ปภาวี ศรีอยู่ – ครูผู้สอนศิลปะ และนักเรียนที่กำลังเรียนรู้เรื่องชีวิตและงาน

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล



“เด็กมีความสุข เรามีความสุข สอนสนุก โอเค จบ” – ปภาวี ศรีอยู่

ครูอู๋ – ปภาวี ศรีอยู่ เป็นครูศิลปะที่โรงเรียนศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะครู งานของเธอคือการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งศิลปะ หว่านลงไปในใจเด็กกว่า 600 คนในโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้ แน่นอนว่ามันเป็นงานที่ยากยิ่ง เพราะศิลปะไม่ใช่สาขาวิชาที่นำมาซึ่งอาชีพอันร่ำรวยหรือประสบความสำเร็จได้โดยง่าย ผู้ปกครองบางคนยังมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว ไกลทั้งปากไกลทั้งท้องด้วยซ้ำ เธอยิ้มรับ ไม่ว่าอะไร ไม่ทั้งเห็นด้วยหรือทั้งเห็นแย้ง เพราะในฐานะครูศิลปะ ครูอู๋มองว่าแค่ให้เด็กได้รู้จักความงาม ได้เติมสีสันให้สวยงามด้วยตัวพวกเขาเองในชั่วเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่อยู่ด้วยกันในห้องเรียน เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เธอไม่หวังอะไรมากกว่านั้น เพราะครูรู้ดีว่าชีวิตของครอบครัวเด็กแต่ละคนนั้นสาหัสสากรรจ์พอแรงแล้ว อุดมการณ์ที่ยึดมั่นโดยไม่เข้าใจบริบทจึงน่าจะไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม

และในฐานะคนทำงานวัย 30 ที่เพิ่งสร้างครอบครัว ปภาวี เองก็ยอมรับว่า เธอยังต้องเรียนรู้อีกหลายอย่าง งาน ครอบครัว ความรัก ความก้าวหน้า เธอไม่ได้เก่งกาจมากพอที่จะจัดการทุกเรื่องได้อย่างเหมาะสมเหมาะเจาะ แต่เธอก็ไม่คิดหยุดเรียนรู้

ว่าที่จริง หากเป็นเรื่องชีวิตและงานล่ะก็ ต่อให้ผู้เรียนอยากหยุดการเรียนรู้สักแค่ไหน มันก็ไม่เคยอนุญาตให้เราดร็อปวิชาชีวิตและงานได้จริง ๆ เสียที นี่คือบทสัมภาษณ์ธรรมดาว่าด้วย ชีวิตครูศิลปะแห่งอำเภอศรีมโหสถคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย และรู้ว่ายังมีเรื่องยาก ๆ อีกหลายเรื่องที่รอให้เธอต้องเรียนรู้ต่อไป จนกว่าจะถึงวันนั้น

สอนที่นี่มากี่ปีแล้ว

เดือนตุลาคมนี้จะครบสองปีค่ะ

เคยสอนที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า

เคยเป็นครูที่ราชบุรีมาก่อนค่ะ สอนประจำที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ ซึ่งนักเรียนเป็นเด็กพิการหมดเลย อู๋สอนศิลปะบำบัด ตอนนั้นสอบบรรจุ ก็เป็นข้าราชการครูค่ะ

เป็นงานแรกหลังจากเรียนจบหรือเปล่า

เราจบ ครุศาสตร์ เอกศิลปะ ที่จุฬาฯ ค่ะพอเรียนจบก็ไปทำงานเป็นฝ่ายพร็อพฯ เป็นฝ่ายศิลปกรรม ในกองถ่ายละคร ช่อง 7 ค่ะ แต่เราก็ทำแค่จัดหาของมาประดับฉาก เป็นพร็อพฯ อยู่ไม่กี่เดือน แล้วก็ไปเป็นครู

ทำไมถึงไปสอบบรรจุเป็นครู

เราทำเรื่องสอบไว้ตั้งแต่ก่อนเรียนจบแล้วค่ะ เพราะว่าเรามีสิทธิ์สอบ ก็เลยลองยื่นเรื่องเข้าโครงการ แล้วเขาเรียกไปบรรจุพอดี ระหว่างรอเรียกเราก็ไปทำงานละครกับรุ่นพี่ที่ช่อง 7 นั่นแหละค่ะ เป็นกองถ่ายละครของพี่วุธ – อัศฎาวุธ เหลืองสุนทร ไปเป็นลูกน้องแก แกเป็นบอสคนแรก

