วันที่ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์นอกจากคำว่า ‘อนาคต’ ของนักพิสูจน์อักษร

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

“แต่จะมีคนเห็นเราทันทีตอนที่มันผิด พอพลาดปุ๊บทุกคนก็จะพลิกหาทันทีว่าใครปรู๊ฟฯ” – เบญจวรรณ แก้วสว่าง

เหลืออีกเพียงเดือนเศษ ๆ เปิ้ล- เบญจวรรณ แก้วสว่าง ก็จะออกเดินทางครั้งใหม่ กลายเป็นคนทำงานอิสระอย่างเต็มตัว และปล่อยให้ประสบการณ์การเป็นนักพิสูจน์อักษรกว่าสิบกว่าปี ผ่านเวทีนิตยสารสำคัญ ๆ อย่าง a day และ Happening! และหนังสืออีกหลายสิบเล่มจากหลายสำนักพิมพ์ชั้นนำกลายเป็นความทรงจำแต่หนหลัง

จากเด็กสาวที่ฝันอยากเป็นนักเขียนเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน เข้าสู่มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตด้วยการเป็นคนพิสูจน์อักษรของนิตยสาร a day ในยุคแรกเริ่มเพื่อแผ้วถางทางสู่ความฝัน ก่อนจะค้นพบว่า ฝันที่อยากเป็นนักเขียนนั้นแม้มันสวยงาม แต่สิ่งที่ค้นพบนั้นสวยงามและจริงแท้กว่า สิ่งนั้นคือการเป็นนักพิสูจน์อักษรมืออาชีพ

อาจคล้ายพ่ายแพ้ แต่ เปิ้ล- เบญจวรรณ กลับมองว่ามันคือการปลดแอกตัวเองจากความฝันลวงตา และหันหน้าเข้าสู่ความเป็นจริง ทำในสิ่งที่ทำได้ และทำต่อไปให้ดี

จากแค่ทางผ่าน งานพิสูจน์อักษรจึงกลายเป็นทางสายหลักที่เธอเดินอย่างหนักแน่น มั่นคง และเชื่อว่ามันมีคุณค่าไม่แพ้งานเขียนชิ้นไหน ๆ ตลอดเวลาสิบกว่าปีแห่งการเป็นนักพิสูจน์อักษร และที่สำคัญเมื่อหันกลับไปมองก็จะพบว่า สำหรับ เบญจวรรณ เอง เธอไม่มีอะไรต้องพิสูจน์กับตัวเองอีกแล้ว

อ่านบทสัมภาษณ์ (ที่น่าจะมีการสะกดคำผิดน้อยที่สุดของเรา) อันว่าด้วยการเดินทางครั้งใหม่ของนักพิสูจน์อักษรที่ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีก

นอกจากคำที่นักเขียนสะกดผิด…และอนาคต

เหลืออีกหนึ่งเดือนสุดท้ายของการเป็นพนักงานประจำ ถูกไหม?

ใช่  อีกเดือนนิด ๆ

ตั้งแต่ทำงานมา เคยมีช่วงเวลาว่างงานแบบนี้มาก่อนไหม

มีนะ แต่ตอนนั้นยังเด็กมาก คือพอเรียนจบทำงานไปสักประมาณปีครึ่งหรือสองปีแล้วก็ลาออกมา แต่ในวัยนั้นกับวัยนี้มันคนละเรื่องกัน อย่างตอนนั้นมันไม่ต้องคิดมากไง ลาออกมาก็แค่คิดว่าจะทำอะไรต่อดี

เพราะเราก็ยังเป็นเด็กอยู่

ใช่ ทำอะไรต่อดี สมมติว่าเราว่างไป 3 เดือน ในตอนนั้นว่างงานก็แอบรู้สึกว่าเราเป็นคนไม่มีคุณค่า แต่ก็ไม่ได้รู้สึกมากเท่าวัยนี้นะ เพราะตอนยังเด็กถึงจะว่าง แต่เรารู้ว่ามันมีอะไรให้ทำต่อแหละ แค่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเท่านั้นเอง แต่วันนี้…เอาจริง ๆ ก็รู้แหละว่ามันจะรู้สึกเคว้ง แต่ก็คิดว่าเลือกดีแล้ว แล้วก็อยากลองออกไปทำอะไรแบบที่คิดไว้บ้าง

อยากทำอะไร

อยากออกไปเป็นฟรีแลนซ์ เคยอยากออกไปทำแบบนี้ตั้งแต่สิบปีที่แล้วแล้วล่ะ แต่ว่าพอทำงานบริษัทมันก็มีความมั่นคงในใจ เหมือนทำให้เรามั่นใจว่าอย่างน้อยก็มีงานหลักซัพพอร์ตอยู่

อย่างน้อยก็เรื่องเงินเดือน 

ใช่ สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่ายังต้องใช้เงินอยู่ ยังต้องมีความมั่นคงอะไรบางอย่างอยู่ ก็เลยยังออกไม่ได้ ตอนนี้ก็ยังกังวลเรื่องเงินนะ แต่ก็คิดว่ามันน่าจะไปได้แหละ หมายถึงว่าเราน่าจะรอด

ด้วยการทำอะไร

ด้วยการทำงานนี่แหละ

ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้น

เราว่างานมันจะมีเข้ามาบ้างเรื่อย ๆ เป็นระยะ ตราบใดที่คนยังทำหนังสือหรือทำสื่อกันอยู่ ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม แล้วถ้าตัวเราไม่ขี้เกียจ ก็ไม่น่าจะอดตายนะ อีกอย่าง มันเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ไปทำอย่างอื่นซึ่งที่ผ่านมาทำได้ไม่ดีพอ นั่นคือการดูแลที่บ้านให้มากขึ้น

แปลว่าในแผนของเรา รวมการเดินทางกลับบ้านที่ชลบุรีไว้ด้วย

ใช่ ๆ กลับบ้าน อยากเอางานกลับไปทำบ้าน คือช่วงแรกก็อาจจะไป ๆ มาๆ อยู่แหละ แต่หลังจากที่มันลงตัวแล้วก็คงจะอยู่ที่โน่นเป็นหลัก แล้วก็รับจ๊อบไป คือเดี๋ยวนี้มันไม่ต้องอยู่ปิดเล่มด้วยตัวเองแล้วไง ก็ปิดออนไลน์กันไป แล้วถ้ามีโปรเจกต์อะไรพิเศษก็ค่อยเข้ามาทำกับทีม

