สุทินาถ ทองชื่น กับ แอร์ ไทม์ น้อย ๆ แค่ 5 นาที ที่กินเวลานาน ๆ กว่า 25 ปี

เรื่องและรูป โดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

“ไม่ใช่ว่าเรื่องอะไรก็จะรายงานให้มันเป็นเรื่องตลกไปซะทุกอย่าง” – สุทินาถ ทองชื่น

หากคุณเป็นแฟนของคลื่นวิทยุ 106.5 กรีน เวฟ คุณน่าจะคุ้นเคยกับเสียงของเธอ แต่น่าเสียดายนี่เป็นเว็บไซต์ที่มีแต่ตัวอักษรจึงไม่สามารถให้คุณฟังเสียงเพราะ ๆ น่าฟังของเธอได้ แต่อย่างน้อยถ้าคุณฟัง กรีน เวฟ คุณน่าจะคุ้นชื่อเธอ ต๊อก-สุทินาถ ทองชื่น เป็นอย่างดี และมากกว่านั้น หลายคนน่าจะเป็นแฟนคลับของเธอด้วยซ้ำ

เพราะเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว ที่ สุทินาถ นำรูปแบบการรายงานข่าว แบบสนุกสนาน เป็นกันเอง และเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะมาสู่คลื่น กรีน เวฟ ลีลาการเล่าข่าวและเคมีที่ไปกันได้ดีกับดีเจแต่ละคนของคลื่น ทำให้การรายงานข่าวต้นชั่วโมง กรีน อัพเดต หรือ กรีน นิวส์ เต็มไปด้วยสีสันเฉพาะตัว ซึ่งในบางครั้ง (หลายครั้ง) กว่าจะได้เข้าสู่เนื้อหาข่าวจริง ๆ ทั้งคนฟัง คนจัด ก็หัวเราะกันไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่ บางคนก็ลืมไปเลยว่าข่าวพูดถึงอะไร เพราะมัวแต่จดจ่อรอฟังว่า สุทินาถ จะคุยอะไรกับดีเจทั้งหลาย

ต้องยอมรับว่าเสียงหัวเราะของเธอชวนให้เราหัวเราะตามไม่ว่าเราจะอยากหัวเราะหรือไม่ก่อนหน้านั้น

สิบกว่าปีแล้วที่ กรีน เวฟ (และอีกยี่สิบกว่าปีที่ เอ ไทม์ มีเดีย) ที่ สุทินาถ เปลี่ยนช่วงเวลาข่าวที่คนฟังส่วนใหญ่หมุนคลื่นหนี เพราะไม่สนุก น่าเบื่อ ให้กลายมาเป็นการเฝ้ารอความสนุกสนานที่ผู้อ่านข่าวคนนี้มอบให้ ทั้งที่ งานของเธอ ว่ากันตามระยะเวลาออกอากาศ ก็แค่ 5 นาที เต็มที่ก็ 10 นาที แล้วก็หายไปจากหน้าจอวิทยุ แม้จะสั้นขนาดนั้น แต่เธอก็ทำงานยาวนานได้กว่าสองทศวรรษ ไม่เคยเปลี่ยนบริษัท ที่เดียวตลอดการทำงาน และที่สำคัญเป็นยี่สิบกว่าปีที่สีสันการอ่านข่าวให้สนุก ไม่เคยตก หรือย่อหย่อนลงไปแม้สักนาที สุทินาถทำได้อย่างไร  

ในขณะที่บางคนมองว่านี่ไม่ใช่ความทะเยอทะยานที่ควรจะเป็น ผู้ประกาศข่าวสาวร่างเล็กคนนี้มองเห็นอะไรจากเรื่องนี้ เชิญอ่าน

ทำงานที่ เอ-ไทม์ มากี่ปีแล้ว

โอ้โห นานมาก (ลากเสียงยาว) เข้ามาทำน่าจะประมาณปี 2537 ทำมาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้

ก็กำลังจะขึ้นปีที่ 25

โอ้ นานเนอะ (หัวเราะ) เหมือนเราก็ทำมาเรื่อย ๆ เราไม่ค่อยได้นับ แม้มีการเปลี่ยนคลื่นที่จัดรายการบ้าง แต่ก็อยู่ที่นี่มาตลอด

ทำงานนี้ตั้งแต่เรียนจบเลยหรือเปล่า

ต้องบอกว่าตั้งแต่ยังไม่จบดีกว่า (หัวเราะ) เพราะว่าเราเรียนรามฯ ตอนทำงานอยู่ก็มีแวบออกไปบางชั่วโมงเพื่อไปเรียนบ้าง แต่ว่าส่วนใหญ่เราก็ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมาตลอด เราเรียนคณะมนุษยศาสตร์สาขาสื่อสารมวลชน แต่ตอนนี้ไม่รู้แล้วนะว่าเขาเปลี่ยนเป็นคณะอะไร

ใครแนะนำให้เข้ามาในวงการจัดรายการวิทยุ

ก่อนหน้านั้น ตอนที่อยู่ต่างจังหวัด ที่อุดรธานีบ้านเกิด เราสนิทกับอาจารย์ท่านหนึ่ง เขาเป็นดีเจด้วย เราก็เห็นแล้วก็รู้สึกว่าชอบทางด้านนี้ เราเป็นคนชอบฟังเพลงอยู่แล้วด้วย ชอบแบบใช้เสียงอ่านนั่นอ่านนี่อะไรอย่างนี้ แต่ตอนนั้นเราอาจจะยังไม่รู้ว่าเราอยากอ่านข่าว ก็เหมือนเด็กมัธยมทั่ว ๆ ไปค่ะ เรียนจบแล้วก็ต้องคิดว่าอยากทำอะไร ก็รู้ว่าเราชอบทางด้านศิลปะ ตอนนั้นเราก็คิดแค่ว่าเราอยากเป็นครีเอทีฟ อยากทำงานบริษัทโฆษณา แต่พอเราไปคลุกคลีกับดีเจบ่อย ๆ มันก็คงจะซึมซับมั้ง พอมาเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ได้ยินว่าที่เอ-ไทม์เขาประกาศรับสมัครผู้ประกาศข่าวพอดี เราก็อยากหาตังค์ หารายได้พิเศษด้วย เราก็เลยลองไปสมัครผู้ประกาศข่าวดู

แล้วก็กลายเป็นออฟฟิศที่แรกและที่เดียวจนถึงวันนี้

ใช่ คลื่นแรกที่เราอ่านข่าวคือ Radio Vote 93.5 FMอ่านข่าวตั้งแต่แรกจนถึงทุกวันนี้ยังไม่เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นเลย (หัวเราะ) แล้วก็อ่านให้  Hot Wave แต่ว่าเป็นข่าวภาคกลางคืนนะคะ

