วุฒินันท์ แช่มช้อย กับการพาหนังไปหาชุมชน ด้วยรถโรงหนัง ‘เฉลิมทัศน์’

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

อ้อ แล้วเราก็เช็คทุกรอบว่าเด็กอึไหมด้วย”
วุฒินันท์ แช่มช้อย

ถ้าไม่ใช่คนที่ฝันเติบโตในสายลอจิสติก ขนส่งสินค้า คุณคงไม่คาดฝันว่าวันหนึ่งงานของคุณจะต้องข้องเกี่ยวกับรถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่ 14 ล้อ วิ่งตะบึงไปทั่วประเทศ ขึ้นเหนือ ล่องใต้  และถ้าไม่ใช่คนที่มีแพสชั่นหรือความทะเยอทะยานสูง คุณก็คงไม่คาดฝันว่า วันหนึ่งงานที่คุณรับผิดชอบจะมีขนาดใหญ่มหึมา เป็นคนแรกและคนเดียวในประเทศหรืออาจจะในภูมิภาคที่มีโอกาสได้ทำมัน

วุฒินันท์ แช่มช้อย หรือ ‘วุฒิ’ เป็นคนเรียบ ๆ ออกจะสงบเสงี่ยม ก็ไม่ใช่คนแบบทั้งที่ฝันอยากทำงานกับรถเทรลเลอร์ และทั้งแบบที่ฝันอยากทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คนแรก คนเดียว อะไรทำนองนั้น แต่ก็อยากที่ชอบบอกกันว่าชีวิตมันชอบเล่นอะไรแปลก ๆ เพราะชายหนุ่มวัย 38 คนนี้ได้ทำสิ่งเหล่านั้น

วุฒิ เป็นเจ้าหน้าที่ของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) งานของเขาคือ การดูแลโครงการ ‘รถโรงหนังเฉลิมทัศน์’ (http://www.fapot.org/cinemobile/) พาโรงภาพยนตร์ขนาด 100 ที่นั่งออกตระเวนไปทั่วประเทศ เพื่อพาหนังกระจายตัวออกไปหาชุมชนที่ห่างไกล สร้างวัฒนธรรมการดูหนังให้เกิดขึ้น และมากกว่านั้นคือการสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของการอนุรักษ์หนังในฐานะศิลปะที่ทำให้เกิดปัญญาแก่ผู้คน

วุฒินันท์ ดูแลโครงการนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่มีใครก่อนหน้า ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน ไม่แม้กระทั่งภูมิภาค ดังนั้นสิ่งที่ วุฒิ ทำจึงเป็นสิ่งแรก เป็นครั้งแรก ผิดพลาดเป็นคนแรก และหากจะสร้างอะไรให้สำเร็จ เขาก็ประสบมันเป็นคนแรก เผลอ ๆ ก็อาจจะเป็นคนเดียว

วุฒินันท์ ย้ำว่ามันก็แค่ เมื่อได้โอกาสทำมันแล้ว ก็ทำมันไปให้ดีที่สุด แค่นั้น

สุข ทุกข์ เหงา รอนแรม พเนจรทั้งตัวและหัวใจ ใช้ชีวิตไปบนการดูแล โครงการ ‘รถโรงหนังเฉลิมทัศน์’ ยามว่างมีงานที่ทำกับวงดนตรี Vinegar Syndrome (https://www.facebook.com/vinegarsyndromeband/)  ไว้เป็นเครื่องปลอบประโลม ก่อนจะบึ่งไปท้องถนน ทำงานขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมที่ว่ากันตามตรง ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าปากท้อง หัวใจของเขารู้สึกอย่างไร เขาคิดอย่างไร อ่านที่นี่

งานดูแลโครงการรถโรงหนังที่ทำอยู่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของอะไร

คือผมเป็นเจ้าหน้าที่ของหอภาพยนตร์ โครงการรถโรงหนังนี้เป็นของหอภาพยนตร์ ซึ่งเป็นองค์การมหาชน เมื่อก่อนเป็นหน่วยงานของกรมศิลปากร แต่ตอนนี้มาอยู่สังกัดกระทรวงวัฒนธรรมครับ

ความเป็นมาของโครงการเป็นยังไง

ย้อนกลับไปประมาณช่วงปี 2556 มั้งครับ คุณโดม สุขวงศ์ สมัยนั้นยังเป็น ผอ.หอภาพยนตร์ คิดโครงการนี้ขึ้นมาครับ คือได้ไปพบรถคันนี้จากเว็บไซต์หนึ่ง เป็นรถพ่วงขนาดใหญ่ที่ทำเป็นรถโรงหนังที่เรียกว่า ‘Cinemobile’ วิ่งไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ในสก็อตแลนด์ คุณโดมคงเห็นว่า มันคงดีนะถ้าประเทศไทยจะมีแบบนี้บ้าง

มันดียังไง

ผมคิดว่า หนังมันควรจะดูในโรงภาพยนตร์ แต่ในพื้นที่ที่ห่างไกลมันไม่มีโรงภาพยนตร์ หรือมันจะอยู่แต่เมืองใหญ่ ๆ รถโรงหนังก็สามารถทดแทนตรงนั้นได้ สามารถไปในอำเภอเล็ก ๆ ตามต่างจังหวัด เพราะมันก็คือโรงภาพยนตร์เคลื่อนที่

มันเหมือนเลยเหรอ

ใช่ครับ ทีนี้ทางหอภาพยนตร์ฯ ก็เลยลองติดต่อทำเรื่องขออนุมัติงบประมาณจากกระทรวงเพื่อสร้างรถคันนี้ สั่งประกอบที่ประเทศฝรั่งเศส จนแล้วเสร็จในปลายปี 2557 ครับ

แล้วตัวคุณเองก่อนหน้านั้นทำอะไร

ก่อนหน้านั้นผมก็ทำงานอยู่ที่หอภาพยนตร์ฯนี่แหละครับ ทำงานมาตั้งแต่ปี 2548 ถึงวันนี้ก็ 13-14 ปีแล้ว ทำที่หอภาพยนตร์มาตั้งแต่เรียนจบ ก็ทำงานที่นี่เป็นที่แรกและที่เดียวครับ ตอนนั้นผมก็ทำทุกอย่าง เมื่อก่อนหอภาพยนตร์ฯ ไม่ได้เหมือนอย่างทุกวันนี้ เมื่อก่อนมีอาคารอยู่แค่ 2-3 หลังเองครับ มีอาคารเก็บฟิล์ม อาคารซ่อม อาคารบริการ แล้วก็มีพิพิธภัณฑ์ รอบ ๆ ก็มีแต่ป่า แล้วก็มีลานดิน ก่อนที่เขาจะทำเป็น ‘ลานดารา’ สมัยที่ผมมาทำงานที่นี่ มีคนทำงานอยู่ประมาณ 10 คน เราก็ทำทุกอย่างครับ จำได้ตอนมาวันแรกก็ขุดดินเลย อะไรอย่างนี้ครับ

ขุดดิน? ปลูกต้นไม้หรือทำอะไร

คือตอนนั้นเราต้องเตรียมสถานที่ไว้สำหรับเอาฟิล์มหรือว่าสิ่งเกี่ยวเนื่องพวกโปสเตอร์ กล่องหนัง กล่องฟิล์ม ต่าง ๆ มาพักไว้ก่อน เพราะว่าเราไม่มีพื้นที่เก็บ มันมีโกดังให้ใช้แต่เราใช้เต็มพื้นที่แล้ว ก็พอดีข้าง ๆ มันมีพื้นที่เหลือ เราก็เลยปรับพื้นที่ ขุดดินปรับหน้าดินใหม่ เพื่อที่จะเพิ่มพื้นที่ในการวางของที่หน่วยงานต่าง ๆ บริจาคมา

ไม่น่าเชื่อนะว่างานแรกคืองานขุดดิน

ก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับ นอกจากขุดดินแล้วก็ยกของ ยกฟิล์ม (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ก็เป็นงานใช้แรงงานครับ

