“ขอบผ้า…ก็กลายเป็นฝันที่พาไป” – ชีวิตและการเรียนรู้ตามฝีเย็บจักรของ ปัทมา

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

“แค่ขั้นตอนที่มันธรรมดามาก ตัดผ้าหรือว่าพับผ้าให้เป็นทบ เราก็ยังรู้สึกโอเคกับมันตลอด” – ปัทมา สุรพงศานุรักษ์

เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าสาวร่างเล็กผมม้าเต่อวัยสามสิบกลาง ๆ อย่าง ปัทมา สุรพงศานุรักษ์ คนนี้ ทำมาหากินอะไร แต่เธอมีจักรเย็บผ้า มีผ้ากองพะเนิน มีแพทเทิร์นเสื้อ และมีอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยจิปาถะต่าง ๆ เป็นอุปกรณ์การทำงาน แต่ก็อย่าด่วนสรุปว่าเธอเป็นช่างตัดเสื้อ หรือไปเปิดร้านรับแก้ทรง เอว กางเกง อยู่ในตลาดอะไรแบบนั้น

ไม่ใช่ และไม่ใกล้เคียงแม้แต่น้อย

แม้นิยามไม่ได้ (เพราะไม่เคยคิดนิยาม) แต่การทำงานของ ปัทมา ก็ไม่ต่างจากงานแบบอื่น ๆ นั่นคือการ วาดฝันแล้วลงมือทำ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ระหว่างกระบวนการ

ขณะที่นักการตลาดวาดฝันบนพาวเวอร์ พอยนต์ (หรือคีย์โน้ต) จิตรกรวาดฝันบนแคนวาส แต่ปัทมาวาดมันลงบนผืนผ้า ลงมือทำผ่านการออกแบบ เย็บ ปัก สอดด้ายลงในเข็ม และเหยียบแป้นจักร…ที่เหลือเป็นเรื่องของการเรียนรู้

ปล่อยให้การนิยามเป็นเรื่องของคนอื่น แต่วันนี้ ปัทมา สุรพงศานุรักษ์ ค้นพบว่าชีวิตของเธอคือการเรียนรู้ ไม่รู้จบ ผ่านการทิ้งร่องรอยความฝัน ฝากความตั้งใจเอาไว้บนผืนผ้าที่ไม่เกี่ยงว่ามันจะมาจากพาหุรัดหรือสำเพ็ง…แบบที่จะซักสักกี่ครั้ง สีแห่งความใฝ่ฝันธรรมดานั้นก็ไม่มีวันซีดจางหรือสีตกลงไปใส่เสื้อตัวอื่นแม้แต่น้อย

นิยามอาชีพตัวเองหน่อยว่าเราทำงานอะไร

นั่นไงยากแล้ว (ยิ้ม)

ไม่เป็นไร  งั้นเอาใหม่ เราได้เงินจากการทำงานอะไร

ที่เป็นรายได้หลักก็คือปัททำงานผ้าม่านเพื่อซัพพอร์ท โรงแรม ‘พระนครนอนเล่น’ ของ พี่โรส (วริศรา (ลี้ธีระกุล) มหากายี ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์และโรงแรมพระนครนอนเล่น – ผู้เขียน) นั่นเป็นจุดแรกเริ่มที่เย็บผ้า…เรียกว่าเป็นอาชีพหรือเปล่าไม่รู้นะ แต่ว่าเย็บผ้าแล้วได้ค่าตอบแทน จริง ๆ ตอนนี้งานผ้าม่าน มันก็ยังมีอยู่เรื่อย ๆ นะ เพราะว่าพี่เขาก็เปิดโรงแรมแห่งที่สอง ที่สาม เขาก็ให้เราทำต่อเนื่องมา อะไรอย่างนี้

แปลว่างานของเราก็คือออกแบบและตัดเย็บผ้าม่านอย่างเดียว

ก็มีอย่างอื่น ๆ ด้วย  มันแล้วแต่ปัทนึกอยากจะทำอะไร

แล้วแต่นึกอยากจะทำอะไร

ค่ะ คือหมายความว่าปัทไม่ได้ตีกรอบตัวเองไว้เลยค่ะว่าจะต้องทำอะไร เช่นไม่ได้คิดว่าจะทำเสื้อผ้าขาย หรือทำอันนู้นอันนี้ดีกว่า เรารู้แค่ว่าเราเย็บผ้าได้ ทำแล้วโอเค รู้สึกเป็นธรรมชาติเมื่อทำสิ่งนี้ ก็ทำไปค่ะ เสร็จแล้วก็เอาไปแปะไว้บนเฟซบุ๊ค ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมทอะไรนะ แค่ว่าไหน ๆ ทำแล้วก็ลงเสียหน่อย