การอ่านข่าวในรายการวิทยุนี่มันแค่อ่านเฉย ๆ หรือต้องหาข่าวเองด้วย

หาเองบ้าง รับจากสำนักข่าวต่าง ๆ ด้วย ก็หลาย ๆ อย่าง เราอ่านข่าวอยู่ที่ เรดิโอ โหวต จนเขาเปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘RVS’ แล้วก็ย้ายมาอยู่ Peak 88 แล้วพีคก็ยุบคลื่นไป เราก็มาอ่านที่ Green Wave อยู่ที่ กรีน เวฟ เกือบสิบสามปีแล้ว

13 เฉพาะที่ กรีน เวฟ แต่ถ้านับที่ เอ-ไทม์ ก็ 25 ปีเข้าไปแล้ว

ประหลาดเนอะ ไม่รู้คนอื่นเป็นกันหรือเปล่า ก็เคยมีคนถามเหมือนกันว่า ‘อ้าว! นี่ยังทำอยู่เหรอ’ (หัวเราะ) เราก็อ้าวกลับไปเหมือนกัน ‘อ้าว! ทำไมต้องเปลี่ยนด้วย’ เพราะมันไม่มีเหตุที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนไง หรืออาจจะเป็นจังหวะชีวิตของเราก็ได้นะ ที่มันไม่เปลี่ยนไป

บางคนเขาเปลี่ยนเพราะว่ารู้สึกว่าหมดความท้าทายแล้ว เรามีบ้างไหม

มันก็เป็นเหตุผลหนึ่งแหละเราก็มีเหมือนกันนะ มีช่วงนึงที่เป็นจังหวะเปลี่ยนคลื่นพอดี เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แล้วคลื่นเก่านั้นยุบไป เป็นของที่นี่ (เอ-ไทม์) แหละ เราก็เคว้งอยู่เหมือนกัน รู้สึกเหมือนชีวิตแบบหัวเลี้ยวหัวต่อเหมือนกันเนอะ ‘เฮ้ย! ยังไงต่อดี’ รู้สึกเหมือนเราตกงาน พอดีมีพี่ที่คลื่นนี้ (กรีน เวฟ) มาทาบทาม ไม่รู้เขาคิดยังไงนะ อาจจะเห็นศักยภาพเรา หรืออาจจะอยากเปลี่ยนรูปแบบการอ่านข่าวด้วย พอเขามาชวนเราก็ลองดู

ก่อนหน้านั้นไม่ได้เล่าข่าวอย่างนี้ใช่ไหม

เล่าอย่างนี้แหละ แต่อาจจะยังไม่ได้เยอะมากเท่านี้ (หัวเราะ) เพราะว่าก่อนหน้าที่อ่านที่ พีค เรดิโอ เราก็จะอ่านข่าวแบบเป็นทางการ ไม่ได้มีการคุยข่าวแจมกับดีเจ แต่ว่าจุดเริ่มต้นของการคุยข่าวให้มันสนุกจริง ๆ ก็มาจากช่วงที่คลื่น พีค เรดิโอ เขาอยากจะปรับรูปแบบก่อนด้วย พอ พีคฯ ยุบไป ที่ กรีน เวฟ เขาก็เห็นว่าเราทำแบบนั้นได้ ก็เลยย้ายมา ประมาณปี 2549 นี่แหละมั้ง  ถ้าจำไม่ผิด ก็สิบกว่าปีแล้วนะ

ทำไมเราไม่เป็นดีเจจัดรายการวิทยุเสียเลย ในเมื่อเราก็ชอบฟังเพลง เราก็เป็นได้

มีคนถามเยอะมาก  พี่ ๆ ที่ดูแลคลื่น เขาก็อยากให้เราลองทำเหมือนกัน แต่เรารู้สึกว่ามันไม่สนุก

ไม่เคยลองเหรอ

เคย ๆ มันมีอยู่ช่วงนึงนะตอนอยู่คลื่น RVS เนี่ยแหละ เราเคยทำเทปแต่ว่าตอนนั้นคือยังไม่โอเค..ก็จบไป ไม่ได้ซีเรียสอะไร ลองทำเล่น ๆ ดู จนได้มาอยู่ที่ กรีน เวฟ พี่เขาก็มีทาบ ๆ เหมือนกันว่าลองทำดูไหม เพราะเห็นว่าด้วยศักยภาพเราน่าจะเป็นดีเจได้ เราก็เลยบอกพี่เขาไปว่ามันไม่ใช่ทางของเรา เราว่าเราเหมาะกับทางอ่านข่าวมากกว่า เหมาะกับการอ่านข่าวและการพูดคุย แจมกับดีเจสั้น ๆ มากกว่า เราก็บอกพี่เขาไปตรง ๆ

มันสนุกตรงไหน อ่านข่าวครั้งละห้านาที

เราก็ไม่รู้ว่ามันสนุกตรงไหน แต่เราก็ทำตามหน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายมาให้ดีที่สุด

เขามอบหมายมาว่าอะไร

ว่าอยากให้การอ่านข่าวมันมีคอนเซ็ปต์เป็นแบบนี้ สนุกขึ้นมาหน่อย เป็นกันเอง ไม่เป็นทางการมาก ข่าวก็ต้องเข้าใจง่าย คือต้องยอมรับว่าเวลาเราฟังวิทยุ พอถึงช่วงข่าว  คนฟังก็จะหมุนหนีแล้ว เขาไม่อยากฟัง แต่ถามว่าทุกวันนี้เขาฟังข่าวที่เราอ่านไหม…น่าจะน้อยนะ (หัวเราะดัง) แต่เขาอยากฟังเราพูดคุยกับดีเจมากกว่า เพราะเขาบอกว่ามันสนุก คุณผู้ฟังบอกว่า ‘อุ๊ย! ไม่ได้ฟังเลยค่ะ ไม่รู้ว่าข่าวเรื่องอะไร จำไม่ได้แล้วค่ะ แต่รอฟังว่าจะคุยอะไรกับดีเจ จิกกัดอะไรดีเจมากกว่า’ แต่เราว่ามันก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง อีกรูปแบบหนึ่งในการนำเสนอข่าวนะ ก็เริ่มทำแบบนี้ตั้งแต่เข้า กรีน เวฟ เลย

เป็นยุคเดียวกับที่รายการโทรทัศน์เริ่มมีการเล่าข่าวใช่ไหม

ใช่ มันเริ่มเปลี่ยนช่วง ๆ นั้น มันเริ่มเปลี่ยนรูปแบบจากการอ่านข่าวแบบผู้รายงานข่าวไปเป็นการเล่าข่าว แต่ว่าเราต้องดูกาลเทศะด้วยว่าข่าวที่เราเอามาเล่านั้นมันเป็นยังไง ไม่ใช่ว่าเรื่องอะไรก็จะรายงานให้มันเป็นเรื่องตลกไปซะทุกอย่าง แบบนั้นไม่ใช่

