25 ปี เฮมล็อค – การงานบนพื้นฐานอันเกิดจากความรักของ เนตรนภิส วรศิริ

เรื่องและรูป โดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล



“เราไม่เคยเปลี่ยนอะไรเลยนอกจากผ้าปูโต๊ะ” – เนตรนภิส วรศิริ

คุณไปกินอาหารที่ถนนพระอาทิตย์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

เมื่อวาน สัปดาห์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว หรือไม่ได้ไปแถวนั้นมานานหลายปีแล้ว

ไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นอย่างไร หากไม่นานเกินกว่า 25 ปี เชื่อว่าคุณน่าจะเคยเห็นหรือแม้แต่เคยเข้ามานั่งกินและดื่มในร้านอาหารเล็ก ๆ หนึ่งคูหา ที่ตกแต่งแบบโพสต์โมเดิร์น ทาสีขาว และโดดเด่นด้วยหลังคากระจกด้านข้างที่ชื่อ ‘เฮมล็อค’ (Hemlock) ร้านนี้

ถ้าคุณรู้จักร้านนี้ดีอยู่แล้ว ข้ามย่อหน้านี้ไป แต่ถ้าไม่ เฮมล็อค เป็นร้านอาหารแนวกึ่งแกลเลอรีร้านแรกที่เปิดให้บริการบนถนนพระอาทิตย์ในปี 2537 เป็นร้านที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งที่สวยงาม โดดเด่นด้วยอาหารไทยที่หากินได้ยาก และโดดเด่นด้วยการเป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์กันของบรรดานักขับเคลื่อนทางศิลปวัฒนธรรม นักกิจกรรม ศิลปิน นักคิด นักเขียน ฯลฯ จนอาจกล่าวได้ว่า เฮมล็อค เป็นร้านที่ก่อให้เกิดกระแสความคึกคักทางศิลปวัฒนธรรมบนถนนพระอาทิตย์ในอีกหลายปีต่อมา เป็นร้านที่บรรดาคนหนุ่มสาวร่วมสมัย (นั้น) อยากหาโอกาสมานั่งกิน ดื่ม และชิมบรรยากาศสร้างสรรค์เหล่านั้นให้ได้สักครั้ง…หากว่าบังเอิญ มีโต๊ะว่างให้พวกเขาพอดี

ทั้งหมดนั้น มีน้ำพักน้ำแรงและน้ำเหงื่อของ เนตรนภิส วรศิริ หรือที่ลูกค้าขาประจำเรียกกันติดปากว่า ‘พี่เนตร’ อาบอยู่ทั่วทุกซอกมุม

ในฐานะผู้จัดการร้าน เนตรนภิส เริ่มต้นทำร้านนี้ร่วมกับ ปีติ กุลศิโรรัตน์ คู่ชีวิตของเขาและเพื่อนฝูงอีกจำนวนหนึ่งในฐานะหุ้นส่วน ช่วย ๆ กันดูแล ก่อนที่โลกแห่งความเป็นจริงจะเรียกร้องใครหลายคนให้กลับไปทุ่มเทกับการทำงาน จนในที่สุด จึงเหลือแต่ ปีติ และ เนตรนภิส ที่ต้องเข้ามาดูแลร้านอย่างเต็มตัว นับจนถึงวันนี้ก็ร่วมสามทศวรรษเข้าไปแล้ว

ท่ามกลางสายลมจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่หอบเอาการเปลี่ยนแปลงมาสู่ทุกชีวิตบนถนนพระอาทิตย์  เส้นทางชีวิตของ เฮมล็อค ก็ไม่อาจขัดขืนกระแสลมนั้น จากการเป็นร้านยอดนิยม วันหนึ่งก็เลือนหายไปในการรับรู้ของผู้คน

แต่ไม่ได้หมายความว่า เฮมล็อค ไม่มีอยู่

ร้านอาหารแห่งนี้ยังคงเปิดบริการอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา เผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงนานาสารพัน แต่น้ำพักน้ำแรงและน้ำเหงื่อ (หรือแม้แต่น้ำตา- อาจจะ) ของ เนตรนภิส ก็ยังรดรินให้กิจการของ เฮมล็อค ออกดอกออกผลมาจนทุกวันนี้…และยังเบ่งบานในวันต่อ ๆ ไป

นี่คือบทสัมภาษณ์อันว่าด้วยการทำงานอันผ่านเวลากว่า 25 ปี ของ เนตรนภิส งานที่เกิดจากความรักเป็นพื้นฐาน ซึ่งสรุปสั้น ๆ ได้ว่า เพราะรัก เฮมล็อค เธอจึงยังทำงานอยู่

ปีนี้ เฮมล็อค มีอายุครบ 25 ปี แล้วใช่ไหม

ใช่ ครบไปเมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา เราเปิดร้านหลังวันสงกรานต์วันหนึ่ง คือเปิดในวันที่ 14 เมษายน 2537 ซึ่งถือเป็นวันครอบครัว พี่ตู๋ (ปีติ กุลศิโรรัตน์) แฟนเราซึ่งเป็นคนริเริ่มทำร้านนี้ เขาตั้งใจจะเปิดร้านให้ตรงกับวันครอบครัว

ก่อนจะมาเปิดร้าน คุณทำอะไรมาก่อน

ตอนนั้นเราทำงานประจำ เป็นนักข่าวอยู่ที่สำนักข่าว INN เราทำข่าวมาตั้งแต่เรียนจบ เราจบนิติศาสตร์ จากธรรมศาสตร์ พอเรียนจบก็ไปทำข่าวช่อง 3  ประมาณช่วงก่อนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ  ช่วงก่อนปี 2535 สมัยรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย (ชุณหะวัณ) เราไปเป็นนักข่าวการเมือง  ช่วงนั้นยังไม่มีการรายงาน เราแค่ทำข่าว เขียนข่าว ส่งเทป แล้วก็ตัดต่อ

เรียนกฎหมายทำไมไปเป็นนักข่าว

โอ๊ย เด็กนิติฯ รัฐศาสตร์ นี่ออกมาทำงานข่าวกันเยอะแยะ เราเรียนนิติศาสตร์เพราะว่าที่บ้านอยากให้เป็นนักกฎหมาย แต่ว่าพอเข้าไปเรียนแล้ว พูดตรง ๆ ว่าในยุคนั้นการเรียนการสอนมันไม่สนุก หนักไปทางท่องจำ มันไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้สอน เรียนห้องใหญ่คนเป็นร้อย   

แล้วแฟนคุณล่ะ

แฟนเราจบคณะบัญชีฯ ที่ธรรมศาสตร์เหมือนกัน ก็เจอกันที่ธรรมศาสตร์นั่นแหละ เจอกันในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย เราชอบทำกิจกรรม เป็นนักกิจกรรมมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แต่แฟนเราแก่กว่าเรา 3 ปีนะ ตอนเราเข้าปี 1 พี่ตู๋ แฟนเราเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วตอนนั้นเข้าไปเป็นสตาฟฟ์ พอพี่ตู๋เรียนจบเขาก็ไปต่อปริญญาโทที่จุฬาฯ เอกปรัชญาฯ  หลังจากนั้นก็ไปรับงานบางโปรเจกต์กับองค์กรพัฒนาเอกชนหลาย ๆ แห่งอยู่พักหนึ่ง  คือทำเป็นฟรีแลนซ์เป็นหลัก ไม่ได้เป็นคนทำงานประจำ  ยกเว้นที่องค์กรฝึกอบรมเยาวชนชื่อวายที  และที่สื่อสร้างสรรค์อยู่อีกพักหนึ่ง  แทนที่อภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ที่ลาออกมาเพราะได้เป็น ส.ส.

