อยากจะเมาบ้าง ผ่อนคลาย  กูอยู่แบบนี้มา 30 ปี มึงเป็นใครจะมาเปลี่ยน เอาง่าย ๆ เลย ตอนแรกเราเอาเสื้อผ้ามาให้ เพราะคิดว่าคนต่างจังหวัดต้องการ อยากได้เสื้อผ้า

ปุ้ม :  ไปเอามาจากแม่ บ้านปุ้ม ญาติ พี่น้อง เราก็นึกว่ามันโอเค แต่จริง ๆ คือเขาไม่ได้ต้องการ หรืออาจต้องการแค่บางอย่าง พอจะปฏิเสธเราก็ไม่กล้า สุดท้ายมันก็กลายเป็นภาระเขาอีก เขาก็ต้องเอาไปที่อื่น

ว่าน : ความชอบแบบของเรา เขาไม่ชอบ อย่าไปคิดว่าเขาจะชอบเหมือนเรา

ปุ้ม : หลัง ๆ ก็เลยเอาเป็นว่า กางถุงเลย อยากได้ตัวไหนเอาไป เอาแค่ที่อยากได้ จากตอนแรกยกให้ทั้งถุง

ว่าน : บางทีเหมือนพวกเราไปจัดแจงเขา เขาไม่ได้อยากเป็นนู่นนี่ เขาไม่ได้อยากเป็นหมู่บ้าน โอท็อป เขาแค่อยากเป็นตัวเขา

ปุ้ม : ใช่ พอไปจัดแจงเขา เข้าไปวุ่นวายทำให้หน้าที่เขาเยอะขึ้น เขาก็ไม่รับ ปุ้มว่าของแบบนี้ ถ้ามีคนนึงบอกเขาหรือสั่งเขา เขาไม่ทำหรอก แต่ถ้ามีคนนึงทำให้เห็นว่ามันเติบโตได้ มีเงินเพิ่มได้ ก็อาจเป็นไปได้ที่เขาจะทำตาม

พอเข้าใจว่าไม่มีการมาอยู่แบบนี้มันไม่มีอะไรที่โรแมนติก เจอแต่เรื่องจริง มันทำให้เราอยู่ที่นี่ง่ายขึ้นไหม

ว่าน :  ผมเป็นคนมองโลกไม่โรแมนติกอยู่แล้ว  ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหา อยู่ในที่ของแต่ละคนดีกว่า เราพร้อมที่จะช่วยถ้าเขาขอความช่วยเหลือ แต่อย่าไปยุ่ง อย่าไปจุ้น อย่าไปหยิบยื่นให้จนน่าเกลียด ผมเคยเอางานไม้ไปให้เขาทำนะ ครอบครัวเขาก็ลูกตั้งเยอะตั้งแยะ มันจะได้ช่วยกัน ครอบครัวเขาจะได้พัฒนาไปดีขึ้น แต่สุดท้ายเขาก็ไม่รับ เขาอยากทำแค่ตรงนั้นแหละ หรือถ้ารับก็รับเพราะความเกรงใจ รู้สึกเป็นบุญคุณกัน แต่ลึก ๆ แล้วกูไม่ได้อยากได้ เราดูก็รู้

สรุปว่าก็ยังอยู่ในฐานะที่ไม่ใช่คนที่นี่ 100% แต่ก็เข้าใจคนที่นี่มากขึ้น

ว่าน : ใช่ เขาอยากอยู่อย่างนี้ของเขาก็ดี เพราะเราก็อยากอยู่แบบนี้เหมือนกัน (หัวเราะ) เราก็มายืมที่ทางเขาอยู่อาศัย ถ้าอยากได้ความช่วยเหลือก็มา ช่วยได้ก็ช่วย

ที่พูด ๆ กันว่าธรรมชาติหรือว่าการอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ดี จิตใจที่จะดีขึ้น โลกจะสวยขึ้น เวลาไปดูโฆษณา CSR ขององค์กรต่าง ๆ ไปทำงานต่างจังหวัด ไปอยู่กับชนบท มันดูเหมือนว่าถ้าเรารู้จักสิ่งนั้นเราก็จะมีความสุข