พอมาอ่านข่าวที่ กรีน เวฟ ก็ดูเหมือนว่าผู้ฟังชื่นชอบเรามากขึ้นเรื่อย ๆ คุณสังเกตเห็นสิ่งนี้หรือเปล่า

คือที่ กรีน เวฟ ดีเจแต่ละคนเขาก็จะเรียบร้อย ค่ะ คลื่นก็เปิดเพลง Easy Listening ฟังง่าย ดีเจก็จะแบบว่า นุ่ม ๆ แต่ไม่ได้แปลว่า หน้าไมค์ฯ เป็นแบบนี้ หลังไมค์ฯ เป็นอีกแบบนะ ไม่ใช่ เขาก็เป็นแบบนี้แหละ เพียงแต่ว่าแนวทางหลักของ กรีน เวฟ น่ะ มันไม่ได้โฉ่งฉ่าง ไปฉีกแนวแบบนั้นไม่ได้ เอ๊ะ! หรือเป็นเพราะเราหรือเปล่าที่เข้ามาทำให้ความเป็น กรีน เวฟ  ดูปั่นป่วนเนอะ (หัวเราะ) คิดว่าเราเข้ามาสร้างสีสันมากกว่าน่ะค่ะ เพราะว่าคนมันเครียด เราเองเราก็ดันเป็นคนแบบนี้ หน้าไมค์ฯ หลังไมค์ฯ ก็เป็นแบบที่ได้ฟังนั่นแหละค่ะ ถามว่าเคยเครียดไหม มันก็มีบ้างนะแต่โดยพื้นฐานเราน่าจะเป็นแนวสนุกสนานร่าเริงมากกว่า แต่ถึงเวลาเครียด เราก็เครียด เราก็มีเรื่องที่เครียดเหมือนคนอื่นแหละ แต่พอถึงเวลาทำงาน ความสนุกมันจะออกมาเองโดยอัตโนมัติ ไม่ฝืนเลย  ถ้าคนที่กำลังฝืนให้สนุก เราจะรู้สึกว่ามันไม่สนุก สังเกตได้เลย เหมือนเวลาเราคุยกับคน คนนี้ไม่ต้องทำอะไรมาก  พูดประโยคเดียวเราก็รู้สึกขำแล้ว  มันอธิบายลำบาก แต่ว่าถ้าพยายามให้ตลกมันก็จะไม่สนุก อย่างเวลาเราคุยกับดีเจ เขาก็ผ่อนคลายมากขึ้นนะ กล้าที่จะเล่น กล้าที่จะพูดคุย กับเรา แล้วเนื้อหาข่าวใน กรีน เวฟ มันไม่ได้เครียดอะไรขนาดนั้น มันเหมือนเราเข้ามาเป็นสีสันให้คลื่นเขาอะไรอย่างนี้มากกว่า

คุณกับดีเจต้องสนิทกันถึงขนาดไหน ถึงจะคุยกันได้ถูกคอขนาดนั้น

อาจจจะไม่ต้องสนิทมากก็ได้นะ (หัวเราะ) แต่ก็มีดีเจที่เราสนิทอยู่บ้าง แต่ดีเจที่เราไม่สนิทก็ไม่ได้แปลว่าเราจะคุยให้สนุกไม่ได้ ดีเจแต่ละคนเขาจะมีคาแรคเตอร์ไม่เหมือนกัน คาแรคเตอร์เขาจะต่างกัน เราก็จะต้องเรียนรู้

อย่างตอนสิบโมงกับดีเจ เป้ วิศวะ อันนั้นจะสนุกมากเลย ดูเหมือนไม่มีขีดจำกัดอะไรเลย

ใช่ เพราะว่า เป้ (วิศวะ กิจตันขจร) เป็นคนลักษณะคล้าย ๆ เรา เขาเป็นคนร่าเริง หัวเราะง่าย นิดหน่อยเขาก็ขำแล้ว บางทีขำไม่มีเหตุผล แต่ว่ามันก็คือความสนุก คาแรกเตอร์เป้ก็จะเป็นอย่างนี้ เราก็จะรู้ว่าเป้เป็นแบบนี้

อย่างช่วงที่เจอพี่อ้อย (นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล) คาแรกเตอร์พี่อ้อยก็จะเป็นผู้ใหญ่หน่อย เราก็จะไปโฉ่งฉ่างอะไรมากไม่ได้ การพูดคุยมันต้องจริงจังมากขึ้น เราก็จะอาศัยการเรียนรู้นิสัยใจคอของดีเจแต่ละคนเพราะว่ามันมีผลต่อการเลือกข่าวด้วยเหมือนกัน

ยังไง

เพราะว่าเราเองเราก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ดีเจแต่ละคนก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่องเนอะ สมมติว่าเราอ่านข่าวกับคนนี้ เราก็จะเลือกข่าว ข่าวแบบไหนที่คุยกับเขาแล้วมันสนุก ก็ต้องดูความสนใจของดีเจแต่ละคนด้วยเหมือนกันนะ ไม่รู้สิ อันนี้เราคิดเอาเอง แต่ว่ามันอาจจะไม่มีหลักการก็ได้นะ สมมติมันบังเอิญเราได้เจอข่าวนี้พอดี เหมาะกับดีเจช่วงนี้พอดี เวลาคุยกัน ความสนุกมันก็เกิดเอง แต่ว่าก็ไม่ใช่ทุกครั้งนะคะ เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้เนอะที่เราเจออันนี้แล้วมันจะเหมาะกับดีเจทุกคนเสมอไป มันไม่มีอะไรตายตัวหรอก

แล้วมีข่าวไหนบ้างที่แบบว่า…ข่าวนี้ต้องคนนี้เลย

มีเหมือนกันนะ ยกตัวอย่างดีเจ เป้ หรือดีเจโก (ตฤณ เรืองกิจรัตนกุล) อย่างโกเขาก็จะเป็นแนวแบบสนุกสนานของเขาอยู่แล้ว ไม่ซีเรียสอะไร ก็เลือกเรื่องเบา ๆ หน่อย ไม่ใช่ว่าไม่มีสาระนะ แต่ว่าข่าวมันก็อาจจะต้องเบาลงมาอีกนิดหนึ่ง แล้วก็ดูว่าพอเล่นได้ อย่างช่วงพี่อั๋น (ภูวนาท คุนผลิน) ก็จะเป็นข่าวอีกแบบหนึ่ง แต่โดยพื้นฐานดีเจทุกคนน่ะ เขาไปได้กับทุกข่าวอยู่แล้วแหละ ไม่ว่าเราจะเลือกอะไรมาอ่านก็ตาม ซึ่งเราจะทำอย่างนั้นก็ได้นะ แต่ว่าเราก็คิดว่า เอ๊ะ เรามาแค่แป๊บเดียวน่ะ ไม่เกินห้านาที เราก็อยากให้มันมีความสนุกมากที่สุด