จนกระทั่งมาทำรถโรงหนังใช่ไหม

ใช่ครับ

แล้วก็เป็นคันแรกและคันเดียวในประเทศไทยด้วยใช่ไหม

ครับ เป็นคันแรกและคันเดียวในเอเชีย

เท่ากับว่าตอนแรกที่เริ่มทำนี่ก็ไม่มีใครสอนหรือบอกว่าต้องจัดการมันยังไง

ใช่ครับ เพราะมันเป็นงานที่ไม่เคยมีใครทำ ผมต้องคิดและวางแผนเอง เลือกจุดฉายเองหมด ก่อนหน้าที่จะมาทำรถโรงหนัง ได้ทำงานจัดระเบียบคอลเลคชั่นวิดีโอ แปลงสัญญาณจากเทปวิดีโอ เทปเบต้า ฟิล์ม มาเป็นวีซีดี ดีวีดีต่าง ๆ แล้วมาจัดเรียงให้เป็นหมวดเป็นหมู่เพื่อการอนุรักษ์  จัดโปรแกรมและฉายภาพยนตร์ที่ศาลายาบ้าง ฉายที่หอสมุดแห่งชาติบ้าง นำชมพิพิธภัณฑ์ อะไรแบบนี้ เรียกว่าทำมาทุก ๆ ส่วนงาน จนปี 56-57 ที่ผมไปเริ่มโปรเจกต์รถโรงหนังที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน ทุกอย่างต้องคิดเอง แก้เอง เรียนรู้จากความขมขื่น จัดการเองทั้งหมด

ทำไมเราถึงเป็นคนที่ได้รับเลือกให้ดูแลโครงการนี้ หรือว่าเราเสนอตัวเข้าไปเอง

มีอยู่วันหนึ่ง คุณโดม เดินเข้ามาบอกว่า เออ…มันมีโครงการนี้ อยากให้ผมลองทำดู ก็เนี่ยง่าย ๆ แค่นั้นเลย เอาจริง ๆ เลยนะ ตอนแรกผมไม่ได้คิดจะทำหรอก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าต้องปฏิเสธ เขาให้ทำก็ทำแค่นั้นเอง

ไม่กลัวว่ามันเป็นสิ่งใหม่  ไม่เคยมี know-how มาก่อน ไม่มีแม้กระทั่งใครที่บอกเราได้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด ไม่กลัวเลยเหรอ

ผมไม่กลัว ไม่เคยมองตรงนั้นเลย แต่ไม่ได้คิดว่าต้องไปบุกเบิกแผ้วถางทางใหม่ หรือต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยมือเรา ผมไม่เคยมีความคิดทั้งสองอย่างนั้นเลย

อ้าว แล้วคิดอะไร

มีแต่ความคิดที่ว่า ‘…เอ่อ…แล้วเราจะทำยังไงดีวะ’ ดันรับปากคุณโดมไปแล้ว เพราะคุณโดมเป็นคนที่เราเคารพ ให้โอกาสเรามาทำงาน เป็นคนที่เรารู้สึกเกรงใจ อ้อ! ลืมบอกไปว่า ตอนแรก ๆ ที่ชวนน่ะ ผมปฏิเสธชัดเจน ‘ผมไม่ทำนะครับ’ อะไรอย่างนี้ ตอนนั้นประมาณปี 2556 โครงการมันยังไม่เริ่มเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นแค่การพูดจากัน แต่หลังจากนั้นตลอดหนึ่งปี คุณโดมก็คอยเล่าให้เราฟังเรื่อย ๆ ‘เออ เนี่ย ตอนนี้เป็นอย่างนี้นะ ได้งบกระทรวงแล้วนะ เดี๋ยววุฒิต้องไปประเทศฝรั่งเศสนะ ไปดูรถนะ ต้องเตรียมตัวไปสำรวจพื้นที่’ อะไรอย่างนี้ เราก็มัวแต่ดีใจว่าจะได้ไปต่างประเทศ เพราะว่าเกิดมาไม่เคยไป (หัวเราะ) ก็คิดแค่ว่า…

ไปเที่ยว

(หัวเราะ) คิดว่าชีวิตนี้ผมคงไม่มีโอกาสได้ไปอีกแล้ว เพราะที่ทำงานเราเนี่ยจะมีคนที่ได้ไปดูงานที่นั่นที่นี่อยู่เสมอ ไปดูงาน ไปประชุม ไปอบรม แต่เราไม่มีโอกาสแบบนั้นแน่นอน แล้วพอคุณโดมบอกมาแบบนี้ ก็คิดอย่างเดียวว่าได้ไปเปิดหูเปิดตาก็ยังดีวะ ก็เลยไป แต่ตอนนั้นยังไม่คิดจะรับทำ ยังไม่ได้รับปากคุณโดมว่า ผมจะทำด้วยซ้ำ

ถ้าไปก็ถือว่าทำไปแล้วครึ่งตัว

(หัวเราะ) เพราะว่าตอนที่อยู่ที่ฝรั่งเศส มันมีบรรยากาศอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรู้ว่าไม่โอเค ผมเป็นคนรู้สึกง่าย เซนซิทีฟครับ ทำให้ผมต้องชั่งใจหลายเรื่อง เพราะเรารู้เลยว่าเราต้องเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดเลย เราอาจจะไม่ได้อยู่กับย่าเรา ต้องเดินทาง ต้องปรับเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ด้วย ก็ยังรู้สึกนอยด์ ๆ ตอนนั้นบอกคุณโดมว่า ‘คุณโดมครับ เดี๋ยวกลับไปผมขอคุยด้วยหน่อย’ คือใจเราเนี่ย คิดว่าไม่ทำ  พอกลับไปวันแรกคุณโดมเดินมาถาม ‘คุณวุฒิ วันนั้นเป็นไงบ้างครับเห็นมีว่ามีอะไรจะคุย’  ทำให้ผมเกรงใจ ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ

แล้วตอบไปยังไงตอนนั้น

ผมก็บอกไปว่า ไม่มีอะไรแล้วครับ (หัวเราะ)

จากตอนแรกที่คิดว่าไม่ทำ แล้วก็ลังเล  พอกลับมาก็เลยกลายเป็นกึ่ง ๆ หลวมตัวทำโครงการนี้

ใช่ครับ ก็เริ่มสำรวจพื้นที่ตั้งแต่กลางปี 57 เรื่อยมาจนรถมาถึงก็ทำมาตลอด

จุดประสงค์ของการมีรถโรงหนังคืออะไร

เพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมการดูหนัง การนำหนังที่หลากหลายไปจัดฉายในพื้นที่รอบนอกที่ไม่มีหรือห่างไกลจากโรงภาพยนตร์ ให้เด็กได้มีประสบการณ์ดูหนังร่วมกันในโรงภาพยนตร์ โดยเราเลือกฉายในพื้นที่ต่างจังหวัด อำเภอต่าง ๆ รถโรงหนังไม่ใช่โรงหนังเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่การดูหนังเป็นการเรียนรู้ภาพยนตร์ที่ดี ถ้าดูให้เป็น จะทำให้เกิดปัญญาจากการดูได้ โดยเฉพาะเช้าบ่ายให้เด็กนักเรียนได้ชมภาพยนตร์ ช่วงเย็นค่ำเป็นรอบของชาวบ้านในชุมชน เพราะว่ายุคสมัยนี้ใคร ๆ ก็ดูหนังที่ไหนก็ได้  มันดูง่าย แต่สำหรับหอภาพยนตร์ฯ เราคิดว่า ภาพยนตร์มันควรจะดูในจอใหญ่ ๆ ได้เห็นรายละเอียดได้อย่างชัดเจน ดูในโรงร่วมกับคนอื่น ๆ บรรยากาศมันไม่เหมือนกับการดูหนังคนเดียว หรือในมือถือหรือทีวี ยิ่งถ้าพอดูหนังจบเราได้มีเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ได้เรียนรู้ผ่านการดูหนัง เราติดต่อประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในทุกภาคส่วน ทำงานร่วมกับโรงเรียน ครู เด็ก ชาวบ้านชุมชนต่าง ๆ ทำงานกับคนทั้งประเทศ เหมือนลูกธนูพุ่งเข้าไปยังชุมชน

การไม่เคยทำมาก่อน ทำให้ไม่มีองค์ความรู้ให้ศึกษาเทียบเคียง แล้วเราเริ่มการทำงานยังไง