ว่าน : ผมว่ามันอยู่ที่ชุมชนนั้น ๆ บางที่มันอาจจะดีจริง ๆ ก็ได้เหมือนกัน ผมเคยเห็นอย่างที่เขาว่าดี ตอนแรกก็เหมือนจะดี แต่พอไปได้คุยก็มีเรื่องราวที่ โอ้โห ๆ เหมือนกัน อย่างตอนที่เราไปหมู่บ้านหนึ่งที่เชียงใหม่ ตอนแรกก็เป็นชุมชนที่น่ารัก มีบ้านต้นไม้หลังเดียว มีผู้ใหญ่บ้าน เรารู้จักกับรุ่นพี่ที่เขาทำสตูดิโอเขียนรูปเขาก็อยู่ทำอะไรของเขาเองเงียบ ๆ แต่สุดท้ายพอมันเจริญมากขึ้น มีเงินเข้าไป รีสอร์ตมันก็ผุดกันเป็นดอกเห็ด นายทุนก็เข้ามา จากเคยสงบ มันก็ไม่สงบ

ปุ้ม : ปุ้มว่าบรรยากาศมันต่างกัน แต่คนเหมือนกันทุกที่ เหมือนกันทุกสังคม

แล้วธรรมชาติที่หมายถึงธรรมชาติจริง ๆ การที่เรามาอยู่บ้านที่ล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ มีเสียงจิ้งหรีด มีเสียงน้ำไหล ต่อให้มันไม่ได้ไหลทั้งปีก็เถอะ สิ่งเหล่านี้มันเปลี่ยนเราไหม

ว่าน : เปลี่ยน เมื่อก่อนเวลาอยู่บ้านก็จะชอบเปิดเพลงคลอ ๆ ไประหว่างทำงาน แจ๊ซ มันต้องแจ๊ซสิวะ ทุกวันนี้ไม่ได้เปิดเพลงมานานแล้ว บางทีนั่งตรงนี้ ก็นอนไปเลย เผลอ ๆ หลับไปยาว ๆ ก่อนจะหลับก็ฟังเสียง หมาเห่า หมาเดิน ได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่ง รถกับข้าว ได้ยินเสียงคนเจียรหิน จักจั่น หมาเห่าอีกที่นึง ได้ยินเสียงคนไกล ๆ มันไม่เห็นอะไรนะ แต่มันรู้ว่ามันมีอะไรอยู่แหละ ได้ยินเสียงใบไม้ร่วง จิ้งจกร้อง แม่งดีนะ

ปุ้ม : มันไม่เห็นอะไรนะ แต่มันรับรู้ได้จากประสาทสัมผัส

สัมผัสต่อสิ่งรอบข้างไวขึ้นไหม

ว่าน : ไวขึ้น เพราะว่ามันต้องสังเกตมากขึ้น มาอยู่อย่างนี้ก็ต้องคอยฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง อย่างตอนนี้เราพยายามแยกอยู่ว่าหมาเห่าคน กับเห่าอย่างอื่น มันต่างกันยังไง เราว่าเราเริ่มจะรู้แล้ว

ต่างกันยังไง

ว่าน : เห่าคนมันจะเห่านาน เสียงดัง ถ้าตัวนึงเห่ามันจะรับกันเป็นทอด ๆ แต่ถ้ามันเห่าอย่างอื่นเช่น เห่าจิ้งเหลน หรืออะไรที่มาจากดิน หรือแมวที่หลงมา หรืองูบ้างอะไรบ้าง มันจะเห่าอีกอย่างหนึ่ง จะสังเกตว่าเวลาเห่าคนมันเห่ายังไง เพราะบางทีดึก ๆ ดื่น ๆ ได้ยินเสียงเห่า เราจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  เมื่อก่อนเวลาได้ยินเสียงปุ๊บ เราจะออกมาดูว่ามีใครทำอะไรหรือเปล่า แต่ทุกวันนี้อยู่ในบ้าน ใครจะทำอะไรข้างนอก จะมาจับอึ่งหรืออะไรก็ทำไป เราพอแยกออกว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว

แสดงว่าเรามั่นใจเรื่องความปลอดภัยในระดับหนึ่ง

ว่าน : แรกๆ เราก็กังวลบ้าง เพราะมาอยู่ใหม่ ก็มีของมีค่าอยู่บ้าง ซึ่งจริง ๆ มันก็ไม่ได้มีค่าอะไรหรอก รถคันนึง แต่พอมันเป็นทรัพย์สินเรา เราก็ห่วงเป็นธรรมดา แต่หลัง ๆ มาเราก็พยายามแสดงออกว่า กูไม่มีทรัพย์สินอะไรนะเว้ย ไม่ต้องมายุ่งกับกู ใส่เสื้อเก่า ๆ ไม่ใส่นาฬิกา เดินขุดดินให้คนมาทำงานเห็น ทำอะไรที่แบบซกมกสุดเท่าที่เขาจะเห็นได้ เราจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องใครมาวอแวเกาะแกะ อย่างน้อยเขาก็ไม่มายืมตังค์ (หัวเราะ)