แล้วพอสอบได้ก็เลยไปเป็นครูสอนศิลปะสำหรับเด็กพิการ

ใช่ค่ะ บรรจุได้ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดราชบุรี จริง ๆ เขาก็จะมีหลายจังหวัดให้เลือกนะคะ แต่เราเลือกที่ราชบุรี เพราะไปดูมาก่อนหน้านั้นแล้วรู้สึกชอบ มันเป็นศูนย์ที่อยู่ริมแม่น้ำสวยงาม บรรยากาศดีก็เลยเลือกที่นี่ อู๋เริ่มทำงานที่ราชบุรี เดือน มกราคมปี 57 พอถึงเดือนมิถุนายน 59 ก็ลาออก ทำได้สองปีค่ะ

ลาออกไปทำอะไร

ก็อยู่บ้านว่าง ๆ ปีนึงเลยค่ะ ระหว่างนั้นเราก็ขายตุ๊กตาในไอจีไปพลาง ๆ (หัวเราะ) แล้วก็มาสอนศิลปะเด็กที่นี่ (โรงเรียนศรีมโหสถ) ในฐานะครูวิทยากรท้องถิ่น สอนวันละชั่วโมงนึง เพราะเป็นคาบลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ตอนนั้นเราสอนเด็กวาดรูปและทาสีที่กำแพงโรงเรียน เป็นแนวยาวไปเลยนะคะ ระหว่างนั้น พ่อ-แม่บอกให้หางานทำด้วย เราก็เลยสมัครงานไปเรื่อย ๆ เยอะเลยค่ะ หลายอย่างนะ ก็ไม่ใช่สายครูอย่างเดียว งานออฟฟิศทั่ว ๆ ไป สมัครอันโน้นทีอันนี้ทีมั่วซั่วไปหมดเลยค่ะ รู้ว่าตัวเองไม่ได้หรอก แต่ก็ลองดู เขาเรียกไปสัมภาษณ์อยู่สอง-สามที่ แต่ก็ไม่ได้ บางที่ได้แล้วเราก็ไม่เอา เบี้ยวเขา สุดท้ายได้มาเป็นครูที่นี่ และแม่เราก็เคยเป็นครูที่นี่ แต่แม่เราเกษียณไปแล้วค่ะ แม่เขาถามว่าสนใจมาเป็นครูอัตราจ้างที่นี่ไหม แล้วเราก็มาเลยมาลองสมัครดูก็ได้เป็นครูสอนศิลปะที่นี่มาเกือบสองปีแล้วค่ะ

ตอนที่อยู่ราชบุรีคนเดียว ไม่กลัวหรือว่าเหงาเหรอ

ไม่กลัว เพราะว่าเราออกจากปราจีนฯ ไปอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 18-19 ปี ไปเรียนปีหนึ่ง จบปีห้า ก็อยู่กรุงเทพฯ มาห้าปี เราก็เลยไม่กลัวการอยู่คนเดียว ตอนเรียนเราก็มีรูมเมท มีเพื่อน สนุกสนาน ตอนสอนที่ราชบุรีก็จะมีเพื่อนครูรุ่นเดียวกัน สนุกค่ะ รู้สึกดีกว่าอยู่บ้านอีก (หัวเราะ)

สอนศิลปะให้เด็กพิการ นี่เป็นความตั้งใจของเราใช่ไหม

ไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ มันเหมือนไม่เหลืออะไรให้เลือกแล้วต่างหาก (หัวเราะ) โรงเรียนปกติก็ไม่มีเปิดรับ ตอนแรกที่รู้ว่าได้สอนเด็กพิเศษก็กังวลมาก เพราะเราไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กพิการ เราทำไม่เป็นเลย ตอนที่เรียนจุฬาฯ ก็มีวิชา สำหรับเด็กพิเศษนะ แต่วิชาเดียว ซึ่งเราก็ไม่ได้อิน ไม่ได้เรียนมาเฉพาะทางด้านนี้ เรียนแค่เป็นครูสอนศิลปะ อยู่ ๆ มาทำงานแรก สอนเด็กพิการเลย ก็ต้องปรับตัวเยอะค่ะ

