งานหนอ คุณค่าหนอ ชีวิตหนอ อะไรแบบนี้แบบหนอ – นรณฎฐ ไชยคำ

เรื่องและภาพ โดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

“ใครจะเจริญมั่งวะ ไม่มีใครเจริญในยุคนี้” – นรณฎฐ ไชยคำ

ตอนที่คุณอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ สาวหน้าสวยดูปราดเปรียววัย 33 อย่าง หนอ-นรณฏฐ (อ่านว่า นอ-ระ-นัด) ไชยคำ น่าจะเพิ่งเริ่มต้นทำงานแห่งใหม่เป็นวันแรก (ที่ไหนเราก็ไม่รู้-ลืมถาม) ทิ้งห่างจากการทำงานประจำที่สุดท้ายอย่าง วอยซ์ ทีวี ครบ 3 เดือนเต็มพอดี

และหากคุณติดตามสถานีโทรทัศน์ช่องนี้อยู่บ้าง คุณคงคุ้นหน้าเธอในฐานะผู้ประกาศข่าวและจัดรายการข่าวต่างประเทศอย่างรายการ World Trend แต่อย่างที่ทราบกันว่า วอยซ์ ทีวี เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อกลางปีที่ผ่านมานั่นคือการยุติสัญญาการเป็นช่องทีวีดิจิตัล กลับไปทำเคเบิลทีวีตามเดิมและมุ่งหน้าสู่การเป็นสำนักข่าวออนไลน์เต็มตัว  

และแน่นอน, ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีการเปลี่ยนไป

นรณฏฐ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลง เอากันตรง ๆ เธอถูกเลิกจ้างการเป็นพนักงาน ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อน นรณฏฐ คงรู้สึกโศกเศร้าและไร้ค่า แต่ หนอ-นรณฏฐ กลับยิ้มออกแล้วบอกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นเรื่องดี

ดีเพราะมันไม่ใช่เรื่องใหม่ เธอเคยเจอมาแล้ว คราวนี้จึงรับมือได้อย่างรู้เท่าทันและมีสติ คนที่ผ่านพายุคลั่งถล่มฟาดชีวิตมาแล้ว ย่อมมองการเปลี่ยนแปลงเป็นแค่พายุแรง ๆ ลูกหนึ่งที่พัดมาและพัดจากไป

หลังการเปลี่ยนแปลงเมื่อต้นปี หลายเดือนที่ผ่านมา หนอ มีความสุขกับการเป็นบล็อกเกอร์รีวิวภาพยนตร์ (กรุณาอ่าน https://twitter.com/noranartta) มีความสุขกับชีวิตที่พักช่วงจากการทำงานหนัก งานที่สูบกินชีวิต และจิตวิญญาณของตน มาตลอดวัยเยาว์แห่งการทำงาน งานที่เธอบอกว่าบางทีมันก็ไม่มีประโยชน์กับใครเลย

วันนี้หนอจึงยืนยันหนักแน่น งาน คุณค่า และชีวิตนี้ของเธอ มันควรต้องเป็นไปอย่างมีประโยชน์ แม้เราจะลืมถามว่าเธอที่ทำงานใหม่ของเธอคือที่ไหนก็ตาม แต่เราก็เชื่อว่างานที่เธอทำมันจะเป็นประโยชน์กับใคร…หรืออะไรสักอย่าง

ขอขอบคุณร้าน Factory Coffee Bangkok เอื้อเฟื่อสถานที่

สรุปแล้วทำงานมากี่ปี

ถ้าเป็นงานข่าวก็หกปีค่ะ

เห็นว่าเรียนรัฐศาสตร์ ทำไมมาเป็นนักข่าวได้

หนอจบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์การทูต รัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราเป็นคนเดียวในรุ่นที่ไม่รับปริญญา คือเราเป็นคน introvert มาก ๆ  ไม่ชอบอยู่ในที่ที่คนเยอะ ๆ และบังเอิญว่าพอเรียนจบเราก็สมัครไปเรียนภาษาที่เกาหลีต่อเลย เลยไม่ได้กลับมารับปริญญา

เสียดายไหมที่ไม่ได้รับปริญญา

ที่เสียใจคือไม่มีภาพถ่ายกับเพื่อนเก็บไว้ดู แต่สุดท้ายเรื่องนี้มันก็คงสำคัญแค่ช่วงเวลาหนึ่งค่ะ แค่หนอเป็นคนเดียวในรุ่นที่ทำแบบนั้น

ทำไมถึงเลือกเรียนภาษาเกาหลี

ด้วยความที่เรียนการทูต เขาจะให้เรียนภาษาที่สามเป็นวิชาบังคับ เก้าหน่วยกิต แล้วตอนนั้นที่ อักษรฯ จุฬาฯ ไม่มีภาษาเกาหลีให้เรียน เราก็เลยเลือกเรียนภาษาจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเคยเรียนมาบ้างตอน ม.ปลาย แล้วจบมาเรารู้สึกว่าไม่ได้อะไรเลย เราอ่านภาษาจีนไม่ออก หนอ เลยลองไปเรียนภาษาเกาหลี ด้วยความที่เราเรียนมาหลายภาษาแล้ว หนอเรียนเยอรมัน เรียนจีน แล้วเราเห็นว่าเกาหลีมันกำลังมา ตอนนั้นปี 2551 นะ (หัวเราะ) เรารู้ว่าเทรนด์เกาหลีกำลังจะมา แล้วเราน่าจะมีความสามารถเรียนภาษานี้ได้

แล้วเอาเข้าจริงเรียนได้ไหม

เราว่าได้นะ เพราะจากแทนที่จะเรียนคลาสเดียว เทอมเดียว พ่อบอกว่าถ้าอยากอยู่ต่อ ก็พอมีเงินซัพพอร์ตนะ เราก็เลยอยู่เรียนต่อจนจบคอร์ส ก็เกือบสองปีค่ะ จริง ๆ มันก็คือเรียนภาษาเกาหลีทั่วไปน่ะ คนที่ชอบเกาหลีหลายคนน่าจะทราบว่าทุกมหาวิทยาลัยเขาจะมีสถาบันภาษา แล้วเราจะสามารถไปลงเรียนที่ไหนก็ได้ ราคาพอ ๆ กัน แต่หลักสูตรและตำราจะต่างกัน ที่ดังหน่อยก็จะมี Seoul National ก็คือมหาวิทยาลัยที่ดังที่สุด มีคนเก่งเยอะสุด แต่มันเป็นย่านที่มีแต่เด็กเนิร์ด เด็กเรียน หลายคนจึงเลือกเรียนที่อื่น ที่ที่มันมีชีวิตชีวา สนุกหน่อย มีอะไรให้ทำมากหน่อย ก็สามารถเลือกตามย่านที่ตัวเองชอบได้ แต่ถ้าถามหนอว่าเรียนที่ไหนดีกว่า มันก็แล้วแต่คุณเลย เพราะว่าที่ไหนก็ทำให้คุณพูดได้หรือรู้ภาษาได้ไม่ต่างกัน

ไปอยู่ที่นั่น ชีวิตเป็นยังไงบ้าง

ก็โอเค แต่ก็อย่างที่เขาพูดกันว่า ถ้าเป็นช่วงที่บรรยากาศมันมืด ๆ  ทึม ๆ winter หรือ fall เนี่ย จะมีคนฆ่าตัวตายกันเยอะ เราว่าเพราะบรรยากาศมันเอื้อ ตอนที่เราไปอยู่มีข่าวดาราฆ่าตัวตายเป็นระยะเลยนะ ส่วนใหญ่เป็นดาราตลก แล้วสื่อเกาหลีเขาชอบขยี้ ทำสกู๊ปข่าวแต่ละอย่าง ไปถ่ายจ่อหน้าแม่ที่ตบโลงศพลูกเพื่อร่ำลาอะไรแบบนี้ ไม่เคารพแหล่งข่าวเท่าไหร่ แล้วก็รีรันเยอะ ๆ เพราะว่าที่นั่นเคเบิลเป็นใหญ่ ทุกอย่างที่ทำมาเป็นสกู๊ปแล้วรีรันทั้งวัน ยิ่งทำให้คนที่เป็นแฟนดาราคนนั้นหดหู่ขึ้น ขนาดเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับดาราคนนั้น เรายังหดหู่เลย แล้วเป็นช่วงที่อยู่ระหว่างปิดเทอมพอดี คือเราอยู่บ้านทั้งวันเลย ก็ดูไปสิ สี่-ห้ารอบ สกู๊ปเจาะลึกเรื่องการสตาร์ทรถ แล้วนอนหลับไปเองเฉย ๆ ก็หดหู่เหมือนกันนะ พอเรียนจบเราก็เลยกลับดีกว่า