แผนเปลี่ยนแต่งานเหมือนเดิมคือการทำงานพิสูจน์อักษร

เราอยากเลี้ยงตัวได้ด้วยอาชีพนี้ ก็เป็นช่วงลองดูเหมือนกันนะ เอาจริง ๆ ก็ยังไม่เคย

ก็นั่นน่ะสิ ที่ผ่านมาคนทำงานพิสูจน์อักษรเขาก็ทำงานในบริษัทกัน คนที่เป็นฟรีแลนซ์ทำงานพิสูจน์อักษรอย่างเดียวหาได้ยาก ส่วนใหญ่จะต้อง…

(หัวเราะ) ทำอย่างอื่น

ใช่ ทำไมถึงคิดว่าจะทำโมเดลนี้ได้ 

อยากลอง จริง ๆ แล้วช่วงปีหลัง ๆ ของการทำงาน เรารู้สึกว่ามันมีงานเข้ามาเรื่อย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะมีคนส่งงานมาให้ทำ แล้วใจเรารู้สึกว่าอยากลองทำงานนี้งานเดียวเหมือนตอนที่เราอยู่ a day แต่พอหลังจากที่เราเปลี่ยนมาอยู่ที่นี่ (happening) เราต้องทำอย่างอื่นด้วย ก็เลยอยากลองกลับไปทำงานอย่างเดียวอีกครั้ง เราอยากเชี่ยวชาญในงานเรากว่านี้ แต่ก็ไม่รู้นะ ถ้าในอนาคตมันต้องทำอะไรเสริมขึ้นมา มันก็ต้องทำน่ะ

ที่ผ่านมาก็ทำงานพิสูจน์อักษรควบคู่ไปกับงานธุรการจัดการทั่วไปใช่ไหม

ใช่ แล้วเรารู้สึกว่าการทำงานส่วนเอกสารต่าง ๆ มันใช้เวลาเยอะกว่าปรู๊ฟฯ (ปรู๊ฟรีด [Proofread] พิสูจน์อักษร – ผู้เขียน) อีก อย่างเมื่อก่อนเราปิดเล่มกันเดือนละครั้ง

ปรู๊ฟฯ อาทิตย์หนึ่งก็เสร็จ

ใช่…หนึ่งอาทิตย์ หนึ่งอาทิตย์กับการที่อยู่กับงานที่เราชอบ แล้วที่เหลือมันคืองานส่วนอื่นหมดเลย เราก็รู้สึกว่าเราอยากทำมากกว่านี้ เราอยากทำอีก แต่ด้วยหน้าที่ทำให้เราต้องผูกติดกับงานประเภทอื่นด้วย แต่ปีนี้มันก็เห็นชัดเจนเนอะว่าสื่อสิ่งพิมพ์มันน้อยลง อะไร ๆ มันก็เปลี่ยน งานพิสูจน์อักษรมันก็น้อยลง แต่ในความต้องการของเรา… มันต้องแบบ…งานชุกน่ะ

ชุกแค่ไหนถึงจะพอ

อย่างตอนทำงานนิตยสาร ได้ปิดเล่มทุกเดือน 

ยุครุ่งเรืองของนิตยสารมีงานให้เราทำตลอด

อย่างนี้คือชุกปกติ รู้สึกว่าอยากทำแบบนั้น ยังมีแรงทำอย่างนั้นได้อีก พอมันมีน้อยลง มันก็ห่อเหี่ยวเหมือนกันนะ ก็เลยเป็นปีที่น่าจะเหมาะกับการตัดสินใจออก

ทำที่ happening มากี่ปี

12-13 ปี

แล้วที่ a day กี่ปี

2-3 ปี ไม่แน่ใจ จำไม่ได้

ทำไมชอบการพิสูจน์อักษรได้ขนาดนั้น

ไม่รู้สิ เวลาต้องอธิบาย เราก็จะบอกไม่ถูก เราว่ามันสนุกน่ะ ชอบเวลาที่ตัวเองอยู่กับการปรู๊ฟฯ เคยมีคนทักว่าเนี่ยคนที่เป็นพิสูจน์อักษรรุ่นเดียวกับเราหรือก่อนหน้าเรา เขาเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นกันแล้ว

คือพูดตรง ๆ เลย เรามักจะคิดว่างานปรู๊ฟฯ เป็นงานที่น่าเบื่อ คนที่ทำก็ทำเพื่อรอขยับไปทำอย่างอื่น ทำไมถึงอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข

จริง ๆ แล้วคำตอบของเรา ถ้ารู้ก็น่าตกใจมากนะ

ยังไง

เพราะจุดเริ่มต้นที่เราทำปรู๊ฟฯ เพราะเราหวังจะเลื่อนไปทำอย่างอื่นเหมือนกัน

นั่นไง ไม่ค่อยมีใครอยากเป็นปรู๊ฟฯ ไปตลอดหรอก

เหมือนทางผ่านเลย ช่วงแรก ๆ ตอนนั้นเราแค่อยากทำ a day  แต่เขาเปิดรับปรู๊ฟฯ แล้วเพื่อนก็บอกว่า ‘เฮ้ยลองไปก่อน อย่างน้อยก็ได้เข้าไปอยู่ในนั้นแล้ว แล้วค่อยเป็นนักเขียน’ คืออยากเป็นนักเขียนแหละตอนนั้น

ไม่ได้คิดอยากจะมาเป็นปรู๊ฟรีดเดอร์ไปตลอดแน่ ๆ

น่าสงสารจัง แต่ตอนนั้นเราก็คิดแบบนั้นแหละ

ค้นพบอะไรในการเป็นคนพิสูจน์อักษร

พอทำไปไม่ถึงปี เรารู้สึกว่าเราลงตัวกับมันน่ะ ไม่รู้สิ มันสนุก แม่งแบบ…เหมือนดีดนิ้วน่ะ (ทำท่าดีดนิ้ว) แล้วอยู่ ๆ ก็ลืมไปเลยว่าเราอยากเป็นนักเขียน