ยากไหม

ยากไหมเหรอ… (คิดนาน) ก็จะมีพี่ที่เขาจบการศึกษาพิเศษมาโดยตรงเขาจะสอนเรา คือตอนแรก ๆ สอนเยอะเหมือนกัน ให้เรารู้จักว่าเด็กแบบนี้ต้องจัดการยังไง ก็ถือว่ายากค่ะ แต่พอผ่านไปสักพัก เราปรับตัวได้ ก็สนุก ไม่เครียด

เด็กพิการแบบไหนบ้าง

ทุกประเภทค่ะ มีตั้งแต่แขน-ขาเดินไม่ได้ นั่งวีลแชร์ แล้วก็ออทิสติก ดาวน์ซินโดรม ปัญญาอ่อน มีหมด

คิดว่าเป็นงานยากเกินไปสำหรับเด็กจบใหม่ไม่มีประสบการณ์หรือเปล่า

ไม่นะคะ เพราะตอนเราฝึกสอนที่สาธิตจุฬาฯ กับที่สามเสนน่ะ อันนั้นยากกว่า เจอเด็กปกติแบบนั้น เราต้องแกร่งมาก เพราะเราไม่รู้ว่าวันนี้เราต้องเจอกับอะไรบ้าง เราต้องเตรียมตัวอย่างดี ต้องมาตอบคำถาม ทุกสิ่งทุกอย่าง จัดการห้องเรียน คือเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่สำหรับเด็กพิการกิจวัตรของเขาค่อนข้างเหมือนเดิมทุกวัน เราต้องสอนให้เขาใช้ชีวิต ช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าเกิดว่าเรารู้นิสัยว่าเขาเป็นยังไง รู้วิธีจัดการก็จบ เช่น พิการสมองก็ดาวน์ซินโดรม ออทิสติกก็คืออยู่ไม่นิ่ง เราแค่ให้เขาอยู่นิ่งให้ได้ เราฝึกแค่นั้น จริง ๆ เรายังไม่ใส่วิชาการอะไรมากมายค่ะ

แล้วศิลปะช่วยได้ไหม

ช่วยได้ค่ะ ก็ให้เขาเล่นสี ทำชิ้นงานออกมา จริง ๆ เขาก็ไม่ได้ทำเป็นเรื่องเป็นราวหรอก พี่เลี้ยงก็นั่งข้าง ๆ จับมือให้เขาทำ เราแค่ฝึกสมาธิ ฝึกให้เขานิ่ง ฝึกให้ช่วยใส่เสื้อได้ ใส่กางเกงได้แค่นั้น วิชาการเราไม่ไปถึงขั้นนั้น ถ้าจบจากศูนย์ไปเขาจะส่งไปที่โรงเรียนประจำที่พัฒนาด้านวิชาการอีกที แต่ศิลปะก็มีส่วนช่วยเด็กพวกนี้นะคะ มีหลายกิจกรรมที่ช่วยได้เช่น มีดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด นันทนาการ ทำกับข้าว ก็จะมีกิจกรรมให้ทุกวัน ห้าวันไม่ซ้ำกัน

บำบัดได้จริงใช่ไหม

จริงค่ะ อู๋ว่าจริง เด็กออทิสติกบางคนกลัวของเหลว ไม่จับอะไรที่มันแบบแหยะ ๆ แต่เราให้ลองจับสีน้ำเล่น ๆ ดูสิ มันมีหลายสีนะ ลองจับดู ให้ลองสัมผัส เด็กอาจจะแบบงง ๆ อาจจะไม่เคยเจออะไรเหลว ๆ เป็นสีเยอะ ๆ ขนาดนี้ เขาก็จะสนุก แล้วพอรู้ว่ามันไม่ได้น่ากลัว เขาก็จะชิน ช่วยให้เขาได้ก้าวข้ามอะไรบางอย่าง

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

25-26 ตอนนี้ 30 แล้วค่ะ ตอนนั้นน่ะเป็นช่วงที่มีสีสันอีกช่วงนึงในชีวิตเลยแหละ ได้ใช้ชีวิตกับเพื่อน ไปกินข้าวไปเที่ยวกับเพื่อน เพราะเหมือนเราทำงานหนักมาทั้งวัน

ไม่อยากทำงานที่กรุงเทพฯ เหรอ

เราไม่ชอบกรุงเทพฯ อยู่แล้ว พอมาอยู่ราชบุรีแล้วชอบมาก เพราะเป็นเมืองน่ารัก น่าอยู่ เป็นเมืองศิลปะอีกด้วย