หลัก ๆ เราเริ่มจากการวางแผนครับ เช่น วางแผนว่าเราควรไปสำรวจพื้นที่ก่อนสิ และรถเราไม่ได้ไปได้ทุกที่ รถมันใหญ่ จำได้ว่าช่วงนั้นเราวางแผนกันนาน เพราะรถมันมาถึงตุลาคม  ช่วงต้นปีถึงกลางปีเราก็วางแผน ประชุมกัน แล้วเรามองว่าต้องเจออะไรบ้าง ต้องไปติดต่อประสานกับใคร ความปลอดภัยเป็นยังไง เราต้องไปดีลยังไง แต่ว่าคนอื่น ๆ ในที่ประชุมอาจจะเห็นไม่ตรงกับเรานัก มันยากที่จะคุยอธิบายให้กับคนที่ไม่เห็นภาพเลยเข้าใจได้ เขามองว่ามันง่ายจะตาย คนต้องเป็นพัน ๆ คนแน่เลย เราจะรับไหวเหรอ เขามองว่ามันง่าย จอด ฉาย ก็จบแล้ว จะมีอะไรล่ะ แต่เรามองว่ามันไม่ง่ายแน่ ๆ

คนอื่นคิดว่ามันง่ายดาย

มีครั้งหนึ่งที่เรารู้สึกแย่มาก คือเราไปสำรวจพื้นที่เรามองเห็นอะไรบางอย่าง เราเห็น คิด ประมวลผลเห็นภาพ หนึ่งสองสามสี่ เราก็เลยขอรถตู้ไปคันหนึ่งเพื่อความสะดวกคล่องตัวขึ้นในงาน รถตู้คันนี้มันต้องขนของ ขนเอกสารต่าง ๆ ที่หอภาพยนตร์ต้องไปประชาสัมพันธ์ แจกเด็กต่าง ๆ นานา และต้องใช้ในการตรวจตราความพร้อมพื้นที่จุดฉายอีกครั้ง เนื่องจากเวลาสำรวจกับเวลาไปจริงมันก็กินเวลาหลายเดือน พื้นที่มันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ หรือแม้แต่ขับไปกินข้าว ซื้อข้าวซื้อของ ไปนอนที่พัก แบบเราเลิกสามทุ่มครึ่ง เราจะเดินทางกลับที่พักยังไงนึกออกมั้ย หรือแม้แต่ไปโรงพยาบาลถ้ามีใครป่วย ผมก็เลยขอรถตู้ไปอยู่ในขบวนด้วย ก็มีคนหนึ่งบอกว่า ‘ก็ถอดหัวรถขับไปกินข้าวสิ’ คือเขาให้เราถอดหัวรถเทรลเลอร์ 14 ล้อ ขับเข้าไปซื้อข้าวในตลาด ไปห้องพัก คือผมรู้สึกว่ามันตลกมาก เลือกคนแบบนี้มาได้ยังไงตื้นเขินฉิบหาย

เขาอาจจะพูดเล่นหรือเปล่า

มันก็มีบางมุมที่ผมรู้สึกว่า ‘เฮ้ย จริงเหรอวะ’  ซึ่งหลังจากนั้นคนที่มาคุยกันในห้องประชุมก็หายกันไป

สุดท้ายแล้วก็ทำคนเดียว

ใช่ ก็เริ่มจากที่ผมวางแผนแล้วก็ไปสำรวจพื้นที่ก่อน ไปพูดคุยกับหน่วยงานต่าง ๆ ทำเอกสารติดต่อประสานงาน

เป้าหมายตั้งต้นของเราคืออะไร

คุณโดมบอกว่า ‘ไป 4 ภาค ภาคละ 4 จังหวัด’ ก่อน คุณโดมก็ลิสต์บอกว่าเหนือไปจังหวัดนี่นะ ใต้ไปที่นี่ ภาคกลางไปที่นี่นะ จากนั้นผมก็ไปสำรวจจังหวัดเหล่านั้นเพื่อหาพื้นที่จุดฉาย เราก็ทำจดหมายไปถึงสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด 15-16 จังหวัดที่เราจะไป เหมือนเขียนไปแนะนำตัว เพื่อที่จะบอกว่าเราคือใคร เราคือ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ซึ่งไม่มีใครรู้จัก (หัวเราะ) ขนาดสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด บางแห่งก็ยังไม่รู้จักหน่วยงานเราเลย ทั้งที่เราอยู่กระทรวงเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องแนะนำตัว แสดงตัวว่าเรามาจากหอภาพยนตร์นะ มีโครงการนี้ คุณอยู่กระทรวงเดียวกับเราอาจจะมีอะไรที่ร่วมมือกันได้บ้าง เราอาจจะขอความอนุเคราะห์ขอข้อมูลเบื้องต้น แนะนำจุดฉาย เส้นทางต่าง ๆ ส่งไปประมาณนั้นนะครับ แต่ก็ข้อมูลที่ได้รับกลับมา 95 เปอร์เซ็นต์ จะใช้ไม่ได้เลย สุดท้ายเราก็ดูเอง เอารถตู้ไปสำรวจจังหวัดนั้นเลย วิ่งทัวร์ทั้งจังหวัด ไปทุกอำเภอ เพื่อดูและกำหนดเส้นทาง จุดนี้ต่อจุดนี้ อำเภอนี้เชื่อมอำเภอนี้ วิ่งเส้นไหนที่โอเค หาจุดฉายที่จะเอารถมาตั้งบริการ ถ้าเจอพื้นที่ที่เหมาะสม ทั้งพื้นที่จอด มีรั้วรอบขอบชิด เราก็ลงเข้าไปพูดคุยประสาน ดูปั๊มน้ำมัน จุดจอด สายไฟบนเสาว่ารถมันจะเกี่ยวไหม ถนนด้วย เพราะไม่ใช่ว่ารถโรงหนังมันไปได้ทุกเส้น มันมีถนนบางเส้นที่ไปไม่ได้ แล้วก็ดูที่พักของเราเอง ก็ขลุกกันอยู่ในรถตู้นั่นแหละ จังหวัดหนึ่งประมาณ 2-3 วัน

ทำอย่างนี้ทุกจังหวัด

ครับ เหมือนช่วงสำรวจ ติดต่อหาสถานที่จุดฉาย ก็พูดแนะนำว่าเราจะมาทำอะไร มาจากไหน เอาอะไรมา หนังอะไร โครงการอะไร นี่นั่น พูดซ้ำ ๆ วนแบบนี้วันล่ะหลายรอบ ตามจุดที่เราไปสำรวจ

อาจเพราะมันเป็นสิ่งใหม่

บางทีข้อมูลที่หน่วยงานที่ส่งให้เรา  พอดูแล้วแบบ ‘เฮ้ย ไม่ใช่ว่ะ’  ตีโค้งเข้ามาแล้วมันจะไปไหนต่อล่ะ มันไม่มีพื้นที่ให้รถเราตีวงเลี้ยวเลย อะไรแบบนั้น หรือจุดนี้กับจุดต่อไปห่างกัน 100 กิโลเมตรอย่างนี้ เราก็ต้องมาคำนวณว่า รถมันวิ่งเวลาประมาณนี้ มันจะไปถึงจุดต่อไปกี่โมง มันไม่ควรเป็นแบบนั้น ท้ายที่สุดแล้วเราต้องดูและตัดสินใจเลือกพื้นที่ด้วยตัวเองจะสะดวกต่อการทำงานของเรามากกว่า

เขาก็ไม่รู้ว่ามันต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

ใช่ครับ เพราะเขาก็ไม่เคย แต่เราจำเป็นต้องดูให้หมด ทั้งสถานที่ พื้นที่ ความสนใจของพื้นที่แถวนั้น

ซึ่งมันมีผลต่อการเลือกหนังไปฉายด้วยหรือเปล่า

ไม่มีครับ เรื่องเลือกหนังนี่จะเป็นหน้าที่ของทีมเจ้าหน้าที่โรงหนังโรงเรียน เขาเลือกมาให้เรานำไปฉาย ซึ่งจะมีน้องผู้หญิงคนนึงที่เข้ามาช่วยงานตรงนี้ด้วย

ทำมา 5 ปี ไปมากี่จังหวัดแล้ว

น่าจะทั่วประเทศแล้วครับ เหลือภาคกลางอีกแค่ประมาณ 4 จังหวัดเองก็จะครบแล้วครับ ส่วนภาคใต้ก็เหลือแค่ 3 จังหวัดชายแดน ที่ยังไม่ได้ไป อ้อ แล้วก็ที่แม่ฮ่องสอนด้วย