ความรู้สึกสนุกของมันคืออะไร

พอทำไปตอนแรก ๆ มันก็สนุก เหมือนเล่นเกมจับผิด แล้วพอเราเริ่มเอาอยู่ขึ้นเรื่อย ๆ เขาเรียกว่าอะไรนะ…

ก็เอาอยู่แหละ

เออ เริ่มเอาอยู่กับงานตรงหน้า เริ่มแบบ…รู้สึกว่าไอ้งานนี่แม่งเป็นของของเราน่ะ

งานนี้เป็นของเรา

ใช่ หมายถึงว่า งานนี้…(หยุดคิดนาน) คือถ้าเราไปเป็นนักเขียน เราจะเป็นนักเขียนปลายแถวมาก ส่วนหนึ่งเพราะเราทำงานอยู่ที่ a day ตอนนั้นคนที่แวดล้อมเราเขาเขียนเก่งกันหมดเลย ทุกคนแม่งแบบสะบัดนิ้วสองทีก็แบบ…

ได้งานเขียนที่ดีออกมา

ใช่ เรารู้สึกว่าเราไปไม่ถึง ยิ่งอยู่กับนักเขียนเยอะ ๆ เวลาเราปรู๊ฟฯ แต่ละเดือน เราเจอนักเขียนตั้งกี่คน… เป็นสิบนะ เรารู้สึกว่าเราคิดไม่ได้อย่างเขา เขาคิดได้ไงวะ เขาใช้คำนี้แล้วมันน่าอ่านได้ยังไง พอเริ่มกลายมาเป็นคนอ่านก็คิดว่า เออ ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นงานเขียนเอาไว้เขียนตอนอายุเท่าไหร่ก็ได้ จะแก่แค่ไหนก็ช่าง ถ้าตอนนั้นเขียนอะไรมาสักชิ้นแล้วมันดีก็น่าจะพอใจแล้ว แต่ตอนนี้เรากำลังเจอสิ่งใหม่ แล้วพอทำมาเรื่อย ๆ เราเริ่มมีโอกาสได้ส่งต่อความรู้ที่เรามีด้วยการสอนน้อง ๆ บ้าง มีน้องฝึกงานเข้ามาบ้าง ก็เริ่มอยู่กับมันได้โดยที่เราไม่รู้ตัว อยู่กับมันจนรู้สึกว่า ใช้คำว่าอะไรดี… เหมือนงานพิสูจน์อักษรมันกลายเป็นตัวของเรา บางคนที่เคยเป็นพิสูจน์อักษรเหมือนกันแต่เลิกทำไปแล้ว เขาก็ถามว่าทำไมเราถึงทำอยู่ เราก็ถามเขากลับว่าทำไมถึงไม่ทำแล้วล่ะ เขาก็ตอบว่าเบื่อ เพราะมันไม่ได้ไปไหน เขาเองก็อยากลองเปลี่ยนไปทำโน่นนี่ เราเลยตอบไปว่า เออ พอทำ ๆ ไปแล้วมันกลายเป็นสิ่งที่เราเอาอยู่มือ

ทั้ง ๆ ที่เวลาที่เราอ่านหนังสือสักเล่มหนึ่ง…

อืม เราไม่ได้สนใจเรื่องพิสูจน์อักษรใช่ไหม

ตอบตรง ๆ ก็ใช่

หลายคนอาจจะคิดว่าพิสูจน์อักษรมันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เหมือนแค่จัดแต่งให้สวยงาม ทำให้หนังสือมันสมบูรณ์ขึ้น แต่เราว่าเวลาเราทำเสร็จแล้ว เรารู้สึกว่าความภูมิใจมันน่าจะพอ ๆ กับที่นักเขียนกำลังชื่นชมหนังสือของเขาสักเล่มหนึ่งเหมือนกัน เพราะเราก็รู้สึกว่าเราเองก็เป็นส่วนที่ทำให้หนังสือสมบูรณ์ขึ้น

ทั้งที่ไม่มีใครเห็นเราเลย

แต่จะมีคนเห็นเราทันทีตอนที่มันผิด พอพลาดปุ๊บทุกคนก็จะพลิกหาทันทีว่าใครปรู๊ฟฯ

แต่พอเป็นคำที่ถูกกลับไม่มีใครสนใจเราเลย

เราไม่ได้สนใจเรื่องนั้นนะ จริง ๆ แล้วมันจะดีกว่า ถ้าเขาไม่เจอคำผิดเลย จนไม่ต้องสนใจว่าใครเป็นคนปรู๊ฟฯ ประเด็นคือเราต้องไม่ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ แต่มันจะเฟลตอนที่เขาเจอคำผิดแล้วเขาจะพลิกไปเจอชื่อเรา แต่ก็คิดทุกครั้งนะว่า ครั้งหน้าขอใหม่ จะทำให้ดีกว่านี้อีก

เจอคำถูกไม่มีใครมาชม

ไม่ค่อยมี (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้สนใจเรื่องใครไม่เห็นงานเรานะ เพราะเราชอบเนื้องาน บอกไม่ถูกว่าเราชอบตรงไหน แต่เราชอบอ่านแล้วปรู๊ฟฯ เราจะแฮปปี้มากถ้าได้พรินต์ต้นฉบับกลับบ้านไปอ่านตอนกลางคืน ความรู้สึกคงเหมือนเวลาคนทั่วไปกลับบ้านไปดูหนัง ดูซีรีส์ หรือกลับไปเล่นเกมน่ะ แต่เราเอาปรู๊ฟกลับบ้านไปอ่าน ซึ่งเราแฮปปี้มากเลยนะเวลาเห็นกองปรู๊ฟอยู่บนโต๊ะ ‘คืนนี้เดี๋ยวเราจะเล่นเกมให้มันไปเลย’ แต่ปัญหาคือความง่วงเท่านั้นเอง ยิ่งอายุมากยิ่งง่วงเร็ว แล้วก็สายตาล้านิดหน่อย เพราะเราก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว

รวม ๆ แล้วทำงานพิสูจน์อักษรมากี่ปี

น่าจะ 15 ปีนะ โดยประมาณ ร่างกายเราก็ถดถอยลงไปแหละ น่ากลัวเนอะ พอมาคิด ๆ แล้ว (หัวเราะ)
เออ… เมื่อกี้จะพูดว่าอะไรนะ อ๋อ ชอบไอ้นี่ด้วย ชอบความรู้สึกเหมือนเก็บแต้มเหมือนกันนะ

ยังไง

เหมือนเราชอบนักเขียน แต่เราไม่เข้าไปหา (ยิ้ม) เราจะแฮปปี้มากถ้าวันหนึ่ง เราอยู่อย่างนี้แหละ แล้วมีคนส่งงานของนักเขียนที่เราชอบมาให้ทำ เราก็จะมีความสุขเพิ่มขึ้นไปอีก เหมือนที่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าเราอยากมีโอกาสได้ปรู๊ฟฯ หนังสือให้นักเขียนที่อยู่ในชีวิตเราทุกคน เหมือนเก็บสะสมแต้มไปเรื่อย ๆ

แทนการขอลายเซ็นนักเขียน

ใช่ ๆ ประมาณนั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วนักเขียนเขาไม่รู้จักเราด้วยซ้ำไป เพราะทำงานผ่านสำนักพิมพ์ใช่ไหม แต่ลองคิดสิ อยู่ดี ๆ วันหนึ่งต้นฉบับเขามาอยู่ในมือเรา อะไรอย่างนี้

น่ารักดีนะ

แต่เราจะไม่เข้าไปหาเขาเพื่อของานนะ เราจะรอให้เกิดขึ้นเอง ให้สำนักพิมพ์ติดต่อเข้ามาเอง ให้งานเรานี่แหละพูดแทนเรา

ได้ทำงานให้นักเขียนระดับต้น ๆ ของประเทศไทยครบหรือยัง

(หัวเราะ) ยังไม่ครบ ยังมีอีกหลายคน ก็มีบางคนที่แบบ ‘ฮึ้ย เราไม่น่าจะได้ไปปรู๊ฟฯ หนังสือเขาได้เลยว่ะ’ แต่ว่าก็ได้ทำ

ทำไมเราถึงคิดว่าเราไม่น่าจะได้ปรู๊ฟฯ หนังสือเขา ระดับเราน่าจะไปได้ทุกที่

เราไม่ได้อยู่ในสำนักพิมพ์เขาไง  ที่เราได้ปรู๊ฟฯ ก็เพราะว่าเขาพิมพ์กับสำนักพิมพ์ที่เราทำงานให้

นักเขียนที่เขียนผิดเยอะ กับนักเขียนที่เขียนไม่ผิดเลย เราชอบแบบไหนมากกว่ากัน

เราชอบไม่ผิดเลย

อ้าว งั้นเราก็ไม่มีงานทำนะ

แต่มันมี ยังไงมันก็มี (เน้นเสียง) ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะไม่มีอะไรให้ทำ

เป็นนักเขียนนี่เขาเขียนผิดกันในลักษณะไหน สะกดผิด ใช้คำผิด

มีทั้งสะกดผิด และการใช้คำผิดนี่ก็น่ากลัว อย่างคำว่า ‘กลับบ้าน‘ เขียนเป็น ‘กับบ้าน‘ ถ้าเราเจอคำที่ผิดลักษณะนี้บ่อย ๆ มันน่ากลัว เพราะมันสะกดไม่ผิดไง เวลาอ่านเร็ว ๆ มันเหมือนจะไม่ผิด แต่ถ้าอ่านเอาความหมายเวลาอยู่ในบริบทนั้น ๆ มันไม่ใช่ คนละเรื่องเลย

เจอแบบนี้แล้วชอบเขาน้อยลงไหม

ไม่ ๆ การเขียนผิดไม่มีผลกับความชอบใครน้อยลง เพราะนี่คือขั้นตอนการทำงาน แต่แค่รู้สึกว่ามันอันตราย เพราะใช้คำผิดแบบนี้มันมีโอกาสหลุดง่าย แต่ช่วงหลัง ๆ งานที่เราได้จะเป็นงานเร่งบ่อยๆ เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตเราแขวนอยู่บนเส้นด้ายเหมือนกันนะ (หัวเราะ) เราได้งานแบบนี้บ่อยจนเราก็สงสัยตัวเองเหมือนกันนะว่าทำไมถึงมีแต่งานด่วน อันนี้ไม่รู้ลงไปแล้วเราจะได้งานมาทำอีกหรือเปล่านะ (หัวเราะ) คือจะแอบสงสัยว่า…‘เขาไม่มีใครแล้วค่อยมาที่เราหรือเปล่าวะ’ แต่สุดท้ายเราก็จะไม่มองตรงนั้นหรอก เราอยากทำ ส่งมาเลย

มันอาจเป็นเพราะว่า เขาอาจจะเปลี่ยนคนปรู๊ฟฯ กลางทางก็ได้

ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็มองว่ามันเป็นแบบฝึกหัดนะ พอมีแบบนี้มาเรื่อย ๆ แบบหนึ่งอาทิตย์ต้องเสร็จ สองวันสามวันต้องเสร็จ เราว่านี่แหละเป็นแบบฝึกหัดให้ตัวเราฝึกไว้ให้อยู่มือ

แต่มันก็เปิดโอกาสให้เราผิดได้ง่ายขึ้น

เราก็พยายามอย่างถึงที่สุดนะ หมายถึงถ้ามีเวลาเท่านี้เป็นอันรู้กันว่าเราสามารถอ่านได้แค่รอบเดียวนะ แต่ให้มั่นใจว่ารอบเดียวของเรา เราก็จะพยายามตรวจให้ดีที่สุด แต่มันสนุกน่ะ อย่างที่บอก เราชอบมีงานกลับไปทำที่บ้านตอนกลางคืน