ทำอะไรต่อหลังกลับมา

สมัครงาน แต่พอกลับมาก็พบว่า เออ การไปเรียนต่อคอร์สสั้น ๆ แบบนี้มันมีข้อเสียว่ะ (หัวเราะ) เพราะว่าเราไม่ได้จบแค่ปริญญาตรีทั่วไปแล้ว แต่เป็นปริญญาตรีที่เพิ่มใบประกาศอะไรสักอย่าง เหมือนมากกว่าตรีแต่ไม่ถึงปริญญาโท มันทำให้คนไม่กล้าจ้างงานเรา หรืออาจจะเป็นเพราะจริตเราด้วยหรือเปล่า รู้สึกเป็นคนโชคร้ายในการหางานมาโดยตลอด เพราะพอยื่นใบสมัครไปก็ไม่มีใครเรียกสัมภาษณ์เลย กลับมาก็หางานแล้วแต่หาไม่ได้ แล้วช่วงนั้นเราซึมมาก มันเป็นสิ่งที่คนที่จบคณะแบบหนอจะกลัว คือจบมาแล้วไม่มีงานทำ ถ้าคุณจบบัญชี คุณยังสมัครเป็นนักบัญชีได้ ถ้าเด็กอักษรฯ ยังว่าไปตามเกรด แต่ถ้าเป็นเด็กสายสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ ยังสามารถไปทางฝ่ายบุคคลได้ แต่หนอยังเป็นสายการทูตอีก แล้วเราก็ยังไม่อยากเข้ากระทรวงเพราะไม่อยากทำงานรัฐบาล

แล้วสรุปได้งานทำไหม

ได้ ไปจบที่งานบริการ งานแรกที่เราทำคือเป็นบริษัทหนึ่งที่เป็น sub-contractor ของ apple ที่จัดหาคนให้ i studio แต่ละที่ในประเทศไทย ตอนนั้นจะมีระบบที่เรียกว่าพูลเลอร์ (Puller) พูลเลอร์คล้ายเด็กที่ชอบเชียร์หน้าร้าน i studio ใครที่ไป i studio น่าจะจำได้ จะมีคนชักชวนลูกค้าให้เข้าไปเพื่อเทสต์ไดรฟ์ต่าง ๆ เหมือนสาวเชียร์เบียร์น่ะ (หัวเราะ) หลักการคล้ายๆ กันเลย

แล้วต่อมา พูลเลอร์ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่เป็นโมเดลเป็น  PA (Personal Assistance) ถูกจ้างโดย sub -contractor ของ apple โดยตรง ตามหลักการตอนนั้น apple ไม่สามารถทำสัญญากับคนไทยได้ ต้องมีบริษัทที่เข้ามาเซ็นสัญญาต่ออีกทอดหนึ่ง อันนี้จะเรียกว่าเราถูกจ้างโดยตรงกับ apple ก็พอได้ แล้วเขาจะให้พวกเราเวียนกันไปตาม i studio ต่าง ๆ โดยไม่สนว่าดีลเลอร์ไหนเป็นดีลเลอร์ไหน apple มี 5 ดีลเลอร์ เขาก็จะจับเราไปตามสาขาที่เราควรจะอยู่ ซึ่งถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้เขาก็อาจจะส่งไปทองหล่ออะไรแบบนี้

แล้วได้ไปที่สาขาไหน

เราทำหมดค่ะ ทองหล่อ สยามฯ ถนนข้าวสาร แต่ปัญหาก็คือเราไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งกับร้านได้ เพราะเรามาจาก apple ส่วนคนของร้านคือคนของดีลเลอร์ เราไม่สามารถกลมกลืนกับเขาได้ เขาก็จะไม่แชร์อะไรกับเราเท่าที่ควร แล้วมันเป็น KPI ที่วัดยากมาก เพราะว่าหลักการคือเราต้องเป็นคนแรกที่เข้าถึงตัวลูกค้าก่อนเซลล์ เราต้องไปถามว่าเขามาทำไม จะทำอะไร ถ้าไม่ได้อยากมาซื้ออะไร เราจะสามารถให้เขามาร่วมกลุ่มสาธิตประจำเดือนนั้น ๆ ได้หรือเปล่า

ทำอยู่นานไหม

โอ้โห แป๊บเดียว สามเดือน ไม่แฮปปี้อยู่แล้วเพราะมันไม่สมเหตุสมผล หนอเคยถามเขาว่า “สาขาข้าวสารจะมีทำไมพี่ คนเขาหาของปลอมกัน” เพราะหนอเคยเจอฝรั่งคนนึงเดินเข้ามาถาม “อ้าว นี่ร้านของจริงหรอ” พอรู้ว่าร้านขายของแท้เขาก็เดินออก พี่เขาก็บอกว่ามันทำวิจัยมาแล้วน่ะหนอ หนอจะตั้งคำถามทำไม กลายเป็นเราผิดอีก (หัวเราะ) แต่พอหลังจากหนอลาออก  ร้านที่ข้าวสารก็ปิด เราก็จะแบบ “เนี่ย ๆ ๆ เห็นไหม” ตอนนั้นเราโคตรวัยรุ่นเลย เราตั้งคำถามกับระบบทุกอย่าง แล้วเราจบรัฐศาสตร์มา ทำให้เราตั้งคำถามเยอะกว่าคนอื่นอยู่แล้ว พอเรามาเจออย่างนี้เรายิ่งหดหู่

คือเราพยายามคิดในมุมมองของลูกค้านะ ผู้ใหญ่ก็บอกว่าเราไม่ควรตั้งคำถาม  เพราะมันเป็นระบบที่ดีแล้ว แต่เราตั้งคำถามเพราะเรารู้สึกมันไม่สมเหตุสมผลในหลายเรื่อง ในเรื่องนี้เราว่ามันเป็นการกดดันลูกค้าเกินไป สุดท้ายแล้วเดือนแรกหนอถูกประเมินต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะว่าหนอไม่สามารถกระตุ้นลูกค้าได้เท่ากับจำนวนที่เขาคาดไว้ เราบอกว่านี่ไม่ใช่การวัดคุณภาพ เพราะเอาเราไปปล่อยทองหล่อ แล้วคนรวยน่ะ เขาไม่ได้ต้องการให้เราเข้าไปประชิดขนาดนั้น เราก็ต้องดีลกับเขาตามลักษณะของเขาพอปล่อยเขาไว้นิดหนึ่ง เซลล์ก็เข้าชาร์จ กลายเป็นเราไม่ใช่คนแรกอีก เพราะตามรายละเอียดงานคือเราชาร์จลูกค้าคนแรก เราทำตามไม่ได้

มันเศร้าซึมถึงขนาดที่เราออกจากงานแล้วไม่อยากออกจากห้อง เราตื่นมาสี่โมงแล้วนอนต่อเลย ไม่อยากออกไปไหน ตอนนั้นเราเขียนบล็อกออนไลน์ด้วยนะ เป็นช่วงที่เขียนโคตรดีเลย เพราะว่าไม่ทำอย่างอื่น  (หัวเราะ) เวลาที่เราหดหู่ เราจะโฟกัสกับงานเขียน เพราะเราไม่สื่อสารกับใคร เวลาเราทำงานหลายอย่างแล้วเรารู้สึกไม่คมเท่าตอนหดหู่ หรือสิ้นหวัง ไม่มีอะไรบาดเราได้ลึกพอ