แล้วมีคนมายืมตังค์ไหม

ว่าน : มีเบิกล่วงหน้า

ปุ้ม : เขาก็ทยอยคืน แต่ก็ให้ได้เท่าที่ให้ได้

ว่าน : กลับไปเรื่องที่บอกว่าเราเชื่อกันว่าคนต่างจังหวัดเป็นคนซื่อ คุณเชื่อแบบนั้นเหรอ กล้าพูดได้เต็มปากเหรอ ผมว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องซื่อหรือไม่ซื่อ แต่มันเป็นเรื่องของสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของคนมากกว่า ซึ่งที่ไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น

แปลว่าสภาพแวดล้อมไม่มีผลต่อพฤติกรรมผู้คน

ว่าน : ก็มีนิดหน่อย ถ้าอยู่ในเมืองใหญ่ คนจะยึดมั่นในคำพูด ถ้าเป็นบ่ายโมงก็ต้องบ่ายโมง จะมาก็ต้องมา อันนี้เวลานัดบางทีไม่มาก็คือไม่มาเลย เหมือนวันที่เราคุยกันอยู่เนี่ย ลุงที่มาเก็บของเก่านัดไว้ว่าจะเอาตังค์มาให้ นี่ก็ไม่มา อย่างคนจะมาทำงานให้เรา แกนึกจะไม่มาก็ไม่มา ไม่บอกล่วงหน้าหรืออะไร คือจะบอกวันนั้นเลย ตอนนั้นเลย แล้วเดี๋ยวจะมาทำแทนให้วันหลัง ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้พร้อม ไม่มีการนัดแนะล่วงหน้า

ปุ้ม : ที่บอกคนเป็นศิลปินนี่จะติสต์ ๆ อะไรกันไม่ใช่นะ คนที่นี่ติสต์กว่า (หัวเราะ)

ว่าน : เคยมีอยู่หนนึง ผมก็นั่งทำงานอยู่นี่ อยู่ ๆ ก็มีคนกลุ่มใหญ่ใส่ชุดเจ้าหน้าที่เดินกันมาเลย มาถึงก็ถามว่า อ้ออยู่ไหน? เราก็ ฮะ อะไรวะ? บ้านกู อ้อไหน คือพยาบาลเขาจะมาตรวจเช็กลูกของอ้อที่มาช่วยงานเราว่ามีพัฒนาการยังไงบ้าง

ปุ้ม : อ้อเขาเอาลูกมาเลี้ยง แล้วก็ทำงานไปด้วย คือชาวบ้านเขาต้องทำมาหากิน เขาไม่ได้มีเวลาพาลูกไปฉีดวัคซีน 6 เดือน ตรวจสุขภาพ คือมันไม่ได้เหมือนคนเมืองที่รับผิดชอบลูกได้ขนาดนั้น อนามัยเขาก็จะมาถึงบ้านเลย มาชั่งน้ำหนัก ยกตราชั่งมา เอาปรอทมาวัดเลยนะ

ว่าน : แต่ตอนนั้นคือเราไม่รู้ไงว่าเขาจะมาทำอะไร นึกจะมาก็มาเลยทุกที ขอเล่าอีกเรื่องนึง วันดีคืนดีก็มีมอเตอร์ไซค์ขับผ่านมาที่บ้านแล้วถาม ‘ไอตรีล่ะ? คือมาถามกู กูจะรู้ไหมเนี่ย เราก็ถามอ้อ ‘อ้อ นี่ใคร?’ อ้อก็บอก ‘ลุงบ้านนั้นจ้ะ’/ ‘เขามาทำไม’/ ‘เขาคงนึกว่าพี่ตรีอยู่นี่’ แต่กูไม่รู้ด้วยซ้ำไงว่าคนที่ถามคือใคร

ปุ้ม : บางทีเขาคิดว่าเรารู้อย่างที่เขาคิด

แล้วอย่างนี้ พอเราสองคนตัดสินใจมาใช้ชีวิตที่นี่ด้วยกัน ทำสบู่ รู้สึกเบื่อบ้างไหม

ปุ้ม : ไม่เบื่อ มีความรู้สึกว่าเบาสบายมาก ก็ยังคุยกับว่านว่าเพราะอะไร อ๋อ เพราะเรารู้วิธีจัดการความเบื่อของเรา อย่างที่ว่านบอก เราเบื่อก็เข้าโคราช หรือไม่ก็กลับกรุงเทพฯ บ้าง ไปนั่ง ๆ นอน ๆ ดูหนัง หาอะไรกิน