ไม่พักผ่อนเหรอ

เรานอนดึก มันติดเป็นนิสัย เพราะทำงานแบบนั้นมาโดยตลอด พอช่วงงานน้อยลงมันก็นอนไม่หลับ จะดีใจมากถ้าช่วงที่เรานอนไม่หลับ มือเราถือปรู๊ฟฯ แทนที่จะถือสมาร์ทโฟน เรารู้สึกเหมือนมีอะไรทำด้วยแหละ

เป็นเพราะเราไม่มีชีวิตอย่างอื่นด้วยใช่ไหม

ชีวิตแบบไหน

ชีวิตครอบครัว แฟน ลูก

อ๋อ เออ แฟนไม่มี (หัวเราะ) ครอบครัวก็อยู่ไกล

เพื่อนฝูงเราก็มีครอบครัวกันหมดแล้ว

ใช่ (หัวเราะ)

เจ็บไหม

อาชีพแบบนี้ก็ต้องเข้าใจนะ…เอาจริง ๆ เราก็พยายามแบ่งเวลานะ พยายามเจอเพื่อนให้เยอะ ๆ ทุกวันนี้เวลาไปเจอเพื่อน คนที่เจอกันบ่อย ๆ จะรู้เลยว่าเดี๋ยวมันต้องกลับไปทำงานต่อ เป็นอันเข้าใจตรงกันว่าเปิ้ลไปทำงานต่อ ถ้าวันไหนที่เราบอกว่าวันนี้ไม่ต้องทำงานต่อ วันนั้นเขาจะแปลกใจมากว่า ‘หูย… ดีใจด้วย’ อะไรอย่างนี้ แต่เวลาที่เราบอกว่าต้องไปทำงานต่อ มันเต็มไปด้วยความแฮปปี้นะ

กำลังจะถามเลยว่าโอเคไหมกับแบบนั้น

โอเค ๆ แต่แค่เราอยากเจอเพื่อนด้วย จริง ๆ เราไม่มาเจอเพื่อนก็ได้นะ แล้วเราก็ทำงานไป แต่ว่าแหล่งพลังงานของเรามันคือเพื่อนน่ะ

เพื่อนที่ไหน เพื่อนเรียน เพื่อนทำงาน

หลากหลายกลุ่ม เพื่อนสมัยเรียน เพื่อนที่ทำงานเก่า เพื่อนแก๊งนู้น แก๊งนี้ จริง ๆ ถ้าไม่มีเรื่องงานเราก็เป็นคนติดเพื่อนเหมือนกันแหละ แต่มันก็จะมีช่วงเวลาที่เราชอบอยู่คนเดียวเหมือนกัน อยากเดินห้างคนเดียว ดูหนังคนเดียว เพียงแค่ว่าอาทิตย์หนึ่งเราอยากเจอใครบ้างสักคน สักกลุ่มอะไรอย่างนี้ เพื่อให้มันไม่ห่างหายกันเกินไป บางทีวันหยุดตอนเย็น ๆ คิดถึงเพื่อน ก็นั่งรถไปกินข้าวเย็นที่บางแสนกับเพื่อน แล้วนั่งรถเที่ยวสุดท้ายกลับก็มีนะ (หัวเราะ)

หลายปีหลังมานี้เราก็รู้กันว่าวงการสิ่งพิมพ์มันถดถอยลงไป หนังสือเล่มไม่เท่าไหร่ แต่สิ่งพิมพ์ที่เป็นนิตยสารหรือแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ปิดตัวไปเยอะมาก เหล่านี้มันกระทบกับการงานของเราไหม

กระทบในแง่ของการเป็นนิตยสารที่เราต้องปรับเป็นบุ๊ก และตีพิมพ์ด้วยความถี่ที่น้อยลง แต่เราก็ไปทดแทนกันในคอนเทนต์ของเว็บไซต์นะ เราก็ไปปรู๊ฟฯ คอนเทนต์ในเว็บฯ แทน แค่มันจะไม่มีบรรยากาศการปิดเล่มเท่านั้นเอง

ใช่ แต่การเขียนบนเว็บฯ มันก็มีข้อดี เพราะเจอคำผิดก็กลับไปแก้ใหม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นสิ่งพิมพ์ถ้าเจอคำผิดแล้วมันก็จะเป็นหลักฐานพยานความผิดนั้นตราบจนมันเปื่อยยุ่ย

ใช่ อันนี้เข้าไป edit ได้ ถ้าทำเร็วก็ไม่มีใครเห็นว่าเราสะกดผิด (หัวเราะ) เอาจริง ๆ มันก็ดีแหละ ก็อย่างที่บอก แค่มันไม่มีการปิดเล่ม เราแค่คิดถึงการปิดเล่ม ที่ผ่านมาถามว่าทำไมถึงทำมาได้ยาวนาน ส่วนนึงก็เพราะว่าการปิดเล่มแม่งสนุก

เล่าให้ฟังหน่อยว่าการปิดเล่มคืออะไร ทำไมมันสนุก เผื่อบางคนอาจจะไม่เข้าใจ

หรือว่าเป็นเราที่ชอบอยู่คนเดียววะ (หัวเราะ)  คือว่ามันเป็นช่วงเวลาที่นักเขียน กราฟิกดีไซเนอร์ ช่างภาพ มาทำงานด้วยกัน อยู่ด้วยกัน จนกว่าจะส่งงานเข้าโรงพิมพ์ เรารู้สึกว่าตอนที่ทุกคนยังไม่มารวมกันน่ะ มันเหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่แขน ขา ตัว แม่งแยกกันอยู่ ยังไม่ได้มารวมร่างกัน พี่ก็ไปเขียนกันก่อน อาร์ตฯ ก็ทำอะไรไป ช่างภาพไปถ่ายมา ปรู๊ฟฯ ก็นั่งทำไรรอไปก่อน ช่วงนั้นตัวใครตัวมันมีอะไรทำก็ทำไป แต่ช่วงเวลาแบบ กี่วันดีล่ะ…