เลือกข่าวเอง ก็จะมีลักษณะของการเป็นบรรณาธิการข่าวไปด้วยในตัวถูกไหม

จะว่าอย่างงั้นก็ได้แหละ เหมือนเราตัดสินใจเลือกข่าวเองตั้งแต่แรกเลย แต่ข่าวของ กรีน เวฟ  มันก็ไม่ได้หนักหนา หนักหน่วงอะไรอยู่แล้ว เป็นข่าวสิ่งแวดล้อม สังคมสินค้ารอบ ๆ ตัว เรื่องใกล้ ๆ ตัว กรุงเทพ ต่างจังหวัดบ้าง ถ้ามันอยู่ในกระแส หรือว่าถ้ามันเป็นข่าวที่อยู่ในกระแสมาก ๆ ก็หยิบมาเล่นได้บ้าง

เป็นนโยบายอย่างนั้นหรือ

มันไม่ถึงกับนโยบายว่าต้องการอย่างนี้ แต่ว่าเราดูจากภาพรวมการเป็น กรีน เวฟ  มากกว่า ผู้ใหญ่เขาไม่ได้มีนโยบายว่าคุณต้องเอาข่าวนั้นข่าวนี้ แต่ให้ดูความเหมาะสม

ในความคิดเราแบบไหนถึงเหมาะสมกับคลื่น

ในความคิดเราก็คือมันควรจะเป็นในทางบวก ถามว่าในทางลบมีไหม มี แต่ว่าสุดท้ายถ้าข่าวมันไปด้านลบแล้ว เรามีอะไรมาเสริมให้บวก มันน่าจะโอเคกับผู้ฟัง

เข้าใจมาตลอดว่ามีคนคัดสรรข่าวมาให้

เราไม่ได้เป็นคลื่นข่าวอะไรขนาดนั้น แต่คลื่นมันต้องมีข่าว ก็น่าจะเป็นแนวสื่อสารข้อมูลมากกว่า แต่ถ้าเป็นข่าวต้นชั่วโมงก็ต้องมีความรู้เพิ่มเข้ามาด้วย

ข่าวต้นชั่วโมง กรีน นิวส์ ไม่เหมือนกับ กรีน อัพเดต ใช่ไหม

กรีน อัพเดต มันเป็นอะไรที่สั้น ๆ มันจะมีช่วงเจ็ดโมงครึ่ง กับทุ่มครึ่ง มันก็จะสั้น ๆ หน่อย ไม่เกินสามสิบวินาที  ส่วนใหญ่จะเน้น เรื่องของนวัตกรรม เทคโนโลยี ไอที หรือแม้แต่ข่าวบันเทิงต่างประเทศไปทางนั้นซะมากกว่า แต่ถ้าอย่างนี้ หน่วยงานไหนเขาจะมีข่าวนั่นนี่นะ เราก็อัพเดตสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ได้เช่นกัน ส่วน กรีน นิวส์ ก็เป็นเรื่องข่าวสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

ดูเหมือนเป็นบรรณาธิการข่าวไปด้วย มีทีมงานอ่านข่าวกี่คน

ก็มีเรากับมีน้องแพรไพลิน (แพรไพลิน ธรรมนาวรรณ) แต่ว่าน้องเขาเป็นฟรีเลนซ์อ่านเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ หรือไม่ก็อ่านแทนช่วงที่เราลา ทีมเราก็มีแค่สองคน ถามว่าหนักไหม…ก็หนักเหมือนกันนะ เพราะว่ามันต้องอ่านตลอด 24 ชั่วโมง เพราะข่าวมันมีทุกต้นชั่วโมง มันก็หนักอยู่เหมือนกัน แต่เราว่าข่าวมันมีอยู่ตลอดอยู่แล้วแหละ เพียงแต่ว่าเราจะหยิบแง่มุมไหนมามากกว่า ข่าวเศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ กีฬา แค่ผสมผสานสัดส่วนให้ดี ดูว่ามันข่าวแมสฯ ด้วยไหม  ถ้าเราเองเรายังสงสัย คนฟังก็น่าจะสงสัย ก็ให้มันแบบแมสฯ นิดหนึ่ง

การที่ต้องมีข่าวทั้งวันทั้งคืน แน่นอนว่ามีการอัดเทปใช่ไหม

ใช่ค่ะ กลางคืนก็จะเป็นเทป ถ้าอ่านสด ๆ  ก็เริ่มแปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น อ่านไปทุกต้นชั่วโมง ก็ต้องวิ่งเข้าวิ่งออกสตูดิโออยู่ตลอดเวลา มันก็เหมือนเราทำงานประจำตลอดเวลานะ เหมือนเราต้องสแตนด์บายตลอดทั้งวัน ชีวิตอยู่ในตึกนี้ทุกวัน หลังจากห้าโมงเย็นเป็นต้นไป ก็จะเป็นเทปที่เราอัดไว้ระหว่างวัน เพราะฉะนั้นการฟังช่วงเช้า-ช่วงเย็นจะแตกต่างกันค่ะ แต่บางทีกลางวันก็ไม่มีคนคุยด้วยก็มีนะ บางทีไปเข้าห้องน้ำกันก็มีบ้าง (หัวเราะ)

อ่านข่าวที่ กรีน เวฟ นานแค่ไหนจึงเริ่มมีแฟนคลับ

จริง ๆ ก็ตั้งแต่แรกเลยนะ พอเริ่มมาเล่าข่าวแบบนี้ได้ปีสองปีคนก็รู้จักแล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้มากมายอย่างนี้ มันค่อย ๆ มีคนฟังมาชอบมากกว่า ไม่ได้มาปุ๊บแล้ว…แบบ เอ้อ มาเป็นแฟนคลับ อะไรอย่างนี้เลย

เพราะอะไรเขาถึงติดใจเรา ทราบไหม

ส่วนใหญ่ที่เขาบอกมานะ ก็คือตลกดี คลายเครียดดี  ฟังแล้วอารมณ์ดี อะไรอย่างนี้แหละค่ะ

หรือเพราะคนฟังกรีน เวฟ เป็นคนแบบคล้าย ๆ คุณหรือเปล่า

ไม่หรอกเขาอาจจะเป็นคนทำงานออฟฟิศที่บางทีเจอความเครียด หรือรถติดก็เครียด หงุดหงิดอะไรอย่างนี้ แต่พอได้ฟังเราแล้วมันเพลิน ก็จะลืมอารมณ์ที่อยู่ตรงนั้นไปได้แค่นั้นเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนเรา เขาอาจจะเป็นคนคนละแบบกับเราก็ได้ ซึ่งพอจบตรงนั้นไปแล้ว เขากลับไปนั่งทำงานแล้วเขาอาจจะเครียดอีก หรือเจออะไรอีกเยอะแยะก็ได้ เราแค่เบรกคลายเครียด เวลาเราเลือกข่าว เรามักจะคิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะพูดเรื่องที่มันแย่ ๆ ที่มันลบๆ อีก ชีวิตเขาก็อาจจะแย่อยู่แล้ว