รถก็ยังใช้คันเดิมอยู่

คันนี้คันเดิม คันแรก คันเดียว


ใครขับ

เราก็จ้างคนขับมา แต่ไม่ได้เป็นพนักงานประจำครับ

ทำไมล่ะ ก็ในเมื่อมันต้องใช้ตลอด

คนขับสำคัญมาก ๆ ต้องผ่านการอบรมมา มีทักษะ มีจิตอาสา มีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่ทำ เราไม่ใช้ตลอด  ปีหนึ่งเราวิ่ง 4 ครั้ง ครั้งละประมาณเดือนกว่า ซึ่งเอาจริง ๆ มันก็อาจจะวิ่งน้อยมั้ง แล้วเราเคยมีคนขับ จ้างพนักงานขับแต่ว่าไม่ค่อยเวิร์ค เพราะแต่ละทริปมันอาจจะนาน  คนขับก็อาจจะติดปัญหาเรื่องครอบครัวบ้าง ฝีมือในการขับยังไม่ดีบ้าง รถใหญ่มันขับยาก บางทีไม่ช่วยงานเรา เนื้องานมันจุกจิกมีรายละเอียด  จ้างผ่านบริษัทมีความเป็นมืออาชีพมากกว่า มี ท.3 ท.4 อะไรก็แล้วแต่

ท.3 ท.4 คืออะไร

เป็นใบขับขี่รถใหญ่ครับ เราก็เลยแก้ปัญหาด้วยการจ้างผ่านบริษัท เขาก็จะคัดคนมาให้

ออกไปหนึ่งครั้ง ไปกันกี่คน มีคนขับ มีเราในฐานะผู้ดูแลโครงการ แล้วมีใครอีก

ก็มีคนขับรถโรงหนัง คนขับรถปั่นไฟ เพราะว่าบางพื้นที่ไฟมันไม่พอ ไฟต่างจังหวัดมีไฟแค่ 1 หรือ 2 เฟส เราก็เลยเอาเครื่องปั่นไฟเล็ก ๆ ไป มีรถตู้ แล้วก็จะมีผม มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเป็นผู้หญิงที่ค่อยพูดคุยกับเด็ก ๆ รวมเป็น 5 คน

เด็กไหน

เด็กที่เราไปฉายหนังให้ดู คือตอนเช้ากับบ่าย รถโรงหนังจะแปลงร่างเป็นโรงหนังโรงเรียนให้เด็กนักเรียนดู เราประสานร่วมงานกับจุดฉาย เทศบาล อบต. ที่ว่าการอำเภอ โรงเรียน พาเด็ก ๆ มาดู เมื่อดูจบมีการพูดคุยแลกเปลี่ยน ตามคอนเซ็ปต์ของเราคือ ภาพยนตร์ยังให้เกิดปัญญา ส่วนตอนเย็น จะเป็นรอบประชาชนทั่วไป ฉายหนังไทยคลาสสิค หนังที่เราอนุรักษ์

ดูเหมือนเป็นผู้จัดการโรงหนัง ที่บังเอิญว่ามันเคลื่อนที่ได้

คงงั้นมั้งครับ

ผลตอบรับในช่วงแรกเป็นยังไง

ช่วงแรก ๆ เรารู้สึกว่าเราพยายามที่จะทำงานกับชุมชน ทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เราพยายามเอาตัวเราไปหาเพื่อที่จะสร้างคอนเนคชั่นว่าเราเป็นใคร มาจากไหน เราทำอะไรอยู่ แล้วเราก็อยากทำงานร่วมกับหลาย ๆ คน หลาย ๆ หน่วยงาน เพราะว่าแรก ๆ เนี่ยไม่มีใครรู้จักหอภาพยนตร์ฯ ผมไปปีที่ 2 ปีที่ 3 คนยังถามอยู่เลยว่าหอภาพยนตร์ฯ คืออะไร มันยากมากที่เราจะเดินเข้าไปในโรงเรียน หรือเทศบาล แล้วแนะนำตัวกับเขา ‘สวัสดีครับ ผมมาจากหอภาพยนตร์ฯ ดูแลโครงการรถโรงหนังอยู่’ โดยที่เขาไม่ตกใจ หรือสงสัยว่าเรามาจากไหน รถโรงหนังคือรถอะไร มาทำอะไร มาขายของ มาหลอกหรือเปล่า ผมโดนมาหมดแล้วทุกอย่าง บางคนหัวเราะ มองว่าเราตลกโปกฮา พูดจาดูถูกเหน็บแนม ทุกอย่างครับ

ดูถูกนี่ดูถูกยังไง

เช่นก็มองหัวจรดเท้าบ้าง บางทีพอบอกหอภาพยนตร์ฯ หอภาพยนตร์ฯ ที่ไหน? ฉายหนังอะไร? แล้วก็หัวเราะอะไรแบบนี้ บางทีก็ถามว่ามาขายหนังสือเหรอ หรือทิ้งให้เรานั่งรอครึ่งชั่วโมงอะไรยังงี้ พอบอกเราอนุรักษ์หนังเก่าก็หัวเราะ ถามว่าหนัง มิตร ชัยบัญชา เหรอ? ก็อะไรอย่างนี้ หัวเราะ ดูถูก แซว มาครบ

แล้วทนได้ยังไง

ส่วนตัวเราไม่ได้ทนฮะ แต่ผมแบกหอภาพยนตร์ฯอยู่ ผมทำอะไรหอภาพยนตร์ฯก็กระทบไปด้วย หรือต่อให้โกรธที่เขาดูถูก ผมก็คิดว่าผมไม่มีค่าอะไร ก็แค่คนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ทำไมเขาจะดูถูกไม่ได้

ไม่โกรธหรือว่าน้อยเนื้อต่ำใจบ้างหรือ

คิดว่าเป็นการบริหารจิตใจตัวเอง สิ่งที่ผมเจอมามันค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเองนะ ตัวผมวันนี้แตกต่างจากวันก่อนมากนะ

ยังไง

ก่อนจะมาทำรถโรงหนัง ผมเป็นคนที่ค่อนข้างแรง เศร้าง่าย รู้สึกง่าย แล้วก็ช่างรู้สึก เซนซิทีฟ รู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับอะไรเลยมาตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่าเราแปลกแยก เรามีอะไรเรื่องราวเยอะแยะภายในใจ  แล้วก็เอาแต่ใจ ใจร้อน คือนิสัยไม่ค่อยดีน่ะครับว่าง่าย ๆ  แต่ว่าหลังจากที่เราทำรถโรงหนังมา 5 ปีเรารู้สึกว่าเราตัวเล็กลงมาก เราเห็นคนอื่นตัวใหญ่ขึ้น เพราะเจอคนเยอะมาก  คนหลายประเภท แล้วเรายอมรับเลยว่าแรก ๆ เรารู้สึกว่าหนักมาก แล้วก็เครียดมากด้วย แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรเราถึงไม่เลิก มันเหมือนกับว่าเราอยากพิสูจน์ตัวเองด้วยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ

พิสูจน์ว่าอะไร

พิสูจน์ว่าเราน่าจะทำได้นะ เราน่าจะควบคุมอยู่ เอามันอยู่ แล้วก็จะมีความรู้สึกว่าอยากแก้ไขตลอดเวลา เช่นไปปีแรกเรารู้สึกว่า ‘เฮ้ย มันผิดพลาดว่ะ เราไม่น่าเลือกตรงนี้เลยว่ะ’ หรือ ‘เราไม่น่าคิดแบบนี้เลยว่ะ เออเดี๋ยวก่อนนะ เดี๋ยวปีหน้ามาสำรวจใหม่’ แล้วปีต่อมาเราไม่เลือกที่คล้าย ๆแบบที่เราผิดหวัง ไปเลือกอีกแบบหนึ่งแทน มันเป็นเหมือนการอยากจะเอาชนะบางอย่าง

เป็นการเรียนรู้  เพราะมันไม่มีใครมาบอกเรา

อาจจะเป็นอย่างนั้นครับ ตอนที่ทำผมไม่เคยคิดโกรธเลย ผมไม่เคยคิดว่าเราโดนดูถูก เพราะผมไม่ได้มองตัวเอง…คือยังไง คือเราก็โดนดูถูกตั้งแต่เด็ก ๆ อยู่แล้วหรือคนที่มาเข้าใจเราผิด (หัวเราะ) ก็ไม่มีใครรัก ไม่มีใครชอบเราตั้งแต่เด็ก ๆ อยู่แล้ว ไม่มีใครมองเห็นเราตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นเลยไม่คาดหวังอะไร ชีวิตผมมันแค่ออกจากบ้านมาแล้วรถแม่งไม่ติด รถเมล์แม่งมาไวว่ะ แค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว หรือพอออกมาแล้วแบบไม่ซวย ไม่ผิดพลาด สั่งข้าวแล้วได้ตามที่สั่ง เราโอเคแล้ว