ก็เอางานผ้าม่านที่ทำให้พระนครนอนเล่นนั่นแหละลงเฟซบุ๊ค กับงานที่…เราทำเล่น ๆ อาจจะเป็นของที่ใช้ส่วนตัวหรือว่าของที่ทำให้เพื่อน ๆ แล้วบังเอิญมีคนมาเห็นว่าเราทำได้ เวลาที่เขาอยากได้ของที่เกี่ยวกับการเย็บผ้าอะไรแบบนี้เขาก็จะนึกถึงเรา ก็จะ ‘ปัททำอันนี้ให้หน่อย’ ‘ปัททำผ้าม่านให้พี่หน่อย’ หรือว่า ‘พี่มีกระโปรงที่ไม่ใช้แล้ว แต่ตอนนี้กำลังอยากได้ปลอกหมอน  เอากระโปรงมาทำเป็นปลอกหมอนให้ได้ไหม’  อะไรอย่างนี้ล่ะค่ะ  คือกลายเป็นว่าปัททำของที่เป็น custom made คือเขาบอกมาว่าอยากได้อะไร  แล้วถ้าปัททำให้ได้ ก็ทำ จบเป็นชิ้น ๆ ไป งานของเราก็เป็นแบบนี้

พูดง่าย ๆ ก็คือรับจ้างทำงานผ้า 

ใช่ ๆ

ซึ่งไม่ใช่การแก้ทรงแก้เอวเหมือนที่เราเห็นทั่วไป 

ไม่ ๆ ไม่ใช่งานแก้ทรงเสื้อผ้าแบบนั้นเลย

เป็นการออกแบบและตัดเย็บ รื้อใหม่เพื่อสร้างสิ่งใหม่อย่างนั้นใช่ไหม 

อืม มันก็ไม่ได้มีคอนเส็ปต์อะไรเลยด้วยค่ะ ก็แล้วแต่ว่าอยากใช้อะไร อยากได้อะไร  ก็มันดูนิยามยากไหม (หัวเราะ) ก็แล้วแต่ว่าพอคุยกันแล้วแบบปัทสามารถทำให้ได้ไหม มันใช่สิ่งที่เขาต้องการหรือเปล่า

ส่วนใหญ่คนที่ติดต่อก็จะเข้ามาทางเฟซบุคเหรอ

ใช่  เป็นเพื่อน เพื่อนของเพื่อนอะไรแบบนั้น จริง ๆ ก็ไม่ได้เยอะแยะมากมายนะ แต่ว่ามันก็ทำให้เรามีอะไรทำอยู่เรื่อย ๆ อยู่หลายปีเหมือนกัน แต่ถ้าถามว่าได้เงินมากมายจากสิ่งนี้ไหม…ไม่ใช่เลย…แต่มันก็ทำให้เราใช้ชีวิตได้น่ะค่ะ  เรียกว่ามีอะไรให้ทำก็ทำไป แล้วทำไปก็เรียนรู้ไป 

แปลว่ามันคงมีอะไรให้เรียนรู้อยู่พอสมควร เพราะโจทย์แต่ละงานที่ติดต่อเข้ามาเนี่ยไม่น่าจะซ้ำกันอยู่แล้ว

ใช่  หรืออย่างบางอันปัททำใช้เอง มันก็เป็นโจทย์ที่เกิดจากความต้องการใช้ของเราเอง เช่นมีช่วงหนึ่งปัททำ bean bag เพราะทำเป็นของขวัญให้เพื่อนกับอยากทำใช้เองแต่พอโพสต์ไปมันก็มีงานให้ บีน แบ็ก ตามมา คือทุกอย่างมันจะมีที่มาที่ไป มันไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ก็นึกได้ว่า เออ เราทำขายอันนี้ดีกว่า ไม่ใช่

ไม่ได้เริ่มจากมองตลาดแล้วคิดว่าเราจะทำอันนี้ขาย

ใช่ ๆ ปัทไม่เคยคิดแบบนั้น  เพราะว่า…เราไม่รู้สึกว่าอยากจะสร้าง demand อะไรให้ใคร ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรจะนำเสนอ ไม่ว่าจะในแง่ของการใช้หรือว่าในแง่ของสไตล์  ปัทไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งนั้นจะนำเสนอใครเลย…ถ้าจะมีสิ่งที่เราอยากนำเสนอและเคยทำนะ ก็คือถุงผ้า ‘replace’ อย่างเดียว อันนั้นน่ะเกิดจากความที่เราอยากทำแล้วนำเสนอจริง ๆ แต่อื่น ๆ น่ะมันจะมีที่มาที่ไปอย่างที่บอก อย่าง บีน แบ็ก มันเกิดจากเราทำของขวัญให้เพื่อน ตอนแรกมันยังไม่เป็นงานหรอก  พอทำ ๆ ไปเราก็ได้เรียนรู้ที่จะทำสิ่งนี้  ก็กลายเป็นว่าเราทำอะไรเป็นขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง ปัทไม่แน่ใจว่าออเดอร์แรกมันมายังไง  คือเราแค่เอาสิ่งที่เราทำเอาออกไปให้คนเห็นน่ะค่ะ  ปัทชอบดีมานด์ที่มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยที่เราไม่ต้องบอกว่าซื้อสิ  มันดีอย่างนั้นอย่างนี้  ปัททำอย่างนั้นไม่เป็นน่ะ