เจ็ดวันเต็มทื่ เร็วสุดก็สี่-ห้าวัน

อืม นั่นแหละ ช่วงที่มาประกอบร่างกันน่ะ มันสนุกมาก แล้วเราว่าเป็นโชคดีของเราด้วย ตั้งแต่ทำงานหนังสือมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เราเจอทีมที่ดี เราไม่รู้ว่าคนอื่นเขาแฮปปี้หรือเปล่านะ แต่สำหรับเรา คนที่ทำงานกับเราเป็นทีมเวิร์กที่ดี เพราะช่วงเวลาปิดเล่มมันเป็นช่วงเวลาที่โคตรทรมานมากเลย มันต้องมานั่งอดหลับอดนอนด้วยกันตั้งหลายคืน ถ้าทีมเวิร์กไม่ดี ทุกอย่างพัง แต่เราเจอทีมที่ดี เป็นดรีมทีม เลยรู้สึกว่าโคตรอยากปิดเล่มบ่อย ๆ เลย ตอนนั้นเลยรู้สึกว่าการปิดเล่มมันสนุก สำหรับเราพองานมันสนุก มันก็เลยอยู่มาได้ยาวนาน อย่างช่วงหลัง ๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนไป ทุกคนอยู่หน้าจอ อยู่ในห้องเดียวกัน แต่เราส่งไฟล์ให้กันในคอมพิวเตอร์

แล้วใจหายไหม ถ้ามันไม่มีการปิดเล่มแบบเดิมอีกแล้ว

ใจหายไหม ก็อาจจะไม่ใจหาย เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น แต่คิดถึงน่ะ ถ้าจะใจหายเราใจหายในเรื่องที่ไม่มีงานมากกว่า แต่การไม่ได้มาอยู่ออฟฟิศด้วยกันเพื่อปิดเล่ม อันนั้นเรายอมรับได้

ไม่ต้องมีบรรยากาศแบบนั้นแล้วก็ได้

อืม อาจจะโตขึ้นด้วยนะ และรู้ว่าไอ้พวกที่สนุกมากับเราก็เริ่มจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน แก่กันหมด มีครอบครัวกันหมด

ทุกอย่างเหมือนจะออกแบบมาสำหรับช่วงเวลานั้นแค่ช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถทำซ้ำได้  เคยคิดแบบนั้นไหม

ก็เคยคิดนะ มันเหมือนกับว่าคนที่เคยปิดเล่มมาด้วยกัน ถึงเวลาก็ต้องแยกย้าย แต่จะว่าไป ณ ตอนนี้ เราก็ชอบการปิดเล่มแบบต่างคนต่างปิดอยู่เหมือนกัน เป็นทีมเวิร์กแบบออนไลน์แทน เพราะเราสามารถทำที่ไหนก็ได้ อย่างไปเที่ยวเราก็สามารถเอาคอมฯ ไปหนึ่งตัวแล้วก็ปิดเล่มไปก็ได้ ไม่เสียงาน เป็นคนที่ชอบทำอะไรสองอย่างพร้อมกัน เวลาไป Outing หรือไปเที่ยวบางครั้งงานติดพัน เราก็เอางานไปทำ เมื่อก่อนยังไม่มีคอมฯ เราก็พรินต์ไปแล้วไปอ่านตอนกลางคืน หลังทำกิจกรรมนู่นนี่เราก็มานั่งอ่าน เราเคยไปดูรูปที่ถ่าย ๆ กันเมื่อก่อน ภาพถ่ายตอนเอาต์ติ้งออฟฟิศ แล้วปรากฏว่ามีภาพเราอยู่กับพรินต์ปรู๊ฟ เพื่ออะไรวะ (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นมันก็แฮปปี้นะ

คิดไหมว่าอาชีพเราเป็นอาชีพที่ตกยุคไปแล้ว

เราว่าตราบใดที่คนยังเห็นความสำคัญของการเขียนถูกผิด ตราบใดที่เรายังสื่อสารกันด้วยตัวหนังสือ มันจะยังอยู่ ไม่หายไปหรอก แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการปิดเล่ม ในการทำสิ่งพิมพ์ นิตยสาร…

บรรยากาศแบบนั้นมันคงไม่กลับมาแล้ว

อันนั้นก็ต้องยอมรับไปแล้วล่ะ  แต่ถ้าถามว่างานเราตกยุคไหม ถ้าโดยเนื้องานเราว่าไม่ตก เพราะว่าถ้ามีงานเขียนมา ยังไงมันก็ต้องพิสูจน์อักษร …แต่คำว่า ‘พิสูจน์อักษร’ ยังฟังดูเป็นยุคนั้นมากเลยเนาะ

สื่อสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับการสะกดให้ถูกแค่ไหน

เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าทั่วๆ ไปเขาให้ความสำคัญยังไง แต่เรามั่นใจว่าสื่อออนไลน์เจ้าใหญ่ ๆ ยังไงเขาก็ต้องมีคนพิสูจน์อักษรก่อน The Standard มี a day มี The Cloud น่าจะมี มันต้องมี ยิ่งสื่อใหญ่ก็ยิ่งต้องมี เพราะมันเป็นความน่าเชื่อถือ เป็นภาพลักษณ์ของเขาเองด้วย

แต่เหมือนว่าเวลาในการทำงานปรู๊ฟฯ ของสำนักข่าวต่าง…

ก็ต้องเร็วขึ้น เขาก็จะมีทีมแบ่งกันซึ่งเราว่ายุคนี้มันยิ่งเคี่ยวนะ หมายถึงคนที่ทำพิสูจน์อักษรในตอนนี้ยิ่งต้องแม่นกว่าเดิม ทำงานให้เร็วกว่าเดิม เร็วไม่พอยังต้องถูกที่สุดด้วย เพราะอย่างทุกวันนี้การลงคอนเทนต์ในเว็บไซต์มันเร็ว มันเป็นสต็อกก็จริง แต่ว่าเราก็ใช้เวลาน้อยกว่าเมื่อก่อน เพราะเดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยพรินต์แล้วนะ ซึ่งจริง ๆ  เราจะพรินต์ก็ได้ แต่เรากลัวไม่ทันคนเอาไปใช้งานต่อ  ก็ต้องทำด้วยความรวดเร็ว