สุดท้ายก็ออก

ใช่ สอง-สามเดือนนั่นแหละ เรียกว่าไม่พ้นโปรฯ หรือชิงลาออกก่อนจะไม่พ้นโปรฯ เลย เพราะมันไม่ใช่จริง ๆ เรานั่งร้องไห้ไนห้องประชุม พี่ที่จ้างเราก็รู้ว่าเราไม่เหมาะ รู้สึกว่าเราไม่คลุกคลี ไม่ใช่คนที่จะทำแบบนี้ เราร้องไห้กอดพี่สตาฟที่รับเราไว้ เป็นรุ่นพี่ที่จุฬาฯ ด้วย เขาก็เอ็นดูเรา แต่เขาก็บอกว่า “เออ…ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่”เพราะเราไม่ชอบคนเยอะ ๆ เราไม่สามารถทำงานบริการได้ เอาจริง ๆ เราไม่ได้เกิดมาเพื่องานบริการ

แล้วต่อมาทำอะไร

พยายามหางานอะไรก็ได้ที่คล้ายอันเก่า ปรากฏว่าเราดูประกาศในนิตยสาร BK ก็เจอบริษัททำเคสโทรศัพท์ที่เอาคริสตัลมาตกแต่ง เป็นบริษัทของต่างชาติ ซึ่งก็ตอนนั้นก็วางขายอยู่หลายที่ จะให้เราไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการด้านมาร์เก็ตติ้ง ความซวยคือเข้าไปวันแรกเลย ผู้จัดการลาออก (หัวเราะ) หนอเซอร์ไพรส์มากเลย เขาเฉลยว่าความจริงพี่กำลังจะแต่งงานแล้วพี่ลาออก มันเลยกลายเป็น อ้าว ไม่มีใครสอนงานเรา แล้วสุดท้ายเราก็ออกมาจากที่นั่นอย่างงง ๆ คือได้รับเงินเดือนแบบไม่ถึงเดือนด้วยเพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไร เพราะเราไม่รู้อะไรเลย ด้วยความที่เราทำงานให้เขาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ฝรั่งก็เขี้ยว ตัดเงินตามวัน ซึ่งเราก็รู้สึกว่า เออ ก็เข้าไปอย่างงง ๆ ออกมาอย่างงง ๆ ก็ช่างแม่งก็ได้วะ มันไม่ตรงปกหลายอย่างมากเลย เรารู้สึกว่าซีอีโอก็เซอร์ไพรส์กับการลาออกของผู้จัดการ ไม่มีใครสอนงานเรา ทั้งที่ตอนเราเข้าไป เราบอกว่าไม่มีประสบการณ์ด้านมาร์เก็ตติ้ง เขาบอกว่าไม่เป็นไร แล้วพอรับปุ๊บ ทิ้งไปแต่งงานเฉยเลย มันคือเหี้ยอะไรวะ  (หัวเราะ) เราก็อยู่แบบเคว้ง ๆ แล้วกลายเป็นเราต้องรับผิดชอบตัวเอง แล้วเรารู้สึกแบบนี่ไม่ใช่สิ่งที่คุยกันไว้ สุดท้ายแล้วเหมือนเราก็โดนกระทำอีกจากระบบหรือจากซีอีโอที่ไม่ดีหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วเราบอกพ่อว่าถ้าหางานไม่ได้จริง ๆ  เราไปต่อโทแล้วกันเนอะ

ในระยะเวลาแค่ไม่ถึงหกเดือน ออกไปแล้วสองงาน ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร

โอ้โห แย่กว่าเดิมอีก เพราะที่จริงมันไม่ใช่หกเดือนด้วย มันมีช่องว่างระหว่างงานหนึ่งไปงานหนึ่งด้วย สภาพจิตใจมันแย่กว่าเดิมอีก จากที่ปกติหดหู่อยู่แล้ว เราเลยแบบทำไมเราไม่ดี เราน่าอายไหม เพื่อนเราทำงานUN น่ะ เราน่าอายไหม เรารู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้จบ จุฬาฯ แล้วเฟลแบบนี้ เราจะไม่เจ็บขนาดนี้

ทำไมคำว่าจุฬาฯ มันกระทบกระเทือนเราได้ขนาดนี้

หนอว่ามันเป็นความกดดันอย่างหนึ่ง สิ่งที่สังคมมองเด็กจุฬาฯ เขาจะมองว่ามึงจะหางานไม่ได้จะอะไรนักหนา เดี๋ยวมึงก็ได้ ก็จบจุฬาฯ จะบ่นอะไร มันเหมือนความกังวลของเราไม่เคยเป็นเรื่องจริงสำหรับคนอื่น เราก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้ผิดที่กูเรียนจบจากจุฬาฯ หรอก มันผิดที่กูนี่แหละ  ตอนนั้นเราคิดกลับไปกลับมาว่า ชีวิตมันผิดที่ผิดทางเพราะอะไร ความจริงเราอาจจะซวย แต่เราไม่เคยพูดว่าซวยเลย เราโทษตัวเอง มันต้องเป็นอะไรสักอย่างที่เราแน่ ๆ

ทำไมเราไม่ยอมรับว่าเราซวย

ตอนนั้นเราคิดว่า “หรือเราไปทำอะไรใครไว้วะ” (หัวเราะ) พยายามมองแบบไสยศาสตร์เลยนะ คือแบบกูโดนลงโทษจากเจ้ากรรมนายเวรอะไรอย่างนี้ ในเมื่อเราหาสาเหตุไม่ได้ และทรมานกับการที่เราออกจากวังวนนี้ไม่ได้สักที มันก็เริ่มคิดไปทางนั้น

แล้วไปเรียนปริญญาโทหรือเปล่า

ก็ขอพ่อจะไปเรียนต่อ พ่อก็บอกให้ลองดู ซึ่งก็อินดี้อีก อินดี้พอ ๆ กับการไม่รับปริญญา คือเราไม่ติวโทเฟลเพราะรู้สึกว่าเราไปแลกเปลี่ยนเมืองนอก เราสอบโทเฟลได้ ก็เลยไม่ติว ปรากฏว่าโทเฟลก็คะแนนไม่ได้เเย่ แต่ไม่พอให้เขารับ เพราะเราอาจจะพูดเก่ง แต่มันไม่ได้ตอบตามแพทเทิร์นแบบคนที่เรียนมา เขาจะเก่งกว่าก็เลยไม่ได้ไป แต่สุดท้ายก็ได้เรียนโทในประเทศ เรียนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นศรีปทุมวิทยาเขตใกล้บ้าน

เรียนคณะอะไร

ก็ต่อยอดจากของเดิมก็คือรัฐประศาสนศาสตร์ ก็คือเป็นรัฐศาสตร์บริหาร เป็นงานบริหารที่เหมือน MBA เราจัดการงานของภาครัฐ อะไรแบบนี้ ซึ่งก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น แล้วเราก็เรียนเหมือนฆ่าเวลาหรือเรียนปลอบใจตัวเอง เพราะว่าเคยมีพี่จากที่ทำงานแรกที่จ้างเราเฉลยว่าที่เราหางานยาก เพราะว่าหนอเกินจากปริญญาตรีแต่ไม่ถึงปริญญาโท บริษัทไม่เรียกสัมภาษณ์เพราะว่ามันก้ำ ๆ กึ่ง ๆ หนอจะดูแพงกว่าหมื่นห้า เขาเลยไม่กล้าเรียก เราก็เลยแบบ…กูเรียนก็ได้ให้จบ ๆ  ให้เป็นปริญญาโทไป (หัวเราะ)

จบโทแล้วหนีปัญหาหางานทำไม่ได้ได้ไหม

ก็ยังมีปัญหานี้อยู่ (หัวเราะ) เลยโทรหาเพื่อนสนิท เราบอกว่าเรามีปัญหา เราไม่มีแพสชั่น นักเขียนดังหลายคนชอบบอกว่าถ้าเราทำงานกับสิ่งที่เรามีแพสชั่น เราจะเหมือนไม่ต้องทำงานอีกเลยตลอดชีวิต เราก็คิดว่า “bullshit! กูไม่มีแพสชั่น” การที่นักเขียนเท่ ๆ หลายคนพยายามบอกว่าทำตามแพสชั่นสิ เขาพูดเหมือนกับว่าแพสชั่นมันเกิดกับทุกคน เขาอาจจะเข้าใจอย่างนั้น ซึ่งมันทำให้เรากลายเป็นนักอ่านชายขอบของนักเขียนหล่อ ๆ พูดจาหล่อ ๆ โดยปริยาย คือเราอยากรู้ว่าแล้วไหนล่ะวิธีการของคนไม่มีแพสชั่น ต้องทำยังไง บ้านก็ดันเป็นชนชั้นกลางที่ไม่มีหนี้ด้วย เราไม่ต้องกระเสือกกระสน ชีวิตแบบกลาง ๆ เรื่อย ๆ ทำให้เราเป็นคนขี้เกียจด้วยซ้ำ