ทั้งหมดนั้นมีพื้นฐานเหมือนกันคือการเย็บปักถักร้อย

ใช่ ๆ อย่างช่วงหนึ่ง ก็มีงานปักผ้า แต่ว่าไม่ได้ลงลึกกับสิ่งนั้นนะ พอเราปักผ้าปุ๊บเราก็เรียนรู้กับมันก็สนุกดี  เราก็ทำแล้วก็แปะไว้บนเฟซบุ๊ค อาจารย์เก่าของเราท่านหนึ่งเขาเห็น เขาก็ให้ทำงานปักปกหนังสือ ก็เป็นอะไรแบบนี้ค่ะ

รู้สึกว่ามันคือการสร้างงานศิลปะผ่านการเย็บปักถักเรียกแบบนั้นดูใหญ่โตไปไหม

ไม่ได้นึกถึงศิลปะนะ เพราะว่าปัทไม่เคยมั่นใจในตัวเองในแง่ศิลปะเลย แต่เวลาจะทำอะไรปัทจะนึกถึงuseful เป็นอย่างแรกนะ นึกถึงฟังก์ชัน ความเป็นประโยชน์ของมัน การที่จะทำอะไรขึ้นมาสักหนึ่งอย่างมันต้องรู้ว่าจะใช้มันยังไง ต้องรู้ความต้องการของคนที่จะใช้อย่างชัดเจน

ฟัง ๆ ดู กระบวนการทำงานมันก็น่าจะมีความสุขอยู่บ้าง

ใช่ ๆ ถ้าเป็นในแง่กระบวนการทำงานน่ะใช่ มันก็มีความสุขที่ได้เรียนรู้ สุขที่ได้รู้ว่าสิ่งที่เราทำมันมีฟังก์ชันของตัวมันเอง  กับสุขในแง่ที่ว่ามันตอบสนองความพึงพอใจของคนที่รับและคนที่ทำด้วย

คือความบาลานซ์แบบนั้นใช่ไหม

มันต้องมีทั้งสองฝ่ายนะ  เขาต้องรู้สึกว่าอยากให้เราทำ แล้วเราก็รู้สึกอยากทำให้เขา

ทำงานแบบนี้ จินตนาการไม่ออกเลยว่าเรียนจบอะไรมา

ปัทเรียนคณะ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ที่ธรรมศาสตร์ค่ะ เหมือนมันจะไม่เกี่ยวนะ (หัวเราะ) แต่ว่ามัน แต่การเรียนสังคมวิทยามันสอนให้ปัทมีพื้นฐานในการทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ให้เรามองมันอย่างเชื่อมโยง และไม่ตัดสิน และสอนให้หาเหตุหาผลของมัน ปัทเรียนจบก็ไปทำงานที่มูลนิธิ ‘กระต่ายในดวงจันทร์’ เป็นองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก และกระบวนการเรียนรู้ตามธรรมชาติ 

ไปทำอะไรที่นั่น

มันก็มีหลายอย่าง ช่วงที่เข้าไปใหม่ ๆ เราเป็นฝ่ายเก็บข้อมูลขององค์กรบันทึกไว้ สมมุติว่าเขาไปทำงานอะไรมาเราก็คอยบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อที่เขาจะมาถอดบทเรียนเป็นความรู้ขององค์กรในภายหลัง ช่วงต่อมาก็มาทำงานสื่อ เป็นคนผลิตสื่อให้มูลนิธิ พวกสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์  แล้วหลัง ๆ ก็เป็นคนช่วยออกแบบกระบวนการ  เป็นทีมออกแบบกระบวนการเพื่อให้เด็กได้เข้าไปเรียนรู้กับธรรมชาติ

ทำอยู่นานไหม

ปัทเป็นคนไม่จำเรื่องจำนวนปี…ก็หลายปีค่ะ  อาจจะ…ไม่แน่ใจว่า 5 หรือ 6 ปี

ตอนนั้นจับงานเย็บผ้าหรือยัง

ยังไม่ได้จับงานเย็บผ้าเลย

ยังไม่ได้สนใจมันอย่างนั้นหรือ

ไม่ถึงกับไม่สนใจ  เพราะเราก็คุ้นเคยกับเรื่องเย็บผ้าอยู่แล้ว เพราะเราเห็นแม่เย็บผ้ามาตั้งแต่เด็ก แม่เคยเป็นลูกจ้างในร้านตัดเสื้อค่ะ  เหมือนผู้หญิงสมัยก่อนที่ก็จะมีทักษะการเย็บผ้า เย็บจักรติดตัวเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เราก็เห็นสิ่งนี้อยู่  เรากับจักร (เย็บผ้า) ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้ากัน

ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้ากัน

ใช่ ๆ สมมติว่าเราซื้อเสื้อผ้ามาแล้วมันไม่พอดีตัว เพราะเราตัวเล็ก  เราก็จะต้องให้แม่เราช่วยแก้ให้อย่างนี้น่ะค่ะ  แล้วเราก็เคยจับจักรเย็บผ้าบ้าง เพราะเรารอแม่แล้วแม่ไม่ทำสักที  (หัวเราะ) ครั้งแรกที่ถีบจักรแม่ก็มายืนอยู่ข้าง ๆ คอยสอน

ทำไมถึงออกจากงานมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์

เพราะว่าโปรเจ็กต์ที่เราทำมันจบลงค่ะ ทุนทำก็หมดด้วย ทุกคนในทีมก็แยกย้ายกันไปทำอย่างอื่น และบังเอิญว่าเขาจะย้ายออฟฟิศด้วย  คือปัทก็จำไม่ค่อยได้แล้วเรื่องเก่า ๆ บางทีเราลืมไปหมดแล้ว แต่ก็ประมาณนี้

ว่างเลยทีนี้

ก็แบบ blank ไปเหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ เพราะว่าเรียนจบก็ทำงานมูลนิธิเลย เราไม่เคยรู้ว่าโลกภายนอกเขามีงานอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง ไม่คิดที่จะสมัครงาน แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีทักษะในการทำงานแบบไหน 

แล้วทำยังไงต่อ

ก็อยู่แบบไม่มีตังค์ไง (หัวเราะ) ก็เริ่มคิดจะหาอะไรทำที่สร้างรายได้แล้ว แต่เราเป็นคนที่ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้  ต้องทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ ก็เลือกมากนิดหนึ่ง

อะไรที่ตัวเองอยากทำ นี่นอกจากได้เงินแล้วยังมีเงื่อนไขอะไรอีกบ้าง

จริง ๆ ได้เงินมันเป็นข้อหลัง ๆ เลยนะ

ไม่เป็นไรเอาข้อหลัง ๆ มาก่อน แล้วข้อแรก ๆ ล่ะ

ก็ต้องเป็นคำว่ามีเหตุมีผล แต่คำว่ามีเหตุมีผลนี้มันกว้างนะ อืม…(หยุดคิด) ก็คือสิ่งที่เราทำได้โดยไม่ฝืนตัวเอง ไม่ต้องถึงกับชอบหรือรักมันนะ แต่มันต้องไม่ฝืนใจน่ะค่ะ

เป็นสิ่งที่ตื่นเช้าแล้วสามารถทำไปได้ทุกวันอย่างนี้หรือเปล่า

เออ ๆ ทำนองนั้น แล้วก็อีกข้อหนึ่งก็คือสิ่งนั้นมันต้องไม่ก่อให้เกิดมลพิษใช่ ๆ มันไม่ไปส่งผลกระทบอะไรต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก ก็แบบนี้ล่ะค่ะ

การออกแบบและเย็บผ้าม่านที่โรงแรม พระนครนอนเล่น

ลองยกตัวอย่างงานที่เข้าข่ายอะไรแบบนั้นให้หน่อยสิ

โอ้ย…ไม่อยากพูดเลยเดี๋ยวมันไปกระทบคนอื่น…(หัวเราะ) สมมติว่าถ้าเราขายของคุณภาพไม่ดี แล้วการที่คุณภาพมันไม่ดีมันก็ทำให้เสียเร็วพังเร็ว ต้องหามาใหม่ มันเป็นการกระตุ้นดีมานด์มากจนเกินไป มันเปลืองทรัพยากรนะ และค่อนข้างฉาบฉวยด้วย

แปลว่าเราไม่ทำอะไรที่มันฉาบฉวย Fast Fashion

ไม่ทำ

เน้นความยั่งยืน sustainable ใช่ไหม

sustainable หรือเปล่า…ไม่รู้ คือเราไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำออกไปมันจะมีชีวิตยังไงต่อ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ไกลจากเราไปแล้ว แต่ในระยะที่เราพอมองเห็นเนี่ย เราต้องรู้ว่าเหตุผลที่เราทำมันคืออะไร ฟังก์ชั่นของสิ่งนั้นคืออะไร มันตอบความต้องการของคนคนนี้นะ หรือมันคือความต้องการของคนคนนั้นจริง ๆ เพราะว่าเราดีลกับทุกคนโดยตรง เราไม่ได้ทำของขายให้ใครที่เราไม่รู้จักหรือไม่รู้ว่าเขาซื้อมันเพราะอะไร

มันมีจริง ๆ เหรองานที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษอะไรเลยแม้สักอย่างเดียว

