จนกว่าวันพรุ่งนี้ที่นิ่งสนิท-ชีวิตที่อุทิศให้ศิลปะของมะเดี่ยวศรีหลานยายปริก

เรื่องและภาพโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

“ไม่รู้วันสอบ ก็ตั้งใจเรียนนะ แต่จำวันสอบผิด” – ธรรรักษ์ แสงสุวรรณ

ถ้าไม่เป็นแฟนพันธ์แท้การ์ตูน ขายหัวเราะ คุณต้องอายุสามสิบนิด ๆ ขึ้นไปนั่นแหละถึงจะรู้จัก “มะเดี่ยวศรีหลานยายปริก” อดีตนักวาดการ์ตูนแห่งค่าย ขายหัวเราะ ผู้มีลายเส้นที่ไม่เหมือนใคร ผู้ไม่ค่อยมีแก๊กการ์ตูนสามช่องจบผ่านโครงสร้าง “ปู ชง ตบ” แบบนักวาดการ์ตูนส่วนใหญ่

เพราะการ์ตูนของมะเดี่ยวนั้น มักถูกนำเสนอผ่านไลฟ์สไตล์ยียวนกวนใจผู้ใหญ่แต่ถูกใจวัยรุ่น (ในยุคนั้น) โดดเด่นคู่ไปกับลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ ลายเส้นที่คล้ายจะดิบและห่าม ปราศจากความเรียบร้อย แต่ก็เริงร่าไปด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งและมุ่งมั่นแบบวัยรุ่น

และถ้าคุณเป็นแฟนการ์ตูนของ “มะเดี่ยวศรีหลานยายปริก”  คุณก็คงนึกสงสัยว่าขณะที่เรากำลังเพลิดเพลินกับการ์ตูนของเขาอยู่ดี ๆ มะเดี่ยวศรีฯ ผู้นี้ก็หายไปจากหน้าการ์ตูน ไม่ว่าจะ ขายหัวเราะ, มหาสนุก หรือ หนังสือการ์ตูนเล่มไหน ๆ ภาพวาด ลายเส้น อารมณ์ขันยียวนของมะเดี่ยวก็อันตรธานไปสิ้น

หายไปนาน และเนิ่นนานจนสุดท้าย “มะเดี่ยวศรีหลานยายปริก” กลายเป็นเรื่องเล่าขานของพี่ ๆ เจเนอเรชั่น เอ๊กซ์ ผู้โหยหาและคิดถึงการ์ตูนนิสต์ในยุคสมัยของตัวเอง กลายเป็น “ใครสักคนที่คุ้น ๆ ชื่อ”  ของเด็กวัยรุ่นสมัยนี้

“มะเดี่ยวศรีหลานยายปริก”  อาจหายไปในหน้ากระดาษ แต่ชีวิตบนแคนวาสนั้นไม่เคยหาย

หลังจากยุติบทบาทการ์ตูนนิสต์ในเครือ ขายหัวเราะ มะเดี่ยว หรือ ธรรรักษ์ แสงสุวรรณ ก็เดินไปในที่ลุ่มที่ดอนตามโชคชะตาและวาสนาจะพาไป ตุหรัดตุเหร่ไปหลายแห่งหลายที่ ผ่านทั้งทุกข์และสุข ได้ใคร่ครวญชีวิตผ่านปริมาณแอลกอฮอลล์ในเส้นเลือด แล้วพบว่า ชีวิตน้อย ๆ ของเขานี้ คงมอบให้ศิลปะไปเรื่อย ๆ

ในวัย 51 ธรรรักษ์ กลับมาพำนักที่บางสะพาน บ้านเกิด ตื่นสาย วาดรูป สนทนากับแฟน ๆ การ์ตูนผ่านแฟนเพจ https://www.facebook.com/มะเดี่ยวศรีหลานยายปริก/ ดื่ม คุยกับแมว ทำงานหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยการวาดรูป แล้ววาดรูปอีกครั้งสำหรับนิทรรศการครั้งที่สองในชีวิตของเขาเอง (ต้นปีหน้า โปรดติดตามข่าว) งานใหญ่ที่อาจจะครั้งสุดท้ายในชีวิต เข้านอนตอนรุ่งสาง คาดหวังว่าพรุ่งนี้จะได้ตื่นมาทำแบบเดิมทั้งหมดอีกครั้ง จนกว่า…

NMN คราวนี้จับรถไฟไปบางสะพาน เพื่อคุยกับ ธรรรักษ์ แสงสุวรรณ หรือ “มะเดี่ยวศรีหลานยายปริก”  ถึงชีวิต งาน และศิลปะ ก่อนที่วันพรุ่ง (พรึ่ง) นี้จะนิ่งสนิท…อย่างที่เขาย้ำอยู่เสมอ…จะมาถึง

เริ่มเขียนการ์ตูนที่ขายหัวเราะได้ยังไง

ก็ช่วงนั้นเราโดนรีไทร์จากวิทยาลัยช่างศิลป์ เรามันก็เด็กบ้านนอกน่ะนะ ออกจากบ้าน จากบางสะพานนี่แหละเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ เรียนที่ช่างศิลป์ตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก  ก็เด็กมาก เด็กแบบก็ยังไม่ดื่ม ยังไม่สูบบุหรี่ เด็กใส ๆ (หัวเราะ)แล้วก็ไปสอบ  เมื่อก่อนเขาเรียกเตรียมศิลปากร ก็สอบติด เลยเข้ามาเรียน แล้วก็อย่างที่บอก เด็กด้วย ที่บ้านครอบครัวก็ไม่ค่อยโอเคด้วย  มันก็ไม่พร้อมสักอย่าง ถูกรีไทร์ก็ไม่แปลก

ขอโทษที่ต้องถาม ที่บอกว่าบ้านไม่โอเค ตอนนั้นมันเป็นยังไง 

พ่อกับแม่เราเป็นข้าราชการครู  แต่พ่อมาเสียไปแม่ก็ต้องทำงาน เราก็อยู่กับตากับยายมาตั้งแต่เด็ก เราเป็นหลานคนโปรดนะ อยากทำอะไรตา-ยายเขาก็ชม ช่วงเด็ก ๆ เนี่ยน่าจะเป็นช่วงที่เราตั้งใจวาดรูปมาก ๆ เลย เขียนรูปแบบเอาเป็นเอาตายเลย

ทำไม

ไม่มีอะไรให้โฟกัสมั้ง ตอนนั้นมันเหมือนมีอยู่สองอย่างสามอย่าง มวย ฟุตบอล แล้วก็วาดรูป ที่เป็นลมหายใจของเรา แล้วเรารู้สึกว่าวาดรูปนี่น่าจะทำได้ดีที่สุด  ก็ฝึกหนักมาก ๆ เลย พยายามมาก