ในขณะที่เราก็เป็นนักข่าวอยู่ช่องสาม

ใช่ แต่เราออกจากช่องสามหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประมาณ 35 – 36 มั้ง แล้วย้ายมาอยู่สำนักข่าว INN จนปี 2537 ก็มาดูแลร้านแบบเต็มตัว

จุดเริ่มต้นของ เฮมล็อค เกิดขึ้นได้ยังไง

เพราะว่าเรามีกลุ่มเพื่อน ๆ เยอะไง พวกที่ทำกิจกรรมที่ธรรมศาสตร์นั่นแหละ แล้วตอนนั้นก็คิดกันว่าเราอยากหาที่นั่งคุยกัน แล้วก็อยากทำอะไรที่มันเป็นมากกว่าร้านอาหาร และไม่ใช่ร้านเหล้าด้วย เราไม่ใช่สายดื่มอะไรขนาดเมามายแบบนั้น เราแค่อยากทำร้านที่มันเหมือนที่เอาไว้พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกัน เพราะเราโตมากับการทำกิจกรรม เราคุยกันเยอะ เวลาเราจะเคลื่อนไหวอะไร ทำแคมเปญรณรงค์อะไร เราต้องเสวนา สัมมนากันตลอด คุยกันเยอะมาก ก็เลยอยากมีที่นั่งคุยกันจริง ๆ จัง ๆ บ้าง แล้วก็เป็นร้านที่ให้กับคนอื่น ๆ ทั่วไปมาใช้บริการได้ด้วย  คือพี่ตู๋เขาใช้คำว่าอยากให้ร้านเป็น ‘Culture Club’ แบบนั้นเลย ก็เลยหุ้นกันกับเพื่อน ๆ น่าจะ 10 กว่าคน แต่มีพี่ตู๋เป็นหลัก

คือในยุคเกือบสามสิบปีที่แล้ว การทำร้านอาหารให้เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่คือถ้าไม่เป็นร้านอาหารตามสั่ง ก็เป็นสวนอาหารใหญ่ ๆ หรือไม่ก็ร้านเหล้า ผับ เธคไปเลย  

ใช่ มันแทบไม่มีร้านที่เป็นแกลเลอรีได้ด้วย แสดงดนตรีสดวงเล็ก ๆ ได้ เล่นละครเวที เสวนา อะไรก็ได้ ซึ่งตอนนั้นเราคิดไว้ค่อนข้างเยอะนะ แต่ร้านมันเล็กไง (หัวเราะ)

ได้ตึกที่ถนนพระอาทิตย์นี้มาได้ยังไง

เซ้งมา ก็คือว่าเซ้งต่อมาเรื่อย ๆ ราคาก็ขึ้นมาเรื่อย ๆ (หัวเราะ) เพราะว่ามันนานแล้วไง ก็ได้มาโดยบังเอิญ ได้คุยกับผู้เซ้งเก่าที่กำลังอยากจะออก แกเป็นแม่ค้าขายอาหารในโรงอาหารใหญ่ที่ เศรษฐศาสตร์ มธ.            

ทำไมถึงเลือกที่นี่

เรามันเด็กธรรมศาสตร์ใช่ไหม เรียนจบแล้วเราก็ยังวนเวียนกันอยู่แถว ๆ นี้ พี่ตู๋เองไปเรียนโทที่จุฬาฯ และทำงานวายที (Youth Training) ซึ่งก็ตั้งอยู่บนถนนเส้นนี้  ก็เลยวนเวียนอยู่แถวนี้ แล้วก็ผูกพัน ตอนนั้นบรรยากาศของถนนนี้ เงียบสงบ  คลาสสิคมาก เหมือนเชียงใหม่

นอกจากจะเป็นร้านอาหารแรกบนถนนพระอาทิตย์ เฮมล็อค ยังโดดเด่นเรื่องการออกแบบตกแต่ง ไอเดียของการออกแบบร้านมันมายังไง

(หัวเราะ) อาจจะต้องไปถามพี่ตู๋ เพราะเรื่องคอนเซปต์ไอเดียทั้งหมดเนี่ย พี่ตู๋คิดทั้งนั้น เขาทำเอง คิดเองหมดนั่นแหละ คือเขาเป็นคนที่มีสุนทรียะอยู่พอสมควร ชอบศิลปะอะไรประมาณนี้แหละ   แต่เขาเคยพูดอยู่บ่อย ๆ ว่ามันเป็นโพสต์ โมเดิร์น แบบกรีกหรือเมดิเตอร์เรนียนร่วมสมัย  คือ เก่าบวกใหม่ และตะวันออกพบตะวันตก

ทำไมถึงตั้งชื่อว่า Hemlock

อันนี้ก็มาจากพี่ตู๋อีกนั่นแหละ เขาอยากตั้งชื่อแสบ ๆ และเกี่ยวกับปรัชญา ‘Hemlock’ มันเป็นชื่อพืชชนิดหนึ่งซึ่งกรีกโบราณใช้เป็นสมุนไพรก็ได้ เป็นยาพิษก็ได้ มันเป็นยาพิษที่โสกราตีสดื่ม หลังจากถูกศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต โสกราตีส มักจะไปคุยกับเด็กหนุ่มในกรุงเอเธนส์ ว่าความดีคืออะไร ความถูกต้องคืออะไร ความยุติธรรมคืออะไร ก็โดนทางการนั่นแหละจับขังคุกแล้วก็ลงโทษประหารชีวิตหากไม่ยอมรับผิดทรยศอุดมการณ์ตัวเอง โสกราตีสก็เลือกดื่มเฮมล็อคจบชีวิตตัวเอง พี่ตู๋ เขาก็เอาชื่อนี้มาใช้ เพราะต้องการสดุดี โสกราตีส  แต่ก็มีความหมายส่วนตัวที่ลึกกว่านั้นด้วย

ร้านเปิดปี 37 แต่ปีนั้นคุณยังทำงานอยู่ที่ INN

สุดท้ายเราก็ลาออกมา จำเดือนไม่ได้ แต่ออกปีแรกของ เฮมล็อค นี่แหละ เปิดเมษาฯ แล้วก็จัดการกันอยู่ประมาณ…น่าจะ 5-6 เดือน แล้วมันไม่มีคนดูแลเป็นเรื่องเป็นราว เพราะช่วงนั้นมันพีคมาก คนมันเยอะทุกวัน แล้วมันไม่มีคนมาดูแลเต็มที่ พอมาทำได้สักพักหนึ่งเนี่ย หุ้นส่วนเราออกไปหลายคน คือออกไปด้วยเรื่องส่วนตัว ต้องไปทำโน่นทำนี่  ไม่มีเวลาดู มีขัดแย้งกันบ้าง  ก็ถอนออกกันไปฉันท์มิตร  จนในที่สุดเหลือเรากับพี่ตู๋และหุ้นส่วนบางคน นั่นแหละเราถึงได้ลาออก แล้วก็ทำเต็มตัวเลย ก็ปี 37 นั่นแหละ