ไม่เชิงว่าเอาตัวเราเป็นบรรทัดฐานนะ แต่ว่าเราคิดว่ามันคงดีถ้าเรานำเสนอข่าวด้วยความเป็นกันเอง เหมือนเวลาเราพูดคุย เราไม่ได้ใช้ภาษาที่ยากหรือเป็นทางการ เหมือนเรานั่งคุยกับเพื่อน ‘เฮ้ย เธอ มันมีอันนี้ ๆ ๆ เกิดขึ้นนะ หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า’ เท่านั้นเอง ส่วนที่คิดว่ามันมีบางอย่างที่เชื่อมโยงเรากับผู้ฟังก็อาจเป็นเพราะเราพูดถึงสภาพแวดล้อมจริง ๆ ข้างนอกที่เราไปเจอมา แล้วบังเอิญคนฟังส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ มันก็อารมณ์เดียวกันกับเราทั้งนั้นแหละ เจอมาเหมือนกัน มันอาจจะมีจริตไปต้องกันพอดีด้วย อะไรอย่างนี้มากกว่า คืออาจจะต้องการการผ่อนคลายก็แค่นั้น

ทำงานเกือบจะสามสิบปีแล้ว มีความรู้สึกเบื่อไหม หรือว่าอยากจะท้าทายตัวเองไหม

เคยมีคนมาชวนเหมือนกันนะ ชวนไปทำธุรกิจอย่างอื่น แต่มันก็มีความเสี่ยงเรื่องของความมั่นคงด้วยส่วนหนึ่ง เราคิดว่าเราสนุกกับงานนะ ไอ้ที่มันเบื่อ อาจจะเป็นเพราะมันเป็นงานประจำมากกว่ามั้ง แต่โดยตัวงานเราแฮปปี้กับมัน  มันก็อาจจะเบื่อ ๆ อยาก ๆ เหมือนคนทำงานทั่วไป เป็นอารมณ์นั้นมากกว่า หรือบางทีเราแค่ ‘โอ๊ย ขี้เกียจตื่นจัง’ อะไรอย่างนี้ แต่ถามว่าเราเบื่อเนื้องานตรงนี้ไหม ไม่เบื่อนะ เพราะเราชอบมั้ง เราชอบอ่านข่าว เราชอบ ใช้เสียงอะไร เออ มันเป็นเหตุผลได้ไหม? (หัวเราะ)

บางคนก็ถามว่าทำไมทำได้นานจัง มีคนถามเยอะ ทำนาน ๆ แล้วทำสายเดียวด้วย ไม่ได้เปลี่ยนไปสายอื่นเลย เราก็คิดว่าเพราะเราลองเปลี่ยนรูปแบบมั้ง จากแต่ก่อนที่ต้องรายงานข่าวจริงจัง ถ้าสมมติว่า วันนี้เรายังอ่านข่าวในรูปแบบเดิม เราอาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้ เหมือนแบบ… ‘สวัสดีค่ะ ดิฉันสุทินาถ ทองชื่น รายงานค่ะ’ (ทำเสียงจริงจัง เคร่งขรึม) เหมือนอ่านข่าวแบบเกร็ง ๆ เคร่งขรึมน่ะ แบบนั้นเราอาจจะหมดความท้าทายไปแล้ว ใครก็อ่านได้มั้งอะไรแบบนี้

แต่ว่าพอมันลองเปลี่ยนรูปแบบปุ๊บ การทำงานมันก็ท้าทายเราทันที เพราะเราก็ไม่เคยทำอย่างนี้เหมือนกันนะ ช่วงแรก ๆ ที่ยังไม่ได้แจมกับดีเจ อ่านเป็นปกติแล้ว มันก็มีช่วงที่รู้สึกเบื่อเหมือนกัน แล้วมันเป็นจังหวะชีวิตเราด้วยมั้งที่มาเจอการเปลี่ยนแปลงตรงนี้พอดี การได้อ่านกับดีเจ ได้คุย การได้แจมอะไรอย่างนี้ มันทำให้งานเราสนุกขึ้น สิ่งที่เราพูดออกไป สิ่งที่เราสื่อสารกับดีเจ สิ่งที่เราสื่อสารกับคนฟัง มันต้องผ่านการกลั่นกรองเหมือนกัน  อันนี้ควรพูด อันนี้ไม่ควรพูด หลายอย่างน่ะ แต่โดยรวมถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี

เคยมีผิดพลาดไหม

มี (เน้นเสียง) ผิดพลาดทั้งตัวเนื้อข่าว บางทีเราสะเพร่า เราว่าเราดูแล้ว แต่ถ้าการผิดพลาดแบบพูดอะไรไม่เหมาะสม เราต้องมีสติ เพราะว่าเราต้องคิดก่อนที่จะพูดออกไป มันต้องคิดหลาย ๆ อย่างเหมือนกันค่ะ ข่าวไหนแค่รายงานทั่ว ๆ ไป หรือว่าข่าวไหนที่อาจจะมีหยิกหยอก เบา ๆ ขำ ๆ ได้ แต่เราจะไม่ไปแตะอะไรเยอะ อะไรที่มันเกินจุดนี้ไป มันจะซีเรียสแล้ว

ชีวิตประจำวันเรา เข้างานแปดโมงเช้า เราอ่านข่าวต้นชั่วโมง เก้าโมงเช้าอ่าน สิบโมงเช้าอ่าน เป็นอย่างนี้ไปทุกชั่วโมง หลังจากออกจากสตูดิโอแล้วคุณทำอะไรต่อ