โอเค เราก็โทรหาเพื่อน เราบอกว่าเราเป็นทุกข์มากจากการที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ทำไมไม่มีที่ไหนต้องการเลย  เพื่อนเราก็ถามว่า “หนอ ให้ความสำคัญกับอะไรก่อน” เราก็บอกว่า “เราอยากเป็นประโยชน์ว่ะ” แล้วคิดว่าเรามีอะไรสนับสนุนบ้าง เขาก็พยายามถามว่าเรามีอะไรจะเสนอให้คนได้ เราพูดภาษาอังกฤษดี เราพูดเกาหลีได้ “งั้นไปสมัครนักข่าวต่างประเทศสิ วอยซ์ ทีวี เปิดรับอยู่” อันนี้คือสิ่งที่เพื่อนพูดนะ เราก็แบบ เหรอ ก็ไปสมัครก็ได้ แล้วก็ได้ทำ

ทำงานตำแหน่งอะไร

เป็นนักข่าวต่างประเทศค่ะ เป็นกอง บ.ก. โต๊ะต่างประเทศ แล้วตอนนั้นยังไม่ได้เป็นดิจิทัล ยังเป็นเคเบิลทีวีอยู่

เพราะเรียนรัฐศาสตร์ เคยเรียนเมืองนอกเลยได้อยู่ฝ่ายต่างประเทศ

ไม่เชิงค่ะ จริง ๆ เพื่อนคิดไว้ให้หมดแล้ว ถามว่าไม่ชอบเข้าสังคมใช่ไหม ไปเป็นกองต่างประเทศเนี่ยแหละ มึงไม่ต้องออกไปไหน มึงแปลข่าวอย่างเดียว ได้ใช้ภาษาด้วยอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) แล้วสรุปนายก็รับไว้

ตอนนั้นโต๊ะข่าวต่างประเทศมีนักข่าวเยอะที่สุดในกอง บ.ก. แล้วก็เราอาจจะเป็นช่วงที่โชคดีสุดเพราะเรามีเมนเทอร์หลายคน มี บ.ก. โต๊ะ แล้วก็มีน้องช่อ (พรรณิการ์ วานิช) ที่ตอนนี้อยู่ อนาคตใหม่ นี่แหละค่ะ เขาเป็นหนึ่งในเมนเทอร์เรา คือหลายอย่างในชีวิตการทำข่าวเราคือเขาสอน มีน้องอีกคนหนึ่งที่ตอนนี้เป็นนักข่าว NHK ที่ญี่ปุ่นก็คือน้องพริ้ม (สุทธิพร บุญช่วย) สองคนนี้ช่วยหล่อหลอมเรามาก ทำให้หนอเชื่อว่าคน ๆ หนึ่งควรจะมีคนสอนมากกว่าหนึ่งคน เราเลยพยายามสอนทุกคนว่าเวลาไปที่ไหน มีเมนเทอร์มากกว่าคนเดียวจะดีมาก เพราะว่าไม่มีใครถูกหมด รู้สึกเราเป็นรุ่นที่โชคดีมาก

ทำงานที่นี่กี่ปี

รอบแรกเกือบสองปี แล้วด้วยความที่มันเข้าดิจิทัลพอดี แล้วงานข่าวมันเริ่มตั้งแต่ตีสี่ คือทั้งวันนั่นแหละ เพราะเมื่อเราประมูลช่องข่าว คือเราต้องมีคอนเทนต์เป็นข่าวกี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือสิ่งที่ กสทช.กำหนดไว้ ข่าวเช้าคือตั้งแต่ตีสี่ถึงหกโมง เจ็ดโมง แล้วต่อด้วยรายการ เวคอัพ แล้วต่อด้วยรายการของโต๊ะข่าวต่างประเทศเองตอนเช้า สดด้วย ครึ่งชั่วโมงอะไรอย่างนี้ แล้วยังมีข่าวเที่ยง แล้วมีข่าวเบรคตอนบ่าย ข่าวเบรคตอนเย็น แล้วเข้าข่าวค่ำ คือ…ชิบหาย โงหัวมาอีกทีก็คือหมดวันนึงแล้ว

รู้สึกอย่างไรกับงานตอนนั้น

ช่วงแรกเราแฮปปี้มาก แต่ช่วงหลัง ๆ เราหดหู่ เราเลยเลือกที่จะออกมาเพราะเรามีปัญหาหลายอย่าง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าโต๊ะต่างประเทศมีปัญหา แยกกันชัดเจน ไม่ลงรอยกันอย่างชัดเจนส่วนหนึ่ง แล้วการที่เราต้องทำรายการตีสี่ทุกวันทำให้เรานอนไม่หลับ แล้วมันสะสมจากการนอนไม่หลับแล้วก็ซึมไป แล้วหลัก ๆ ก็คือเรารู้สึกว่าเป็นนักข่าวที่ไม่เต็มคน ไม่เต็มคนในที่นี้คือเราทำได้ทุกอย่าง เราเขียนข่าว เราแปลข่าว เขียนสกู๊ปในระดับที่ บ.ก. บอกว่าผมดูรายการเซคชั่นที่เราเขียนแล้วผมจะร้องไห้ เราเป็นคนเขียนเรียกน้ำตาคนดูได้ เรารู้สึกว่าเราทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นนายไม่ให้ลงเสียง

เพราะอะไร

เมื่อก่อน วอยซ์ ทีวี จะซีเรียสเรื่องการลงเสียงมาก ต้องเป็นผู้ประกาศของช่องเท่านั้นถึงจะลงเสียงได้ ต้องมีโปรไฟล์แล้วอยู่หน้าจอด้วย หรือเป็น บ.ก.ที่ทุกคนลงความเห็นแล้วว่าเสียงผ่าน สามารถลงเสียงได้ แต่เขาบอกว่าเสียงเรายังไม่ได้

ซึ่งสิ่งนี้มันย้อนกลับมาทำให้เราตั้งคำถามกับระบบอีก เพราะรู้สึกว่ามันเกิดสองมาตรฐานขึ้นในระบบของบริษัท เราพยายามลงเสียงอยู่หลายรอบก่อนที่เขาจะปรู๊ฟ หลายคนก็พูดว่า “เออ หนอยังพูดไม่เต็มเสียง เสียงหนอขึ้นจมูก” อะไรอย่างนี้ เรายอมรับ เราก็ฝึกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเริ่มมีข่าวหลายช่วง แล้วเลือกที่จะเอาคนที่อยู่ในโต๊ะนำเสนอข่าวของตัวเอง โต๊ะกีฬาสามารถลงเสียงได้ โดยที่ลิ้นไก่สั้น โหดมาก โหดตรงที่โต๊ะกีฬาลิ้นไก่สั้น พูดควบกล้ำไม่ชัด แล้วลงเสียงได้ แล้วยืนหน้าจอได้ เพราะว่ามันต้องลงเสียงได้ก่อน ถึงจะยืนวอลล์หน้าจอ เราก็ถามนายว่า “พี่ ทำไมหนอลงเสียงไม่ได้สักที” เขาบอก “โต๊ะต่างประเทศคนเยอะแล้ว หนอไม่ต้องลงเสียงก็ได้”