ฝึกหนักที่ว่านี่หนักแค่ไหน

ต่างจังหวัด สอง-สามทุ่มนี่เขาก็จะนอนกันแล้ว แต่เรายังไม่นอน อยู่ดึกเพื่อเขียนรูป พยายามศึกษางานของคนเก่ง ๆ พยายามที่จะรีเสิร์ช  อย่างเมื่อก่อนมันก็จะมีนิตยสาร “ฟ้าเมืองทอง” ของคุณอาจินต์ (ปัญจพรรค์) สมัยนั้นมันจะเป็นหนังสือที่รวมภาพประกอบที่แบบแข็งที่สุด เจ๋งที่สุด แล้วที่บ้านก็รับมา เราก็ดู ๆ พยายามทำตาม แต่ว่าด้วยความเป็นเด็ก ศักยภาพมันยังทำไม่ได้  อุปกรณ์อะไรก็ไม่มี มันก็งู ๆ ปลา ๆ ไป ก็เรียนที่โรงเรียนบางสะพาน แล้วพอจบ ม.ต้น ก็ไปสอบช่างศิลป์ก็ติดซะอย่างนั้น

ม.ต้น ที่ว่าเด็กนี่อายุเท่าไหร่

16 เองแม่พาเข้าไป ตอนนั้นพี่ชายก็ไปอยู่ด้วย ก็ลำบากนะ ติดต่อแม่ก็ไม่ได้ สมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์แบบในสมัยนี้ แล้วการเงินในครอบครัวตอนนั้นค่อนข้างจะแย่ด้วย เงินไม่ค่อยมี แล้วเด็กที่เรียนศิลปะให้ได้ดีเนี่ย มันต้องมีอุปกรณ์อะไรต่าง ๆ ครบนิดนึง ค่าสีมันแพงมาก ๆ วันไหนที่เราซื้อกระดาษ ก็แลกกับการตัดค่าข้าว แล้วเราก็ยังเด็กมาก เข้าไปนี่แบบเจอแต่เด็กโต พวกที่ไปเรียนไทยวิจิตรศิลป์หรือเรียนไทยอาชีวศิลป์มาก่อนถึงจะสอบติด  เพราะช่างศิลป์แต่ก่อนมันสอบเข้ายาก พวกเด็กโตเขาก็ไปเรียนมาปีสองปีสาม อาชีวศิลป์แล้วก็สอบมาติดช่างศิลป์ แล้วเราเป็นเด็ก ม.ต้น ที่มาสอบช่างศิลป์ แล้วเป็นเด็กแบบเด็กตัวกะเปี๊ยก เลยก็เคว้งมาก

อยู่กับพี่ชายไม่ช่วยอะไรเลย

เขาก็พยายามของเขานะ เอาจริง ๆ ก็เด็กทั้งคู่ เขาจบ ม.6 เขาก็ไปเรียนรามคำแหง เคว้งทั้งคู่ (หัวเราะ)

เพราะมันไม่ใช่บ้านเรา

ใช่ แล้วที่ช่างศิลป์มันจะมีเด็กสองแบบ หนึ่งคือเด็กแบบเราที่ยากจนไปเลย กับเด็กอีกแบบหนึ่งที่เป็นลูกคนมีสตางค์ไปเลย  แล้วเด็กมีเงินเขาก็ซื้ออุปกรณ์ได้ ข้าวก็ได้กิน เราไม่มีเงินก็ต้องอยู่ให้ได้

เราทำยังไง

ก็อาศัยกินกับเพื่อนบ้างอะไรบ้าง วัยรุ่นมันก็รักกันแหละ แต่ด้วยความที่ว่าเราเด็กมาก ไอ้พวกที่เรียนมันเด็กโต 19-20 ชวนกันไปตีหม้อ แล้วเราเป็นเด็กก็จะมองว่ามันไม่ได้นะ  แล้วก็หันมาหัวเราะ ก็เป็นแบบนี้แหละ (หัวเราะ) ก็อยู่ยาก เรียนก็ไม่พร้อม ครั้งแรกที่โดนรีไทร์ก็เลย…

เดี๋ยวใช้คำว่าครั้งแรก คุณโดนรีไทร์กี่ครั้ง

สามครั้ง

ใครมันจะไปโดนรีไทร์ได้เยอะขนาดนี้ 

ฐานแน่นปึ้กเลย (หัวเราะ) ครั้งแรกก็คือไม่รู้วันสอบ ก็ตั้งใจเรียนนะ แต่จำวันสอบผิด  จำผิดวัน

แค่นี้ก็โดนรีไทร์เลยเหรอ

ก็ตามเก็บเกรดไม่ทันแล้วนี่ สอบก็ไม่ได้ไปเพราะจำผิดวัน ก็โดนรีไทร์ตั้งแต่ปีหนึ่ง ทีนี้ก็เคว้งไปแล้วก็ลองสอบเข้าไปใหม่ แล้วก็ติดอีก เรียนปีหนึ่งใหม่คราวนี้เริ่มเกเรแล้ว เริ่มสูบบุหรี่ เริ่มกินเหล้า แล้วเริ่มหลงใหลหรือสนใจหนังสือแล้ว แต่พอเราไปอยู่ตรงนั้น เจอคนเก่งที่เก่งกว่าเรา เจอคนชอบศิลปะมากกว่าเรา มันก็เคว้งอีกรอบ เริ่มสูญเสียความมั่นใจ แล้วตอนนั้นเริ่มมีวิธีคิดที่ขบถนิด ๆ อาจเพราะเราดูหนังสือศิลปะเยอะขึ้น เริ่มเห็นว่ามันน่าจะมีอะไรที่มากกว่าการต้องเขียนให้เหมือนกันหมด…เขียนให้เหมือนครูบาอาจารย์ เพาะช่างก็จะเขียนกันแบบหนึ่ง วิทยาลัยอาชีวะศิลป์ก็จะเขียนไปอีกแบบหนึ่ง แต่ทั้งหมดมันเป็นแพทเทิร์น แต่ใครจะเขียนอะไรแปลกกว่านั้นหรือทดลองวิธีใหม่ ๆ ไม่ได้ รู้สึกว่า เอ๊ะ พอกูพิเรนทร์นิดนึง ทำไมครูต้องว่า เอ๊ะ ทำไมไม่เขียนให้เหมือนครู คนที่เขียนเหมือนครูได้ A นะ เขียนไม่เหมือนได้ F เราสงสัยว่าทำไมต้องเขียนเหมือนกันหมดวะ เราก็เลยไม่เขียนแบบนั้น เราอยากใช้เส้นแบบนี้ แล้วเส้นของเราเนี่ยครูไม่ชอบ แต่เพื่อนกรี๊ดกันนะ แล้วครูไม่ชอบถึงขนาดที่ว่าจับผิดกัน

จับผิดยังไง

วันนั้นก็ตั้งใจว่า เอาวะ กูจะทำแบบที่มึงชอบเลย กูจะไม่เอฟแล้ว กูอยากขึ้นปีสอง (หัวเราะ) กูจะดรออิ้งเอาให้แม่งสุดตีนเลย เอาแบบที่มึงชอบด้วย