ไม่มีหรอก เราเข้าใจเรื่องนั้น ยังไงสิ่งที่เราทำมันก็ต้องสร้างมลพิษอะไรสักอย่างอยู่ดี ไม่มีทางที่เราจะไม่ดึงอะไรออกมาจากธรรมชาติเลย อย่างผ้าที่ปัทเอามาทำก็ไม่ได้ใช้ผ้าออร์แกนิก เราใช้ผ้าจากโรงงานทั่วไป แต่สิ่งที่เราเน้นก็คือว่า เมื่อเราเอามาหรือซื้อมาใช้ ก็ใช้ให้มันคุ้มค่าเท่าที่เราจะทำได้ เราไม่ได้เป็นสายกรีน สายอนุรักษ์จ๋า เพราะสิ่งที่เราทำมันตอบโจทย์การอนุรักษ์ได้ไม่ครบทุกข้อ เราแค่ประนีประนอมด้วยการใช้ให้คุ้มค่า มีอายุการใช้งานนานที่สุด

แค่นั้นก็ดีมากแล้ว

มันไม่ต้องตอบครบทุกข้อ  แต่ว่าอย่างน้อย…มันต้องมีใครได้อะไรจากสิ่งที่เราทำบ้าง เราเองก็ต้องตอบโจทย์ตัวเองได้อย่างน้อย สักข้อหนึ่ง  เช่นว่า เราได้เงินเพราะช่วงนี้เราต้องใช้เงิน แล้วเขาเองอยากได้สิ่งนี้ เขาอยากใช้มันจริง ๆ …เราโอเคแล้ว คือมันมีเหตุผลที่จะทำ อ๋อ! แล้วจริง ๆ มันก็มีเรื่องการเรียนรู้ด้วยค่ะ

ยังไง

คือเวลาจะทำอะไรเราก็ยังรู้สึกว่าเราอยากได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากมัน ถ้าเป็นงานประเภทเอาผ้ามาให้ปัทแล้วก็เย็บตามแบบเย็บอย่างนั้น เย็บอย่างนี้ ตามสั่งอย่างนี้ ปัทจะไม่ค่อยทำ

ทำไม

เพราะปัทรู้สึกว่าเราไม่ได้เรียนรู้อะไร แต่ปัทอาจจะทำก็ได้ถ้าเพื่อนกันขอมา (หัวเราะ) แต่ว่าการที่เราได้เรียนรู้จากทุกงานที่ทำก็เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่ง 

กลับไปตอนที่อยู่ว่าง ๆ แบบนั้น ยังไม่ได้เข้าสู่งานออกแบบเย็บผ้าอย่างเต็มตัว แล้วช่วงนั้นทำอะไรบ้าง

ยังไม่ได้เย็บเป็นเรื่องเป็นราว แต่ปัทก็ยังเย็บผ้าอยู่ เพราะว่าซื้อจักรตัวแรกให้ตัวเอง เพราะฉะนั้นเราก็จะทำ งานออกแบบ แล้วก็เย็บไปก่อน

ตอนนั้นลงทุนซื้อจักรเลย

ซื้อเลย ไม่ได้ตั้งใจจะมาทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวหรอก แต่ความรู้สึกมันเหมือนกับว่า เอ้อ จักรมันก็เป็นสิ่งที่ถ้ามีติดไว้เนี่ย เราได้ใช้แน่ ๆ เราก็มีติดห้องเอาไว้ อย่างน้อยเวลาที่เราต้องการใช้อะไรของเราเอง เราก็เย็บเอง ทำเอง ตอนที่ว่างจากงานมูลนิธิ  ไอ้การเย็บผ้ามันก็อยู่ในชีวิตเรา จักรมันก็วางอยู่ในห้องเรา เราก็ทำไปแค่นั้นเอง  จริง ๆ ก็รู้แหละว่าเราทำมันได้ เราอาจจะทำสิ่งนี้  แต่เรายังไม่กล้าที่จะหยิบมันว่า  เอ้ย เอามาเป็นสิ่งที่เราทำดีกว่า อะไรอย่างนี้ แต่พอถึงจุดที่ว่าเราก็ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วไง

แล้วมันถึงจุดที่ไปออกแบบผ้าม่านให้โรงแรมพระนครนอนเล่นได้ยังไง 

เหมือนพี่โรสเขาเคยบอกแว้บ ๆ ตอนทำโรงแรมใหม่ ๆ นะว่า ‘เออ ก็มาช่วยพี่เย็บผ้าม่านสิ’ หรืออะไรอย่างนี้ แต่ตอนแรกเราไม่กล้ารับปากเขา อาจจะยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะ ทำได้ดีไหม  หรือจะเอ็นจอยไหม แต่พอถึงจุดที่ว่างงานแล้ว เราก็แบบ no choice แล้วล่ะ (หัวเราะ) ก็ลองดูก็ได้ ก็โทรศัพท์ไปหาพี่โรส บอกว่าเราจะไปช่วยเย็บผ้านะ เขาก็พูดแค่ว่า ‘มาสิ มาลองดู’ มันก็กลายเป็นงานไป เพราะว่ามันคอมมิตฯ กันแล้วว่าเราจะทำ