ดังนั้นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่เต็มคนก็คือเวลาทำกะเช้า เป็นโต๊ะหนอ มันไม่มีคนลงเสียงให้เรา แล้วเราทำทุกอย่าง เราเขียนรันดาวน์ เราเป็น บ.ก.ข่าว  แต่ไม่สามารถลงเสียงได้ ถ้าเราลงเสียงได้ ทุกอย่างจบ เพราะการลงเสียงคือขั้นตอนสุดท้ายก่อนออกอากาศ มันกลายเป็นความรู้สึกที่ว่าเราเป็นนักข่าวที่ไม่เต็มคนมันสะสมมาเรื่อย ๆ แล้วเราก็เริ่มคิดว่างานที่เราทำอยู่เนี่ย เด็กจบใหม่ก็ทำได้ แปลข่าว เขียนข่าว แล้วก็จัดรันดาวน์ ก็แค่นี้เอง จะมาจ้างเราไปทำไม เราก็เลยจะไปลาออก แล้วเรามีปัญหาหลายอย่างเกิน เรารู้สึกว่าถ้าเราเป็นโรคนอนไม่หลับ แต่ถ้าเราก้าวหน้าในหน้าที่ เราจะยอมทนกับมัน แต่นี่คือมันบอด มืดไปทุกด้านเลย โรคกูก็เป็น ทะเลาะกับเพื่อนด้วย งานกูก็ไปไม่ได้ เราก็เลยอยากออกแล้วก็มาพัก แล้วนายก็พยายามบอกว่า หนอใช้เวลาไปพักผ่อนไหม สามอาทิตย์น่ะ แล้วค่อยกลับมาทำงาน หนอบอกไม่ได้จริง ๆ สรุปกะเช้าโต๊ะต่างประเทศลาออกหมดทั้งสามคน ของเราลาออกหมดเลย เราออกไปพักปีนึงค่ะ แล้วก็เป็นช่วงที่เรารับงานแปล ซึ่งมันก็ไม่ได้จุนเจือเท่าไหร่ แต่ว่าเราไม่อดข้าวนะ

แปลอะไร

แปลทุกอย่างเลย แปลเอกสาร แปลจดหมายพีอาร์อะไรแบบนี้ค่ะ ก็จะมีบริษัทพีอาร์แนะนำกันมาก็มีบ้าง แต่ว่ามันไม่ได้พอที่จะทำให้เราเลี้ยงตัวเองได้ แต่ที่บ้านก็เลี้ยงเราได้อยู่ดี

เข้าสู่วงการรีวิวหนังได้อย่างไร

ช่วงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเราเลยเพราะว่าหนึ่งในเพื่อนของเราคือครูทอม คำไทย (จักรกฤต โยมพยอม) ซึ่งรู้จักกันทางทวิตเตอร์…บ้าบอมาก เขาพาเราออกงาน เขาบอก “พี่หนอ เราไปดูหนังรอบสื่อกันไหม” เราก็เออ…ไป แล้วแม่งเป็นคนที่รู้จักทุกคนน่ะ เป็นคน extrovert ที่ไม่ทิ่มแทง introvert แล้วก็ชอบพาเราไปทิ้งไว้กับเพื่อนคนอื่น จนเราก็ต้องพยายามหาคนรู้จักใหม่เอง แล้วสิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตมาก ๆ ก็คือไปงานรอบสื่อหนัง แล้วไปเจอคนทำเพจ Just ดู It  เขาก็บอก “พี่หนอ ไม่มีใครมารีวิวให้เลย มาทำเทปรีวิวกับผมเถอะ” ซึ่งเราไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เราพูดถึงหนังมันจะมีคนสนใจ แต่เขาเห็นคุณค่า จากที่เดิมเรามีความมั่นใจในตัวเองต่ำมาก ๆ มันก็ค่อย ๆ ถูกทดแทนแล้วตัวเราเริ่มใหญ่ขึ้นตอนที่เราเริ่มเข้ามาสู่วงการรีวิวหนัง

ในฐานะนักวิจารณ์

ในฐานะนักวิจารณ์ ผ่าน Just ดู It  ด้วย เรามาแซม ๆ สมัยที่เขายังทำรีวิวแบบที่มีแค่เสียงน่ะค่ะ เราก็เป็นคนมาแจมกับเขาบ่อยสุด แล้วเราก็ทำทวิตเตอร์ของเรา เราทำแบบเนี้ยแหละ แล้วเราก็เริ่มรู้จักคนจากบล็อกเกอร์หนังเรื่อย ๆ  คือเราเริ่มจากการเป็นเพื่อนของคนนั้นคนนี้ แล้วค่ายหนังก็เริ่มรู้จักเรา พอเรากลับไปทำงานที่ วอยซ์ ทีวี รอบสอง ก็เริ่มพูดได้ว่าเราเป็นสื่อ ก็จะมีบางค่ายติดต่อมา ซึ่งตอนนี้ก็ยังรู้จักหนอไม่ครบทุกค่าย เพราะหนอเป็นคนไม่ทำเพจ คือค่ายหนังจะรู้จักหน้าเราเฉย ๆ

งานวิจารณ์หนังนี่ชอบไหม

มันกลายเป็นได้ใช้สิ่งที่เราเรียนมาด้วย เพราะหนอเรียนวิชา Global Film ในรัฐศาสตร์ก็คือเอาทฤษฎีรัฐศาสตร์มาจับ เพราะฉะนั้นเราก็มองไม่เหมือนคนอื่น มันก็จะเป็นอีกแนวหนึ่ง เราเลยรู้สึกว่ามันมีคนอ่าน แล้วเรารู้สึกเราเขียนรีวิวที่เป็นประโยชน์กับคนที่ตัดสินใจจะไปดูหนังได้

แล้วมันก็เป็นหลักการการรีวิวของหนอมาตลอด ก็คือต้องหามุมที่เป็นประโยชน์กับคนที่ตัดสินใจไปดู อย่างช่วงที่มีหนังของ ยอร์กอส ลานธิมอส ผู้กำกับหนัง The Lobster มีบทวิจารณ์บางชิ้นเขียนว่า โอ้โห หนังมันโคตรจะลานธิมอสเลย… เนี่ย แบบนี้เราว่าไม่เป็นประโยชน์กับคนดู คนอ่าน อันนี้เราว่ามันคือการอวดตัวเองว่าเรารู้จักหนัง รู้จักผู้กำกับ อันนี้ไม่ใช่บทวิจารณ์ที่ดีเพราะคุณอธิบายไม่ได้ คุณต้องอธิบายสิ่งนี้ให้ได้ก่อนคุณจะบอกว่า มันเป็นเลนส์ wide ตลอดเลย ภาพเบี้ยว อะไรยังไงก็ว่าไป เราต้องพยายามแจกแจง  เราก็เลยรู้สึกว่าแนวคิดของเรายังเป็นประโยชน์สำหรับคนตัดสินใจดูหนัง เราก็เลยทำต่อไป แล้วเราก็เป็นคนชอบดูหนังด้วย

แล้วทำไมกลับไปทำงานกับ วอยซ์ ทีวี อีกครั้ง

ประหลาดดีที่เราได้กลับไป เพราะเรามีความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียดกับที่นั่น แล้วเราก็คิดว่าเราจะไม่กลับไปแล้ว แต่ว่าคนที่ชวนเรากลับไปก็คือพริ้ม เราก็ถูกชวนเข้าไปทำรายการแทนน้องที่ลาคลอด เพราะว่าคนแปลข่าวเขาไม่พอ ซึ่งก็คือรายการ world trend แล้วพริ้มก็เจ็บมาด้วยกัน พริ้มก็รู้ว่าหนออาจจะไม่อยากทำเต็มเวลา ก็บอกว่าเนี่ย มาเป็นนักแปลฟรีแลนซ์ให้หน่อย ปรากฏว่าพอเราเดินเข้าไปปุ๊บ ฝ่ายบุคคลก็บอกว่าหนอเซ็นสัญญาทำงานเถอะอย่ามาเป็นฟรีแลนซ์เลย แล้วเราก็เซ็น เดินออกมาปุ๊บ พริ้มทำหน้าแบบ…เซ็นทำไมวะ ก็เข้าไปอย่างงง ๆ คือคิดว่าเราอยู่ในเซฟโซนแล้ว อยู่ในฝั่งรายการแล้ว เราไม่ต้องดีลกับความเจ็บปวดเก่า ๆ เหมือนตอนที่เราอยู่ในฝ่ายข่าว

ตอนนั้นเราแข็งแกร่งแล้ว

ก็ด้วย แล้วมันไม่ได้ไปอยู่ที่เดิม นั่งคนละชั้นกับที่เดิมด้วยซ้ำ ออฟฟิศไม่ใช่ที่เดิมเลย แต่ความพลิกผันก็คือพอเราเติบโตแข็งแกร่งแล้วเราก็กลับไป วอยซ์ ทีวี คิดว่าคงจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น วอยซ์ ทีวี ก็เปลี่ยนโครงสร้าง ทำให้เรากลับไปอยู่ฝ่ายข่าวอีกครั้ง (หัวเราะ) ก็คือยุบฝ่ายรายการแล้วเราก็กลับมาเป็นนักข่าว กลับขึ้นไปเป็นโต๊ะบันเทิง เพราะคนโต๊ะต่างประเทศเขาก็มีครบแล้ว