ทำไมมันถึงพีค

มันพีคคือเฮมล็อคมันเป็นเทรนด์ แต่ไม่ใช่เทรนด์ถนนพระอาทิตย์นะ คือตอนนั้นถนนพระอาทิตย์ไม่มีร้านเลย เราก็เลยโดดเด่นมาก แล้วตอนนั้นกรุงเทพฯ มันไม่มีร้านแบบนี้ ร้านที่ออกแบบเป็นโพสต์ โมเดิร์น  มีกิจกรรมทางวัฒนธรรม มีอาหารไทย  อาหารไทยโบราณด้วย มีแกลเลอรี มีดนตรีคลาสสิกมาเล่นเป็นบางครั้ง มีละคร มีที่เสวนา มีที่เปิดตัวหนังสือ มีกลุ่มนักเขียนมานั่งคุยกันบ้าง เหมือนกับเป็นที่ปัญญาชนและศิลปินมากัน ในช่วงนั้นคนก็เลยเยอะ เป็น talk of the town

หลังจากนั้นก็มีร้านอาหารบนถนนพระอาทิตย์ตามมาอีกมากมาย

ใช่ เราเป็นร้านแรกบนถนนนี้เลย หลังจากนั้นก็มีร้านเต็มไปหมด และสุดท้ายถนนพระอาทิตย์มันก็กลายเป็นเทรนด์ เป็นที่ที่ฮิต

ทำไมถึงอยากขายอาหารไทยโบราณ

คือเราอยากอนุรักษ์อาหารไทย เราเป็นคนชอบกินอาหารอร่อย เราก็อยากให้คนกินอาหารอร่อย อาหารไทยที่อร่อย เราก็ต้องมีทุกตัว แกงเขียวหวาน ทอดมัน แต่ว่าเราอยากเสริมอาหารไทยที่เราอยากอนุรักษ์ไว้ พวกสร่ง ล่าเตียง เมี่ยง แกงนพเก้า ยำทวาย ยำเขมรฯ  อาหารพวกนี้เป็นอาหารที่เราอยากให้คนรุ่นใหม่รู้จัก ซึ่งตอนนั้นพูดตรง ๆ เรายังไม่ได้มองไปถึงฝรั่ง ช่วงนั้นยังไม่ค่อยมีฝรั่งมาก เราอยากให้คนไทยรุ่นใหม่ ๆ นี่แหละได้กิน

กำลังจะถามเลยว่าช่วงแรกลูกค้าคือใคร

เด็กธรรมศาสตร์ เยอะ เยอะมากที่สุด (หัวเราะ) ช่วงปีแรก ๆ ไม่ได้เป็นความตั้งใจของเรา แต่คงเป็นเพราะว่าร้านอยู่ใกล้ ช่วงนั้นเขายังไม่ได้ย้ายไปเรียนที่รังสิตกัน เขาก็จะมากันเต็มร้านไปหมด ช่วงเย็น ๆ ก็มีเด็กศิลปากรเพิ่มมา พวกคนรุ่นใหม่ เป็นพวกคนชนชั้นกลางถึงสูงมั้ง ที่อยากหาอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ อะไรอย่างนี้ แต่อย่างที่บอกว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของเราตอนนั้นคือ เพื่อน และปัญญาชน ศิลปิน

เคยขายได้พีคที่สุดเท่าไหร่

พูดตรง ๆ คือเงินมันก็ไม่ได้สูงมากหรอก เพราะว่าสมัยนั้น ข้อไก่ทอดนี่จานละ 40 บาทเองนะ ตอนนี้ 130 แล้ว แสงโสมแบนละไม่ถึงร้อยมั้ง ยุคนั้นมันไม่ได้เยอะมากหรอก ในขณะที่เราก็ต้องจ้างพนักงาน คือยุคแรก ๆ เรามีพนักงานในครัวตั้ง 5 คน แล้วข้างนอกนี่มีเด็กเสิร์ฟอีกประมาณ 3-4 คน ซึ่งเยอะมาก แต่ตอนนี้ข้างนอกไม่มีเด็กเสิร์ฟแล้ว มีในครัวแค่ 2 (หัวเราะ) รายได้ลดลงแต่ต้นทุนก็ลดลงมาก  ก็ไม่ได้ถือว่ากำไรหรือขายได้มากมายอะไร

แต่ยุคนั้นก็ถือเป็นช่วงพีคที่สุดของร้านหรือเปล่า

ใช่ ๆ แต่ช่วงนั้นอะไรที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมเราก็คิดว่าทุกอย่างมันพีคหมด ไม่ใช่แค่ เฮมล็อค ช่วงนั้นมี เบเกอรี มิวสิก ใช่ไหม มีเพลงอัลเทอร์เนทีฟ มีหนังนอกกระแส มีเทรนด์หนังสือทำมือเกิดขึ้น

แล้วก็มีเทรนด์ของถนนพระอาทิตย์ ที่กลายเป็นแหล่งฮิตของวัยรุ่น

ใช่ นี่ก็พี่ตู๋แฟนเรามีส่วนอีกนั่นแหละ

ยังไง

คือที่พี่ตู๋เริ่มทำ เฮมล็อค เนี่ย เขาไม่ได้คิดจะทำแค่ร้านอาหารนะ แต่เขาอยากทำให้ถนนพระอาทิตย์มันเป็นคอมมิวนิตี้อะไรสักอย่างด้วยไง คือพวกเราเป็นคนนอก เราไม่ได้อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่แรก  ถึงแม้เราจะวนเวียนอยู่แถวธรรมศาสตร์ก็ตาม แต่เราก็ยังเป็นคนนอก ทีนี้เราก็มาใช้พื้นที่ตรงนี้เราก็อยากจะทำให้ตรงนี้มันเป็น…เป็นอะไรดีล่ะ…คือเรามองเห็นศักยภาพของชุมชนบางลำพูว่าที่นี่มีความเป็นมา มีเรื่องราว มีผู้คนอยู่ไง เราก็อยากช่วยชาวโลกให้ได้รู้จักชุมชนบางลำพู เพราะว่าตอนนั้นฝรั่งก็เริ่มเข้ามาที่ถนนข้าวสารมากขึ้น พี่ตู๋ก็ไปร่วมกับร้านเก่าแก่ก็คือร้านครัวนพรัตน์ ของป้านิด อรศรี (ศิลปี) และอาจารย์มหาวิทยาลัยอีกจำนวนหนึ่งทำเป็นประชาคมบางลำพู เริ่มต้นจากทำงานปิดถนนพระอาทิตย์ให้กลายเป็นอีเวนต์ทางศิลปวัฒนธรรม ก็ประสบความสำเร็จ บูมมาก ถ้าจำไม่ผิดการปิดถนนพระอาทิตย์ครั้งนั้น คือการปิดถนน ทำเป็นถนนคนเดินครั้งแรกของประเทศเลยนะ ก่อนทุกที่เลย