คอนเส็ปต์ของงานนั้นเป็นอย่างไร

ที่ พระนครนอนเล่น แต่ละห้องมันจะมีธีมที่ไม่เหมือนกัน  ลูกค้าโรงแรมส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวต่างชาติ แต่ละห้องมันก็จะเล่าเรื่องราววิถีชีวิตแบบไทย ธีมดอกไม้ไทยบ้าง ธีมของเก่าบ้าง หรือแบบว่าเป็นห้องหนังสือ  ห้องบาร์เบอร์อะไรอย่างนี้แหละค่ะ ตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจหรอกว่าเราจะทำม่านยังไง แต่ว่าแฟนเราไกด์ให้มั้ง คือเขาเป็นนักออกแบบ เป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์ เขาก็ไกด์ว่า ‘เออ ทำอย่างนั้นอย่างนี้สิ’  เราก็เลยทำผ้าม่านที่ออกแบบจากธีมห้องน่ะค่ะ

ยกตัวอย่างหน่อย

เช่นงานที่คนเห็นแล้วจำได้กันก็คือม่านเจ้าชายน้อย ก็คือห้องมันเป็นภาพวาดเฟรม เป็นชั้นหนังสืออะไรอย่างนี้ เราก็เลยทำม่านรูปเจ้าชายน้อย เป็นม่านที่หยิบผ้ามาปะ ๆ เป็นรูปเจ้าชายน้อย เป็นภูเขา เป็นงานปักงานแปะผ้าผสมกัน โชคดีที่พี่โรสเขาก็ให้อิสระในการทำ เราก็เลยได้ลองผิดลองถูก กับงานเย็บผ้า ในช่วงประมาณ 2-3 ปีแรกที่ทำนะ

เหมือนเป็นโรงเรียนให้เราไปด้วย

ใช่ ๆ พี่โรสเขาก็อยากให้คนที่ทำงานได้เรียนรู้จากการลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่ามีบรีฟมาว่าห้องนี้อยากได้แบบนั้นแบบนี้ แล้วปัทไปทำมา ไม่ใช่ลักษณะนั้น เราได้คิดได้ทำ ได้ลองผิดลองถูก เหมือนเป็นสนามให้เราเลย

ทำไปกี่ห้อง

โรงแรมมันมีประมาณ 30 ห้อง ทุกวันนี้ปัทยังทำไม่ครบเลย (หัวเราะ)

จริงเหรอ  30 ห้องที่ผ้าม่านไม่ซ้ำกันเลย

ใช่ ๆ แต่ยังทำไม่ครบนะ(หัวเราะ) แต่ช่วงแรกก็ทำไปน่าจะสัก  20 ห้อง

ก็เกือบครบ

จริง ๆ มันเหมือนกับเรายังทำไม่จบ เพราะยิ่งปัทอยากจะไปตามเก็บห้องที่เหลือให้ครบ ก็ยิ่งมีอะไรให้ปัททำเพิ่มอีก งานเก่า ๆ ที่เคยทำไปแล้ว วันนี้รู้สึกไม่พอใจอยากกลับไปแก้อะไรอย่างนี้  ถ้าพี่เขายังมีตังค์จ้างปัทนะ (หัวเราะ) ปัทก็ยังมีอะไรกลับไปทำให้มันดีขึ้นค่ะ

ล็อตแรกทำไป 20 ห้อง ใช้เวลานานไหม ไม่น่าจะแป๊บเดียวนะ

นาน  หนึ่งเดือนทำได้หนึ่งผืน หรือบางผืนสองเดือนก็มี (หัวเราะ) ซึ่งถ้าเป็นเจ้าของโรงแรมที่มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง เขาคงไม่รอเราขนาดนั้น

เมื่อล็อตแรกทำออกไปแล้ว มีผลตอบรับยังไง

อืม…พี่โรสเป็นคนที่ไม่คอมเมนต์เยอะนะ เขาก็คงโอเคมั้ง  เพราะเขาก็ยังจ้างเราอยู่  เขาก็แบบมีชมบ้างบางครั้ง บอกว่าขาดอันนี้อันนั้น เอ่ยถึงเราในเฟซบุ๊คบ้างบางครั้ง

เขาชมว่าอะไร อยากรู้

เขาพูดประมาณว่า  เอ่อ…จำประโยคไม่ได้ แต่เหมือนกับมีผู้ร่วมงานที่ไว้ใจกัน มันก็ง่าย ทำงานโดยที่ไม่ต้องบรีฟอะไร (หัวเราะ)

แสดงว่าเขาพอใจ

อาจจะไม่พอใจบ้างแหละ ถ้ามีเขาก็จะบอกเช่นว่า ‘ปัท ห้องนี้แดงไปว่ะ’  เขาพูดสั้น ๆ แค่นี้ แต่มันก็ไม่เป็นอะไร เพราะเราก็ยังได้เรียนรู้ งานมันอาจจะออกมาไม่ดี แต่นั่นก็คือการเรียนรู้  พี่โรสเขาให้คุณค่ากับการเรียนรู้ของเราด้วยนะ เขาถึงให้เวลาเรา  ถ้าเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของเรา เขาก็คงไม่รอ  คงจะสรุปไปเลยว่า ‘ปัท  เดือนนี้อันนี้ต้องเสร็จ’  แต่เราก็รีพอร์ทเขานะเพราะมันเป็นความรับผิดชอบของเรา เราก็จะเล่าให้เขาฟังว่า เดือนนี้ทำอย่างนี้ อีกเดือนทำอย่างนี้ ๆ