ขอย้อนกลับไปที่แผนการชีวิตที่จะเกิดขึ้นหลังจากเดือนสิงหาคมหน่อย เราจะกลับบ้านแล้วก็จะไปทำงานที่นั่น

ใช่ เอางานไปทำที่นั่น แล้วก็เป็นฟรีแลนซ์อยู่ที่บางละมุง ชลบุรี

มองอนาคตไว้ยังไง

จะทำงานที่บ้าน เพราะเราอยากไปช่วยเตี่ยดูแลแม่ด้วย เราว่างานนี้แหละเหมาะที่สุดแล้ว เพราะมันสามารถนั่งทำที่บ้านได้ คือก็ต้องขอบคุณยุคนี้เหมือนกันที่มีการส่งไฟล์ทางเมล ทางไลน์ สะดวกกว่าเมื่อก่อนเยอะ

เหมือนมันทำให้เราได้ชีวิตกลับคืนมา 

ใช่ แล้วก็ขอบคุณที่ยังมีบริษัทที่เขาไม่ต้องปิดเล่มแบบเก่า คืออยู่ปิดเล่มกับเขา โอเค เขาอาจจะปิดกันที่นั่นแหละ แต่ในส่วนของเรา เขายอมส่งให้เราปรู๊ฟฯ แล้วส่งกลับไปโดยที่เราไม่ต้องเข้าไป เพราะว่าถ้ากลับไปอยู่บ้านแล้วจะต้องเข้ามาปิดที่กรุงเทพฯ มันอาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่

แค่นั่งรถกลับมาเอาต้นฉบับที่พรินต์ก็เสียเวลาแล้ว

หรือต่อให้เขาส่ง Kerry มา มันก็ต้องรอเหมือนกัน ขณะที่ปัจจุบันมันสะดวกสำหรับเรา พอดีกับชีวิตที่เราจะใช้ หลายปีที่ผ่านมา เราลองเอางานมาทำที่บ้านที่ชลนะ ก็เริ่มให้พ่อแม่เห็นแล้วว่าทำงานดึกนะ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ตอนแรกก็คิดแหละว่าจะโดนดุไหม นี่กลัวว่าจะโดนดุมากเลย

อายุเท่านี้ยังจะโดนดุอยู่อีกเหรอ

ไม่ ๆ อาจจะโดนว่า “เฮ้ย ป่านนี้ทำไมไม่นอน” อะไรอย่างนี้

ไม่หลับไม่นอน

ใช่ ๆ คือเขาจะมองว่าเราเล่นอยู่หรือเปล่า แต่เขาก็เห็นแหละว่ามันเป็นงาน เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร คือให้เขาเห็นว่าชีวิตเรามันเป็นแบบนี้ ค่อย ๆ ให้เขาได้ซึมซับว่าชีวิตเราที่กรุงเทพฯ มันก็ประมาณนี้นะ เพราะเขาก็ไม่ค่อยรู้ว่างานเราทำอะไร เอาจริง ๆ เทคโนโลยีมันทำให้เราทำอย่างนั้นได้อย่างไม่มีข้อแม้ ถ้าคนที่จ้างงาน เขายอมส่งงานด้วยวิธีนี้ให้กับเรา

เดี๋ยวนี้แทบไม่พรินต์แล้ว ดูในไอแพด โทรศัพท์ แก้ ๆ วง ๆ เอาในนั้น

จริง ๆ เราปูทางไว้ให้ตัวเองโดยการเตรียมซื้อคอมฯ ซื้อไอแพด เพราะถ้าเกิดกลับบ้านจะทำงานไงวะ เวลาไปเที่ยวแล้วระหว่างทางต้องแก้งาน ถ้ามีพวกนี้อยู่เราก็ทำได้เลย ค่อนข้างสะดวก เลยมั่นใจว่าเราจะสามารถทำงานที่บ้านได้

กลับไปบ้านแล้วน่าจะใช้เงินน้อยลง

ก็น่าจะเป็นแบบนั้น

อยู่กรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายเรามีอะไรบ้าง

ส่วนมากมันก็จะเป็นกิน เที่ยวเล่น ค่าเช่าบ้าน แล้วก็เป็นเรื่องซื้อของตามกิเลสต่าง ๆ อยากได้นู่นได้นี่ แต่ถ้าไปอยู่บ้านมันก็จะห่างไกลจากกิเลสนิดหนึ่ง แล้วถ้ารายได้น้อยลงมันก็จะตัดกิเลสได้เอง อย่างน้อยมันก็ไม่เสียค่าเช่าบ้าน นี่ยังเสียดายเลยนะ ถ้าที่ชลบุรีทำนาได้ ก็อาจจะทำนา จะได้มีข้าวไว้กิน

ทำไมคนรุ่นใหม่ ๆ ถึงไม่ทำอาชีพนี้ หรือมีความฝันว่าเรียนจบอยากออกไปเป็นนักพิสูจน์อักษร

มันอาจจะน่าเบื่อมั้ง คนอาจจะมองว่ามันไม่ได้ไปไหน เด็กบางคนไม่รู้จักด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร สารภาพว่า ตอนเรามาทำแรก ๆ เราก็ไม่รู้ทั้งหมดหรอก เราแค่รู้คร่าว ๆ ว่า ‘อ๋อ แค่มาอ่านตรวจคำผิด’ อะไรแบบนี้ ก็คิดว่าทำไปก่อน ตอนนี้กลับกลายเป็นไปไหนไม่ได้

จากที่เคยเป็นทางผ่านกลายเป็นทางหลัก

(หัวเราะ) เป็นทางหลักไปเฉยเลย จริง ๆ แล้วช่วงห้าปีหลังมานี้เราให้เวลากับมันเหมือนกันนะ คิดว่าวันหนึ่งเราต้องเบื่อ แบบว่า ‘เฮ้ย! มันต้องเบื่อแบบคนอื่นสิวะ’ แต่ดันไม่เบื่อไงแล้วที่มันหนักกว่าเดิมคือ รู้สึกว่ายิ่งการจะได้พิสูจน์อักษรมันมีน้อยลง ก็ยิ่งอยากทำให้ดีขึ้นอีก แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือ ทนความง่วงไม่ได้ สายตายังใช้ได้อยู่ แต่เรื่องความง่วงนี่ทนไม่ได้จริง ๆ