บางวันเจอข้าวไม่ได้ดั่งใจนี่โคตรเซ็งเลย

เออ หรือเรายิ่งเจอคนมากทั้งดีและไม่ดี มันกลายเป็นเรื่องที่เราสอนตัวเองและเราก็เห็นคนมากขึ้น เมื่อก่อนเราจะแบบเลือดร้อนหน่อย แต่ตอนนี้ผมเฉย ๆ มาก แต่ผมไม่ใช่คนที่ตื่นรู้แล้ว หรือค้นพบทางออกแล้วอะไรขนาดนั้นหรอกนะ แค่รู้สึกว่า พอเราเจอคนเยอะแล้วเราเจอแต่เรื่องที่ต้องแก้ปัญหา เราไม่มีเวลาพร่ำเพ้อ ไม่มีเวลาร้องขออะไรเลย แบบนั้นมันดูโรแมนติกสำหรับเรา ชีวิตผมไม่ได้โรแมนติกในมิตินั้น ผมไม่มีเวลามาทำเก๋ มาทำเท่ ไปดื่มเหล้าแล้วโอดครวญว่าชีวิตกูช่างเศร้าซะเหลือเกิน เราไม่มีเวลาทำแบบนั้น เราไม่มีแรงด้วย เพราะเราเหนื่อย เราทำงานทุกวัน  ทุกวันมีแต่การแก้ปัญหา มีปัญหา แก้ปัญหา วนอยู่อย่างนั้น

ทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าแบกหอภาพยนตร์ฯ ไว้บนไหล่ไหม

ถ้าเราทำงานในหน้าที่กับรถโรงหนังเนี่ยเรารู้สึกแบบนั้น เพราะว่าเราจะไม่ให้มันผิดพลาดหรือผิดพลาดให้มันน้อยที่สุด เราพยายามที่จะรักษางานของตัวเองเอาไว้ รักษาหอภาพยนตร์ฯเอาไว้ รักษาทุก ๆ อย่างไว้ให้ดีที่สุดในตอนที่เราทำงานอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครเห็นไม่เป็นไร แต่พอหมดหน้าที่แล้วก็ไม่แบกครับ จำได้ว่าเวลารถหมดทริป แล้วเอากลับมาที่อู่จอดที่ศาลายา ความรู้สึกเราคือมันเบาจริง มันโล่งจริง เพราะปกติเราเครียดมาก ทุกเรื่องเลย  ต้องดูกิ่งไม้ ดูหลุม รถจอดกลางคืนแม่งปลอดภัยหรือเปล่าวะ ของจะเสียหายไหมวะ แม่งเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ

ในรถนี่มีอะไรบ้าง

ในรถก็มีเครื่องฉาย มีแอร์ฯ มีจอ มีเก้าอี้ดูหนัง

เข้าไปนั่งในนั้นได้ 100 ที่นั่ง

ใช่ครับ

เราต้องดูแลอะไรให้ทีมงาน 4-5 คนของเราบ้าง

 ทุกอย่างครับ ที่พัก อาหาร ป่วยไข้ก็ดูแล เพราะเขามาช่วยทำงาน

สมมติว่ารถมาถึงจุดหมายแล้ว เราดีลกับสถานที่แล้ว เราทำยังไงต่อ

จอดรถปั๊บก็ติดต่อประสานงาน คือก่อนหน้านั้นก็ประสานงานมาแล้วระดับหนึ่ง พอเจอกันแล้วก็กางรถออกครับ

เตรียมฉายเลย

เอาจริง ๆ ก็มุดเข้าไปใต้ท้องรถเสียบสาย เปิดไฟก่อน (หัวเราะ)  แล้วก็ใช้รีโมทสั่งกางรถ ติดตั้งราวบันไดด้านนอก และประกอบทุกอย่างข้างใน

ทำเอง

ตั้งแต่จ้างคนขับผ่านบริษัทมาก็ช่วยงานผมได้เยอะครับ ทุกคนช่วยกันหมดครับ ตามที่ผมได้วางระบบไว้

แล้วน้องอีกคนล่ะ

น้องเขาก็ออกไปพูดคุยกับเด็กครับ เซ็ตอัพเตรียมรับเด็กรอบแรก 100 คน สมมติว่าโรงเรียนหรือเทศบาลเขาเตรียมคนมาแล้วน้องเขาก็จะไปคุยกับเด็ก ว่าเรามีกฎระเบียบ กติกามารยาท เป็นยังไง อย่าคุยกันนะ อย่าเอาเท้าไปเหยียบเบาะคนข้างหน้านะ อย่าทำเสียงดัง จริง ๆ ช่วยงานผมได้ดีมากครับ

ซึ่งอันนี้เราต้องทำเฉพาะรอบเด็กหรือทำกับทุกรอบ

ทำกับทุกรอบครับ แต่เน้นไปที่รอบเด็กเป็นพิเศษ ให้เขาซึมซับมารยาทตั้งแต่วัยเยาว์ครับ

ปลูกฝังวัฒนธรรมที่ดีในการชมมหรสพทั่วไป

ใช่ครับ แล้วก็ค่อย ๆ นำคนเข้ามานั่งข้างในให้เป็นระเบียบ แล้วเราก็แนะนำหนังที่จะฉาย หลังจากนั้นเราก็ฉาย

เด็กมันไม่ถามเหรอว่ามี สไปเดอร์ แมน ภาคใหม่หรือเปล่า

ก็ สไปเดอร์ แมน ดูที่ไหนก็ได้ (หัวเราะ)

ใครเลือกว่าจะฉายหนังเรื่องอะไร อะไรก่อนอะไรหลัง

ก็ผมนี่แหละครับแล้วก็น้องผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ก็ปรึกษาช่วยกันแหละว่าจะเลือกเรื่องอะไรดี ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากหรอก คือสมมติว่า รอบนี้ประถมต้นมาดู มันก็มีอยู่ 5 เรื่อง คือผมจะหยิบเองก็ได้

เพราะว่าเราก็มีหนังในแคตตาล็อคอยู่ประมาณหนึ่ง ไม่มาก

ใช่ สมมติประถมต้น 10 เรื่องประถมปลาย 10 เรื่อง อะไรอย่างนี้ มันก็แล้วแต่เห็นว่าอันไหนเหมาะกับผู้ชม ก็ใช้ประสบการณ์เอา

พูดถึงหอภาพยนตร์ฯมันจะนึกถึงหนังเก่า เป็นแบบนั้นใช่ไหม

การ์ตูน อะนิเมชั่น หนังสมัยใหม่เราซื้อลิขสิทธิ์มาก็มีครับ บางเรื่องก็ได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังเก่ามาก ๆ อย่างรอบสำหรับเด็กเช้ากับบ่ายเนี่ย เราก็พยายามให้หนังมันหลากหลาย เหมาะสมกับช่วงวัย ส่วนตอนเย็นก็เป็นหนังไทยคลาสสิคเพราะว่ามันมีความพิเศษ เช่น คนไม่เคยได้ดูมาก่อน มีคุณค่าทางศิลปะหรือว่าเราพยายามที่จะฉายหนังนี้เพราะว่าเราแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของงานอนุรักษ์ปีแรก ๆ จะเป็น ชั่วฟ้าดินสลาย แล้วก็ สันติ-วีณา แล้วก็เนี่ยล่าสุดเป็น แผลเก่า ของ เชิด ทรงศรี ก็สลับ ๆ ไป

ตอนเย็นมีการพูดคุยไหม

ปกติจะไม่ค่อยมี เพราะว่าดูหนังจบแล้วก็อยากกลับบ้าน มันดึก 3-4 ทุ่ม

แล้วเราทำอะไรต่อ

เราก็ต้องเก็บรถสิครับ กางรถหรือเก็บรถใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า

เก็บขยะด้วยไหม

ไม่ค่อยมี เพราะเราไม่ให้เอาขึ้นไป  แต่เราต้องดูดฝุ่น อ้อ แล้วเราก็เช็คทุกรอบว่าเด็กอึไหมด้วย