ดูเป็นงานที่หนักเกินวัยนะ ทำให้เราขาดชีวิตวัยรุ่นไปหรือเปล่า

ไม่ขาดนะ ตอนนี้ต่างหากที่ขาด (หัวเราะ) พอมาอยู่บ้านแล้วเรียบร้อยกลายเป็นครูจริง ๆ ตอนนั้นคือรู้สึกว่า โอ้โห! ทำได้ทุกอย่างเลย

ตอนนี้เป็นครูจริง ๆ แล้วตอนนั้นรู้สึกเป็นครูหรือยัง

รู้สึกเป็นครูไหม (คิดนาน) ตอนแรกไม่ค่อยอินกับการเป็นครู แต่มาเจอผู้อำนวยการคนแรก เขาชื่อ ผอ.อำพร (ราชติกา) แกทำให้เรารักอาชีพครูไปเลย เพราะเขาก็สอนงานเราเยอะมากเลยค่ะ เหมือนเป็นบอสคนที่สองต่อจากพี่วุธที่เราเคารพนับถือ แล้วก็ทำให้อยู่ ๆ เราก็รักอาชีพครูขึ้นมา ท่านเป็น ผอ.ที่ดี เป็นผู้บริหารที่ดีค่ะ เราก็เลยซึมซับความเป็นครูมาตั้งแต่ตอนนั้น จากตอนแรกที่เรากลัวมาก เด็กพิการน้ำลายไหล ไม่รู้จะจัดการยังไง ถ้าเด็กวิ่งหนีแล้วฉันจะตามยังไง พอทำงานไประยะหนึ่ง เรารักพวกเขาเป็นลูกเลยค่ะ เพราะเราผูกพันกับเด็ก มีตัวอย่างที่ดีให้ดู เชื่อไหมคะ วันที่เราจะย้ายกลับบ้าน มีเด็กเป็นออทิสติกคนหนึ่งซึ่งเราสอนเขาพูดมาสองปี แต่พูดไม่ได้เลย เราก็พยายามสอนให้พูดมาตลอด เขาก็มีไปฝึกกับหมอที่โรงพยาบาลด้วยนะคะ แต่ก็ยังพูดไม่เป็นคำน่ะค่ะ พอเราจะย้ายเขาก็บอกเราว่า ‘อู๋ ๆ’ พูดคำว่า ‘อู๋’ ได้ น้ำตาเราจะไหล (หัวเราะ) ฝึกมาตั้งนานเพิ่งจะได้วันนี้ คำเดียวแค่นี้ก็รู้สึกแบบ…นั่นแหละค่ะ

พอมาสมัครครูอัตราจ้างที่บ้านเกิด ก็สอบเป็นครูศิลปะเลย

ใช่ค่ะ สอบเป็นครูศิลปะ ตำแหน่งครูอัตราจ้างเลยค่ะ เพราะที่นี่มีกลุ่มสาระฯ ศิลปะแต่ไม่มีครูศิลปะ มีแค่ครูนาฏศิลป์กับครูดนตรี ครูศิลปะก็ขาดพอดี แล้วบังเอิญเปิดรับ เราก็มา เราเรียนมาตรงสายนี้ด้วย ฟังดูเหมือนเรามีอุดมการณ์อะไรสักอย่าง ต้องสอนศิลปะ แต่จริง ๆ ไม่ใช่ มันแค่ตำแหน่งว่าง (หัวเราะ)

แล้วก่อนหน้านั้น เขาสอนศิลปะกันยังไง

อาจจะให้วาดรูปเครื่องดนตรีบ้าง อีกคาบนึงอาจจะสอนโน้ตดนตรี สอนดนตรีวันนึง งานประดิษฐ์วันนึง อะไรแบบนี้ เหมือนสอนวน ๆ แต่ไม่มีที่เป็นศิลปะโดยตรงเลย เราก็มาเติมตรงนี้ กลายเป็นมีครูสามคน สามวิชาเอก ก็มาคุยกันว่าเราจะวนกันยังไง ม.หนึ่งเจอคนนี้ ม.สองเจอคนนี้ เทอมหนึ่ง เทอมสองเราก็วนกัน เพราะฉะนั้นเด็ก ม.ต้น ม.หนึ่ง-สอง-สาม ก็จะวนเจอ คนละสองครั้ง เราสอนศิลปะ ม.สองเทอมหนึ่ง กับ ม.สามเทอมสอง ม.หนึ่งจะเรียนนาฏศิลป์กับดนตรี ม.ปลายก็เหมือนกันค่ะ