แล้วเป็นไง เหมือนชาวบ้านเขาไหม

ก็ไปในทิศทางเดียวกัน คือเราไม่ได้มีอีโก้นะ แต่เราว่าของเราดีกว่า  แล้วจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่าเหี้ยแล้ว คืออาจารย์เข้ามาปุ๊บตรวจงานดรออิ้งที่วาดจากรูปปูนปั้น แบบพวกยุคเรเนซองส์ แบบยุโรป แล้วเราก็วาดตามแบบแค่เฉพาะส่วนแล้วมันก็จะมีพวกฐานเว้าอะไรแบบนั้นน่ะ วันนั้นก็ตั้งใจจะเก็บแม่งให้หมด ทั้งเส้น ทั้งแสงเงา อยากได้อะไรกูจัดให้เต็มเลย  เอาให้เหมือนชาวบ้านที่มึงอยากได้ เขาก็มาตรวจเว้ย เด็กมันไม่ได้โง่นะ มันรู้ว่า ‘นี่มึงจะเล่นกู’ เขาก็เลยพยายามที่จะหาข้อผิดพลาดในงานเรา แต่มันหาไม่เจอไง แล้วสุดท้ายเขาก็บอกว่า “ตรงฐานนี่มันเว้าไปหน่อยนะ” …คือ…มันไม่เกี่ยวกับสัดส่วนโครงสร้างหรือแสงเงาเลย ฐานกูเว้าไป! คือความศรัทธาในศิลปะของเรายังอยู่นะ แต่กับมึงเนี่ย เรื่องของมึงแล้ว เลิก ๆ

ศิลปะไม่ได้ผิด

ศิลปะมันไม่ผิด แล้วอย่างวิชาคอมโพสิชั่น วิชาดรออิ้ง เนี่ยมันก็คือฐานราก คือหลักของศิลปะ คือโครงสร้างเส้น องค์ประกอบสีทุกอย่าง เราก็ทำอย่างสุดความสามารถ แต่เขาตำหนิเราตรงคอมโพสิชั่น บอกว่างานเรามันไม่ใช่งานศิลปะ มันเป็นแค่ภาพวาดประกอบ นั่นทำให้เราตุปัดตุเป๋ไปเลย

ไม่ใช่ศิลปะเป็นแค่ภาพวาดประกอบ

ในใจตอนนั้น คือแบบก็ ‘กูไม่รู้’ กูแค่เด็ก เราไม่ได้รู้ศิลปะถ่องแท้เราถึงมาเรียนเพื่อที่จะทำงานศิลปะ ครูต้องสอนให้เข้าใจไม่ใช่อยู่ดี ๆ มาบอกว่า “ของคุณมันไม่ใช่ศิลปะ

เจอความรู้สึกของคุณเป็นยังไง

อือ เราก็.. ‘เออแล้วมันยังไงวะ’ คือถ้าแบบก้าวร้าวก็คือ “ก็กูไม่ชอบศิลปะแบบพวกมึงไง” ลองคิดนะว่าถ้าอาจารย์บอกเราว่า “ธรรรักษ์ งานของเธอองค์ประกอบมันยังไม่ได้ วิธีการนำเสนอของเธอเนี่ยโครงสร้างสีมันผิด” ถ้าบอกอะไรแบบนี้ โอเค กูก็จะเข้าใจแล้วกูก็จะแก้ไขต่อ แต่พอมาบอกว่า “นี่ไม่ใช่ศิลปะ” อ้าว แล้วกูทำยังไงต่อดีล่ะ

สมมติถ้าเป็นสายวิศวกรรมศาสตร์นะ เราว่าตึกเรามันไม่ล้ม ฐานมันแข็งแรง แต่มึงมาบอกว่าอันนี้มันไม่โมเดิร์น อันนี้ล้มแน่ ๆ เราว่าคนละเรื่องน่ะ ตอนนั้นรู้สึกว่า เฮ้ย! มันต้องแยกเป็นเรื่อง ๆ สิวะ กูเรียนองค์ประกอบศิลป์ กูเรียนคอมโพสิชั่น กูทำตามนั้นนะกูไม่ได้ผิดพลาดนะ แต่จะให้ทำงานศิลปะแบบของมึงคนเดียว เราว่าไม่ใช่ คือ…พอโตขึ้นมาศิลปะแม่งงงงง เป็น Post-Modern มันอะไรก็ได้แล้วน่ะ  แต่รากฐานมันต้องถูกต้อง คือไม่ล้มไม่คว่ำไม่พลิกไง เราก็มั่นใจว่าของเราไม่ล้ม แล้วคิดดูสิว่าครูบาอาจารย์กี่คนที่เป็นอย่างนี้  เราก็เลยเรียนปีหนึ่งสามปีน่ะ จาก 16-17 มา 18 ก็เริ่มเป็นวัยรุ่นแบบเต็มตัวแล้ว

สามปีที่ตามเก็บปีหนึ่งอยู่

อืม ฐานแน่นปึ้กเลย ก็วนเวียนซ้ำอยู่นั่นแหละ เหี้ย โตมาไม่มีใครทำงานศิลปะซักตัว

เจ็บช้ำหรือผิดหวังในศิลปะไหม

ถ้าศิลปะเป็นผู้หญิงเนี่ย  เราว่าเรารักผู้หญิงคนนั้นจริงมากกว่าพวกนี้ แล้วสิ่งที่เขาบอกมันไม่ใช่…มันไม่ใช่…ก็เสียใจ เราก็กลับมาบ้าน

ก็เลยยังเรียนไม่จบ ตั้งแต่ถูกรีไทร์ครั้งที่สามก็ไม่เอาแล้วเหรอ

ไม่เอา แบบกูไม่รักมึงแล้ว ไม่รู้ว่าหมดศรัทธากับอะไร ศิลปะหรือการสอนศิลปะ แต่ก็ไม่รักมึงแล้ว ก็เลยคิดว่ากูทำมาหากินอะไรดีว้า ขายเสื้อผ้ามือสองดีไหม ศิลปะช่างแม่ง ก็กลับบ้านมาเคว้ง ๆ  มีอยู่วันหนึ่งนั่งสูบยาเส้นอยู่หน้าบ้าน แล้วเพื่อนที่เรียนศิลปะแม่งลงมาเที่ยวเว้ย แม่งไม่บอกล่วงหน้า ก็มาลงรถหน้าบ้านเลย ฉิบหาย เราก็ตังค์หมด ก็เลยขอตังค์แม่ไปส่งเพื่อน

ขอตังค์แม่ไปส่งเพื่อน

อืม ไปกรุงเทพ ไปส่งมัน (หัวเราะ) พอไปถึงเพื่อนก็บอกอย่าเพิ่งกลับ อยู่กับกูก่อน เพื่อนเราเช่าบ้านอยู่รวมกัน เราก็ตามน้ำอยู่กับมันจนเงินที่ขอแม่มาหมด ก็ เอาไงดีว้า? เออ หนังสือ ขายหัวเราะ นี่กูน่าจะเขียนได้นะ อันนี้คิดเอง