แล้วรอบสองทำนานไหม

รอบสองนี่ก็ทำจนออก สองปีกว่า ไม่ถึงสาม แต่เราได้ลงเสียงแล้วเพราะคนไม่พอ (หัวเราะ) ลงเสียงเนี่ยมาจากการได้หน้าจอก่อนซึ่งสืบเนื่องมาจากที่พี่โปรดิวเซอร์ให้โอกาส เขาบอกว่า “ก็คนมันมีเรื่องจะพูดน่ะ พี่ก็จะให้มีหน้าจอ” เราก็เลยได้ออกหน้าจอ แล้วพอออกหน้าจอปุ๊บ แล้วโดนย้ายกลับมาฝ่ายข่าว หนอก็ยังมีหน้าจอกับรายการต่อไป โดยที่ไม่ใช่พิธีกรหลัก แต่มันก็เหมือนกฎที่รู้กันไปเองว่าเมื่อมีหน้าจอ คุณก็จะต้องลงเสียงซะก่อน แล้วมันก็เป็นช่วงที่คนน้อยลง แล้วมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ มันไม่มีใครมาจับตาเลยขนาดนั้นแล้ว คือแม้จะมีคนโต้แย้งเรื่องเสียงเราอยู่บ้าง แต่ก็ค่อนข้างย่อหย่อนลงเยอะ กลายเป็นว่าเราก็อาศัยช่องโหว่ช่วงชุลมุนนี่แหละ ก็มีตัวตนขึ้นมาในที่สุดอะไรแบบนี้ แล้วสุดท้ายแล้วหน้าจอหลักจริง ๆ ก่อนที่ช่องจะปิดเนี่ยก็คือตั้งแต่มกราคมเป็นต้นมา เป็นรายการสด ซึ่งเราสั่นมาก เพราะทำรายการเทปมาตลอดค่ะ ก็มีขึ้นเพราะว่าทุกคนลาออกน่ะ (หัวเราะ) ทุกคนออกแล้วมันกลายเป็นเราก็ระแวดระวังอยู่ว่าที่เราได้หน้าจอเพราะว่าจุดจบของช่องหรือจุดจบของดิจิทัลทีวีใกล้เข้ามาแล้ว ทุกคนก็พยายามออกไปหาที่ที่รายได้เยอะกว่า หรือว่าก็รีบเปลี่ยนสายอาชีพตอนนี้หรืออะไรก็แล้วแต่ มันเหลือแค่เรา แล้วก็ได้รับมอบหมายให้ทำรายการนี้

แล้วทำไมเรายังทำอยู่

หนอว่ากับการที่เราเป็นสื่อมันยังมีอิทธิพลอยู่ แล้วเรายังอยากได้นามสกุลที่บอกว่าเราเป็นสื่อ หนอรู้สึกว่าคนที่เป็นสื่อ ลึก ๆ อาจจะเสพติดการเป็นสื่อด้วยซ้ำ เพราะมันมีสิทธิพิเศษที่มาจากการเป็นสื่อเยอะ แล้วเป็นสิทธิพิเศษที่… โอเค ไม่ได้รวยนะ เงินก็โคตรน้อยเลย งานก็ต้องทำหกวันต่อสัปดาห์ แต่ว่าพอเป็นสื่อปุ๊บ พีอาร์ง้อนะ เขาจะเกรงใจเรา คือแทบจะมีปีกบินขึ้นมาเลย แทบจะอุ้มเข้าไปนั่งลงโรงหนัง หนอรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ ถามว่าจนไหม จน แต่ว่ามันน่าทำต่อ มันมีอิทธิพลในตัวมัน

เราจะเลือกประเด็นอะไรมานำเสนอก็ได้ เราจะเขียนบิดไปทางไหนก็ได้ซึ่งมันอันตรายมาก เป็นพาวเวอร์ที่อันตรายมาก หนอยอมรับ สมมติเราเกลียดเดโมแครต เราชมทรัมป์สักนิดหนึ่ง คนฟังก็จะฟังไปตามเราเลยนะ คือการที่มีคนพูดว่าสื่อมันชี้นำสังคม เพราะมันชี้นำสังคมจริง ๆ คือเราสามารถเลือกข่าวที่ไม่มีช่องไหนจับเลย แล้วเอามาบิดได้ เช่น ราชวงศ์อังกฤษใช้เงินเยอะจัง ทำไมเมแกน (มาร์เคล ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ – ผู้เขียน) เดินเฉิดฉายเหมือนปาปารัซซี่ วอล์ค อะไรที่เป็นวิเคราะห์วิจารณ์แล้วไม่มีใครจับ พอเราจับปุ๊บ เป็นการชี้นำไปเลยว่าคนดูต้องคิดไปในทางเดียวกับเรา หรือถ้าเขาไม่คิดอยู่แล้ว เราก็พยายามชี้ให้เขาคิดไปทางนี้ มันอันตรายมากจริง ๆ นะ คือหนอว่าเพราะพาวเวอร์อย่างนี้มั้ง หนอถึงยังไม่ไปไหน ในช่วงเวลาที่ยังเป็นสื่ออยู่ได้

เราไม่ได้ถึงกับบงการอะไรหรอกนะ แต่ว่าอะไรที่เราอ่านแล้วเราสนใจ เราจะเขียน เราไม่ได้จะครอบงำใครหรอก อะไรที่เราเขียนเราก็จะบอกไว้ว่ามีคนแก้ต่างไว้แบบนี้ อีกฝ่ายว่าอย่างนี้อะไรก็ว่าไป ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวแปลมานั่นแหละ ก็คือเอาบทความนั้นมาตั้ง แล้วก็พยายามหาบทความอื่นมาเทียบ แต่ว่ายอมรับว่าหลายเรื่องคือเราจับขึ้นมาโดยที่เรารู้ว่าที่อื่นไม่เล่น แล้วพาวเวอร์ที่ว่ามันคือตรงนี้ ประโยชน์ของมันคือเล่นเรื่องที่คนอื่นไม่เล่น แต่มันทำให้คนฉุกคิดได้อะไรแบบนี้ค่ะ

พอได้ออกจอแล้ว รู้สึกอย่างไร

ออกจอ จริง ๆ ตอนแรกยังเป็นเทปนะ แล้วเราเหมือนเป็นคนขี้เก๊กน่ะ ลึกๆ เป็นคนแบบไม่อยากเล่นกับตากล้อง คือเขินตากล้องมาก ไหนห่วงว่าฉันจะไม่สวย แล้วรายการเราพังมากเพราะเราเทคบ่อย แต่พอตอนหลังเริ่มรู้สึกว่าตากล้องเป็นเพื่อน เริ่มรู้สึกว่าเริ่มเล่นด้วย เริ่มเล่นด้วยอะไรอย่างงี้ แล้วก็สบายขึ้น จะขี้เหร่ จะมุมเสยยังไงก็ไม่สนใจแล้ว เมื่อเราไม่สนใจว่าเราจะดูดีไหมเวลาออกหน้ากล้อง เมื่อนั้นเราก็จะออกมาดี รายการต่าง ๆ มีมาเรื่อย ๆ แต่อย่างที่บอกไปค่ะ เราอัตคัดพิธีกรลงเรื่อย ๆ เวอร์ชั่นสุดท้ายก็จะมาเป็นหนอกับน้องโจ้ (ชลวิศว์ วงศ์ศรีวอ) ตอนที่ช่องเลย์ออฟใหญ่ครั้งนั้นเนี่ย พวกเราคุยกันว่าช่องกำลังจะปิดตัวในอีกห้าเดือนข้างหน้า แล้วเราก็คุยกันว่าถ้านายเราไป เราจะไป แล้วนายก็ไป