มีอึด้วยเหรอ

มีอึด้วยฮะ ส่วนใหญ่เด็กอนุบาล ประถม รอบเช้า-บ่าย เด็กอึ เวลาเราฉายหนังจบทุกรอบ ก็จะเดินสำรวจว่ามันมีอะไรที่ต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษ เช่น เด็กอึ (หัวเราะ) แม้เราจะมีกฎเพื่อป้องกันไว้บ้างแล้ว เช่น ห้ามไม่ให้เอาดินสอปากกาเข้ามานะ ไม่เอาเครื่องดื่มเข้ามา

รอดพ้นไหม

ก็รอดพ้นบ้างหรือไม่บางทีเด็กก็จะมือบอนเอาปากกาแอบมาเขียน เราก็ต้องลบ  บางคนก็แกะเบาะนั่งเป็นรอยขาด อย่างอึเนี่ยเราก็ต้องเช็ดเอง อ้วก…

อ้วกด้วย

มี มีขากเสลดด้วย หมากฝรั่ง มาครบ ยิ่งหมากฝรั่งจะเครียดมาก เพราะว่าข้างในของเรามันเป็นพรมหมด มันหรูหราไฮโซหน่อย ๆ เจอหมากฝรั่งเข้าไป มันก็ติดพรม เก้าอี้เป็นเหมือนผ้าสักหลาด เราก็ต้องศึกษาหาข้อมูลว่าจะกำจัดมันยังไง ก็อย่างที่บอก ผมแบกหอภาพยนตร์ฯเคลื่อนที่ไปด้วยน่ะ

เป็นทรัพย์สินของรัฐ เด็กอ้วกเด็กอึใส่ทรัพย์สินของรัฐ

ใช่ ๆ สำหรับผม ผมอยากให้มันผิดพลาดน้อยที่สุด อยากให้เซฟตี้ที่สุด ให้งานมันเดินและก็ให้รถมันใช้งานไปได้นาน ๆ  อ๋อ ผมลืมบอกตอนที่รถมาเนี่ย นอกจากประกอบที่ฝรั่งเศส หมดไป 80 ล้าน เป็นคันแรกคันเดียวในเอเชีย ที่สำคัญมาก ๆ มันเป็นรถที่ร่วมฉลองในวันครบรอบวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระเทพฯ (สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) ตราสัญลักษณ์ยังติดอยู่บนรถ  เพราะฉะนั้นมันพิเศษมาก แล้วเราก็ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด ปิดจุดบอดทุกอย่างไม่ให้เกิดขึ้นหรือเกิดน้อยที่สุด

ดูแลรักษายังไง

ทุกรอบ ทุกปี พอกลับมามันก็มีสิ่งของที่เสียหาย สึกหรอ เช่น ไฟท้ายขาด แอร์ฯ เสีย ยางหลุด  อะไรอย่างนี้ก็เปลี่ยนกันไป หรือแม้ตอนฉาย ๆ อยู่ บางทีแบบเครื่องปั่นไฟช็อต เสียขึ้นมาเราก็ต้องโทรคุยกับช่าง เราก็แก้มัน ก็หยุดฉาย ทำอะไรไม่ได้ เปิดไฟก็ ‘ขอโทษ ขออภัยนะครับ เดี๋ยวขอแก้ไขแป๊บนึง’ เดี๋ยวจะมารายงานว่ามันได้หรือไม่ได้หรือยังไง มันเจ็บปวดมากถ้าแก้ไม่ได้ ก็อาจจะต้องเชิญกลับมาดูอีกรอบหรืออาจจะต้องยกเลิกไปเลย นี่แหละครับที่บอกว่าทุกวันมันคือการแก้ปัญหา เรียนรู้จากการทำงาน เรารู้สึกว่าเหมือนโดนเฆี่ยนน่ะ ทำรถโรงหนัง เหมือนโดนฝึกให้จิตใจแข็งแกร่ง จนเราด้านชา จนเรารู้สึกว่าเรา เราทำแบบเนี้ยแม่งไม่เวิรค์ว่ะ เอาอย่างนี้ดีกว่า อะไรอย่างนี้ มันเหมือนค่อย ๆ ปรับตัวเอง ปรับนิสัย ปรับสันดาน ให้กลายเป็น…มันไม่ได้เป็นคนใหม่นะก็คือเรายังเป็นเราคนเดิม แต่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

มันเป็นงานที่หนัก ต้องแก้ปัญหาทุกวัน ไม่มีเวลามาคิดเรื่องอื่น แต่ถามจริง ๆ ว่ามันไม่มีรางวัลตอบแทนทางจิตใจอะไรบ้างเลยหรือ

คืองานมันมีค่าของมันอยู่แล้วล่ะครับ สมมติว่าอีก 20 ปีข้างหน้า อาจมีน้อง ๆ ที่เคยดูหนังที่รถโรงหนังกลายเป็นผู้กำกับหนังเก่ง ๆ ขึ้นมาสักคนก็ได้ครับ แต่ถึงไม่เป็นอย่างนั้นการที่เราเอาหนังไปฉาย ได้ทำให้เขามีความสุข ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา แค่นั้นก็พอแล้ว เป็นรางวัลให้ผมแล้ว บางพื้นที่ที่ไปฉายหนัง แถว ๆ นั้นน่ะ ถ้ามี เซเว่นฯ มาลง เขาก็ชวนกันไปถล่มเซเว่นฯ แบบเหมือนมันเป็นห้างใหญ่ ๆ ผมได้เห็นเด็กที่เขาแตกต่างกับเด็กในเมืองมาก ๆ มันทำให้ผมรู้ว่าบางทีการที่เราเอารถโรงหนังไปหาเขามันก็สร้างประสบการณ์ให้เขา การที่เด็กเดินมาดูหนัง หรือแค่เดินเข้ามาแล้วพูดว่า  ‘โหย แอร์ฯ โคตรเย็นเลยว่ะ’ คือเด็กตื่นเต้น แค่นั้นผมก็ชื่นใจแล้ว  ผมไม่รู้หรอกว่านี่มันคือคุณค่าของงานหรือเปล่า แต่คุณค่ามันอาจจะไม่ได้อยู่กับผมหรอก มันอาจจะไปอยู่ที่คนอื่น มันไปอยู่ที่เด็ก อยู่ที่ผู้ใหญ่ที่มาดูหนัง อยู่กับชุมชนนั้น ๆ เราเห็นเขาได้มาคุยกัน ได้มาพบปะกัน อาจจะคุยเรื่องอื่นก็ได้ แต่เราเป็นจุดเชื่อมทำให้เขาได้มาเจอกัน แค่นั้นก็ดีใจแล้ว

แต่ไม่มีใครเดินมาตบบ่าเราว่า เฮ้ย นายยอดเยี่ยมว่ะ

ก็ไม่รู้ครับ แต่ผมไม่สนใจเพราะอย่างที่บอกว่ามันไม่มีเวลาให้คิดอะไรแบบนั้นเลย เวลาเราออกไปเดือนหนึ่ง ๆ  มันเหมือนเราหายตัวไปในอีกโลกหนึ่งแค่คิดแก้ปัญหาไปทุกวัน ก็ไม่มีเวลามาคิดว่างานเรามีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่าแล้ว

คิดว่าโครงการรถโรงหนังมันจะขยายตัวหรือเพิ่มจำนวนรถให้มากกว่านี้อีกไหม

ผมคิดว่าคงไม่มีแล้วล่ะ

เพราะอะไร

ความจริงเคยคิดเป็นนโยบาย ว่ามีภาคละคันไปเลยไหม แต่คงไม่มีแล้ว เพราะปัญหามันคงเยอะฮะ แค่คอนโทรลคันเดียวนี่ก็แย่แล้ว แต่คุณโดมเคยถูกถามตั้งแต่ตอนของบประมาณครั้งแรกเลย มีคนหนึ่งยกมือขึ้นมาถามว่า ‘รถมันแพง ซื้อมาทำไม เดี๋ยวนี้เขาดูหนังที่ไหนก็ได้แล้ว ดูได้ง่าย ๆ’ แต่ยังไม่ทันที่คุณโดมจะตอบ ก็มีคนตอบแทนให้ว่า ‘มันต้องแบบนี้แหละ มันต้องใหญ่ๆ  แปลกๆ แบบนี้แหละ รถจอดกางเป็นโรงหนังได้ มีความทันสมัย มันสร้างจินตนาการให้กับเด็ก ๆ  เขาก็อยากดู บางทีเขาไม่ได้อยากดูหนัง เขาอยากดูรถ รถมันเชื่อมให้เขาเข้ามาสนใจหนัง แล้วหอภาพยนตร์เราก็มีหนังหลายประเภทให้กับเด็ก ๆ ได้ดู’ อะไรอย่างนี้ล่ะครับ