ใครเป็นคนแนะนำ

ไม่มีใครแนะนำหรอก ขายหัวเราะ ดังจะตาย ใคร ๆ ก็รู้จัก ตอนนั้นมีรุ่นพี่คนนึงเขียนการ์ตูนอยู่ที่นั่น เราก็โทรไปถามว่าอยากเอางานไปเสนออะไรแบบนี้ เราก็มั่นใจนะว่าแค่นี้เองทำไมจะเขียนไม่ได้ มั่นใจมาก ๆ ตอนนั้น คิดว่ากูแจ๋ว แต่พอเอางานไปเสนอ ได้ไปเห็นต้นฉบับรุ่นพี่ ๆ เห็นต้นฉบับของพี่ต่ายแล้วแบบ…มันไม่ใช่แล้วว่ะ คือฝีมือเราแม่งเทียบกับส้นตีนพี่เขายังไม่ได้น่ะ เจองานพี่ต่ายเข้าไปช็อคเลย กระจอกจริง ๆ กู

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ก็น่าจะ 19-20

ไปด้วยความรู้สึกว่ากูเจ๋ง แต่พอเจองานพี่ต่ายไปนี่เรากระจอกเลย

ใช่ ทั้งที่เราอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น การ์ตูนฝรั่งเยอะนะ พวก ‘ฮามิชตีนระเบิด’ อะไรแบบนี้ แล้วเราก็รู้สึกว่า ขายหัวเราะ แม่งพื้น ๆ ว่ะ อ่อน  พอไปเห็นต้นฉบับจริง ๆ แล้ว เฮ้ย…เรามันโคตรกระจอก พอไปวางอยู่ด้วยกันกับของพี่ ๆ แล้วมันรู้เลย สรุปไปครั้งนั้นก็ไม่ผ่าน แต่ได้เจอพี่ต่าย พี่ต่ายแนะนำให้เราลองจุ่มหมึกอีกแบบดู ให้เราลองใช้ปากกาเขียนแผนที่ตัดเส้นดู เขาเอาต้นฉบับของเขาให้เรากลับมาดูด้วย

ได้ต้นฉบับจาก ต่าย ขายหัวเราะ กลับมาแทน

พอเอากลับมาศึกษาดู ถึงพบว่า เฮ้ย พวกพี่เขาไม่ได้ทำเล่น ๆ เห็นเป็นการ์ตูน แต่เปอร์สเป็คทีฟของพี่เขาเป๊ะหมด เราลองไปวัดดูแล้ว เป๊ะหมดทุกอย่าง กลายเป็นเราที่ผิดหมดเลย  พอเจอของจริงก็หงอยแดกเลยกู ซึม ถ้าเป็นเด็กนี่แบบ…แม่งบอลแพ้เดินกลับบ้านร้องไห้ ตอนนั้นก็คิดว่าเอาใหม่วะ เอาให้ได้ กูต้องเอาให้ได้ ไม่ผ่านก็ลองใหม่

สรุปว่าลองไปกี่ครั้ง

ประมาณ 4-5 ครั้งนั่นแหละแต่ก็ไม่ผ่าน ประมาณครั้งที่ 4 ที่ 5 นี่คือเราขยำต้นฉบับทิ้งขยะแม่งหน้าโรงพิมพ์ ร้องไห้เลย กระจอกฉิบหาย แต่ไม่ยอมแพ้นะ กูจะเอาจนได้

อยากเอาชนะใช่ไหม

เออ เราเป็นคนแบบนั้นโดยสันดาน ทีแรกคิดว่าจะไปหาแดกง่าย ๆ จะได้มีตังค์ใช้ไง พอเจอตัวจริงเข้าไปแม่งแพ้ว่ะ แต่ก็สู้ พอสู้ไปสู้มา เฮ้ย นี่มันไม่ใช่เรื่องเงินแล้ว มันคือเราอยากเอาชนะว่ะ ก็เอาจนได้ มาเขียนเป็นการ์ตูนเรื่องสั้น 16 หน้าจบลง มหาสนุก เล่มใหญ่ ๆ ก็ได้ 55 บาทต่อแผ่น ตอนนั้นยังไม่มีค่าเบี้ยเลี้ยงหรือรายได้อย่างอื่น เพราะยังไม่ได้เขียนการ์ตูนแก๊ก ก็ทำมาเรื่อย ๆ ตอนหลัง ๆ ก็ได้ลงเป็นแก๊กกับเขา เชื่อไหม พอเราได้เขียนการ์ตูนเพื่อนเรายังเรียนหนังสืออยู่เลย มาเจอเพื่อนตอนนั้นเราก็ป๋าแล้ว (ทำท่าตบกระเป๋ากางเกง) จะกินอะไรมึงสั่ง เอาโต๊ะใหญ่ ๆ เลย เพื่อนเรียน กูหาเงินได้แล้ว บางคนที่ทำงานศิลปะยังงงเลยว่าอายุเราใกล้เคียงกันแต่ทำไมตอนที่ผมอ่านการ์ตูนของคุณ ผมยังเรียนอยู่เลยวะ

ได้ลงการ์ตูนแก๊กนี่พยายามเป็นครั้งที่เท่าไหร่

ก็สักพักหนึ่งแหละ ครั้งที่ 7-8 มั้งกว่าจะได้ เราว่า  บ.ก. (วิธิต อุตสาหจิต) ก็คงวัดใจ ลองใจเราด้วยว่าเรารัก หรือจริงจังแค่ไหน ก็คงเห็นว่า เออ ๆ ไอ้เด็กนี้มันก็พอมีแววอยู่บ้าง แต่จะให้มันง่าย ๆ มันก็เหลิง แกมองเราออกเลยนะ เราเป็นแบบนั้นจริง ๆ แต่เราก็อยากขอบคุณแกมาก ๆ ที่ให้โอกาสเด็กคนนี้

ในฐานะที่ติดตาม ขายหัวเราะ มหาสนุก หนูจ๋า เบบี๋ มาตั้งแต่เด็ก เราคิดว่างานของคุณ แตกต่างจากนักวาดการ์ตูนยุคแรก ๆ อย่าง อาวัฒน์ วัฒนา จุ๋มจิ๋ม แตกต่างแม้กระทั่งรุ่นต่อมาอย่าง นิค ต่าย ต้อม

นั่นรุ่นหนึ่ง รุ่นสองเลย

แล้วอยู่ ๆ มันก็มีงานแบบของคุณโผล่มาซี่งมันโคตรไม่เหมือนใครเลยในตอนนั้น

เหรอ (หัวเราะ) มันเป็นยังไง

ไม่ใช่การ์ตูนแก๊กแบบสามช่องจบเป๊ะ ๆ มีความเป็นภาพประกอบที่มีไลฟ์สไตล์หรือคาแรคเตอร์ที่โดนใจวัยรุ่นในยุคนนั้น