นายคือใคร

พี่เอี่ยว (ประทีป คงสิบ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว วอยซ์ ทีวี – ผู้เขียน) คนของไอทีวีเก่านั่นแหละ จากห้าเดือนที่เราคิดว่าเราจะมีชีวิตอยู่กันแค่นั้น มันก็กลายเป็นปีหรือปีกว่า ตั้งแต่ เลย์ออฟใหญ่ปลายปี 60 ครั้งนั้น

แปลว่าสถานการณ์ดีกว่าที่คิดไว้ใช่ไหม

ดีกว่าที่คิดไว้แต่มันเหมือนผู้บริหารไม่ยอมรับ มันมีอีโก้กับการเป็นดิจิทัลเยอะมาก จริง ๆ แล้วมันจะเรียกว่าอีโก้ก็ไม่ถูก แต่การที่เรามีพรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยที่เราสนับสนุน มันสมควรอย่างยิ่งที่จะมีการนำเสนอข่าวของฝั่งประชาธิปไตย พูดง่าย ๆ ก็คือถ้ามีพรรคการเมืองก็ควรจะมีช่องสรุปข่าวการเมืองของฝ่ายประชาธิปไตย อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้ถือหุ้นไม่สามารถจะปล่อยทีวีไปได้ ทั้งที่มันไม่เคยให้กำไรเราเลยตั้งแต่ต้น มีสปอนเซอร์เจ้าเดียว อันอื่นด้วยแต่ว่าก็จะเป็นยิบย่อย บริษัทที่อยู่ฝั่งนี้ ที่สนับสนุนฝั่งนี้ คือมีแบบนับได้ เซลล์เขาก็พยายามนะ

ตอนที่มีประท้วงกันหนัก ๆ เป็นสงครามสี หลายคนก็พูดเลยว่าเราไม่มีโฆษณาเข้าเพราะเอเจนซี่ส่วนใหญ่อยู่กับอีกฝั่งนึงที่ช่องข้าง ๆ ที่เขาอาจจะนำเสนอข่าวแตกต่างจากเรา แต่เอเจนซี่รักเขา มันมีหลายปัจจัยในความถดถอยของทีวีดิจิทัลน่ะค่ะ ก็เลยรู้สึกว่ามันคงใกล้เข้ามาแล้วแหละ แม้แต่ไปออนไลน์เอง หนอก็ไม่คิดว่ามันง่าย

ทำไมถึงคิดแบบนั้น

เอาจริง ๆ ออนไลน์มันทำกำไรยาก แค่โฆษณาอย่างเดียวอะไรอย่างนี้ เลยรู้สึกว่าแม้ว่าเราจะเอาใจช่วย วอยซ์ ทีวี  แต่การไปออนไลน์มันยากจริง ๆ เพราะพอข่าวเขาจับหลายอัน มันไม่ได้ไปที่การเมืองอย่างเดียว แต่ว่าเขามีข่าวบันเทิง มีข่าวต่าง ๆ ด้วย มีเรื่องอะไรต่ออะไร มันกว้างแล้วมันไม่ลึก แล้วมันเลยทำให้เราไม่แตกต่างเท่าไหร่ มันเหมือนยังต่างคนยังจับจุดกันไม่ถูก ถามว่าเราเสพสำนักข่าวออนไลน์บ้างไหม เราไม่เสพนะ เพราะว่ามันผิวเผินเบาบางแล้วก็กระจัดกระจายพอสมควร แต่ว่าสำนักข่าวต่าง ๆ เขาก็มีพื้นฐานแฟนคลับ บางที่ก็ประสบความสำเร็จในแง่ของการทำให้พอดแคสต์กลับมา แต่ส่วนตัวหนอไม่ได้เสพสื่อไหนเป็นพิเศษด้วยซ้ำไป เพราะว่าถ้าเป็นข่าวต่างประเทศเราก็ฟังจากต่างประเทศเลย ช่องต่างประเทศเลย รวมถึงไวรัลในหน้าฟีดส์ด้วย เพราะตอนนั้นอย่างมีข่าวแอเรียล (ตัวละครใน The Little Mermaid – ผู้เขียน) เป็นคนดำ แคสต์แอเรียลเป็นคนดำ เนี่ยดราม่ามันมีแค่นี้ ปรากฏว่ามันมีใครรีทวีตมาในหน้าฟีดหนอ ที่หนอพูดเรื่องการแคสต์ เออร์ซูลา เป็นปัญหามากกว่าแอเรียล เพราะเออร์ซูลาคือ Drag Queen แต่คุณแคสต์ผู้หญิงที่ดูเป็นแม่บ้าน ซึ่งสิ่งนั้นมันกลายเป็นการกดทับเพศในลักษณะหนึ่งด้วยซ้ำ เราก็ เฮ้ย มันมีมุมนี้ว่ะ ซึ่งเราไม่ได้จากสำนักข่าวไหนเลย มันแค่เป็นแฟนเออร์ซูลาคนหนึ่งมาทวีตด้วยซ้ำ มันก็เป็นความรู้อีกแบบหนึ่ง กลายเป็นว่ามีสมาร์ตโฟนทุกคนก็เป็นสื่อแล้วนะวันนี้

เราว่ายุคสมาร์ตโฟนเนี่ย นอกจากเป็นตัวขัดขวางสื่ออย่างหนึ่งแล้วเรายังรู้สึกว่ามันขัดขวางอีกหลายอย่าง เพิ่งคุยกับ เอิร์ธ ออสการ์ (แฟนพันธ์ุแท้รางวัลออสการ์- ผู้เขียน) เมื่อวันก่อนว่าหนังและเพลงในยุคนี้ก็พังไปพร้อม ๆ กันด้วย เราคุยกับน้องที่เป็นศิลปินใหม่ของค่ายเพลงเขาก็บอกว่ามันแย่ลง ทั้งที่น้องเขาก็เก่ง แต่ความเก่งมันไม่ได้แปรรูปเป็นรายได้หรือความอยู่รอดในวงการเลย

มันเลยกลายเป็นเราไม่รู้จะเริ่มแก้ตรงไหนด้วยซ้ำคือเราเห็นว่าทีวีดิจิทัลหรือวงการข่าวมันกำลังดาวน์ฟอล แต่ในขณะเดียวกันเพื่อนเราที่เป็นศิลปิน อยู่ในวงการหนัง หรือนักร้องก็ดาวน์ฟอล ไปกับเราด้วยเหมือนกัน ใครจะเจริญมั่งวะ ไม่มีใครเจริญในยุคนี้

ออกจาก วอยซ์ ทีวี ครั้งนี้รู้ตัวล่วงหน้าก่อนหรือเปล่า

ทราบมาสักสองเดือนแล้วค่ะ ก่อนที่จะมีการยื่นว่าจะไม่ต่อสัญญาดิจิทัลน่ะค่ะ ก็มีพูดคุยอยู๋ในช่องว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ซึ่งในที่นี้เราก็รู้กันเพราะเราผ่านมาหลายรอบแล้ว ก็คือ เลย์ออฟ  ตอนแรกเรายังไม่แน่ใจ เพราะทางบอร์ดก็ยังไม่แน่ใจว่าเราจะไปต่อแบบไหน ถ้าจะไปต่อเนี่ย หนึ่งเราจะมีดาวเทียมเป็นของตัวเองไหม ซึ่งก็แปลว่าเขาต้องมีค่าดูแลรักษาสตูดิโอ แล้วก็ค่าดำเนินการเยอะอยู่

วอยซ์ ทีวี ไปทำออนไลน์และกลายมาเป็นช่องเคเบิลดาวเทียม

ตอนแรกทางบอร์ดเขาเหมือนตัดสินใจระหว่างการเดินหน้าดาวเทียมต่อเองบวกไปออนไลน์ ตอนหลัง ทีนี้พอไปทำออนไลน์อย่างเดียวเหมือนจะมีแฟน ๆ เสียดาย ก็เลยกลับมาทำเป็นช่องนั่นคือ PSI ช่อง 51 โดยที่มีเจ้าของช่องเขามาขอเอาเราไปร่วม