คิดจะทำงานนี้ไปจนเมื่อไหร่

จนกว่าจะไม่มีงานให้ทำแล้วกัน แล้วเรากลัวเรื่องสายตาเรามากเลย สิ่งที่กลัวมากที่สุดในการทำงานนี้เลยก็คือ สายตาจะเป็นอะไร ถามว่าร่างกายเราอวัยวะไหนมีค่าที่สุด คำตอบก็คือ ตา รู้สึกว่าตาอย่าเป็นอะไรไปนะ

แล้วดูแลยังไง

นอน (หัวเราะ)

ลองหัดปรู๊ฟฯ ตอนกลางวันก็ได้นะ

ตอนนี้ก็ทำตอนกลางวันแล้วนะ ชอบปรู๊ฟฯ ในแสงธรรมชาติด้วยแหละ แล้วตอนกลางคืนก็ทำไม่ค่อยได้ละ ร่างกายมันบังคับให้เรานอน

ก็คือจะทำงานไปจนกว่าตาจะบอดกันไปข้างแบบนี้หรือเปล่า

ไม่เอา ตาบอดมันดูโหดไป (หัวเราะ) เอาแบบว่าจนกว่าจะไม่มีคนจ้างก็แล้วกัน เพราะว่าต่อให้มีงานน้อยลง เราก็อาจจะขยับขยายไปทำอย่างอื่น แต่ถ้ามันมีงานเข้ามาเราก็ยังรับอยู่ ตราบใดที่มันยังเป็นความสุขอยู่ งานนี้มันเหมือนยาสำหรับเราน่ะ ยิ่งรู้ว่างานมันมีน้อยลงแล้วยังมีคนยื่นงานให้เรามา เราก็จะยิ่งแบบ…ชุบชูใจน่ะ คือมันไม่ใช่แค่เรื่องว่ามีงานมีเงิน

มันเหมือนว่าเรายังมีคุณค่าอยู่

แล้วมันเหมือนกับว่าเราได้สนุกอีกครั้ง มันเหมือนกับว่าเรามีของเล่นกลับบ้านแบบนั้นน่ะ นี่เราไม่ได้หมายความว่าเราคิดว่างานที่ได้มาคือการทำเล่น ๆ นะ แต่หมายถึงความรู้สึกมันแบบนั้นน่ะ เหมือนกับการที่เราซื้อของที่เราชอบมาสักอย่าง แล้วเรารอถึงบ้านเพื่อเปิดมันออกมาดูแบบนั้นน่ะ

นี่น่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดของการทำงาน

บางทีก็รู้สึกว่าดีใจจังที่ตัวเองเจอสิ่งนี้ เพราะถ้าเราไม่หยุดอยู่กับสิ่งนี้…ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้

ก็คงไปผจญภัยกับความฝันอยากเป็นนักเขียน

ซึ่งเราอาจจะเป็นนักเขียนที่ไม่ดีก็ได้

แล้วเป็นไปได้ไหมว่าวันหนึ่งเราจะกลับมาเริ่มต้นเขียนหนังสืออย่างที่เคยฝันไว้

ตอนนี้ไม่เหลือความรู้สึกนั้นเลย น่ากลัวจัง คือมันยังไม่อยากเขียน ไม่มีอะไรให้เขียน ต่อให้มันมีเรื่อง เราก็ไม่อยากเขียนออกมาเพื่อให้คนอื่นอ่าน มันเหมือนเราชอบอ่านงานของนักเขียนคนอื่นแล้ว ชอบที่จะได้อ่านงานเขียนของเขาเป็นคนแรกอย่างนี้มากกว่า ตอนที่ทำหนังสือ happening พี่วิภว์ (วิภว์ บูรพาเดชะ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร happening- ผู้เขียน) เคยบอกว่าให้เราลองเขียน พี่วิภว์จะเปิดคอลัมน์ใหม่ให้ แต่ตอนนั้นมันไม่มั่นใจในการเขียน ไม่ใช่ขี้เกียจเขียนนะ แต่ยังไม่อยากเขียนจริง ๆ มันไม่มีอะไรในหัวเลยจริง ๆ เรารู้เลยว่าเขียนตอนนี้เราไม่สนุกที่จะเขียน ความสุขมันไม่เท่าตอนเราอ่าน ตอนปรู๊ฟฯ น่ะ

น่าสนใจ

งานปรู๊ฟฯ นี่มันชัดมากจนรู้สึกว่าเรื่องเป็นนักเขียนกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย มานั่งคุยกันเนี่ย ถึงมานึกออกว่า ‘เออ ใช่ ตอนแรกเรามาอยู่ที่นี่เพราะเราอยากเป็นนักเขียน’ เพราะลืมไปแล้ว คือมันหลุดไปจากความสนใจแล้ว ยังชอบเป็นผู้อ่าน ชอบนักเขียนอยู่นะ ยังติดตามอยู่ แต่รู้สึกว่าเราไม่เหมาะกับการเป็นคนเขียน ออกมาเป็นเล่ม ๆ ยังทำไม่ได้

ตอนแรกก็เฟลเหมือนกันนะ ตอนที่เป็นปรู๊ฟฯ ใหม่ ๆ แล้วก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วแต่เขียนไม่ได้ รู้สึกว่าจะเขียนยังไงให้เท่าพี่ ๆ เขาวะ เขาใช้อะไรคิดกันให้มันออกมาเป็นงานเขียนแบบนั้น ตอนนั้นยอมรับว่าฝ่อ แต่ตอนนี้ไม่ได้ฝ่อ แต่มันหลุดไปจากความสนใจโดยสิ้นเชิง ตอนเป็นเด็ก เวลาที่มันเป็นความฝัน อยากเป็นนู่นนี่มันสวยงามนะ แต่พอโตขึ้นมาทำจริง ๆ ได้รู้ว่าอะไรคือตัวเราอันนั้นน่ะสวยกว่า

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s