หลังจากนั้นก็เดบิวต์เข้าสู่วงการออกแบบตัดเย็บ

ก็ทำงานที่พระนครนอนเล่น  ควบคู่ไปกับงาน custom made ที่มีเข้ามาตามปกติ ก็พวกงานข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่เราโพสต์ เราทำปลอกหมอนอันหนึ่งเราก็โพสต์แล้ว ทำอะไรให้คนในครอบครัวเรา เราก็แปะมันลงไปในฐานะเรื่องเล่าหนึ่งก็ได้  เป็นเรื่องที่เราแชร์เท่านั้นค่ะ แต่เราก็แอบเล็งแหละว่ามันจะมีคนชอบไหมนะ เรารอดูอยู่  เหมือนเราไปทอดสมอเรือลำหนึ่ง ลอยอยู่แถว ๆ นี้  แล้วปัทก็รอดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

แต่ว่าเราก็ต้องวางแผนหรือเลือกตำแหน่งและเวลาที่จะทอดสมอถูกไหม

ใช่ ๆ  แต่เราก็เลือกจังหวะเวลาโยนรออกไปให้คนอื่นเห็น ไม่งั้นเขาก็ไม่รู้ว่าเราทำอะไร แต่เราจะไม่ไปตีกรอบว่าเราจะทำอะไรมันก็ประมาณนั้น

เหมือนเป็นกระบวนการธรรมชาติ

เพราะเราอยากให้มันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าเราไม่ได้ปฏิเสธนะถ้ามันมีสิ่งที่เราอยากจะทำจริง ๆ ในอนาคต หรืออาจจะอยากทำแบรนด์ในสักวันหนึ่งก็ได้ ถ้าสมมติว่ามันมีสิ่งที่เราคือว่า เฮ้ยดี น่าทำ หรือ เราอยากนำเสนอสิ่งนี้ว่ามันดี

จากตรงนั้นก็สานต่อมาถึงสิ่งอื่น ๆ ที่ได้ทำ

ก็คิดแค่ว่า ก็ทำไปเรื่อย ๆ พรุ่งนี้ยังมีสิ่งนี้ให้ทำ มัน Short term มาก ๆ เลยนะ เราไม่มีแพลนอะไรยาว ๆ

อยู่ได้ใช่ไหม

อยู่ได้ไหม (หัวเราะ) ก็มีข้าวกิน  อืม…ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้คิดมาก คิดแค่ว่าอยู่ได้ก็พอแล้ว เพราะเรารู้สึกว่าเราเองก็ยังใหม่กับมัน มันเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าต้องสะสมต้นทุนอะไรต่าง ๆ ในตัวเรา ต้องให้เวลากับการเรียนรู้ ลองผิดลองถูกนี่แหละ  มันก็จะมีช่วงที่แบบที่บ้านก็เป็นห่วงเรา  แบบ ‘เฮ้ย อย่างนี้จะยังไงต่อ’ อะไรอย่างนี้ หรือเวลาเราทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง พี่เราก็จะแบบ  ‘เออ ทำไปขายที่จตุจักรสิ’  เหมือนเขาก็จะมองว่า ทำยังไงให้ได้เงินเยอะที่สุดจากสิ่งที่เราทำได้  แต่ว่าตอนนั้นไม่ได้มองตัวเงินเป็นหลัก มองแค่ว่าอยู่ได้  ให้ชีวิตมันไปได้ก็แล้วกัน ขอเวลาเรียนรู้ ใช้เวลากับมันก่อน แต่พอมาถึงวัยนี้ ก็เริ่มคิดแล้วว่ามันอาจจะต้องมากกว่านี้

ขออนุญาตถามตรง ๆ เลยก็แล้วกันที่ว่าเราอยู่ได้ เราเป็นภาระใครไหม

เป็นภาระใครไหม หมายถึงขอเงินใครไหมอะไรอย่างนี้เหรอ

ใช่

ไม่ (ตอบเร็ว) ไม่เป็นภาระใคร  ไม่เป็นหนี้  อันนั้นเป็นแบบเบสิกอยู่แล้ว

แค่นั้นก็โอเคสำหรับชีวิตแล้วนะ

เชื่อไหม ตอนที่ยกโทรศัพท์โทรหาพี่โรสว่าขอทำงานม่านนะ  คือตอนนั้นน่ะ แทบจะไม่มีตังค์แล้วนะ  พอโทรไปปุ๊บแล้วพี่เขาบอกว่า ‘มาทำสิ’ เราแบบ…ร้องไห้เลยนะ เพราะว่ามันเหมือนกับว่า…