ก็ดูว่าข่าวช่วงกลางคืนมันจะต้องมีอะไรบ้าง ดูข่าว เตรียมข่าวที่จะต้องอ่านไว้เปิดตอนกลางคืน กี่ชั่วโมงก็ว่ากันไป เช็คข่าวต่าง ๆ แล้วลงเสียง  คนชอบถามว่า ‘อ่านแป๊บเดียวเสร็จแล้วทำอะไร’ เราก็จะแกล้งพูดหน้าไมค์ฯ ว่า ‘อ้อ ไปหลับบ้าง ไปช้อปปิ้งบ้าง’ (หัวเราะ) แต่จริง ๆ ไม่มีเวลาหรอก มีเวลาว่างนิดเดียว ก็ลงไปกินกาแฟข้างล่างบ้าง อยากออกไปดูโลกข้างนอกบ้าง เดินตลาดนัดบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็คือดูข่าวแหละว่าชั่วโมงต่อไปเราอ่านอะไร ดีเจคนไหน อย่างสมมติดีเจคนนี้ลา ใครมาแทน เราว่าเรื่องแบบนี้มันสำคัญนะ เพราะว่างานของเรามันมาแค่แป๊บเดียว เราจะต้องให้งานมันโอเคที่สุด เวลาว่างเราน้อยมากเลยนะ ที่นี่แค่กดลิฟต์ รอลิฟต์มาก็หมดเวลาแล้ว (หัวเราะ) ยิ่งถ้าสิบเอ็ดโมง เที่ยง นี่ไม่ต้องลงเลยค่ะ สุทธินาถขึ้นมาไม่ทันแน่นอน ถ้าคุณจะลงต้องลงหลังเก้าโมง หรือหลังสิบโมงคุณยังพอมีเวลาแต่นั่นก็ยังวิ่งหูตูบเหมือนกันนะ เพราะเราไปไหนไม่ได้เราต้องรออยู่ตรงนี้กินกาแฟร้อนเราต้องรีบนิดนึงนะ บางทีกินไม่ทัน (หัวเราะ)

คือดีเจเขาจัดแป๊บเดียวเขาก็ไปไง อย่างมากสามชั่วโมง บางคน สองชั่วโมง อันนี้คือเวลาหลัก ๆ นะ หรือบางคนก็จัดรวมจัดแทนเป็นหกชั่วโมง เขาก็ไม่มีอะไรแล้ว ก็จบตรงนั้น แต่เราเป็นพนักงานประจำเนอะ มาแค่ต้นชั่วโมงแป๊บเดียว มาน้อยแต่มาทั้ง24 ชั่วโมง

ช่วงกลางคืนต้องทำข่าวไว้กี่เทป

ก็นับไปเลยค่ะ ตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงเจ็ดโมงเช้า กลางคืนก็ประมาณสิบเทป สิบเอ็ดเทป บวกกับกลางวันที่อ่านสด ๆ อีก ห้าวันเสาร์ อาทิตย์ไม่มี  น้องกี๋ แพรไพลิน มาอ่านแทน น้องเป็นฟรีแลนซ์ เขาก็ทำเหมือนเราแหละ แต่เขาทำแค่สองวัน

รับผิดชอบมากเกินไปไหม

ไม่รู้สึกนะ เพราะว่ามันคืองานประจำของเรา ไม่ได้รู้สึกว่ามันมากเกินไปหรือน้อยเกินไป มันกำลังพอดี แต่เพียงแต่ว่ามันอาจจะมีเหนื่อยบ้างแหละเพราะเราใช้เสียงทั้งวัน มันน่าจะหนักเรื่องการใช้เสียงมากกว่า เพราะเราพูดทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันเย็น แล้วเราต้องอ่านข่าวให้…

สนุก อารมณ์ไม่ตก อารมณ์ไม่เปลี่ยนด้วย

อารมณ์หรอ…เราก็รู้สึกว่ามันไม่ตกนะ (หัวเราะ) นี่ไง ถึงบอกว่าธรรมชาติเรามันเป็นคนแบบนี้น่ะ ถามว่า อ้าว! แล้วคุณไม่มีเรื่องเครียดเหรอ มีคนถามเยอะเราก็บอกว่ามี เรามีเรื่องเครียด มีเรื่องไม่สบายใจ เหมือนคนอื่นแหละ บางทีเราขับรถมาเราก็เหวี่ยง แต่พอ อุ๊ย! ตายแล้ว แปดโมงฉันต้องอ่านข่าว

แล้วทำอย่างไร

มันจะลืมตรงนั้นไปโดยอัตโนมัติ พอเรานั่งหน้าไมค์ฯ ปุ๊บ  ทิ้งหมดทุกอย่าง อย่าถามว่าทิ้งยังไง มันตอบไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกโดยอัตโนมัติของเราว่า หนึ่ง สอง สาม เปิดไมค์ฯ  แล้วนะ สวัสดีค่ะ เลยรันไปเรื่อยเลย เราจะไม่คิดถึงข้างหลังแล้วว่าก่อนหน้านี้เจออะไร นอกจากว่าแจมกันหน้าไมค์ฯ สมมติคุยเรื่องการจราจรรถติด เราก็อาจจะนึกได้พอดีแต่คนละอารมณ์ มันเป็นอย่างนั้นตลอดค่ะ คนเราถ้ามันจัดวางหรือจัดระเบียบอารมณ์ได้นะ ความสนุกมันน่าจะออกมาโดยอัตโนมัติ

คิดว่าตัวเราจะทำไปถึงเมื่อไหร่

จนกว่าเขาจะไล่ออกล่ะมั้งคะ (หัวเราะ)เราไม่รู้หรอกว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น เราทำของเราให้เต็มที่ ถ้าฟังเราบ่อย ๆ อาจจะได้ยินบ้างว่า เราจะบอกหน้าไมค์ฯ อยู่เสมอว่ามันยังมีคนที่อยากจะมานั่งตรงนี้ เยอะมาก น้อง ๆ เด็กรุนใหม่ อยากมาทำอย่างนี้บ้าง อยากอ่านข่าวอย่างนี้บ้าง เราไม่รู้หรอก แน่นอนแหละว่าวันหนึ่งเราต้องไป มีรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่ อาจจะไม่มีข่าวตรงนี้แล้วก็ได้ มันอาจจะเปลี่ยนแปลง เราก็ไม่รู้ แต่เรามีโอกาสทำตรงนี้ก็ทำให้ดีที่สุด ให้นึกถึงวันแรกที่เราอยากจะมานั่งตรงนี้ แล้วมันจะเป็นแรงกระตุ้นเรา นึกถึงวันที่เราทำเทปข่าวมาให้พี่เขาฟังแล้วพี่เขาเลือกเรา  แล้วเราได้ทำตั้งแต่วันนั้นยาวมาจนถึงวันนี้ เราไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นแบบเราหรือเปล่า แต่ในเมื่อเรามีตรงนี้แล้ว เราก็ต้องทำให้ดี กับบางคนเขาก็อาจจะมองว่าเราไม่มีความกระตือรือร้นหรือเปล่า เราไม่มีความทะเยอทะยานหรือเปล่า มันก็มองได้เหมือนกันนะ

แล้วเราไม่ทะเยอทะยานหรือเปล่า

ทะเยอทะยานน้อยดีกว่า เราว่าทุกคนน่ะมีความทะเยอทะยาน แต่มีมากมีน้อยต่างกัน บางคนเราว่าถ้าทะเยอะทะยานมากหน่อยก็ไม่อยู่ตรงนี้แล้วแหละ แต่เรารู้สึกว่าเราอยากมีความสุขระหว่างทางไปเรื่อย ๆ มากกว่า เราไม่อยากทะเยอทะยาน ทนทำงานหนัก  แล้วค่อยเก็บตังค์เพื่อที่จะไปเที่ยวตอนเกษียณ เราขอทำงานไปด้วย เที่ยวไปด้วย มีความสุขระหว่างทาง ตอนนี้เลย การทำงานตรงนี้ก็เป็นแบบนั้นแหละ ทะเยอทะยานไหม ไม่รู้ แต่ให้ทะเยอทะยานมากขึ้นไปอีก…เราต้องชั่งความสุขเราก่อนว่าถ้าขึ้นไปแล้วเรามีความสุขไหม