จำได้ ปิดถนนให้กลายเป็นถนนศิลปวัฒนธรรม หลังจากนั้นก็มีตามมาอีกหลายที่

ใช่ แต่สุดท้ายมันก็เป็นงานที่แบบ…ขายอาหาร ขายเสื้อผ้า เหมือน ๆ กันหมด

แต่ที่พระอาทิตย์ในตอนนั้นไม่ใช่เหรอ

คอนเซปต์ของเราคือ ‘Street Creator’ คืองานที่มีกิจกรรม มีการละเล่น มีการเอาของดีของชุมชนมาอวดให้คนภายนอกรู้จัก มีคนมาวาดรูป มีคนมาเล่นละคร มีการละเล่นหลากหลาย ไม่ใช่มาซื้อของกินเป็นหลัก นี่คือคอนเซปต์ของงานปิดถนนพระอาทิตย์ที่เราทำในตอนนั้น แต่ก็น่าจะทำอยู่ 2-3 ครั้งนะ ครั้งแรกบูมสุด  แล้วพอหลัง ๆ มันเริ่มไม่เวิร์คแล้ว เพราะว่าทุกอย่างเปลี่ยน หน่วยงานที่มาร่วมด้วยก็มองไม่เห็นเรื่องพวกนี้ มองไม่เห็นเรื่องที่เราเห็น เขามองว่าการปิดถนนของเขาคือเอาราวเสื้อผ้ามาตั้ง เอาอาหารมา ของดีที่โน่นที่นี่มา ซึ่งมันไม่ใช่ไง

นอกจากนั้นเราก็ทำงานเทศกาลละคร เทศกาลละครกรุงเทพนี่มันเริ่มมาจากเทศกาลละครบางลำพูเลย ก็พี่ตู๋อีกแหละ เล่นที่ เฮมล็อค ห้องแค่นี้นี่แหละ อย่างที่บอกตอนนั้นเราอยากให้ที่นี่เป็น Culture club นอกจากมีเพลง มีการพูดคุยเสวนา ห้องข้างบนก็ทำเป็นเวทีละครเล็ก ๆ ก็ได้ เป็นเวทีคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ก็ได้ แต่ด้วยความที่ร้านเรามันเล็กแค่นี้ จริง ๆ แล้วถ้ามันใหญ่กว่านี้มันจะดีกว่านี้ พี่ตู๋เขาก็เลยไปคุยกับกลุ่มละคร ตอนนั้นก็มีกลุ่มมะขามป้อมมาช่วย

แล้วตอนนั้น สมัยนั้นร้านเหล้าบนถนนพระอาทิตย์เนี่ยจะสนิทกันมาก มีร้านเล็ก ๆ ที่อยู่เรียง ๆ กันไป มีบาร์ บาหลี มีซานตาน่า มีอินดี้ ที่สนิท ๆ กัน ก็จะให้ร้านแถวนี้เปิดให้กลุ่มละครมาใช้พื้นที่ในร้าน ให้เป็นที่แสดงละคร แล้วเราก็โปรโมตไปว่า ปีนี้มีร้านไหนบ้างเข้าร่วม แล้วก็จะมีที่สวนสันติฯ มีการเข้าไปเล่นใน UNICEF มีเข้าไปเล่นข้างในพุทธสมาคม ตอนนั้นทุกคนให้ความร่วมมือหมด ก็เป็นสิ่งที่ดี

ดูเหมือนช่วงแรก ที่กระแสถนนพระอาทิตย์คึกคัก เป็นศูนย์กลางของศิลปะวัฒนธรรมในกรุงเทพฯ  มีนักคิด นักเขียน บรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ ต่าง ๆ  ใครต่อใครก็มาแฮงก์เอาต์ที่นี่ โดยเฉพาะที่ เฮมล็อค

มันก็มี  ก็ค่อนข้างเยอะ ทุกคนก็รู้จักกัน  ก็มีคอนเน็กชั่นที่เรารู้จักพี่ ๆ เขาด้วย มีกลุ่มเพื่อนนักเขียน ศิลปินนักข่าว คณาจารย์ ทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นน้อง รุ่นใกล้เคียงกัน

ช่วงนั้นคือถ้ามาพระอาทิตย์ก็จะต้องเจอใครสักคนบ้าง

เยอะ ใครจะเปิดตัวหนังสือก็มาใช้ที่นี่จัดงานเปิดตัว

แล้วกระแสมันซาลงไปตอนไหน ตอนเหตุการณ์การเมืองปี 49 เรื่อยมาหรือเปล่า เพราะถนนพระอาทิตย์ก็กลายเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงไป

ใช่ ๆ มันก็มีการปิดถนนด้วย ปิดไม่ให้คนเข้าด้วย

ถ้าจำไม่ผิด เหมือนมีข่าวการวางระเบิดอะไรแถว ๆ นี้ด้วย ร้านได้รับผลกระทบไหม

ก็มีบ้าง แต่มันก็ไม่ถึงขนาดรุนแรงมาก คือไม่ได้ปิดไปเลย ตอนนั้นทางการเขาก็ยังมีงานอะไรต่าง ๆ จัดอยู่ด้วย ก็มีความเคลื่อนไหวอยู่

ช่วงนั้นลูกค้าน้อยลงไหม

เราว่าลูกค้าน้อยไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องระเบิดอะไรหรอก ลูกค้าน้อยน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า อาจจะเรื่องการเมืองตอนนั้นด้วย ทำให้บรรยากาศมันซึม ๆ คนก็ไม่อยากพูดคุยกันเยอะ เดี๋ยวทะเลาะกัน

คนรอบตัวเรานี่มีทั้งเหลือง ทั้งแดงเลยใช่ไหม

โอ้โห  รอบตัวเรานี่หลากหลายมาก (หัวเราะ) มีเยอะ มีทุกสี เขาก็มีคุยกันบ้าง ไม่คุยกันบ้าง เลิกคุยกันไปบ้าง แยกกันไปบ้าง (หัวเราะ) มีทั้งกลุ่มที่แบบว่าเจอกันแล้วก็อาจจะคุยกันน้อยลง แต่เราก็ยังมองว่าเรื่องพวกนี้มันน่าจะมีเหตุผลจากเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลักมากกว่า รองลงมาก็เป็นเรื่องการขยับขยายของคน เพราะช่วงนั้น เฮมล็อค มันก็เปิดมาสิบปีแล้วนะ ลูกค้ายุคแรกเขาก็เริ่มขยับขยาย มันก็ต้องไปนั่งกินนั่งดื่มที่อื่นบ้าง เป็นลักษณะนั้นมากกว่า

ช่วงนั้นเคยมีลูกค้านั่งทะเลาะกันในนี้บ้างไหม

มีบ้างแต่ว่าไม่เยอะ  ไม่ถึงขั้นชกต่อยกัน อาจจะแค่เหม็น ๆ หน้ากันบ้าง ก็มีนะ

รู้สึกอย่างไร วันหนึ่งเหตุการณ์บ้านเมืองมันก็ดำเนินไปถึงจุดที่แตกกันไปเป็นเหลือง เป็นแดง แล้วก็…เป็นเพื่อน ๆ กันทั้งนั้น เคยกินเคยดื่มร่วมกันมา

เราเองก็รู้สึกเศร้าเหมือนกันนะ เราก็เจอกับตัวเองเหมือนกัน มีทั้งกับลูกค้า กับเพื่อนที่แบบว่า…พอสักพักหนึ่งก็ไม่อยากคุยกับเรา ก็มีเหมือนกัน ซึ่งเราก็ไม่ได้กังวลอะไร เราก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคล เราจะคิดเห็นอะไรก็เรื่องของเรา  คือเราไม่ได้ไปโน้มน้าวอะไรเขา เชื่อไม่เหมือนกันก็ไม่เป็นไร คุณอยากคิดอะไรยังไงก็ได้