แปลว่าเบื่อยังไงเราก็มีวิธีจัดการกับมัน

ปุ้ม : ใช่ ไม่อย่างนั้นเราก็จะโทษนู่นโทษนี่ไปเรื่อย

ว่าน : ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องจัดการตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้นเราก็ต้องมาคิดว่า มันจะอยู่ยังไงวะ จริง ๆ ทุกวันนี้อยากจะขอบคุณอ้อมากเลยด้วยซ้ำที่ไม่ได้ทำงานกับเราแล้ว  เราจะได้เจอของจริงสักที ที่ผ่านมาเหมือนแบบลองเชิง เพราะตอนแรกผมก็เหมือนคนเมืองทั่ว ๆ ไปที่พอจะไปอยู่ต่างจังหวัดที ก็ต้องไปเข้าคอร์ส ไปลองทำนั่นทำนี่เอง สุดท้ายก็ยอมรับว่าเราแม่งก็อ่อนแอเอง ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง

ปุ้ม : พวกเกษตรอินทรีย์อะไรอย่างนี้

ว่าน : มีแต่ความคิดกับภาพในอุดมคติ แต่พอมาเจอจริง ๆ ไม่ต้องไปคิดไกลเลย อย่างเรื่องตัดหญ้า อันนี้ผมก็ไม่ได้ตัด เขาก็มาตัดให้ คือจริง ๆ แล้วเรา 1 คน แค่ 1 ไร่ ดูแลให้มันดีให้ได้ก่อน รอบบ้านกับในบ้าน ผมว่าแค่นี้แม่งก็โคตรจะเหนื่อยรากเลือดแล้ว ผมเคยคุยกับคนที่เขาเป็นเกษตรอินทรีย์ เป็นคนปากช่อง มีตังค์ด้วย เขายังบอกว่าไม่ไหวเลย สายป่านไม่ไหว แล้วกับเราที่แม่งเป็นคนฐานะปานกลาง ค่อนไปทางจน มันจะไปไหวเหรอ ไอ้เราคือแค่มีที่ เพราะมันเป็นทรัพย์สมบัติติดมา แต่ถ้าให้มาแบบ…ไปซื้อที่ดินนู่นนี่นั่น ถามกลับว่าแล้วเราเงินเดือนเท่าไหร่ ไปซื้อที่เสร็จยังไม่พอ ต้องไปสร้างบ้านอีกนะ ต้องไปวางระบบสาธารณูปโภคอีกนะ ไหนจะเพื่อนบ้านอีก ผมอยู่ที่นี่ก็ยังโชคดีที่ชาวบ้านเขารู้อยู่ประมาณนึงว่าผมลูกใคร บ้านใคร ก็ยังมีความเกรงใจ บ้านป้าเราก็อยู่ที่นี่มา 20 ปีแล้ว ถึงเขาจะเป็นคนที่เพิ่งย้ายมาอยู่ตอนฟองสบู่แตกก็เถอะ ชาวบ้านเขาก็ยังมีคำว่า อ๋อ หลานยายสุ แต่ถ้าอยู่ดี ๆ ผมมาเลย ผมว่าป่านนี้ผมอาจจะกลับไปแล้วนะ

ปุ้ม : ปุ้มบอกเลยว่าถ้าให้ไปอยู่ไกล ๆ  หรืออะไรที่มันไม่มีห้างใหญ่ ที่ไม่ใช่กลางเมือง ไม่ไปนะ (หัวเราะ)

ว่าน : อันนั้นดาร์กไป เอาแค่ แม่ริม เชียงใหม่ หรือเอาแบบเก๋ ๆ เลย อยู่แม่แตง หรือเชียงดาว เอาเข้าจริงผมว่าแม่งอยู่ไม่ได้ บางทีไปแล้วไม่ได้รู้จักใครมัน… เพื่อนแม่งจะมาหาก็ยาก เพราะแม่งไกล กลับบ้านมาหาแม่ ก็มีเรื่องค่าตั๋วเครื่องบิน จะนั่งรถทัวร์เหรอ แล้วค่าน้ำมันอีกอะไรอีก  แต่อยู่นี่มันยังใกล้บ้าน บางทีที่บ้านทำบุญยาย มันก็ยังกลับไปได้วัน สองวัน ไปทำบุญ ไปเจอพี่น้อง นั่งโม้กันมันก็ยังได้ หรือไปขายของแค่เสาร์-อาทิตย์มันก็ยังได้ แต่ถ้าไปอยู่ไกล ๆ อย่างเชียงใหม่ ค่าใช้จ่ายบานเบอะ ซึ่งไม่เวิร์คแน่ ๆ