สมมติว่าทะเยอทะยานขึ้นไปแล้ว อาจจะได้เงินตอบแทนที่ดีกว่า

แต่ระหว่างทางนั้นน่ะ เราอาจจะต่อสู้ เราอาจจะฟาดฟัน แล้วถามว่าเรามีความสุขไหม เราอาจจะมีเงินน้อยกว่าเขานิดนึง แต่ระหว่างทางแม่งโคตรมีความสุขชิบหายเลยว่ะ แฮปปี้ ทำงานแฮปปี้มีความสุขทุกวัน ก็เป็นอย่างนี้ เราเจอความท้าทายทุกวัน เจอดีเจหมุนเวียนกันมา เจอข่าวแต่ละวันไม่ซ้ำกัน เรามองว่ามันเป็นความสุขมากกว่า

เคยไม่อ่านข่าวนานที่สุดติดต่อกันกี่วัน

สิบกว่าวัน ตอนไปเที่ยวแหละ เราก็ใช้โควตาลาพักร้อน

ความสุขในการอยู่หน้าไมค์ฯ คือแบบไหน

มันบอกไม่ถูก เพราะว่าในแต่ละเบรกมันไม่เหมือนกัน เบรกนี้เราอาจจะธรรมดา เบรกนี้เราอาจจะสนุก มีมุกโน่นนี่นั่น บางเบรกอาจจะไม่ถึงกับแบบฮาอะไรมาก บางเบรกก็สบาย ๆ เบา ๆ ไม่มีจุดไหนที่ดีที่สุดหรือโอเคที่สุดหรอก

เคยมีคนชวนไปจัดทอล์คโชว์หรือจัดรายการอื่น ๆ บ้างไหม

ส่วนใหญ่มีแต่คนฟังถาม (หัวเราะ) ‘พี่ ทำไมไม่ทำทอล์คโชว์ เวลาเห็นแจมสามคน มันสนุก ดูมันมีเคมีที่เข้ากัน’ เราก็ ‘โอ้ย! ฟังต้นชั่วโมงอย่างนี้ก็พอแล้ว สงสารคนฟัง’ เราไปของเราแบบนี้ดีกว่า เจอกันเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งเราอาจจะยังไม่เคยลองมั้ง ซึ่งถ้าลองอาจจะไม่สนุกก็ได้

มาจัดเช้านี่ ทุกวันนี้ตื่นกี่โมง

ตีห้ากว่า ประมาณตีห้ายี่สิบ นี่ตื่นเร็วขึ้นนะคะเพราะรถติดมาก ปกติจะตื่นตีห้าสี่สิบห้า บ้านอยู่รัชดาฯ นี่แหละค่ะ แต่ด้วยความที่รถมันติดมาก แล้วเราไว้ใจแถวอโศกฯ ไม่ได้เลย จากรัชดาฯ มาอโศกฯ ต้องตื่นตีห้านะคะ มาถึงเร็วไว้ก่อนปลอดภัยกว่า เพราะว่าเป็นคนไม่ชอบมาแบบกระหืดกระหอบ เคยมาแล้วเหมือนกัน มีช่วงนึงที่มาเฉียดฉิวมาก ต้องบอกว่าเปิดเพลงเผื่อพี่หน่อยนะ แปดโมงเป็นเวลาแบบนรกมาก มันเดาอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ เรายังรู้สึกว่านี่ขนาดเรามาทุกวันแล้วเส้นทางมันก็ไม่ได้แบบแปลกประหลาด แต่เราคิดว่าไม่เป็นไร เรายอมตื่นเช้าขึ้นมาอีกสักยี่สิบนาที เราก็จะได้มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้น เข้าห้องน้ำไม่ต้องรีบ แล้วก็มาถึงแบบสบาย ๆ ไม่ใช่กระหืดกระหอบ สุขภาพจิตมันเสีย

แล้วลงไปทานข้าวเที่ยงตอนไหน ดูเหมือนต้องพร้อมทุกสี่สิบนาที

ไม่ลงค่ะทานอยู่นี่แหละ (หัวเราะ) เพราะว่าลงแล้วขึ้นมาไม่ทันแน่นอน ก็แล้วแต่เวลานะ แต่ส่วนใหญ่ก็บ่ายโมง บ่ายสอง กินชั้นนี้นี่แหละ นั่งกินข้างนอก

กลับบ้านตอนห้าโมง

แล้วแต่ หกโมงบ้าง เรากลับบ้านเลย ไม่แวะที่ไหน แต่วันศุกร์อาจจะมีไปดูหนังบ้าง ไปวันศุกร์ เพราะวันเสาร์เราไม่ต้องตื่นมาทำงาน เราก็จะกลับดึกได้ เสาร์ อาทิตย์หยุด ง่าย ๆ ไม่หวือหวา

ก็ดูเป็นงานที่ลงตัวประมาณนึง

วันนี้มันก็ลงตัวนะ

รักมันไหม

ต้องบอกว่ารักแหละ ถ้าไม่รักมันก็ไม่น่าจะทำได้นานขนาดนี้นะ นี่เป็นความรู้สึกของตัวเราเองนะ เคยมีคนตั้งข้อสังเกตไง เราก็เลยคิดเหมือนกันว่าเราผิดปกติหรือเปล่า เราไม่เปลี่ยนงานเลย หรือว่าเราไม่มีความทะเยอทะยาน เราถอยหลังไปเรื่อย ๆ หรือเปล่า

เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกัน

คิดแต่ว่าเราไม่ได้คิดขึ้นมาเอง แต่เราคิดเพราะคนอื่นมาพูด แต่เราไม่ได้บอกว่าเขาไม่ดีนะ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกแบบนั้นได้ คิดแบบนั้นได้ ตัวเราอาจจะมีบ้างแว้บ ๆ แต่ไม่ได้เอามาคิดว่าให้เป็นเรื่องใหญ่ หรือว่าเราอาจจะมาเจองานแบบที่เรารักและแฮปปี้แบบนี้มาอยู่แล้วหรือเปล่า ในขณะที่อีกหลายคนเขาอาจจะหาทางของเขาไม่เจอหรือเปล่า เขาอยู่ตรงนี้แล้วอาจจะ ‘ไม่เอาล่ะ ไม่โอเค’ เขาอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ แต่บังเอิญเราอาจจะโชคดีที่เราได้เจอ ได้ทำงาน แต่บางทีมันอยู่ที่โอกาสด้วยแหละ ที่พี่เขาให้โอกาสเรา ซึ่งถ้าเราทำไม่โอเค เราก็ไปแล้ว