วางหลักสูตรกันยังไง

ทางกระทรวงจะกำหนดหลักสูตรแกนกลางมาให้ทุกโรงเรียน เราก็ประชุมกัน เพื่อปรับหลักสูตรให้เข้ากับบริบทของโรงเรียนเรา ปรับให้เด็กเรียนตามหลักสูตรตรงนั้นแค่ไหน ยังไง จะเอาอะไรมาสอน อย่างเช่นหลักสูตรบอกว่า สีน้ำต้องวาดแบบวิจิตรสวยงาม แล้วเรามาดูเด็กเราก่อน ถ้าเด็กเราฝีมือไม่ถึงตรงนั้น เราก็เอาแค่ลงสีน้ำให้ได้ก็พอแล้ว

มีชมรมศิลปะไหม

เราเป็นครูศิลปะ แต่ไปเปิดชมรมบาสเกตบอลแทนค่ะ (หัวเราะ) เพราะเราสอนศิลปะพอสมควรแล้ว พอทำชมรมก็ขอเปิดเป็นชมรมอย่างอื่นบ้าง เราก็ชอบเล่นบาสฯ เราสนใจเรื่องบาสเกตบอลอยู่แล้วด้วย ก็เปิดชมรมบาสเกตบอล

ได้ใช้สิ่งที่เรียนมาอย่างเต็มที่ รู้สึกเป็นครูมากขึ้นกว่าตอนแรกหรือยัง

พออยู่ตรงนี้ในฐานะครูอัตราจ้าง เรารู้สึกดีกว่าการเป็นข้าราชการ รู้สึกว่าเราเป็นอิสระ จะออกเมื่อไหร่ก็ออก แต่ถ้าเป็นข้าราชการ ตัดสินใจเป็นแล้วต้องเป็นยาวตลอดไป แข่งกันไต่ขั้นเงินเดือนไปเรื่อย ๆ

ที่โรงเรียนศรีมโหสถนี่มีนักเรียนกี่คน

ประมาณ 600 กว่าคน

เขาสนใจศิลปะในแง่ไหนบ้าง

แต่ก่อนเขาเคยพูดให้ฟังว่า ‘มันยาก หนูไม่ชอบศิลปะเลย’ แล้วพอมาเรียนกับเรา ก็พูดใหม่ว่า ‘หนูชอบ อยากมาเรียนกับครู เมื่อไหร่จะได้เจอครูอีก’ เราไปเปลี่ยนมุมมองเขา เราจะสอนแบบไม่เน้นวิชาการมาก เพราะเด็ก ๆ ไม่ชอบวิชาการ จะเน้นการเล่น แล้วแทรกวิชาการน้อย ๆ ไปด้วยมากกว่า เช่นวันนี้สอนทำสีน้ำภาพโดนัท ก็จะสมมติว่าสวมบทบาทขายโดนัทกันก่อนแล้วค่อยวาดรูป วาดจริง ๆ แป๊บเดียว แต่พาเล่นกันก่อน เด็ก ๆ ก็รับได้ประมาณนี้

มีโครงการที่ส่งเสริมหรือว่าดึงศักยภาพทางศิลปะโดยเฉพาะไหม

มีโครงการเข้าค่ายศิลปะปีละหนึ่งครั้งค่ะ จะเชิญวิทยากรคนอื่นเข้ามาสอน เราจะคัดเด็กแต่ละห้องที่เก่งศิลปะ ชอบศิลปะมาเข้าค่ายโดยเฉพาะ

ถามจริง ๆ งานที่ทำนี่สนุกไหม

ทุกวันนี้คือรู้สึกดีมาก เพราะเราได้อยู่กับเด็กโดยตรง ครูทั่วไปเขาจะบ่นเรื่องเอกสาร ภาระนอกเหนือเยอะแยะ แต่เราแค่นิดหน่อย เพราะอัตราจ้างไม่ได้ต้องทำเต็มตัวขนาดนั้น