แล้วทางช่องเราว่าอย่างไรบ้าง

ก็บอกว่าขอดึงไปได้ แต่ขอให้ผู้บริหารของช่องเราได้จัดการด้วย ดูผังทุกอย่าง แล้วก็ดูภาพรวมด้วยเพราะจะมีช่วงเวลาส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ดึงรายการจาก วอยซ์ฯ ไป เราไม่ได้จัด 24 ชั่วโมงแล้วนะคะ แล้วช่วงอื่นเขาก็จะรับขายของอย่างที่ช่องเคเบิลมักจะทำรายได้กัน แต่ว่าช่องเราก็ขอเข้าไปจัดผังด้วย เพื่อดูความเหมาะสม ไม่ใช่เอารายการเราไปติดกับหนังจีนแล้วมันไม่เอื้อกัน เขาจะขอดูอย่างอื่นด้วย ไม่ได้ให้สิทธิ์ขาดกับเจ้าของลิขสิทธิ์ช่องไป

ดึงรายการไปด้วยไหม

ด้วยค่ะ ก็เท่าที่เหลืออยู่เกือบทั้งหมด แล้วก็เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น Talking Thailand เพราะว่ามันไม่ ‘Tonight’ แล้ว ช่วงเที่ยงก็เปลี่ยนเป็นการเมืองไป ซึ่งแปลว่ารายการของหนอ (World Trend) กับรายการวาไรตี้อื่นที่อยู่ในความดูแลของทีมหนอก็ไปด้วยเหมือนกันก็คือ Day Break ไม่จำเป็นอีกต่อไป รู้แล้วว่าตัวเองน่าจะต้องไป เลยบอกนายว่าขอเป็นอาสาสมัครรับแพกเกจออก ซึ่งต่อให้เราไม่ volunteer เราก็ต้องไปอยู่ดี แต่ครั้งนี้ก็เป็นการยืนยันว่าเรามั่นใจนะ เราคงมีทางไปแหละ

เหมือนเตรียมพร้อมแล้ว แต่จะบอกว่าเป็นเรื่องดีก็คงไม่ได้

ก็ไม่ได้ แต่หนอรู้สึกว่าทุกคนเตรียมทางหนีทีไล่ไว้สำหรับตัวเองกันแล้ว คนที่จำเป็นต้องผ่อนบ้านผ่อนรถอะไรแบบนี้น่ะค่ะ

แล้วเรามีภาระไหม

โชคดีที่เราไม่มีหนี้ หนออยู่บ้านกับที่บ้าน แล้วก็ไม่มีรถเพราะบ้านอยู่ใกล้รถไฟฟ้า เลยรู้สึกว่าไม่มีก็ได้ค่ะ แต่ขับเป็นนะ เราโตมากับการที่พ่อแม่เลี้ยงมาพออายุ 18 ปี ให้ไปสอบใบขับขี่ไว้ เผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้ขับได้ ก็ไม่มีภาระอะไรเป็นพิเศษ แต่เรารู้ว่าเราหางานได้ แล้วเงินชดเชยที่เขาให้มามันไม่ได้เยอะแต่ก็ตามกฎหมาย เรารู้สึกว่าเรายังพอที่จะอยู่ได้ ไม่อดตายด้วยอะไรแบบนี้

ว่างงานคราวนี้ต่างจากคราวก่อนอย่างไร

เราเอนจอยชีวิตกว่าตอนนี้มาก เหมือนเรารู้ว่าเราให้เดตไลน์ตัวเองว่าควรว่างงานได้นานแค่ไหน จริง ๆ คือเดือนเดียว แต่ว่างานใหม่ที่กำลังตกลงเนี่ย ถ้าตกลงกันได้ ก็จะเริ่มพฤศจิกายน แต่ว่าอย่างน้อยเราก็จะรู้แล้วแหละว่าเรามีงาน

เรามีตัวเลือกด้วย แล้วเรามีความสุขกับชีวิตด้วย เพราะเราเหมือนยอมรับได้ว่าเวลาของเราต้องจบแล้ว ไม่มีใครดึงเราลงมาจากเก้าอี้จัดรายการ เราเดินลงไปเอง แล้วเรารู้สึกว่าเรามีเป้าหมายในทุกวัน เรายังออกไปดูหนังรอบสื่ออยู่ ได้ทำอะไรที่อยากทำ อยากเช็คสุขภาพไต อยากมาร้านซึ่งรู้จักแต่ไม่เคยมาเลย เพราะไม่เคยว่าง ทำงานหกวันมาตลอด อะไรที่สามารถนัดเพื่อนได้ หรือไปไหนได้ มันเหมือนสมองได้หายใจ

ยังเศร้าอยู่ไหม

ไม่นะ ชีวิตเราแต่ก่อนเป็นคนหดหู่มาก เราเพิ่งมาดีขึ้นเมื่อประมาณไม่ถึงห้าปีมานี้ เป็นคน introvert ไม่ชอบเข้าสังคม ตอนที่หนอเป็นนักข่าวเราก็ไม่ชอบทำข่าวด้วย เป็นนักข่าวต่างประเทศเพื่อแปลอยู่ในออฟฟิศเฉย ๆ เมื่อไหร่ที่ถูกมอบหมายงานให้ไปข้างนอก ต้องเจอช่างภาพ ต้องอะไรอย่างนี้ จะตื่นเต้นมาก ไม่อยากเจอ ไม่อยากคุย เอาแค่โทรหาแหล่งข่าวซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายมาก เราไม่ชอบคุยโทรศัพท์เลย ไม่ชอบโทรหาคนแปลกหน้าซึ่งแย่มากเลยในการทำงานข่าว แต่เหมือนเราเลยจากช่วงเศร้าซึมมาแล้ว หนอรู้สึกว่าความเศร้าของเรามันผูกติดกับความเป็นคน introvert แล้วพอความ introvert มันเจือจางไปแล้ว เราไม่สามารถกลับไปหดหู่ได้อีกแล้ว ก่อนหน้านี้เราเศร้าเพราะว่าเรารู้สึกว่างานเราไม่ได้เป็นประโยชน์ด้วย แต่ว่ามันผูกติดกับความintrovert อยู่เยอะมาก

ต้องให้เครดิตครูทอมค่ะ พอหลังจากที่ครูทอมพาออกงาน เหมือนความ introvert ของหนอก็ค่อย ๆ จางลงเรื่อย ๆ แล้วพอเรากลับไปเป็นนักข่าว เราเป็นนักข่าวที่ดีแล้วชอบออกมาทำงานด้วยนะ ชอบคุยกับช่างภาพคือแบบเราเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าแล้วเราไม่รู้ว่าเราเปลี่ยนได้ยังไง แต่เราเป็นคนที่เราสามารถเซิร์ฟกับงานนักข่าวได้ดีขึ้น แล้วหลังจากนั้นให้พูดกับคนแปลกหน้าที่ไหนก็คุยเลย ให้โทรหาใครโทรเลย เหมือนได้ทลายกำแพงบางอย่าง หนออยากสามารถเขียนเป็นข้อหนึ่ง ข้อสอง ข้อสามได้ เพื่อให้เราสามารถบอกคนอื่นที่มีประสบการณ์อย่างเดียวกัน

ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จะกลับไปเศร้าอีกไหม

อืม เราว่าเราอาจจะเศร้าแต่ว่าไม่ได้อยู่ในรูปแบบของสมัยเมื่อเราเป็นเด็ก ๆ เพราะข้อหนึ่งคือเราจัดการตัวเองได้ดีขึ้น ข้อสอง เรารู้จักคนได้มากพอ หนอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีเพื่อนหรือมีคอนเน็คชั่นมากขนาดนี้ แต่ว่าทุกวันนี้เมื่อย้อนดู เอาแค่แบบสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้ จะมีคนเข้ามาแบบ “หนอ ขอคอนแทคคนนั้น ขอคอนแทคคนนี้” คือกูไม่ควรจะมีคอนแทคใครเลยเพราะว่าย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว กูไม่ควรจะรู้จักใครด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ทุกคนมาหากูเพื่อขอคอนแทคคนอื่น เพื่อให้เป็นประโยชน์กับตัวเขา ทำไมกูรู้จักคนมากขนาดนี้ คือเรามาไกลมากเลย กลายเป็นว่าเรามีทางเลือกในชีวิตเยอะจนเราไม่สามารถกลับไปเศร้าอีก กลายเป็นว่าเรามีอุปกรณ์มากพอ รวมถึงจำนวนคนที่พอจะช่วยเราจากตรงนี้ได้

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s