มันก็จะกลายเป็นวิธีไปอยู่ต่างจังหวัดแบบคนมีเงินอีก

ปุ้ม : ถามว่าอยากได้ไหม ก็ชอบ ลำพูน เชียงใหม่ แต่เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริง ว่าการมาอยู่แบบนี้มันไม่ได้สวยงาม เราคุยกับเพื่อนเรา หรือคนที่มาหาเราที่นี่ทุกครั้ง เราก็เล่าแบบนี้ แต่ว่าเวลาเราทำแบรนด์ คนไม่รู้จักปุ้ม เขาก็จะเห็นแค่ที่ นวยนาด สื่อสารออกไป

แล้วคนที่เขาอยากทำแบบเราล่ะ

ว่าน : ถ้ามีที่มีเงินอยู่แล้ว เชิญ แต่ถ้าต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หรือดิ้นรนขายบ้าน แทงหวย อย่าทำ สุดท้ายอยู่ในที่ที่ตัวเองคิดว่าดีก็พอ ผมว่านะ บางทีผมก็ไม่ค่อยโลกสวยเท่าไหร่ แค่นั้นไม่พอ ยังมองโลกในแง่ร้ายด้วย ถามว่าชีวิตแบบบ้านเล็กในป่าใหญ่มันมีจริงไหม มันมี บ้านนี้ก็เคยเป็นบ้านเล็กในป่าใหญ่ แต่ของผมมันก็จะมีวงเล็บนะ วงเล็บว่าแล้วอยู่กันได้หรือเปล่า เปลี่ยนหลอดไฟเป็นหรือเปล่า น้ำรั่วซ่อมเป็นไหม จะมาอยู่เหมือนอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ ตามช่างเหรอ ใช่ เรามีเบอร์ช่าง แต่เขาจะมาหรือเปล่าก็ไม่รู้  ตังค์น่ะมีอยู่ในกระเป๋า (ทำท่าตบกระเป๋ากางเกง) แต่ช่างไม่มา บางทีสามวันผ่านไปแล้ว ผมบอก ‘มาเถ๊อะ มาเถอะ น้ำแม่งรั่วฉิบหายแล้วเนี่ย’ แกถึงจะมา ผมถึงบอกว่าการตัดสินใจใช้ชีวิตแบบนี้มันมีต้นทุนอยู่

อย่างของผม ผมก็มีที่ มีบ้านอยู่แล้ว ก็เลยลองดูสักตั้ง ถ้าไม่ดีไม่เป็นไร กลับไปอยู่ในที่ที่เราชอบ มันไม่จำเป็นว่าจะต้องสโลว์ไลฟ์ บางทีซื้อผักกิน ก็ไม่ได้แย่นะ ชาวบ้านเขาก็จะได้มีรายได้ พูดตรง ๆ กินแค่ห้าบาทสิบบาท จะมาปลูกเหรอ โอเคผักบางอย่างปลูกง่าย ๆ ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง อย่างปลูกพริก ขึ้นก็ขึ้น ไม่ขึ้นก็ไม่เป็นไร ก็ไม่เป็นไร แต่บางอย่าง ถ้าคุณไม่ใช่คนที่มีพื้นเพทางด้านเกษตรหรือเคยใช้ชีวิตแบบนั้นมาก่อน มันยากมากนะ มันต้องค่อย ๆ เรียนรู้ แล้วแม่งก็ต้องผ่านความเจ็บช้ำ ช้ำชอกจากหลาย ๆ อย่าง  เช่นคนจะดูถูกไหมวะ จะเป็น loser ไหม มันก็หลายอย่าง แต่ถ้าคุณมีต้นทุนอยู่แล้ว ที่บ้านไม่ได้เดือดร้อน พ่อก็มีอยู่ 5 ไร่  10 ไร่ 30 ไร่ ลองดู แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำ ถ้ามี 100 ไร่มึงก็ไม่ต้องไปทำ 100 ไร่ แม่งทำไม่ไหวหรอก สุดท้ายก็ต้องไปจ้างคนงานทำเป็นระบบอุตสาหกรรมใหญ่เหมือนเดิม