ออกข้อสอบล่ะ

มีออกข้อสอบ แต่เราออกน้อย พวกหลักการ ทฤษฎีทั่วไป เช่น เทคนิคการเขียนภาพสีน้ำ มีสี่วิธีอะไรบ้าง จำได้ไหมทฤษฎีสี การผสมสี ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเรียนคุณสมบัติอยู่แล้ว ง่าย ๆ

มีอะไรที่อยากทำเพิ่มเติมไหม

มีค่ะ เราทำเพจกินเที่ยวปราจีนบุรี ก็เหมือนเราได้ไปกินข้าว ไปเที่ยวเล่นอยู่แล้ว ก็แค่แชร์ให้คนอื่น มีแฟนเพจแลกเปลี่ยน ก็สนุกดีค่ะ ทำให้บ้านเกิดเรามีสีสัน

สำหรับเด็ก ๆ ล่ะ อยากทำอะไรเพิ่มเติมให้ลูกศิษย์เราไหม

ถ้าที่นี่ยาก ก่อนจะเปิดชมรมบาสนะคะ เราเคยเปิดชมรม TedClub เราสมัครไป เขาก็คัดเลือกครูจากทั่วประเทศที่สมัครเข้าไปค่ะ มาเป็นตัวแทนอบรม ของ TedTalk Thailandแล้วได้ลิขสิทธิ์ อนุญาตให้มาเปิด TedClub ที่โรงเรียนได้ เราก็มาเปิดเพื่อจะปั้นเด็กสู่เวทีนั้น แต่พอเปิดเข้าจริง ๆ มันไม่สำเร็จกับโรงเรียนเรา เราก็ไปบอกพี่ที่เขาทำ TedTalk Thailandค่ะ ว่ามันไม่ได้ เขาบอกไม่ได้ก็ไม่ได้

ทำไมมันถึงไม่ได้

คือถ้าเป็นพวกเด็กกรุงเทพฯ หรือเด็กเมืองใหญ่ ๆ เขาจะมีไอเดียพูดไปต่อได้มากมาย แต่เด็กของเรา ชีวิตเขาไม่มีอะไรมาก เดินทางมาโรงเรียน  ให้หนูมาเรียน หนูก็เรียนให้จบ แล้วหางานทำ คือมุมมองชีวิตเด็กแถวนี้ไม่เอื้อต่อความหลากหลาย อาจจะไม่ค่อยกว้างนัก ตัวอย่างจากผู้ปกครองที่ให้เด็กเดินตามก็ไม่ค่อยหลากหลาย จริง ๆ ที่เด็กไม่สนใจ เพราะมันไม่สำคัญกับชีวิต เราเปิด TedClub ก็ไม่ค่อยเวิร์ค ก็เลยมาเปิดชมรมบาสเก็ตบอลเหมือนเดิม

เราอยู่ในสังคมที่บางคนมองว่าศิลปะมันเป็นเรื่องไกลตัว รู้สึกยังไงบ้าง

ตั้งแต่สอนที่นี่มา ไม่มีเด็กคนไหนที่อยากไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในด้านศิลปะเลย แล้วอย่าง ม.ปลาย มีแค่สองห้องค่ะ สายวิทย์หนึ่งห้อง สายศิลป์หนึ่งห้อง อย่างเด็กสายศิลป์มีน้อย ประมาณไม่กี่คน ไม่ถึงสิบคนที่จะเรียนต่อ นอกนั้นคือทำงาน เข้าโรงงาน เขาอยากได้เงินเร็ว ๆ อยากเลี้ยงตัวเองได้เร็ว ๆ ไม่เห็นจะต้องเรียนเลย เด็กสายวิทย์ไปเรียนต่อเยอะหน่อย ก็จะมีเทคนิคปราจีนฯ ม.บูรพา ก็จะเป็นสาขาวิทย์ๆ เราไม่ได้รู้สึกแย่นะ ก็เอาให้เขามีชีวิตไปต่อได้ตามทางที่เขาเลือกก็โอเคแล้ว

เด็กที่นี่มีปัญหาหลัก ๆ อะไรบ้าง

มีปัญหาครอบครัว ปัญหาการเงิน พ่อแม่ไม่มีตังค์ เหมือนเขาอยู่ในโลกแบบเดียว ไม่ได้เห็นอะไรที่แตกต่าง ไม่รู้ว่าโลกข้างนอกมีอะไรกันบ้าง จริง ๆ พวกเขาก็มีสมาร์ทโฟนนะ เข้าถึงความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้เท่าทุกคนแหละ แต่ปัญหาจริง ๆ อยู่ที่ความสนใจ คือพวกเขามีอย่างอื่นนอกจากโซเชียล มีเดีย ที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่า

คิดจะทำอาชีพนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่

อันนี้เราตอบไม่ได้ เราแค่ทำปัจจุบันให้มันแฮปปี้ไปทุกวันมีความสุขดี ไม่มีความทุกข์อะไรคือเราไม่เคยคิดอนาคตเลยว่าจะเอายังไง

แฟนให้คำปรึกษาอะไรบ้างไหม

ก็มีบอกให้อู๋ไปลองเรียนคอร์สนี้สิ เหมือนหาสิ่งที่ชอบให้ตัวเอง อย่างตอนนี้เสาร์-อาทิตย์ เราก็เรียนปริญญาโทที่จุฬาฯ ค่ะ เรียนครุศาสตร์เหมือนเดิม แต่ว่าเปลี่ยนเอกเป็นนิเทศการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร เป็นศึกษานิเทศก์ ทำงานในเขตพื้นที่แล้วก็เข้าไปช่วยพัฒนาการสอนของครูในโรงเรียนต่าง ๆ

เรามองเห็นตัวเองว่าเราจะไปทางนั้นได้

ได้ ก็เลยเลือกเรียนสาขานี้ เผื่อจะเปลี่ยนจากทำงานกับเด็กมาทำงานกับครูแทน แต่เป้าหมายเดิมก็คือพัฒนานักเรียนแหละค่ะ

แล้วเบื่องานตอนนี้หรือยัง

ไม่เบื่อค่ะ เพราะมันชอบ เด็กที่นี่ก็น่ารัก แล้วเราอยู่กับเด็ก 80 เปอร์เซ็นต์ อยู่กับงานของครู 20 เปอร์เซ็นต์เอง ส่วนที่น่าเบื่อของเรามีน้อย

ชอบอะไรที่สุดในการสอน

ตอนสอน ตอนที่อยู่กับเด็ก ตอนได้คุยกับเด็ก อย่างเช่นคาบเช้าเราว่าง นั่งอยู่เฉย ๆ อาจจะเบื่อหรือนอยด์ แต่พอมีเด็ก ๆ มาให้สอน ความรู้สึกหรืออารมณ์นอยด์ตอนเช้า ไม่ว่าจะปัญหาอะไรมันก็หายไปหมด เวลาเราก็อยู่กับเด็ก เราเต็มที่ สอนอยู่กับเด็กตรงนั้น มีอยู่วันหนึ่งเราบอกเด็กว่า เดี๋ยวครูขอลากลับบ้านนะ ครูไม่สบาย นักเรียนก็ ‘เอ้า ครูไม่สบายได้ยังไง ก็เห็นยืนสอนอยู่ ครูจะไปไหนบอกมาดีกว่า อย่าโกหกเลย’ (หัวเราะ) เด็กเราเป็นคนตรง ๆ มาก

เด็กสมัยนี้เปลี่ยนไปจากสมัยก่อนไหม

เปลี่ยนเยอะ ก็จะกล้าพูด กล้าอะไรมากขึ้น แต่ก่อนจะกลัวครู เด็กสมัยนี้ก็กลัวครูบางคนที่ดุ ๆ แต่นอกนั้นก็จะทั่วไป กล้าพูดเล่น กล้าแซว ทุกอย่าง

สมมติว่าเด็กไม่ทำงานศิลปะในคลาสเรา เราเสียใจไหม

ส่วนใหญ่ไม่มี ส่วนใหญ่จะทำตาม แต่ถ้าเรื่องไม่ทำก็คือไม่เอาสีมา ไม่เตรียมอุปกรณ์มา ก็เขาไม่มีตังค์น่ะ เราก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหา

เด็กไม่มีตังค์ซื้ออุปกรณ์ทำอย่างไร

ให้ยืมเพื่อนค่ะ

สอนศิลปะเด็กนี่ต้องให้การบ้านไหม

การบ้านไม่ค่อยให้ เทอมนึงเราให้ครั้งเดียว เพราะเคยให้กลับไปแล้วไม่มีอะไรกลับมา (หัวเราะ) เขาก็จะไม่ได้คะแนนไปด้วย เราเลยเปลี่ยนมาใช้วิธีให้ทำงานส่งในคาบ สั่งต้นคาบส่งท้ายคาบไปเลย คือเราจะสอนเป็นคาบคู่ สอนทีละสองคาบน่ะค่ะ เราเลยบังคับให้ส่งภายในสองคาบ ก็ให้เขาทำให้เสร็จในห้องวันนี้เลย ดังนั้นงานที่เรามอบหมายก็เป็นงานชิ้นใหญ่ไม่ได้  ยิ่งใหญ่ไม่ได้ ต้องให้จบภายในคาบนี้เท่านั้น เพราะจะได้ให้คะแนนเด็กไปเลย