แต่เรากับพี่ตู๋น่ะ เราเติบโตมากับการทำกิจกรรม เราโตมากับการพูดคุยถกเถียง เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรก็คุยกัน เถียงกันด้วยเหตุด้วยผล แต่พอเสร็จแล้วก็ยังเป็นเพื่อนกัน  ไปเที่ยวกัน ไปกินเหล้าด้วยกันได้ แต่ถ้าเรื่องความคิดเห็นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เหตุการณ์ในช่วงนั้นมันไม่ใช่ไง มันถึงขนาดที่ว่าเรื่องการเมืองนี่เราคุยกันไม่ได้แล้ว ให้อภัยกันไม่ได้แล้ว ทำความเข้าใจกันไม่ได้แล้ว ทั้งเรากับลูกค้า ลูกค้ากับลูกค้าเอง ก็เยอะ

เราว่าโซเชียล มีเดีย นี่มีส่วนนะ คนคุยกันในเฟซบุคได้ไง คือไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากันแล้วเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องเจอกันก็ได้ ไม่ต้องมาหาร้านนั่งกินเหล้าเพื่อถกเถียงกันก็ได้

เคยต้องปิดร้านเพราะเหตุการณ์การเมืองไหม

เคยสิ ก็ตอนที่ยิงกันสนั่นตอนปี 53 นั่นแหละ ตอนนั้นฝรั่งยังนั่งกินอยู่ในร้านเลยนะ แล้วก็เสียงดังปัง ๆ ๆเพราะว่าที่นี่มันใกล้ราชดำเนินมาก แล้วเราก็เป็นห่วงความปลอดภัยของพนักงานด้วย  ถนนหนทางก็เงียบหมด ก็เลยต้องปิดก่อนแล้วล่ะ ก็บอกลูกค้า บอกฝรั่งว่าต้องปิดแล้ว เพราะมันเกิดจลาจลใกล้ ๆ นี่เลย ต้องกลับบ้านแล้ว

ตอนนั้นนึกว่าร้านปิดไปแล้ว

ยังเปิดอยู่ เราจำได้ว่าวันนั้นเราเดินผ่านบางลำพูมา แล้วก็ได้ยินแม่ค้าเขาเริ่มเก็บของกัน เราก็งง ๆ ได้ยินเขาคุยกันเหมือนกับว่า เขาจะลุยกันนะ แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เดินมาถึงร้าน ขาย ๆ จนถึงประมาณหัวค่ำ จนได้ยินเสียงปืน

ยอดขายเราน้อยลงไหม

คือจริง ๆ แล้วในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี 49 มาเนี่ย ทุกอย่างมันตกอยู่แล้วแหละ ไม่ได้เหมือนช่วง 10 ปีแรก ตั้งแต่รัฐประหาร ทุกอย่างมันไม่นิ่งเลย ไม่มีอะไรนิ่งเลย เราก็อยู่แบบ Survived มา อยู่ด้วยกันกับร้านแถว ๆ นี้ ก็อยู่ด้วยกันมาได้

ไม่คิดจะเลิกเหรอ เจอพิษเศรษฐกิจ เจอพิษการเมืองขนาดนี้

เลิกก็ไม่รู้จะไปทำอะไร (หัวเราะ)  คือจะให้เราไปทำอะไร เราอายุขนาดนี้แล้ว ปีนี้ 53 แล้ว เราทำร้านมาตั้งแต่อายุ 27-28 คือถ้าจบจากนี่ก็คือเกษียณแล้ว ไม่ทำอะไรแล้ว ก็อยู่ไป ก็ยังอยู่ได้นะ พูดตรง ๆ ก็มีท้อบ้าง เพราะว่าทุกที่ได้รับผลกระทบหมด  คนที่เขามีลูกจ้างหรือพนักงานเยอะกว่าเรา อาจจะหนักกว่า ของเรานี่ยังน้อย เราอยู่กันไม่เกิน 4-5 คน ยังมีกำลัง เรายังพอไหว แล้วส่วนตัวก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไร ไม่ได้มีภาระอะไรมากมาย เราอยู่กันมาด้วยความรักร้านด้วย เรารักร้านมาก เราบอกกับเจ้าของตึกเลยว่าเราจะอยู่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีแรงทำ เราคงทนไม่ได้ถ้าวันหนึ่งจะเลิกทำ แล้วทุกอย่างในนี้จะกลายเป็นอย่างอื่นไปแล้ว ไม่ใช่ เฮมล็อค เราคงไม่สามารถนั่งรถผ่านทางนี้ได้แล้ว

แต่ว่าสุดท้ายแล้วอะไร ๆ มันต้องเปลี่ยนไป

ใช่ แต่ว่าเราต้องหาทางลงก่อนไง ก่อนถึงตอนนั้น ซึ่งมันยังไม่ถึง

เคยคิดบ้างไหมว่าทางลงนั้นมันอาจจะเป็นแบบไหนได้บ้าง เช่นให้คนที่เข้าใจมาดูแลต่อ

มีเหมือนกัน มีรุ่นน้องที่เป็นลูกค้าร้าน ตั้งแต่สมัยแรก ก็เคยบอกว่าถ้าพี่ไม่ทำพี่บอกนะ อะไรประมาณอย่างนี้ มีเหมือนกัน คนที่อยากจะมาทำน่ะ แต่ก็อย่างที่บอกว่าเราก็ยังได้อยู่ ยิ่งช่วงนี้ ยุโรปมาจากไหนก็ไม่รู้ ค่อนข้างเยอะ (หัวเราะ)  แต่ว่ามันก็มีช่วงคนที่หายไปเลยเหมือนกันนะ อย่างเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงเมษาฯ บ้านเรามันจะโลว์มากกว่าไฮแล้วเดี๋ยวนี้ คือเมื่อก่อน ไฮซีซั่นหกเดือน โลว์หกเดือน นี่ไม่ใช่แล้วนะ เดี๋ยวนี้ไฮอยู่แค่ประมาณไม่ถึงสามเดือนด้วยซ้ำ คือช่วงพีคของฤดูท่องเที่ยวมันน้อยมาก แต่ช่วงโลว์นี่มันจะยาวขึ้น มิถุนาฯ ที่ผ่านมานี่ถนนพระอาทิตย์เงียบมาก ถ้ามาเดินช่วง 4-5 ทุ่มเนี่ย มันจะนิ่งมาก เหงา ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ร้านเหล้าที่มีลักษณะแบบมีหนุ่มสาวมากินเหล้าเนี่ยมันก็น้อยลง เพราะว่าร้านพวกนี้สู้ค่าเช่าไม่ไหว

แล้ววัฒนธรรมของหนุ่มสาวสมัยนี้มันก็เปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมแล้ว เราผ่านช่วงที่สูงสุดมาแล้ว สู่ช่วงที่ต้องปรับตัว ตอนปรับตัวนี่รู้สึกยังไง

มันก็ปรับมาเรื่อย ๆ ลูกค้าก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อย่างที่บอกว่าจากเดิมที่อาจจะเป็นแนวเฮฮาปาร์ตี้ ตอนนี้ก็อาจจะเป็นร้านที่คนมานั่งกินข้าว มีครอบครัว มีหนุ่มสาวมากินบ้าง