ไม่อยากเด่นดังอะไร

นั่นก็ด้วยส่วนหนึ่ง เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ได้คิดว่างานตรงนี้มันจะทำให้เราเด่นดัง บางคนก็ถามเหมือนกัน รับงานพิธีกรไหมโน่นนี่ เราว่าก็ได้นะ แต่ถ้าถามตรง ๆ เราไม่ถนัดว่ะ

แล้วเคยลองงานอีเว้นท์บ้างหรือยัง

รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางเรา เราถนัดกับทางนี้มากกว่า เราถนัดกับงานหลังไมค์ฯ ตรงนี้แล้วใช้เสียง  แต่ว่าไม่ได้ใช้รูปร่างหน้าตาหรือว่าต้องไปเป็นพิธีกร ต้องไปสนุกบนเวที มันอาจจะไม่ใช่งานถนัดของเรา เราอาจจะถนัดกับความสนุกแบบนี้ แต่คนก็จะบอกเสมอว่าก็ขำดี ก็ตลกดี มันก็ต้องทำได้สิ แต่โดยธรรมชาติของเรามันไม่ใช่นะ มันไม่เหมือนกัน มองในมุมกลับกัน คนที่คุณเห็นเขาสนุกบนเวที แต่เขามานั่งทำอย่างเรา เขาอาจจะไม่สนุกก็ได้ คนฟังอาจจะฟังแล้วไม่สนุกก็ได้ มันก็เป็นได้ เราก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราทำอะไรที่เราไม่ถนัด เราไม่ฝืนทำดีกว่า เราทำตรงนี้เราทำแล้วเราถนัด ให้มันเต็มที่ เราใช้สิ่งที่เรามี เสียงที่เราอยากจะใช้ การอ่านข่าวนู่นนี่นั่นให้ดีดีกว่า แต่ถ้าแบบรับงานพิธีกร งานแต่งอะไรแบบนี้ แบบขำ ๆ ช่วยเพื่อนไร ทำได้ไหม ก็ทำได้แหละ แต่เราคิดว่าถ้าเลือกให้เราไปทำ จ้างเราไปอ่านสปอตดีกว่า เราแฮปปี้แบบนั้นมากกว่า

รักษาเสียงยังไง

ก็ไม่ได้รักษาอะไรนะ น้ำก็กินน้ำเปล่าปกติเลย เมื่อก่อนกินน้ำเย็น แต่เดี๋ยวนี้เริ่มแก่มั้ง กินน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง กินแบบผสมน้ำอุ่น แต่ว่าเวลาที่เราจะอ่านข่าว เราก็ต้องดูนิดนึง พวกของเผ็ด ของมันเพราะว่ามันจะมีผลต่อเสียง ก็ต้องดูแลหน่อย แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดว่าดื่มน้ำผึ้งทุกเช้า ต้องมีน้ำขิง ไม่ขนาดนั้น เราเน้นที่มันง่ายมาก ๆ เลย

อยู่มานานก็น่าจะเห็นการเปลี่ยนผ่านของวงการวิทยุ เมื่อก่อนดีเจก็จะเป็นดีเจ แล้วมันจะมีช่วงนึงที่ดีเจเริ่มมีบทบาทมากขึ้น  สมัยนี้เป็นดีเจไปด้วย เล่นละครไปด้วย เป็น Influencer ไปด้วย  ไลฟ์ดีเจ ดีเจ หล่อ สวย อะไรแบบนั้น คำถามคือคิดว่าตัวเราเป็นดีเจโบราณไหม

จะโบราณหรือไม่ เราว่ามันอยู่ที่เรานะ อยู่ที่ว่าเราน่ะโบราณแบบไหน โบราณทางความคิดหรือเปล่า ไม่ยอมรับไม่เปิดใจหรือเปล่า เพราะว่ามันก็มีโลกมันเปลี่ยนไปทุกวัน เราเองเราก็มองว่าเราไม่โบราณนะ แต่ก็คิดว่าเรารับได้ถ้าเขาจะมองว่าเราโบราณ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่รับ…อย่ามานะ ‘อุ๊ย ฉันไม่แก่’ คนเรามันต้องแก่ไง แต่ว่าจะแก่ยังไงให้เราทันโลก

ดีเจสมัยใหม่ต้องไปเป็นพรีเซนเตอร์ หน้าตาหล่อ สวย เล่นละคร

อันนี้มันแล้วแต่ เพราะว่ามันเป็นการแตกหน่อจากการทำอาชีพมากกว่า ทำได้ ไม่เห็นจะเป็นอะไร เรามองในมุมนั้น เขาอาจจะมีความสามารถ มากกว่าการเป็นดีเจ สมมติว่าดีเจเขาได้ บังเอิญหน้าตาเขาได้พอดี เขาอาจจะไปเล่นละครได้ด้วย ไม่ผิดอะไร

แล้วถ้าคนหน้าตาดี แต่เป็นดีเจไม่ได้ แล้วมาจัดรายการวิทยุมันจะเป็นยังไง

เมื่อก่อนอาชีพดีเจทุกคนก็จะคาดหวังว่าไม่ได้ขายหน้าตาอยู่แล้ว ได้ยินแต่เสียงไง แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันก็เปลี่ยนไป  เดี๋ยวนี้คนหน้าตาดีหลายคนก็เป็นดีเจไม่ได้นะ แต่บางคนก็เป็นได้ มันขึ้นอยู่ที่ความสามารถล้วน ๆ คุณต้องจัดรายการได้ก่อนเป็นหลัก ถ้าหน้าตาดีมีเสน่ห์ก็เป็นโชคดี ที่มีตรงนี้มาเสริม ไปทำอย่างอื่นต่อได้  เราไม่ควรจะยึดติดว่าคนหลังไมค์ฯ จะต้องหน้าตาดีหรือหน้าตาไม่ดี ต่อให้คุณหน้าตาดีแต่จัดรายการไม่ได้เรื่อง เราว่าคนฟังสมัยนี้เขารู้ เราฟังเองยัง… หืมม… รู้เลย ว่าเออคนนี้จัดรายการดี พอเราไปเจอตัว อุ๊ย หน้าตาดีด้วย มันยิ่งเสริมขึ้นไปใหญ่ ไม่มีอะไรที่ถูกหรือผิดเลย แค่คุณต้องจัดรายการวิทยุให้ได้ก่อนแค่นั้นเอง

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

1 thought on “สุทินาถ ทองชื่น กับ แอร์ ไทม์ น้อย ๆ แค่ 5 นาที ที่กินเวลานาน ๆ กว่า 25 ปี Leave a comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s