แปลว่าคุณโดมน่าจะเจออะไรแบบนี้มามากกว่าเรา

เขาน่าจะเจอแค่ตอนนั้นแหละฮะ เขาอยู่ข้างบนฮะ คงไม่มีใครไปกล้า แต่ส่วนใหญ่เราเป็นคนปะทะไงเราเป็นส่วนหน้า

เจอเราก่อน

ใช่ มันเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงทนได้เวลาเจอใครพูดถากถาง เพราะเราแบกหอภาพยนตร์ไว้ สมมติว่าเราขึ้น ‘เฮ้ย แล้วทำไมวะ’ เนี่ย ขึ้นมามันพังเลยนะ มันไม่ได้เสียแค่เรา

คนทำงานสายวัฒนธรรมร่วมสมัยที่สวนทางกับกระแสหลักในบ้านเรามักเจอปัญหานี้ คำถามคือว่า ก็รู้อยู่ ทำไมเราถึงไม่เลิก เหนื่อยก็เหนื่อย

มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำให้คนตระหนักถึงความสำคัญ คนที่เขาไม่เข้าใจเขาก็ไม่ผิด เพราะการดูหนังเป็นเรื่องรสนิยม ของใครของมัน แถมเอาจริง ๆ เป็นเรื่องไม่สำคัญกับการดำเนินชีวิตด้วย ไม่จำเป็นที่ต้องดูหนัง แต่เราแค่พยายามทำให้เขาเห็นคุณค่าของหนัง เขาไม่เห็นก็ไม่เป็นไร เราแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด  เราคือหอภาพยนตร์ฯ เราคือหน่วยงานอนุรักษ์ภาพยนตร์ ภาพเคลื่อนไหวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นของคนไทยหรือของอะไรก็แล้วแต่ เขาไม่เข้าใจว่าจะไปฉายหนังทำไมใคร ๆ เขาก็ดูแล้ว หน้าที่ของเราก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่าทำไมมันต้องอนุรักษ์ ต้องชวนกันมาดู อย่าง แผลเก่า เนี่ยฟิล์มมันไม่ได้รับการฉายมานาน แล้วมันเริ่มเสื่อมสภาพ เราต้องนำไปบูรณะ สำหรับการเผยแพร่ ทำให้ภาพยนตร์นั้นมีความละเอียดสูงมีมาตรฐานระดับสากล เพื่อให้ภาพมันดี เราเลยหยิบขึ้นมาฉายเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญ แต่หลายคนหรือหลายหน่วยงานเขาก็ไม่ได้มองตรงนั้น คนมาตรวจงาน เขาก็แค่มองว่า ปีนี้คนมาดูกี่คน ใช้ไปเงินเท่าไหร่  คุณจะเอาไปทำไรเยอะแยะ มันคุ้มไหม ค่าไฟ ค่าดูแลรักษารถ ที่นั่งร้อยนึงมีคนดูวันละ 30 คน มันคุ้มไหม

คนดูรถโรงหนังน้อยสุดกี่คน ที่เคยเจอมา

ถ้าเป็นรอบประชาชน ประมาณสักหลักสิบ แต่ยังไม่เคยเจอแบบไม่มีคนมาดูเลย

แล้วเคยเจอแบบวิกแตกไหม

วิกแตกเป็นเรื่องปกติครับ มันอยู่ที่การประสานงานเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ ถ้าประสานเก่ง ๆ คนมาดูเยอะนี่เฉย ๆ มากครับ

ไม่มีผลกับเราเราทำหน้าที่ฉายก็ฉายไป

แบบไหนก็ไม่มีผล เราก็ทำหน้าที่ฉายไป แล้วเราก็ใช้ตรงนั้นแก้ปัญหาในครั้งต่อไป

นี่มันก็เข้าปีที่ 5 ปีที่ 6 ของการทำรถโรงหนังแล้ว เบื่อไหม ถามจากใจเลย

ถ้าเรื่องงานก็มีบ้าง แต่โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนเบื่อชีวิตอยู่แล้ว แต่ไม่มีเวลาคิด จนกระทั่งถูกถามเนี่ย

ถ้าโครงการมันต้องเลิกไปในวันหนึ่ง เราจะทำยังไง

โดยปกติแล้วผม ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของหอภาพยนตร์ฯ ที่ศาลายา อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการรถโรงหนัง ซึ่งเราคิดว่าจะประคองใช้ประโยชน์จากรถโรงหนังนี้ไปประมาณ 20 ปี หากโครงการนี้ถูกยกเลิกไป เราก็กลับไปปฏิบัติงานที่หอภาพยนตร์ฯ เช่นเดิม

อยู่ที่ว่าถ้าเขาให้เราทำแล้วเราอยากทำหรือเปล่า

ใช่ เราอาจจะต่อรองว่า ผมขอทำส่วนนี้ได้ไหมครับ อย่างที่บอกว่าสั่งข้าวได้ตามที่สั่งก็โอเคแล้ว ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองมีพลังในการที่จะไปต่อรองกับใคร

แต่ถ้าเลิกไปจริง ๆ ก็น่าเสียดาย

ในส่วนที่เราได้รับมอบหมายรับผิดชอบงาน จบก็คือจบไป ไม่คิดว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอะไร เราโตแล้วเรามองโลกแบบที่ควรจะเป็นคือ มันมีสิ่งที่เกิดขึ้น แล้ววันหนึ่งมันอาจจะจบไป ก็แค่นั้นเอง แต่ถ้าพูดถึงโครงการรถโรงหนัง ผมคิดว่ามันคือโครงการที่เป็นประโยชน์สำหรับเด็ก สำหรับคนที่อยู่ไกลจากโอกาส ไม่เหมือนกับเราที่อยู่เมืองหลวง แล้วถ้ามันจะดีขึ้นไปอีก ถ้าโครงการรถโรงหนังนี้จะเป็นตัวจุดประกายให้คนอื่นเห็นคุณค่าบางอย่างแล้วเอาไปทำต่อ นำแนวคิดเรื่องการใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อเพื่อการเรียนรู้เพิ่มประสบการณ์ในชีวิต มองมันเป็นงานศิลปะ ที่ผ่านมาผมดีใจมากที่มีคนริเริ่มกันทำกันบ้างแล้ว เช่นในโรงเรียนบางแห่งมีผอ.เล็งเห็นประโยชน์ ปรับห้องบางห้องไปเป็นโรงหนังขนาดย่อม หรืออาร์ทสเปซบางแห่งสร้างห้องฉายหนัง แล้วประโยชน์ก็จะตกไปที่พื้นที่นั้นเอง ไม่ได้ตกไปที่ตัวผม

พอฉายหนังเสร็จหนึ่งวัน ทำอะไรต่อ

เอารถจอด เก็บเรียบร้อย ก็ฝากสถานที่นั้น ๆ เพราะเราเลือกที่มันปลอดภัยระดับนึงอยู่แล้ว เช่น ฝากเทศบาล จอดค้างหรือฉายที่โรงเรียนไม่ค่อยเวิร์ค ไม่มีใครดูแล โรงเรียนก็จัดรอบให้เฉพาะเด็กนักเรียนของเขาเอง มันไม่กระจายโอกาส เทศบาลหรืออบต.จะโอเคสุด พอเราเข้าสู่ปีที่ 2 ปีที่ 3 เรารู้แล้วว่าจอดที่เทศบาลเซฟ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่แต่ละที่ด้วย บางที่ที่คิดว่าโอเคแล้วก็อาจจะไม่เวิร์ค ขึ้นอยู่กับผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ที่คอยประสานกับเรามากกว่า แล้วก็เข้าที่พัก พักผ่อน ทำธุระส่วนตัวแล้วก็นอนเพราะว่ามันต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง 6 โมงเพื่อที่จะได้เตรียมตัวเอารถออกไปอีกที่หนึ่ง ต้องเผื่อเวลาเดินทางด้วย