แล้วอย่างปุ้มล่ะ ถ้ามีคนที่อยากเป็นเหมือนเรา จะแนะนำอะไรเขา

ปุ้ม : เคยมีน้องมาฝึกงานเป็นผู้หญิง ปุ้มไม่รู้ว่าน้องเขามองภาพ นวยนาด ยังไง แต่ปุ้มบอกตั้งแต่แรกเลยว่าถ้ามาฝึกงานที่นี่ ต้องมาอยู่นะ แล้วการมาอยู่พ่อแม่ต้องรับรู้ด้วย ถ้าพ่อแม่อนุญาตก็อนุญาต คือการทำงาน นวยนาด มันไม่ใช่แบบที่น้องเห็นในเพจ ถ้าจะฝึกจริง ๆ ต้องมาเห็นทั้งหมด ต้องมาอยู่ ตอนแรกน้องก็บอกว่าได้ค่ะ ๆ แม่โอเคแล้ว นู่นนี่นั่นเสร็จ เราบอกว่า ไม่ค่ะ เอาแม่มาด้วยที่นี่ มาด้วยกัน มาให้เห็น พ่อแม่ต้องเห็น น้องเขาก็มากับแม่มาคุยกับเรา แม่มาถึงก็บอกว่าแม่ชอบ อยู่เลยลูก ไม่เป็นไร เดี๋ยวแม่รับผิดชอบน้องเอง แถวนี้มีที่พักไหมจะไปเช่ารีสอร์ต แต่ปุ้มก็บอกว่าน้องจะอยู่ยังไง ปุ้มบอกว่ารับผิดชอบน้องไม่ไหว คุณพ่อคุณแม่ต้องรับผิดชอบน้องเองนะคะ เขาก็มาอยู่กับลูกพอลูกมาฝึก ตอนเช้ามาส่ง เย็นมารับ

ว่าน : ตอนเย็นพ่อก็ใส่รองเท้าวิ่งไปด้วย แล้วก็เดินออกกำลังกายรับลูก ก็ดีอยู่นะ

ปุ้ม : ก็ดี ที่เขาพร้อมซัพพอร์ตลูก เราก็เลยโอเค เราอยากให้เห็นว่าก่อนจะมาเป็นอย่างที่น้องเห็น กระบวนการมันมีอะไรบ้าง แล้วมันก็เล็ก ๆ แบบนี้แหละ ไม่ได้จะขยายใหญ่ไปมากกว่านี้ หรือจะมาลงเครื่องจักรอะไร อย่างเมื่อก่อนที่มีคนมาช่วยเขาก็แนะนำ ‘โอ๊ย พี่ปุ้ม ลงเครื่องจักรทำใหญ่เลย เดี๋ยวเกณฑ์ทั้งหมู่บ้านมาช่วยทำ’ แต่เราไม่เอาล่ะ ตอนแรกเขามองมา เข้าก็ ‘เนี่ยน่ะเหรอ จะทำสบู่’ มองเข้าไปในห้องไม่เห็นมีเครื่องอะไรเลย มีแต่โต๊ะกับอ่างล้างจาน ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิมมีเท่าเดิม ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าเดิม

ว่าน :  สุดท้ายเราก็มองมันว่ามีอยู่เท่านี้ก็ดีอยู่แล้ว

มันจะเท่านี้ไปตลอดไหม

ปุ้ม : ไม่ เรากำลังจะทำร้าน และย้ายไปอยู่อีกที่หนึ่งใกล้ ๆ กัน เหตุผลที่ทำร้านคืออยากอยู่ อยากใช้ชีวิตแบบนิ่ง ๆ ก็เลยจะทำร้านเอง จะได้เคลื่อนตัวให้น้อยลง เพราะรู้สึกว่าการออกงานแฟร์ไปเรื่อย ๆ มันคือการพึ่งคนอื่น ปุ้มอยากทำโดยพึ่งตัวเองและใช้สิ่งที่มีให้เยอะที่สุด

แปลว่าจะไม่ไปขายทุกงานแฟร์อีกแล้ว

ปุ้ม : จะไปเท่าที่จำเป็น ทุกวันนี้ที่ลงไปขายงานแฟร์ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ก็คือพ่วงการกลับไปหาแม่ด้วย พอหลังจบแฟร์ก็จะอยู่ต่ออีกอาทิตย์นึง ก็จะพยายามดูว่า มีอะไรให้ทำบ้าง จะได้กลับไปหาแม่ ไปอยู่กับเขา ได้ขายของด้วย ได้เงินด้วย ได้เที่ยวด้วย เพราะถ้ากลับไปเฉย ๆ ไม่ได้ทำงาน มันก็ไม่ได้อะไร  แล้วพอเวลาเรากลับบ้านนี่คือกลับไปทำหน้าที่ลูกเลย คือกิน นอน รอแม่ทำกับข้าว (หัวเราะ) แบบนั้นเลยนะ