คือถ้าเป็นลูกค้าขาประจำรุ่นแรกนี่ บางคนมีลูกไปแล้ว

อาจจะเป็นลักษณะนั้น เราก็ดูแลกันไป แต่ว่าเราก็ยังไม่ทิ้งความเป็น เฮมล็อค ที่อยากจะให้อะไรดี ๆ เช่น ยังมีแกลเลอรีอยู่ ยังคิดเรื่องดนตรีคลาสสิกอยู่ตลอด

ยังเก็บเปียโนตรงนี้ไว้อยู่

ยังเปิดโอกาสให้คนมาเล่น ยังอยากจะมีมินิคอนเสิร์ตอยู่ แล้วก็ ยังปรับปรุงเมนูอยู่เรื่อย ๆ

แสดงว่าแพสชั่น ในการทำร้านยังมีอยู่ ต่อให้มันไม่บูมเหมือนแต่ก่อน

โอ้โห มีเยอะ (หัวเราะ) เพราะว่าเราเป็นคนชอบเรื่องนี้ด้วย ชอบเรื่องอาหารอยู่แล้ว ชอบคิดจะทำเมนูอะไรแปลก ๆ  แต่ไม่ถึงขนาดฟิวชั่นแบบนั้นนะ แค่อยากให้คนได้กินอะไรอร่อย ๆ บรรยากาศดี ๆ เพลงเพราะ ๆ อยากให้ร้านนั่งสบาย ๆ นั่งฟังเพลงไป อะไรอย่างนี้ ให้มันรีแลกซ์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ร้านที่มัน stand alone อย่างนี้มันหายาก ถ้าคุณไม่มีคอนเนกชั่น หรือพอจะมีชื่อเสียงที่สะสมมา หรือว่าพอจะมีเพื่อนฝูง มิตรสหาย มันอยู่ได้ค่อนข้างยาก เพราะว่าเดี๋ยวนี้ร้านอาหารในห้างมันเยอะ

เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ก็ไม่ได้มากินอะไรแบบนี้ เขาก็ไปกินบุฟเฟ่ต์ ไปกินปิ้งย่าง ชาบู ไปตระเวนหาบาร์ลับ มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น

ใช่ การรับเอาสุนทรีย์ของบรรยากาศรอบตัวมันน้อยลงไป

ว่าจะถามตั้งนานแล้ว ต้นไม้ในร้านนี่เปลี่ยนบ่อยไหม

เปลี่ยนอยู่เรื่อย ๆ กลางร้านใหญ่ ๆ นี่ต้น จันผา เป็นคอนเซปต์สวนในร้าน จันผาเป็นต้นที่พี่ตู๋เขาเลือกมาเกือบจะเป็น symbolic ของร้านเลย ต้นแรกจะสวยมาก รูปยังมีอยู่เลยมั้ง ก็ใช้จันผามาตลอด มันต้องเปลี่ยนนะเพราะว่ามันเป็นไม้ที่อยู่กับแดด อันนี้มันไม่ได้ มันอยู่ในร่ม มันต้องอยู่กับแดด เราถึงต้องเปลี่ยนไง พอถึงสักพักใบมันจะลู่ลงมาแล้ว เอาไปเปลี่ยนที่บ้าน ต้นที่อยู่นานที่สุดคืออยู่มาหนึ่งปี งงมาก เขาเก่งมาก

จำได้ว่าเมื่อก่อนมันมีอ่างน้ำตรงกลางด้วย

อ่างเล็ก ๆ เนี่ยก็เกือบจะเป็นสัญลักษณ์ของ เฮมล็อค อันหนึ่ง เราไม่เคยเปลี่ยนอะไรเลยนอกจากผ้าปูโต๊ะ แต่สีผ้าปูโต๊ะนี่ก็ไม่เคยเปลี่ยน (หัวเราะ) สีเดิมตลอด โต๊ะก็ไม่ได้เปลี่ยน โต๊ะนี่อันเดิมเลย มันแข็งแรงมาก โต๊ะสั่งทำ เก้าอี้ส่วนใหญ่ก็อันเดิม

คิดครั้งเดียวแพตเทิร์นเดียว ทุกอย่างใช้มา 25 ปีเลย

ใช่ อันนี้พี่ตู๋คิดทั้งหมด มีคนเคยถามว่า  ทำไมยูไม่เอาสวนออก แล้วตั้งโต๊ะได้มากขึ้น แต่ถ้าทำแบบนั้น มันจะเป็น เฮมล็อค เหรอ มันไม่ใช่ ถ้าคุณคิดว่าจะเอาพื้นที่มาให้คนนั่งกันเป็นพรืดเหมือนโรงอาหาร มันไม่ได้

เคยคิดจะไปเปิดที่อื่นไหม

เมื่อก่อนเคยคิด ตอนทำ เฮมล็อค ปีแรก ๆ ก็เคยจะไปเปิดสาขาที่อื่นอยู่ แต่พูดตรง ๆ คือว่ามันเกินกำลังเรา เรามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เฮมล็อค มันไม่ใช่ร้านที่จะไปเปิดสาขาได้

ถ้า เฮมล็อค ไปเปิดที่อื่นซึ่งไม่ใช่ถนนพระอาทิตย์มันจะยังเป็น เฮมล็อค อยู่ไหม

เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทุกคนเวลามา ก็อยากจะมาหาเรา คาดหวังว่าจะได้เจอเรา ได้มาเจอ มาคุยกับเรา เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า ‘เนี่ย หนูมากินเบียร์ร้านพี่ได้เพราะว่ามีพี่อยู่’  เราก็เลยไม่รู้ไงว่าร้านที่ไม่มีเรามันจะเป็นยังไง

แปลว่าเราไม่เคยห่างร้านเลย

แต่ว่าตอนปี 58 เราขาหัก ไปเที่ยวน้ำตกแล้วลื่นล้ม ขาหัก กระดูกมันเคลื่อน ต้องอยู่บ้านหกเดือน ต้องเข้าเฝือก เราก็ไม่ได้อยู่ร้านนะ คิดถึงร้านมากเลย แต่ทุกคนก็แบบ…มาก็ไม่เจอ แต่แฟนเรา พี่ตู๋อยู่ไง ก็ดูแลไป

ถ้าพูดอย่างนี้ เดาว่ายังไม่คิดเลิกแน่นอน

ยังไม่คิดนะ

คุณมีลูกไหม

ไม่มี เราก็เลยไม่มีภาระอะไร ก็มี เฮมล็อค นี่แหละเป็นลูก อย่างที่บอกเรากับพี่ตู๋เป็นแฟนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน เราเปิดร้าน เฮมล็อค ปี 37 เราแต่งงานกันปี 41 ก็แต่งงานที่นี่เลย ใช้ร้านเป็นที่แต่งงานเลย วันนั้นเพื่อนมาเต็มร้าน มีเพื่อนนักดนตรีมาเล่นดนตรีให้ สนุกสนาน เป็นปาร์ตี้เล็ก ๆ