อืม แก๊กเรามันไม่ใช่ ปู ชง ตบโป๊ะ แบบนั้น

อะไรทำให้ทำแบบนั้น

อาฆาต (หัวเราะ) กว่าจะได้เข้ามามันยาก เข้ามาแล้วจะทำเหมือนคนอื่นทำไม แล้วด้วยวัยตอนนั้น 20 มันอยากพิสูจน์ตัวเอง

ด้วยการไม่ทำแบบพี่ ๆ คนอื่น

อืม…แต่มันก็ต้องรีเสิร์ชก่อน ก่อนที่เราจะได้การ์ตูนแก๊ก นี่ต้องรีเสิร์ชงานพี่ต้อมพี่ต่ายแบบแทบจะเขียนตามมือแกเลย รีเสิร์ช ๆ จนผ่าน พอผ่าน ก็เอาแล้ว (หัวเราะ) กูโชว์ล่ะ

วาดการ์ตูนคาแรคเตอร์ที่นุ่งกางเกงยีนส์ลีวายส์ 501 แบบขาด ๆ กับรองเท้าคอนเวิร์สแบบเป๊ะมาก

เราวัยรุ่นมันก็ชอบแต่งตัวเป็นธรรมดา เราก็ชอบพวกแมกกาซีนญี่ปุ่นด้วย ชอบดูหนังฝรั่ง ก็จำ ๆ เขามา

อะไรทำให้ตัวการ์ตูนมะเดี่ยวศรีหลานยายปริก มันถูกใจวัยรุ่นในยุคนั้น

มันไม่โกหกมั้ง เหมือนคนเขียนมันรู้สึกพอ ๆ กับพวกเด็ก ๆ คนอ่าน เรารู้สึกเสมอว่างานเราไม่มีเทียบกับพี่ต่าย หรือพี่ ๆ คนอื่น เราเลยอยากไปในทางเราเอง เป็นวัยรุ่นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร การ์ตูนเราครึ่งหนึ่งเป็นไลฟ์สไตล์วัยรุ่นครึ่งหนึ่งก็คือบันทึกประจำวันของเรา คงเป็นแบบนั้นแหละ มันก็เลยจูนกับเด็ก ๆ ได้ เราสังเกตจากแฟนเพจเรานะ ก็อ่านกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ โตมาแล้วก็มีหน้าที่การงาน

เหมือนใส่ป๊อบ คัลเจอร์ลงในการ์ตูน

ใช่ แต่ไม่ตั้งใจหรอก เป็นไปตามวัยมากกว่า ไปเดินดูร้านเสื้อผ้า ไปดูแมกกาซีนแล้วชอบ แต่จุดนั้นคือความรักศิลปะมันเริ่มกลับมาแล้ว หลังจากผิดหวังไป

ทำไมล่ะ เอาจริง ๆ ตอนนั้นคุณก็เป็นนักเขียนการ์ตูนดาวรุ่งเลยนะ ทำไมถึงกลับมาสนใจศิลปะอีก  เรียนหรือก็ไม่ได้เรียนอยู่แล้ว

มันมีอยู่วันหนึ่งที่ทำให้รู้สึกรักศิลปะขึ้นมาจริง ๆ บ.ก. พาพวกเราไปเยี่ยมลุง พ.บางพลี (วีรกุล ทองน้อย นักเขียนนิยายภาพและการ์ตูนรุ่นบุกเบิกของไทย- ผู้เขียน) ที่บ้านแกแถวๆ บางพลีนี่แหละ เราเห็นงานลุง พ. ตั้งแต่เด็ก ๆ โคตรเก่งเลยล่ะ ลุง พ. บางพลีเป็นคนที่ทำงาน illustrate สไตล์ฝรั่ง คอมมิคลงสีแบบฝรั่ง สุดยอดมาก ๆ วันที่พวกเราไปเจอลุง พ. ก็แก่มากแล้ว อยู่บ้านและมีความสุข ได้วาดรูปสีน้ำมัน ชิ้นเล็กบ้าง ชิ้นใหญ่บ้าง พอเราได้เห็นงานของคนที่เก่งมาก ๆ แม้ว่าสังขารหรือร่างกายที่แก่ลงของเขา แต่เทคนิคเอย วิธีการใช้สีเอย การลงพื้นผิวเอย กลับสุดยอด แข็งแรงเหมือนกับคนที่เรียนทฤษฎีทางศิลปะมาโดยตรง ถึงตอนนั้นเราคิดว่าไม่ได้การแล้ว เราต้องกลับไปสนใจศิลปะให้จริงจังตั้งแต่ตอนนี้เลย ไม่รอสังขาร ไม่รอให้แก่ เราอาจไม่ได้อยู่ยืนยาวแบบลุง พ. ก็ได้ และถ้าเราเขียนแต่การ์ตูนมือเราจะตาย นั่นแหละวันนั้นที่คิดได้ ก็เริ่มตั้งใจทำงานศิลปะเลย ทำในตั้งแต่ตอนที่เรี่ยวแรง สมองเรายังไหวอยู่

การไปหาลุง พ. บางพลีทำให้แพสชั่น ในงานศิลปะกลับมาอีกครั้ง

ใช่ แล้วกลับมาแบบจะไม่ยอมทิ้งมันอีกแล้ว…

แล้วทำยังไง ในเมื่อเขียนการ์ตูนไปด้วย

โชคดีที่ตอนนั้น บ.ก. เริ่มโอ๋เราแล้ว เริ่มให้เราได้ดูแลคอลัมน์แปลก ๆ เวลามีเรื่องสั้นส่งเข้ามาเขาก็จะให้คอยปรู้ฟ (พิสูจน์อักษร) คอยวาดภาพประกอบ ข้อดีของการทำภาพประกอบ คืออยากทำอะไรก็ทำ อยากใส่อะไรก็ใส่ได้เต็มที่ เรารู้สึกว่ามันไม่เครียด มันผ่อนคลาย มันมีทางออก แล้วตอนนั้นก็เริ่มอ่านหนังสือศิลปะมากขึ้นด้วย อ่านแล้วก็เริ่มวิเคราะห์ว่า เออ ทำไมวะ ศิลปินบางคนโคตรเก่งแต่สูญหายไปเฉยเลย ทำไมบางคนปากดีแต่รวย อะไรอย่างนี้ครับ เออ ก็เห็น เข้าใจอะไรมากขึ้น

เริ่มไม่สนใจงานการ์ตูน

ก็พอดีว่าองค์กรมันก็เริ่มโตขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ตอนหลังพอขายหัวเราะเขาปรับโครงสร้าง มีแอนิเมชั่น  มีบริษัทโฆษณาเล็ก ๆ การจัดการการดูแลนักเขียนการ์ตูนไม่เหมือนเดิม