ว่าน : เราเคยคุยกันอย่างจริงจัง ว่าจริง ๆ เรามันก็คนเมืองกันน่ะนะ อันนี้ก็ต้องยอมรับ และก็เป็นธรรมดาที่ช่วงแรกปัญหาหลายสิ่งประดังเข้ามา แต่ตอนนี้ก็โอเคแล้วครับ ผ่อน ๆ อะไรลงไปได้เยอะ เคยมีช่วงนึงที่เราไปกรุงเทพฯ เช้า เย็นกลับมานี่ ก็พบว่า อ้าว มันก็ไม่ได้หนักหนานี่หว่า พอขับรถไปกลับนาน ๆ มันอาจจะเคยชิน อย่างน้อยรถก็ยังวิ่งได้แหละวะ ไม่ได้ขับไปจอดไป เหมือนขับในกรุงเทพฯ  นั่งฟังพอดแคสต์ ได้คุย ขับไปเพลิน ๆ ถึงตอนนี้ก็ยังคิดว่าดีกว่าอยู่ในกรุงเทพฯ ไปเลย

ปุ้ม :  อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำร้านเพราะว่าพ่อกับแม่ว่านซื้อที่ตรงนี้ กับอีกผืนหนึ่งในหมู่บ้านนี้แหละ แล้วตอนพ่อเสียที่ตรงนี้ยกให้พี่ชาย ที่ตรงนั้นเป็นของว่านซึ่งไม่มีอะไร เป็นที่เปล่า ๆ สุดท้ายแล้วมันก็ต้องกลับไปอยู่ตรงนั้นแหละ

ว่าน : เมื่อก่อนมันเป็นที่ตาบอด ผมเลยไปหาทางเข้า แล้วผมก็ไปถามลุงคนนึงเจ้าของที่ข้าง ๆ ว่า ‘ที่แปลงนี้ของผม ผมอยากจะขอซื้อทางเข้าหน่อยได้ไหม คุยไปคุยมาเขาก็ขาย

ปุ้ม : การที่จะไปที่ใหม่ตรงนู้น มันก็จะเป็นทั้งบ้าน เป็นทั้งร้าน เป็นสตูดิโอไปด้วยในตัว ญาติก็จะมาหาเราเยอะขึ้น เรารู้สึกว่าเราจะเชื่อมโยงกับญาติเราที่เขาอยากมาหาเรามากกว่าที่นี่ซึ่งมีพื้นที่มันจำกัด เพราะว่าเราก็ต้องทำงาน เขาก็อาจจะอยู่ได้ไม่นาน มาได้ไม่เยอะ เราก็คิดว่าถ้าเราอยู่นู่น พอมันมีพื้นที่ให้แม่มาอยู่ ให้แม่ทำกับข้าว กลับตอนเย็น อันนี้ภาพที่คิดไว้นะคะ ซึ่งกลับกรุงเทพฯ มันไม่ได้ไกลมาก เขาก็จะมาบ่อยขึ้น

ในร้านนั้นจะมีอะไรบ้าง

ปุ้ม : ก็มีแบรนด์ของแม่ที่ทำ ขอข้าวขอแกง กับของปุ้ม นวยนาด

แล้วมีความกลัวไหม เหมือนนี่เป็นการเปลี่ยนแปลงใหม่อีกรอบ

ว่าน :  พูดตรง ๆ ว่ากลัวเหมือนกัน เพราะย้ายไปที่นู่นมันก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่เราเครียด มันอยู่หมู่บ้านเดียวกันก็จริง แต่คนที่อยู่ตรงนู้นก็ไม่ใช่คนแถวนี้ ก็เหมือนเริ่มใหม่ประมาณนึงเหมือนกัน แต่อย่างน้อยตอนนี้เหมือนฝึกเราว่า อ๋อ มันประมาณนี้นะ เราเริ่มฝึกต่อท่อประปาเองได้ ซึ่งผมว่ามีความกลัวมันก็อาจจะดีก็ได้ แต่ว่าในมุมผมจะรู้สึกว่ามันต้องไป คือเราอาจจะเป็นคนชอบลุย มันก็เหมือนดึงกันไว้ ผมลุย ปุ้มก็จะช่วยคอยระวังหลังให้