เราไปกับรถตู้หรือนั่งรถโรงหนังเลย

ผมไปกับรถโรงหนัง นั่งข้างคนขับ เพราะต้องคอยกำชับคนขับ นั่นหลุมนะระวังนิดนึงอะไรอย่างนี้ เบาๆ นะครับพี่ ค่อย ๆ ไป ผมไม่ได้ใหญ่โตขนาดนั่งรถตู้ไป คือเราเป็นคนงานคนหนึ่งน่ะ  เราล้างรถ ทำความสะอาดใต้ท้องรถด้วย ทำทุกอย่างนั่นแหละครับ

ล้างยังไง

ก็ล้างปกติเลยครับ แล้วถ้าที่ตรงนั้นมีก๊อกน้ำก็จะขออนุญาตเขาใช้น้ำ ฉีดน้ำ อุปกรณ์ล้างรถเราก็มีครบอยู่แล้ว วันเสาร์หรือวันอาทิตย์ตอนเย็น ๆ เราก็มาขอล้าง แล้ววันเสาร์เราลงพื้นทีคล้าย ๆ กับว่าเราวางแผนสัปดาห์หน้า เราไปที่ไหนถึงที่ไหนบ้าง ไปสำรวจความเรียบร้อยก่อน เพื่อให้คนขับรถเห็นเส้นทางที่จะไป เห็นประตูทางเข้าพื้นที่จุดฉาย ติดขัดตรงไหนไหม เดี๋ยวผมจะประสานให้เพื่อให้ทุกอย่างมันโอเคที่สุด

คือเรายังได้ทักษะล้างรถเทรลเลอร์อีกด้วย

(หัวเราะ) ครบทุกอย่าง เท่าที่พอนึกได้เลยครับ

แล้วเอาเวลาที่ไหนแต่งเพลง

ทำตลอดอยู่แล้วครับ ตอนนี้ก็ทำครับ หมายถึงว่าเนี่ยนั่งคุยอยู่ เราก็คิดเมโลดี้ตลอด แต่ว่าตอนที่เราใช้บันทึกเสียงจริง ๆ มันก็แค่ช่วงเวลาที่เรากลับมาจากทริป

การทำเพลงมันบาลานซ์ชีวิตยังไงบ้าง

มันช่วยได้มากครับ ช่วยให้เราคลี่คลายบางอย่าง งานของเรามันเหมือนสงคราม เหมือนการแก้ปัญหา แต่ว่าการทำเพลงมันคือการที่เราคุยกับตัวเอง

ไม่เคยมีสงครามกับกรบ้างหรือ

ไม่เคยมีสงครามกับกร (กร มหาดำรงค์กุล) เลยนะ คือโชคดีมากที่ ถ้ามันมีสิ่งที่ดีในชีวิตผมบ้างสักอย่างก็คือกร ที่อยู่ ๆ ฟ้าก็ส่งกรมาเป็นเพื่อน แล้วก็ได้ทำเพลงร่วมกัน มันเซฟชีวิตของเราโดยไม่รู้ตัวเอง เราไม่มีที่ไป เราไม่มีบ้านกลับ เปรียบเปรยนะครับ การทำเพลงเป็นคอมฟอร์ตโซน ของเราเหมือนบ้านน่ะ เหนื่อยมาแค่ไหน แต่เรารู้ว่า เดี๋ยวเราจะไปเจอกรแล้ว ได้ทำเพลง ได้คุยกัน ช่วยได้เยอะเลยครับ

ทำไมไม่ไปทำงานแบบอื่น

เอ่อ ไม่รู้จะทำอะไรน่ะ 

ไอ้ที่ทำอยู่มันพอใช้ มันโอเคไหม

ก็พออยู่ได้ครับ เราไม่ได้เป็นคนฟุ่มเฟือยอะไร เราตอบไม่ได้จริง ๆ ว่าทำไมถึงไม่ไปทำอย่างอื่น มันเหมือน…(คิดนาน)

รักสิ่งที่ทำอยู่ไหม

ไม่รู้ ตอบจริง ๆ เลย ไม่รู้ว่ารักหรือเปล่า ก็เคยคิดเหมือนกันว่าจะไปทำอย่างอื่น คิดมากช่วง 4-5 ปีหลัง แต่นึกไม่ออก เหมือนเราแก่แล้ว  ปีนี้ผม 38 แล้ว แล้วก็รู้สึกว่า ผมก็คงอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แหละ เราคงไม่ได้เจริญไปมากกว่านี้แล้ว แต่ว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ผมไม่ได้อยากได้เงินเยอะขึ้นเป็นประเด็นหลัก

ไม่ใช่ความต้องการของเรา     

ผมไม่ได้มองว่าเงินเยอะหรือไม่เยอะ ทำแล้วรวยหรือไม่รวย อันนั้นมันไม่ได้สำคัญมากสุดสำหรับชีวิตผม แต่ผมคิดอยู่อย่างเดียวคือนี่คืองานที่ต้องรับผิดชอบมัน งานที่ผมทำ มันส่งผลต่อคนอื่น พอเราทำไปเรื่อยๆ อย่างน้อยมันทำให้รู้สึกว่ามันยังมีประโยชน์ ไม่ได้ไร้ค่านะ

อยากรวยคงไม่มาทำอย่างนี้

เออ ไม่รู้นะ มันเหมือนว่าผมทำตรงนี้เป็นหน้าที่ของผม เป็นงานที่ผมต้องทำ

เหงาไหม

ก็มีบ้าง

มีแฟนไหม

ไม่มีครับ … (คิดนาน)

รู้ไหมย้อนกลับไปตอนแรกมีบางคนบอกว่าผมควรจะทำงานนี้ด้วยคำพูดแปลกๆ ว่า “เพราะวุฒิมันไม่มีครอบครัว มันเลยเหมาะทำงานนี้’ คือสำหรับผม คำว่าครอบครัว มันไม่แค่สามี หรือภรรยา แต่ทุกคนต้องมีคนสำคัญของชีวิต อย่างผมมีย่า มีกร ก็คือครอบครัวของผม ถ้าจะเปลี่ยนว่า ผมควรจะทำงานนี้ เพราะคิดว่าผมทำได้แน่ ๆ เชื่อมั่นในผม มันคงจะดีกว่า

เมื่อกี๊นี้บอกเบื่อทุกวัน แต่ยังไม่เบื่อ  ยังไม่หยุดเพราะไม่รู้จะหยุดทำไม

ใช่ครับ เบื่อชีวิตมากกว่า ก็ทำงานไป

เวลาฉายหนังได้นั่งดูไหม หรือว่าไปเดินเล่น

ได้ดูฮะ ต้องเฝ้าหนังตลอด ผมน่าจะเป็นคนที่ดูหนัง สวรรค์มืด (กำกับโดย รัตน์ เปสตันยี – ผู้เขียน) หลายรอบที่สุดในประเทศไทย เพราะฉายบ่อย แล้วก็เป็นหนังที่เราชอบมาก ๆ เรื่องหนึ่ง

ขอถามเป็นคำถามสุดท้าย ถ้าเราพูดถึงความเติบโตก้าวหน้าในหน้าที่มันจะเป็นอะไรได้ ข้าราชการก็ขยับเงินเดือนซีสูงขึ้น นักวิชาการก็มีผลงานวิจัยขยับวิทยฐานะ

ไม่มีเลย ถ้าถามว่ามีก้าวหน้ายังไง ไม่มีก้าวหน้าแล้วฮะ งานรถโรงหนังที่ผมทำอยู่ความก้าวหน้าคืออะไร…ไม่มี จะมีอะไรล่ะ เป็นรอง ผอ. รถโรงหนัง ต่อไปเป็น ผอ. รถโรงหนังเหรอ (หัวเราะ)

ตอนนี้เป็น ผอ. ของรถโรงหนังอยู่

(หัวเราะ) มันเป็นแค่หนึ่งในโครงการของหอภาพยนตร์ โครงการของหอมีเป็นสิบ ๆ โครงการ เราแค่เป็นคนทำงานคนหนึ่ง

แล้วก็ไม่มีลูกน้องด้วย ไม่มีแผนก แบบเปิดประตูห้องแผนกรถโรงหนัง เจอเราคนเดียว

ไม่มี ผมก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ของฝ่ายเผยแพร่ฯ (หัวเราะ)

อ้าว แล้วนั่งทำงานที่ไหน

ก็อาศัยอีกกลุ่มงานหนึ่งทำ (หัวเราะ)

ขอขอบคุณ ร้านกาแฟ Craftsman x บ้านอาจารย์ฝรั่ง เอื้อเฟื้อสถานที่

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s