มันเริ่มไม่ใช่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่กันอย่างอบอุ่นอีกแล้วเหรอ

ทำนองนั้น เราก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ พวกพี่ ๆ อา ๆ ก็รู้สึก ทีนี้มีนัดกินเลี้ยงกันอยู่คราวหนึ่ง คืนนั้นเราตัดสินใจไม่ดื่ม ใคร ๆ ก็บอกว่าพี่เดี่ยวแปลกเนอะ วันนี้ไม่ดื่ม

ปกติดื่มตลอด

ใช่  คือเมาปลิ้นตลอด แต่ก็บอกไปว่าท้องไส้ไม่ค่อยโอเค  เราก็ออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกแล้วตัดสินใจอะไรบางอย่าง จริง ๆ ก็หลายอย่าง คือคนที่เขาอยู่ได้เขาไม่สนใจเลยว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ไม่ได้ คือถ้าอยู่ได้มันต้องอยู่ได้กันหมด ต้องดูแลกัน จะนักเขียนรุ่นพี่หรือรุ่นน้องก็ต้องดูแลพวกเขา หรือแม้กระทั่งรุ่นใหญ่คุณก็ต้องดูแลเขา คุณต้องเทคแคร์เขาซึ่งไม่ใช่ปล่อยเขาเดินโต๋เต๋มาขึ้นเช็คแล้วขับรถกลับบ้าน เราว่ามันไม่ใช่ พอพวกน้อง ๆ เดินตามออกมา  เราก็เลยบอกว่าเราจะออกไปทำนิตยสารแล้วนะ

ไปทำนิตยสารอะไร

หนังสือชื่อ เอ็นดูใจกล้า ก็ไปอยู่อุบลฯ

เป็นนิตยสารอะไร หนังสือเด็ก

นี่ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน คือว่าเราอยากให้มันรวม ๆ หลากรส มีการเมือง มีดนตรี กีฬา มีนิยายภาพ ตอนนั้นนิยายภาพกำลังเฟื่องฟู

ตอนนั้นคือปีอะไร

น่าจะประมาณปี 47-48

 เหมือนออกไปเจอปัญหาอีกแบบ

ก็คิดนั่นแหละว่า มันเป็นจังหวะที่ทำให้ได้ก่อน คือหนังสือถ้าทำแบบเต็มรูปแบบ ก็น่าจะพอไปได้ แต่พอทำไปทำมานายทุนเขาเปลี่ยนเป็นการ์ตูนการเมืองเป็นหลัก เราก็เถียงในที่ประชุมว่า การ์ตูนการเมืองน่ะมันได้นะ แต่ต้องเป็นส่วนเสริม มันเหมือนพริกน้ำปลา มันก็เหมือนกินกับข้าวเยอะ ๆ เนอะ แล้วก็มีพริกน้ำปลากินกับ มีไข่จง-ไข่เจียว มีผัดกะเพรา อะไรแบบนั้น แต่ถ้ามึงตักพริกน้ำปลามาเป็นถ้วยมากินน่ะ ไม่มีใครกินหรอก  การ์ตูนการเมืองก็ควรเป็นส่วนหนึ่งแค่น้ำจิ้มหรือพริกน้ำปลา เป็นเครื่องปรุงรสให้มันจี๊ดจ๊าด ให้มันมีเสน่ห์

แล้วสรุปทำได้นานไหม

มันฝืน ๆ ทำได้ไม่กี่เล่มเราก็กลับกรุงเทพฯ มาเขียนรูปตามตลาดนัดแถวบางบัว ฉะเชิงเทรา อยู่กับเพื่อน เพื่อนสมัยเรียนช่างศิลป์นี่แหละ รับเขียนพอร์ตเทรตรูปละ 50 บาท

อยู่ได้ไหม

ก็อยู่ได้นะ

ขอถามตรง ๆ ว่ารู้สึกไหมว่าเราลดระดับตัวเองลงมาไหม จากที่เป็นนักเขียนการ์ตูนระดับต้น ๆ ของประเทศแต่ต้องมาเขียนรูปพอร์ตเทรตที่ตลาดนัด

ก็รู้สึกอยู่นะ เวลาเดินเนี่ยไม่กล้ามองหน้าใคร อาย จริง ๆ ไม่มีใครรู้จักเราหรอก แต่เราก็อายอยู่ดี

เพราะอะไร

เป็นคนขี้แพ้น่ะ  เป็นคนขี้แพ้

ทำอยู่นานไหม

ก็ไม่นาน  เริ่มรู้สึกว่าถ้าอยู่อย่างนี้ก็อยู่ไม่ได้ ก็เลยไปทำคอมมิค เอาวะ ลองดูแม่ง อาศัยเครดิตเก่า ๆ มันก็พอมีอยู่บ้าง ก็เลยไปสเก็ตช์งานคอมมิคอยู่แป๊บแต่ก็อยู่ไม่ได้เพราะเขาค่อนข้างกดค่าตัว อาจเห็นว่าเราตกแล้ว ก็เหยียบเราจมดินแบบนั้นก็ได้ เลยนะ

ดูเป็นชีวิตที่มีขึ้นมีลงสลับกันไป

ใช่ แต่มันเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น คือเรามีผู้จัดการส่วนตัวคนหนึ่งที่เขารักเรามาก คอยดูแลเราทุกอย่าง แต่ว่าอยู่ดี ๆ เขาก็เสีย เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจนี่แหละ เล่นเทนนิสอยู่ดี ๆ ก็ไปเลย เราก็เคว้งหนัก จนพี่สาวก็ถามว่า เนี่ย พี่ทำบ้านไว้นะ กลับมาอยู่บ้านเราไหม

ที่บางสะพาน

ใช่ กลับมาราว ๆ ปี 50 นี่แหละ

แล้วกลับมาทำอะไร

ก็เขียนรูป แต่ตอนนั้นก็มีทำภาพประกอบลงนิตยสาร ดิฉัน ก็ได้เขียนภาพประกอบคอลัมน์ของคุณแขก (คำ ผกา) รายได้ก็ได้ไม่กี่บาทหรอก ก็พันห้ามั้งต่อเดือน

รู้สึกว่ากลับมาอย่างพ่ายแพ้ไหม

หมาตัวหนึ่ง (หัวเราะ) แต่ที่บ่นเขาก็ไม่ว่าอะไรนะ นอกจากเป็นห่วงสุขภาพ เพราะที่ผ่านมาเราถลุงใช้ชีวิตเยอะ

แล้วจัดการกับความรู้สึกหรือสภาพจิตใจของตัวเองยังไง

มันหนักกว่าเก่าตรงที่เพื่อนฝูงที่นี่รู้ว่าเรากลับมา เวลามีงานเลี้ยงรุ่น เลี้ยงห่าอะไรที เรากระจอกมาก  พวกมึงรวย ๆ กันแล้ว ฐานะมึงมั่นคงแล้วมีลูก ลูกมึงเรียนมหาลัยกันแล้ว แบบ… แล้วกูล่ะ ดูสภาพกู จะให้กูไปเหรอ