แล้วคือตอนที่คบกัน ก็อยากมีลูกนะ เรากับพี่ตู๋ก็อยากมีลูกทั้งคู่ แต่พอมีร้านขึ้นมาแล้วมันไม่สามารถไง คือถ้ามีลูกนี่ ทิ้งลูกก็ไม่ได้ ทิ้งร้านก็ไม่ได้ แล้วเห็นสังคมไทย 20 ปีมานี้ก็สงสารเด็ก ก็เลยกลายเป็นว่า เฮมล็อค ก็คือลูกของเราแล้ว ประคบประหงมกันมา 25 ปี

ก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว

เราอยู่ที่นี่มากกว่าอยู่ที่บ้าน อยู่ที่นี่มากกว่าอยู่ที่ไหน ๆ

เบื่อไหม

ไม่เบื่อเลย จะเบื่อก็เวลาที่มีพนักงานเข้า ๆ ออก ๆ สมัยก่อน คือพนักงานเสิร์ฟอยู่ไม่ทน อยู่สองเดือนออก พอสองเดือนสอนงานใหม่ เริ่มเป็นหน่อยก็ออก ตอนนี้เราเลยอยู่ร้านคนเดียว คือพูดตรง ๆ นะ ถ้าไม่ได้ลองทำเองก็จะไม่รู้ว่าเราสามารถอยู่ร้านคนเดียวได้  มีแค่แม่ครัว ไม่มีพนักงานเสิร์ฟแล้วก็มีแฟนมาช่วยเวลาที่มันยุ่งมาก ๆ

ปัดกวาดเช็ดถูเอง

ใช่ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยทำ เมื่อก่อนมาถึงร้านก็เด็กทำให้หมดแล้ว ทั้งแช่เบียร์ เช็ดแก้ว เช็ดจาน เช็ดช้อน ล้างห้องน้ำ ถูบ้าน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าทุกอย่างเราทำได้หมด แล้วก็มีความสุขในการทำ ซึ่งเมื่อก่อนรู้สึกว่าทำไมฉันต้องมาเหนื่อย  แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเมื่อก่อนปิดร้านดึกด้วย  เมื่อก่อนลูกค้าที่เป็นเพื่อนกัน อยู่กันตีสาม-ตีสี่นะ อยู่กันยันเช้า ไม่ใช่แค่เที่ยงคืน ตีหนึ่ง เกือบสิบปีนะที่ใช้ชีวิตแบบนั้น โอ้โห เหนื่อยมาก

ลูกค้าตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นใคร

ลูกค้าตอนนี้เกือบ 100% คือ 90%  เป็นฝรั่ง เป็นนักท่องเที่ยว คือเมื่อก่อนตอนเปิดใหม่ ๆ เฮมล็อค มันได้ลง Lonely planet เลยไง มันลง guide book ที่ดังที่สุดของโลก พอยุคหลังเนี่ย มันกลายเป็น TripAdviser มันไปอยู่ในสมาร์ตโฟน กลายเป็นว่าฝรั่งก็เดินตามพวกนี้มา ซึ่งอันนี้มันก็ทำให้ trend เปลี่ยน เพราะว่า TripAdviser เนี่ยมันจัด category ของร้านตามรีวิว จัด ranking ตามรีวิว ในขณะที่ เฮมล็อค มันโตมาก่อนที่จะมีพวกนี้นานเหมือนกัน แล้วมันมีอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งมันขาด น่าจะช่วงสัก 3 ปีที่ผ่านมา ช่วงที่มันขาดช่วงจากคนรุ่นใหม่ที่ใช้สมาร์ตโฟน มันจะมีช่วงหนึ่งที่เงียบไป คนไม่รู้จัก ต่อไม่ติด แต่ตอนนี้มันเริ่มมีคนเข้าไปใช้ google ใช้อะไรเข้าไป ร้านก็มาอยู่ในนั้น คนก็เริ่มติด

แล้วมีกิจกรรมอะไรต่าง ๆ อยู่ไหม

แกลเลอรีนี่ยังมีอยู่แน่นอน เพราะว่ายังมีศิลปินที่สนใจมาแสดงงานที่ร้านอยู่ คอนเซปต์เดิมก็คือ เฮมล็อค เป็นแกลเลอรีแรก ๆ ของประเทศเลยที่ให้คนมาติดรูปแบบไม่เสียเงิน ติดฟรี ทำแบบนี้มาตั้งแต่เปิดร้าน

แล้วพอขายได้ก็คิดเปอร์เซนต์

ไม่ได้คิดเลย ก็อย่างที่บอกว่าฟรีคือฟรีไง ไม่มีการคิดเปอร์เซนต์ใด ๆ

แล้วเราคัดเลือกงานยังไง

ก็มาคุยกัน คุยคอนเซปต์งาน ส่วนใหญ่ก็พี่ตู๋นี่แหละคุย แค่มันไม่ถึงขนาดว่าเลือดสาด นั่งกินข้าวอยู่จะมาดูรูปเลือดสาดหรือเป็นรูปน่าเกลียดน่ากลัวก็เกินไปหน่อย  พี่ตู๋เขาเป็นคนที่รักงานศิลปะ เขาเคยสอนศิลปากร เคยสอน ม.กรุงเทพ สอบสุนทรียศาสตร์นี่แหละ เขาก็ให้คุณค่ากับเรื่องพวกนี้มาก คืออยากให้คนอยู่กับงานศิลปะ เพราะว่าบ้านเรางานศิลปะมันห่างไกลเรามาก คุณต้องไปดูในหอศิลป์ ซึ่งปิดสามโมงครึ่งสี่โมง   สามโมงครึ่งคุณจะเลิกงานไปดูหอศิลป์ได้ไหม

ไม่ได้ แล้วดูงานในหอศิลป์มันเกร็ง ๆ

มันไม่มี mood ใช่ไหม อันนี้คุณดื่มไปด้วยคุณก็ดูไปด้วยได้ คุณก็เดินเล่น ฟังเพลงไป ก็เอางานศิลปะมาใกล้คน อันนี้ก็คือเป็นคอนเซปต์ของร้านเลย คือถ้ามันไปด้วยกันได้มันก็ติดได้ แล้วอย่างที่บอกว่าไม่ได้มีอะไร ไม่มีค่าใช้จ่าย

เขาต้องมาแขวนเอง

เขาต้องมาแขวนเอง เราไม่มีปัญญาแขวนให้ (หัวเราะ) เมื่อก่อนมีเด็กเสิร์ฟก็ให้มาช่วยได้ เราก็มีอุปกรณ์ มีบันไดให้

ถามจริง ๆ ได้พักบ้างไหม

ร้านเราปิดวันอาทิตย์มาโดยตลอด เป็นช่วงเวลาครอบครัว

ช่วงเทศกาลอะไรอย่างนี้ล่ะ

อ๋อ ปิด เฮมล็อค นอกจากปิดวันอาทิตย์ แล้วก็วันพระใหญ่เราก็ปิด ซึ่งปิดมาก่อนที่เขาจะห้ามด้วยนะ เมื่อก่อนเขาไม่ห้ามนะ เขาแค่ขอความร่วมมือ แต่ว่าเราปิดเลย เพราะอยากให้เด็กพัก เรามีความรู้สึกว่าเขาต้องการอยู่กับครอบครัวเขาบ้าง คือคุณจะใช้งานอะไรเขานักหนา วันพวกนี้มันเป็นวันที่ครอบครัวเขาจะได้อยู่ด้วยกันด้วย แล้วก็มีวันหยุดอีก สงกรานต์นี่เป็น annual holiday นะ คือจะหยุดยาว สองอาทิตย์เลย เพราะว่าเขาต้องไปต่างจังหวัด