รู้สึกว่าเราต้องรับผิดชอบเยอะ เป็นแม่พิมพ์ เป็นอะไรแบบที่เคยได้ยินได้ฟังมาบ้างไหม

ไม่ค่อยเท่าไหร่นะ ไม่ขนาดนั้นค่ะ เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด เด็กมีความสุข เรามีความสุข สอนสนุก โอเค จบ ไม่ได้คาดหวังอะไรไปมากกว่านั้น

จะเปลี่ยนสายงานอีกไหม เพราะอายุก็ยังไม่มาก

มันก็ไม่แน่ค่ะ (หัวเราะ) แต่พอแต่งงาน มีครอบครัวแล้ว  แม่ปลูกบ้านให้เราอยู่ รั้วเดียวกับบ้านพ่อกับแม่ ก็เหมือนเริ่มจะบังคับว่าเราต้องอยู่ที่นี่แล้วล่ะ  เหมือนพ่อแม่ก็เริ่มแก่แล้ว

มันคงขยับขยายได้น่ะแหละ แต่ว่าคงไม่กลับไปอยู่กรุงเทพฯ ใช่ไหม

แฟนบอกให้เราทำแบบนี้อยู่ ให้เราขยับขยายนะ ไม่งั้นชีวิตเราจะอยู่อย่างนี้ ไปไหนไม่ได้ตลอด แต่เราบอกว่าขอเรียนจบโทก่อนแล้วค่อยว่ากัน อีกหนึ่งปีแล้วค่อยคิดใหม่ ตอนนี้ขออยู่ตรงนี้อีกหนึ่งปีก่อน

คิดว่าตัวเองไม่ทะเยอทะยานหรือเปล่า

แฟนว่าประจำ ว่าไม่ทะเยอทะยาน

แล้วเราคิดว่ายังไง

เรื่อย ๆ เราคิดว่าเรื่อย ๆ เราไม่ได้มีภาระอะไร ที่บ้านโอเคก็น่าจะพอ แต่แฟนบอกว่าไม่พอ เพราะครูอัตราจ้างได้เงินเดือนเท่านี้ไปทั้งปีทั้งชาติ ได้เงินเดือนหมื่นห้าเท่าเด็กจบใหม่ แล้วหมื่นห้าไปตลอดชีวิตถ้าเป็นอยู่แค่นี้ ไม่ปรับขึ้นเลยค่ะ จะปรับขึ้นได้มีวิธีเดียวคือต้องไปบรรจุเป็นข้าราชการครู ซึ่งพอคำนี้เราก็เริ่มกลัวอีกแล้ว ข้าราชการมันต้องผูกกับฉันไปตลอดชีวิต

ก็ลาออกได้นี่

คราวนั้นที่ลาออกมา ทุกคนก็ดราม่ากันวุ่นวาย แต่เราก็อยู่ได้ เพราะเราไม่มีภาระ แล้วเราก็อยู่บ้าน ไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้าน วันหยุด วันเสาร์ อาทิตย์ไปเรียนโท ไม่ได้พบปะหรือว่ามีเหตุให้ต้องเสียตังค์ มีความสุข เวลาไปกินเที่ยวปราจีนบุรีทำเพจ พ่อแม่ก็เลี้ยง ถ้าเอาแค่คนเดียวนี่เราว่าเราสบายนะคะ แต่ชีวิตเราก็ต้องมีคนอื่นด้วย ก็ต้องคิดนิดนึง แต่ตอนนี้อู๋มีความสุขดี ทำไปเรื่อย ๆ ไม่ได้วางแผนอะไรยาว ๆ แค่นี้ก็พอแล้ว

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

1 thought on “ปภาวี ศรีอยู่ – ครูผู้สอนศิลปะ และนักเรียนที่กำลังเรียนรู้เรื่องชีวิตและงาน Leave a comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s