อายใช่ไหม

อาย…ทั้งที่เราก็รู้ว่าตัวเรามีส่วนที่ดี เราก็มั่นใจ แต่ส่วนที่เรามีจะให้เอาไปโม้กับเขา เขาจะรู้เรื่องเหรอ (หัวเราะ)

คนอื่นเขาโม้ว่ากูรวยแค่ไหน กูเป็นโน่นนี่ เราโม้ว่าแต่เปอร์สเป็คทีฟกูเจ๋งว่ะไม่ได้ใช่ไหม

(หัวเราะ) ยากที่จะโม้ได้ ไอ้สิ่งที่เราเคยรู้สึกภาคภูมิใจตอนอายุ 18 แม่งไม่ใช่แล้ว แล้วที่หนักคือพอเราไปตลาด เราเหมือนจิตตก กลัวคน

กลัวทำไม

กลัวคนรู้จัก อยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่เป็น แต่อยู่ที่นี่แบบ…กลัวมาทัก นู่นนี่ เอ้า…ตอนเด็ก ๆ เห็นว่า… กลัวไปหมดน่ะ ปกตินี่ถ้าไม่มีใครมาหานะ เราก็จะปิดบ้าน

กลายเป็นกลัวเข้าสังคมไป

ไม่ขนาดนั้น คือความมั่นใจบางส่วนมันยังคงมีอยู่ ถ้าอยู่กรุงเทพฯ เราก็ซ่า ก็ยังกวนตีนได้อยู่นั่นแหละ มีคนสื่อสารกับเราได้  เราพูดในเรื่องที่เขารับรู้ได้

แต่ว่าที่นี่ไม่มี

ที่นี่เขาทำสวนยางเป็นร้อยไร่น่ะ เราจะไปพูดเรื่องอะไรล่ะ (หัวเราะ) แล้วกูจะไปโม้กับเขาเรื่องอะไรวะ เขาโม้เรื่องไก่แจ้กัน เขาไปแข่งไม่รู้กี่สนาม เราไม่มีเรื่องที่จะไปเทียบเคียงเขาได้ ตอนที่เขียนการ์ตูนเราก็เป็นคนนอก พอกลับมาทำงานศิลปะกูก็เป็นคนนอกอีก (หัวเราะ)

ไม่เคยจะเป็นคนของอะไรสักอย่าง

เราเป็นแบบนี้น่ะ มีอยู่เรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง เมื่อก่อนมีพี่อยู่คนหนึ่งที่เราเคารพชื่อพี่น้ำอบ คนนี้เขาเป็นนักเขียน เราเขียนภาพประกอบให้เขาบ่อย ๆ แล้วเขาก็เป็นเซเลบฯ  เขาก็เอ็นดูเรานะ แม้ไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ก็นึกถึงกันเสมอ เขาฝากข่าวมากับ บ.ก. หาเราบ้าง งานบางชิ้นเราก็ เอ้อ…ฝากไว้ให้พี่น้ำอบหน่อยนะ อะไรแบบนี้แหละ มีอยู่วันหนึ่งแกให้คนต่อสายมาว่า ‘มะเดี่ยวนี่พี่น้ำอบนะ เอ้อ มันมีงานนู่นนี่…’ มันเป็นงานสังคมแบบไฮโซฯ น่ะ  เขาก็ถามว่ามะเดี่ยวไปกับพี่ไหมพี่จะพาไปรู้จักคนโน้นคนนี้ เราก็ได้แต่ ขอโทษถ้าจะให้ช่วยทำโน่นทำนี่ ก็ได้ แต่ว่าพวกเรื่องออกงานนี่แพ้จริง ๆ

แล้วทุกวันนี้ดีขึ้นหรือยัง พอเราอายุเยอะขึ้นเราก็จะเสแสร้งเก่งขึ้น

เราเหมือนว่าเราคอนโทรลได้ เราจูนได้ เราอยู่ได้เท่านั้นแหละถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ ไปงานหนังสือก็ได้ไปเจอคนนู้นคนนี้ โอเค เราอยู่ได้ แต่บางที่บางจุดเรารู้สึกว่ามันป่วยไป ไม่ไหวกูตายแน่ แล้ววันนั้นก็บอกพี่น้ำอบว่า ผมไปไม่ได้หรอก ก็ขอโทษขอโพยเพราะแกตั้งใจมาก ๆ น่ะ อืม แล้วต่อมาเราเคยพลิกดูหนังสือของอาจารย์เฉลิมชัย (โฆษิตพิพัฒน์) แกเล่าว่าหลังจากที่แกกลับจากวัดพุทธประทีปที่อังกฤษเพื่อมาทำงานศิลปะเนี่ย พี่น้ำอบนี่แหละที่เป็นคนพาแกออกงานคนแรก พาไปรู้จักกับคนแล้วแกก็เติบโตของแกไป  เราก็เออเนาะ ถ้าวันนั้นกูไปเนี่ย (หัวเราะ)

ถ้าเพียงแต่วันนั้น

กำลังจะบอกว่าถ้าย้อนกลับไปได้ กูก็ไม่ไปอยู่ดี (หัวเราะ) ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ทางเสือเสือเดิน ทางหมาหมาเดิน ทางใครทางมัน มันเป็นไปไม่ได้ ต่อให้เรารู้ว่าไปแล้วอาจรวยขึ้น

แต่ไม่ได้ก็คือไม่ได้

ไม่ได้ ๆ มันคันผื่นขึ้นเลย

มาถึงตอนนี้ก็สิบกว่าปีแล้วใช่ไหม กลับมาอยู่บางสะพานทำอะไรบ้าง

ก็ไม่ได้เป็นเนื้อเป็นหนังหรอก คือเราไม่ค่อยได้เจอคน เจอแต่น้องที่สนิท แล้วอีกอย่างหนึ่งสภาพสังคมมันเปลี่ยน เมื่อก่อนยังไปโน่นมานี่ในหมู่บ้านได้ พูดจากับใครต่อใครได้  แต่มีช่วงหนึ่งที่เรื่องการเมืองมันหนัก ๆ แล้วเราก็คิดไม่ตรงกับเขาอีก มันก็ยิ่งเหมือนว่าเราเป็นคนนอกมากยิ่งขึ้นเข้าไปอีก เราพูดอะไรไม่ได้แต่เราเห็นทุกอย่าง เราก็ เออ แล้วแต่มึงเลยแล้วกัน

แล้วความเป็นอยู่ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง อยู่ได้ไหม

ตอนหลังพอมันมีเพจ (https://www.facebook.com/มะเดี่ยวศรีหลานยายปริก)  ก็เริ่มมีการประมูลภาพเราผ่านเพจ  มันก็พอได้ พอซื้อข้าวซื้อของได้ ซื้ออาหารแมวได้