ก็ดูเหมือนจะเป็นแผนที่ตั้งรกรากที่นี่เลยนะ

ปุ้ม : มันก็ยังตอบไม่ได้หรอก

ว่าน : มันก็จะมีคำถามจากแม่ผมอยู่ตลอด ทำร้าน ร้านอะไร? แล้วใครจะมา? มันอยู่ลึกขนาดนี้ เป็นฉัน ฉันไม่มาหรอก เราก็ไม่รู้ เหมือนตอนทำ นวยนาด ใหม่ ๆ แหละ ใครจะซื้อ บ้าเหรอ สบู่ก้อนละร้อย ฉันไม่ซื้อ เแม่ยังหมือนเดิม ผมก็คิดเหมือนกันนะ นั่นสิ ใครจะมา เราไม่รู้หรอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันก็เป็นสินทรัพย์ เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มันอยู่ในที่เรา เราไม่ได้ไปเช่าใคร

เดี๋ยวก็จะกลายเป็นบ้าน เป็นที่ทำงาน เพิ่มร้านเข้าไป ดูเหมือนชีวิตจะลงตัวแล้ว อย่างน้อย ๆ ก็ 10-15 ปี

ปุ้ม : ใช่ เพราะเราเลือกจะอยู่ที่นี่แล้ว

คิดจะมีลูกไหม

ปุ้ม : ถ้าถามตอนนี้ยังไม่คิด ไม่ได้ตั้งใจให้มีตอนนี้ด้วย ถ้าตอบง่าย ๆ คือไม่พร้อม แต่จริง ๆ มันก็อาจจะไม่มีคำว่าพร้อมหรือไม่พร้อม มีเลย แล้วมันอาจจะจัดการได้ แต่เรายังอยู่ในภาวะยังไม่ตั้งใจจะมี เพราะไม่รู้ว่าวันนึงถ้าอยากมีลูก เลยไม่แน่นอนกับตัวเองตอนนี้ บางทีก็มีแว้บ ๆ ชอบเล่นกับเด็ก

แต่วันนึงมันจะถึงจุดที่อยากมีแล้ว แต่สายไปแล้ว

ปุ้ม : ปุ้มว่าการมีลูกมันเหมือนการมีเป้าหมายใหม่ให้เรามีชีวิตเพื่อใครสักคน มันทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ เราไม่ได้ว่าจะมีเขาเพื่อให้เขามาทำอะไรให้เรา ปุ้มก็เลยคิดว่า ไม่รู้ว่าวันนึงจะคิดอยากมีลูกเพราะอะไรแบบนี้หรือเปล่า แบบทุกอย่างมันนิ่ง แล้วอยากเปลี่ยนเป้าหมายใหม่

ว่าน :  เป็นบางครั้งบางคราว บางทีก็อยากมี บางทีก็รู้สึกว่าไม่ได้พร้อมที่จะดูแล พูดกันตรง ๆ ด้วยตัวเราเองก็ไม่ใช่คนที่อยากจะยุ่งกับใครอยู่แล้ว ถ้ามีลูกเราก็ต้องไปยุ่งกับลูกแน่ ๆ

ปุ้ม : คิดว่าถ้าถึงจุดนั้นขึ้นมา ตัวเองก็น่าจะจัดการได้แหละ

มันอาจทำให้เราสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างมีความหมายมากขึ้น 

ว่าน:  ผมว่ามันก็อาจจะเป็นไปได้เลยแหละ แต่ผมมันก็คนแข็งกระด้าง มองโลกในแง่ร้าย ชอบอะไรเรียล ๆ

ถ้ามีลูก ดิน น้ำ อากาศ ที่นี่ ก็จะดูแลลูกเรา

ปุ้ม: ตอนออกแบบบ้านใหม่ จะมีห้องนึงที่งอกขึ้นมา เราก็พูดว่า เผื่อมีลูกนะ แต่ถ้าสองคนฟังก์ชันบ้านก็อาจจะไม่ต่างจากตอนนี้เท่าไหร่เพราะว่ามันมีกันแค่สองคน

เพราะมนุษย์มันถูกสร้างมาให้สร้างอะไรบางอย่างเสมอหรือเปล่า เช่นตอนนี้สองคนนี้ทำ ‘นวยนาด’ อยู่ ลูกเลยไม่ใช่ priority ในขณะที่คนอื่นอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าต้องสร้างอะไร การมีลูกมันเลยไปเติมเต็มความรู้สึกตรงนั้น ซึ่งพูดกลับกันคือมนุษย์มันถูกสร้างมาให้สร้างทายาท แต่พวกเรามันดันไปสร้างอย่างอื่นก่อน

ปุ้ม : อืม เรามีสิ่งที่เราสร้าง

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s