ปีใหม่ล่ะปิดไหม

ปีใหม่ก็หยุด แต่หยุดไม่เท่าสงกรานต์ แต่ว่าปีใหม่จะเป็นช่วงเวลาที่งานหนักที่สุด คือเป็นช่วงพีค เป็นไฮซีซัน แล้วก็เป็นช่วงที่ฝรั่งเยอะมาก แล้วก็เป็นช่วงที่ร้านอาหารเขาเปิดกันทั้งนั้น  วันที่ 31, 1 เราจะเปิด แต่จะหยุดชดเชยหลังปีใหม่นิดหน่อย

สงสัยว่าทำงานกันทุกคืนทุกวันอย่างนี้ เวลาเราอยากไปเที่ยว อยากไปพักผ่อน ทำไง

สงกรานต์เท่านั้น ก็มีแต่เพื่อนชวนไปเนี่ย เพื่อนส่วนใหญ่เขาทำงานข้าราชการ ทำอะไร เขาก็มีวันหยุด ลาพักร้อนอะไรของเขา ซึ่งมันอาจจะเป็นช่วงปีใหม่ แต่ปีใหม่ฉันหยุดไม่ได้ มันเป็นช่วงขายของ เราก็เลยไม่เคยได้ไปไหนกับใคร เพราะมันไม่ตรงกับเขา ไม่ตรงกับชาวบ้าน อย่างสงกรานต์ หน้าร้อน อยากไปที่ ๆ แบบ เชียงใหม่ เชียงราย ที่เขาไปดูหมอกหนาวๆกัน เราก็หมดสิทธิ์ เพราะว่าหยุดได้แต่หน้าร้อน หยุดได้แต่สงกรานต์ เราไม่มีสิทธิ์ได้ไปเชียงรายเชียงใหม่ในช่วงธันวาคมเลย เพราะช่วงนั้นหยุดแค่วันสองวัน จะนั่งเครื่องบินไปมันก็ไม่ใช่ มันไม่สนุก ก็คือได้แค่ summer holiday เท่านั้น ลงใต้อย่างเดียว ไปชาร์ตแบตฯ ยาว ๆ

คำถามสุดท้าย เคยมีวันที่เหงาที่สุดตอนอยู่ร้านไหม

มี ๆ มีวันที่ไม่ได้เปิดบิลเลยก็มี ช่วงหลังน่ะ อาจจะเป็นช่วงที่หายไปด้วย แล้วก็เป็นช่วงที่…เหตุการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ

ไม่มีลูกค้ามาเลยเหรอ

ใช่ แต่มีแบบนั้นเป็นวัน ๆ ไป วันรุ่งขึ้นก็มากันเพียบเลย ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกว่า… อยากจะกรี๊ดออกมาเหมือนกันว่าทำไมวันที่ไม่มีคนเลย ก็ไม่มากัน แล้วทำไมอีกวันหนึ่งมาพร้อมกันหมด แล้วมันทำให้เราบริการไม่ทันไง เราเคยพูดกับฝรั่งว่า ยูมาเครื่องบินลำเดียวกันไหมเนี่ย ทำไมเมื่อวานไม่มีใครมาเลย แล้วทำไมวันนี้มาพร้อมกัน ยูรู้หรือเปล่าเมื่อวานไอ แฮฟ โน เวิร์กเลย ไอจะหลับ  แล้วเขาก็บอกว่า ทำไมยูไม่หาคนมาช่วย เราก็บอกว่า  แล้วไอหาคนมาช่วยเนี่ยจะให้เขาทำอะไร (หัวเราะ)

คือตอนนี้มันแย่ตรงที่ว่า มันไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนเราคาดการณ์ได้ แต่ตอนนี้บางทีก็มีคนมาเยอะ บางทีก็เงียบ คาดการณ์ไม่ได้ บ้านเราเป็นอย่างนี้ได้อย่างไรก็ไม่รู้ มันไม่เหมือนเมื่อก่อน แล้วฝรั่งเอง ตัวเขาเองเขาก็บอกว่าเศรษฐกิจก็ไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อน อย่างเมื่อวานนี้เองมั้ง ฝรั่งคนหนึ่งที่เคยมาหลายครั้งบอกว่าเขาหายไป 13 ปีเลยนะ เขาบอกเขามาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อ 13 ปีที่แล้ว

ดูเหมือนความสุขของเราคือการได้อยู่ร้าน ได้บริการ ได้เจอลูกค้า ได้คุยกับเพื่อนฝูง

เรื่องคุยกับลูกค้า เราเป็นคนที่แบบว่าไม่ได้คุย ไม่ได้วุ่นวายกับเขามาก ทุกคนต้องการพื้นที่ส่วนตัว อันนี้ก็คือได้คุยบ้าง แต่ว่าก็ดีใจที่ได้เจอลูกค้า แต่ไม่ใช่ถึงขนาดว่าจะดีใจต่อเมื่อขายดีนะ พูดตรง ๆ ว่าเรามีความสุขถ้าลูกค้ามาเรื่อย ๆ อย่ามาพร้อมกัน ตูมแล้วหาย มันจะเป็นความทุกข์ทันที ความทุกข์ของเรา ความทุกข์ของพนักงาน แล้วก็ความทุกข์ของลูกค้าต้องมารออาหารนาน อย่างเช่นที่เพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง เที่ยงคืนแล้วคนยังสั่งอาหารอยู่เลย ทั้งที่มันควรจะเป็นเวลาที่ในครัวเขาล้างจานแล้ว แต่มันก็จะมีวันที่แบบว่า สองทุ่มก็แล้ว สามทุ่มก็แล้ว ก็ยังไม่มีคน ก็เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น

คนทำร้านอาหาร นี่เจอเรื่องแบบนี้ก็พูดยากนะ

จริง ๆ มันเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ตอนไข้หวัดนก หรือ ช่วงโรคซาร์ ตอนนั้นหายไปหมดเลยลูกค้าน่ะ มีเหมือนกัน แต่อันนั้นเป็นโรคไง แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่โรค มันกลายเป็นเรื่องพิษเศรษฐกิจ พิษการเมือง กลายเป็นวิถีชีวิตคนที่เปลี่ยน แล้วร้านเรามีปัญหาเรื่องที่จอดรถด้วย คือคนไทยเนี่ย ส่วนใหญ่จะขับรถใช่ไหม จะไม่เหมือนฝรั่ง ฝรั่งเดินมา คนไทยนี่ถ้าไม่มีที่จอดรถเนี่ยมีปัญหาแล้ว ก็ไม่รู้จะให้เขาจอดตรงไหน แล้วก็มันก็กลายเป็นแบบว่า ในห้างมันมีทุกอย่าง มีโรงหนัง มีร้านอาหาร มีที่จอดรถ แล้วร้านอาหารในห้างมันเกิดขึ้นเยอะมากตอนนี้ เข้าไปดูสิ

ไอ้เยอะนี่มันเยอะอยู่ แต่มันก็มี circle ของมัน มันไม่มีร้านไหนจะมาอยู่ 25 ปี 30 ปีเหมือน เฮมล็อค

อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบ (หัวเราะ)

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s