แล้วมีเงินเก็บไหม

ไม่มี

แล้วถ้าป่วยไข้ทำยังไง

ก็ป่วยไม่ได้ มีแต่ตายอย่างเดียวแล้วอีกอย่างเรื่องประมูลเนี่ยถ้าเอาตามศิลปินทั่ว ๆ ไปของเราเนี่ยมันไม่ได้แบบนั้นหรอก เราประมูลกันไม่กี่บาท  คนอื่นเขาว่ากันเป็นแสนเป็นล้าน แล้วนี่เราก็มาแบบสี่ซ้าห้าร้อย ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร ก็น้อง ๆ พวกนี้เขาไม่มีโอกาสจะเก็บงานเรานะ ถ้าเอางานเราไปแกลอรี่เนี่ย ไม่มีทางที่น้อง ๆ เขาจะเก็บงานเราได้ด้วย แต่นี่ก็เหมือนกับว่าเขาเอาข้าวราดกับยกมาให้เรากิน ให้เราอยู่ได้

แล้วคิดจะมีงานใหญ่ การแสดงผลงานใหญ่ ๆ บ้างไหม

ก็คงต้องไปทำงานที่มันเป็นเรื่องที่มันสเกลใหญ่กว่านั้นแน่ ๆ นี่ก็ให้น้อง ๆ เขาเตรียมงานแสดงใหญ่ให้เราอยู่

ห่างจากครั้งที่แล้วนานไหม

8 ปีแล้ว เราเป็นเมล็ดพืชที่โตช้า จังหวะเวลาเราช้า

ถ้าเทียบกับงานราชการนี่ก็เป็นช่วงเวลาสิบปีสุดท้ายก่อนเกษียณอายุ มองตัวเองในสิบปีนี้ไว้ยังไง

เราไม่ใช่คนที่ทำงานแบบคอนเซ็ปต์ชวลอาร์ต  ไม่ได้เอาตัวอะไรมาตั้งเพื่อที่จะเดินตาม แต่จะทำงานตามสิ่งที่มันเกิดขึ้นอย่างวันต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องความรัก ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันหลอมขึ้นมาเป็นความคิด เราก็ทำวาดให้เป็นภาพ รูปเป็นทรงขึ้นมา  มันจะกลายเป็นคอนเซ็ปต์โดยที่ไม่จำเป็นต้องคิดคอนเซ็ปต์ก่อน แล้วเราก็เชื่อว่าต้องแยกเป็นสองส่วนเนอะ ไอ้เรื่องเศรษฐกิจก็ไม่ว่ากัน ถ้าเราไม่มีจะแดก มันก็จะไม่มีจะแดกนั่นแหละ

ไม่ได้คิดว่าจะต้องรวย เพราะถ้าคิดว่าต้องรวยเราต้องรวยไปนานแล้ว

ไม่ใช่อีก เพราะคิดว่าเราต้องรวยอยู่แต่มันไม่รวย (หัวเราะ) เรียกว่าครั้งนี้ขอล้างตาดีกว่า เนี่ยบอกน้อง ๆ ว่า เนี่ย ล้างตาเว้ย ขอกูได้เงินบ้าง คือเราก็ไม่พ้นอยากได้เงินแหละ เราก็ทุกคนเนี่ยอยากให้ครอบครัวตัวเองอยู่ในที่ปลอดภัย อยากให้เขามีความสุขที่สุด ทั้งเรื่องสุขภาพ ทั้งเรื่องวิถีชีวิต ไม่อยากให้คนที่เรารักลำบาก เราก็ไม่อยากลำบากหรือว่าล้มเหลว

ขออนุญาตถามแบบตรง ๆ นะ  ตอนนี้คิดว่าเราดูแลคนที่เรารัก ครอบครัว ได้ตามสมควรหรือเปล่า

มันยังฉิบหายวายป่วงอยู่ มันยังต้องเป็นภาระ ตัวเราเองก็ยังต้องเป็นภาระกับคนที่เรารัก แต่…เขาเรียกว่าอะไรวะ ใครมันจะแพ้ตลอดหรือเปล่า

หวังว่ามันจะมีสักวันที่จะเป็นวันของเรา

เออ ไม่งั้นเราไม่ทำไง ไม่งั้นมันไม่มีแรง แล้วก็เชื่อว่า กูยังเป็นนักสู้อยู่นี่แหละ(หัวเราะ) แต่คราวนี้เอาให้แม่งแบบ…เราคิดแบบโง่ ๆ ว่าทำไมบางคนเขายังชกชนะวะ เราก็ต้องสู้ไปทั้งที่ไม่มีนี่แหละ ยังไงกูก็ต้นทุนต่ำ แพ้กลับมาก็ไม่เป็นไร อย่างค่ากรอบค่าไม้เนี่ย ร้านที่กรุงเทพฯ เขาทำสามแสน ก็ลองคุยกับน้องว่าถ้าเราซื้อไม้เอง เราหาไม้เอง เราขึงเฟรมเอง ทำกรอบเอง หาช่างมา ต้นทุนมันก็ลดลง ก็เริ่มชกแบบนี้แหละ ตัดเรื่องงบ เรื่องอีโมชั่น ไม่สนใจแล้วทีนี้ก็ลองมองซ้ายมองขวาแล้วว่าทางที่จะขึ้นเวทีเป็นยังไง รองเท้ากูเหมาะกับเวทีนั้นไหม

ไม่กลัวเจ็บ ก็เคยเจ็บมาแล้ว

มันคงมีอีกครั้งเดียว เพราะโดยสังขารโดยความเจ็บป่วยที่มันกำลังจะเดินหน้าเข้ามาทักทาย ก็คงทำอีกไม่ได้แล้ว  เมื่อก่อนเราจะไม่ใช่คนแบบนี้เลย เจออะไรก็เขียน รู้สึกอะไรก็เขียน เขียนใส่อะไรก็เขียน แต่ครั้งนี้คิดหมด จัดวางอะไรแบบไหนขนาดเท่าไหร่ ครั้งสุดท้ายก่อนตายแหละ

ดูตั้งใจกับมันมาก

โคตรคัดกรอง พยายามจะให้ดูเหมือนคนที่มีวิธีการจัดการ เราเนี่ยถ้าไม่ขี้เมา กูก็เป็นคนฉลาดอยู่เหมือนกันนะ ก็เป็นคนที่น่าจะเป็นคนที่เข้าท่าอยู่แหละ ก็ให้ไอ้คนที่ไม่ขี้เมามันทำ

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

1 thought on “จนกว่าวันพรุ่งนี้ที่นิ่งสนิท-ชีวิตที่อุทิศให้ศิลปะของมะเดี่ยวศรีหลานยายปริก Leave a comment

  1. อ่านแล้วประทับใจจังเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ เสมอมา 🙏🏻🙏🏻🙏🏻

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s