เดิมพันกับอะไรหลายอย่างอยู่เหมือนกัน

ใช่ ว่าเราจะเอาชีวิตรอดไหม แล้วเราจะบาลานซ์โจทย์ต่าง ๆ ที่เราตั้งไว้ยังไง เพราะถ้าเราคิดแค่ว่าหาเงินอย่างเดียว มันก็คงง่ายกว่านั้นกว่านั้น แล้วก็โจทย์มันน้อย

แบบนั้นก็ชัดดี ชัดมากว่ากูจะเอาเงิน ง่ายเลย

แต่พอเรารู้สึกว่าเราจะเอาหลายอย่าง แล้วเราก็อยากพามันไปให้ได้  ในขณะเดียวกันกับที่คนรอบข้างก็ยังไม่มีใครไว้ใจอะไรเราเลย  เออ…คนข้าง ๆ ก็ไม่เข้าใจ  เราก็หลายอย่างมาก แล้วก็ไม่มั่นใจในตัวเองด้วยอะไรอย่างนี้ แต่การที่คนที่บ้าน พ่อแม่ หรือว่าคนรอบข้างเราเขาเป็นห่วงจากมุมของเขา มันก็ไม่ได้ผิดนะ  เพราะว่าเขา ดูแล้วก็ แบบ…เออ มึงไหวไหมวะ อะไรอย่างนี้

จุดไหนที่พอหายใจหายคอโล่งขึ้นมาหน่อย

ก็ทำมาสักพักมันก็ เออเว้ย  มันก็มีอะไรให้ทำเรื่อย ๆ แต่ช่วงหลัง ๆ ก็จะมีคนติดต่อให้ไปทำนั่นทำนี่ แต่บางทีเราก็ไม่ได้ไปทำหรอกนะ แต่แค่มีคนติดต่อมาเราก็รู้สึกว่า มันก็พิสูจน์อะไรบางอย่างเหมือนกัน

เขาติดต่อให้ไปทำอะไร

ก็ไปทำผ้าม่านให้กับที่ของเขานี่แหละ เขาจะสร้างแหล่งเรียนรู้อะไรสักอย่าง คนติดต่อเป็นศิลปินที่ทำงานผ้าด้วย แล้วเหมือนเขาก็หาย ๆ ไปเองน่ะค่ะ

แล้วทำไมเราไม่ทำ ก็ดูน่าจะโอเค

จังหวะไม่ได้ เหมือนพอติดต่อแล้วช่วงนั้นเราก็ยุ่งอยู่ คุยกันอีกทีหนึ่ง แล้วเขาเองก็เหมือนกับไปทำอะไรอย่างอื่น อะไรอย่างนี้ค่ะ

ดูเหมือนงานผ้าม่านที่พระนครนอนเล่นจะเป็นงานที่เขาเรียกว่า notable work คือเป็นงานที่สามารถพาเราออกไปผจญภัยได้

เราคิดว่ามันก็คงเป็นม่านเจ้าชายน้อยแหละ  เคยมีน้องคนหนึ่ง เขาเป็นพนักงานที่โรงแรมนี่แหละ เขาเล่าให้ฟังว่า เขาพาเพื่อนมาดูห้องนู่นนี่ แล้วพอถึงห้องนี้เขาก็จะอวดผ้าม่านเราว่า  ‘เออ เนี่ยดูม่านนี่สิ’  แต่ตัวเขาเองเขาก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันนะ แล้วเขาบอกว่าพอเปิดมาปุ๊บแล้วเขาตกใจ แต่ตอนที่เราฟังเขา เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก มาคิดได้ทีหลังว่า ความรู้สึกนี้มันดี

เห็นว่าตอนนี้จับงานเสื้อด้วยใช่ไหม

ใช่  คือก่อนหน้านี้ไม่ได้ทำงานเสื้อผ้าเลย 

ทำไมหันมาสนใจงานเสื้อ

ก็ซื้อหนังสือที่มันเป็น Pattern ตัดเสื้อสำเร็จน่ะ  เพราะว่าเราเย็บผ้าเป็นอยู่แล้ว  แต่ว่าเราทำแพทเทิร์นไม่เป็น ก็ไปซื้อมาดูว่ามันประกอบกันยังไง  แล้วเราก็ทำตามอะไรประมาณนี้ รู้สึกมันเป็นความรู้อีกอย่างหนึ่ง คนเย็บผ้าได้ก็ใช่ว่าจะตัดเสื้อได้เนอะ ช่วงแรก ๆ ของงานเสื้อผ้าเริ่มจากเสื้อเด็ก เย็บเสร็จก็โพสต์ในเฟซบุ๊คว่า มีเด็กคนไหนที่จะ…เอาเสื้อบ้าง แล้วพอทำตัวแรกก็แบบ  หูยย!! สนุก!! ไปอยู่ที่ไหนมาตั้งนาน

ทำไมไม่ทำเสื้อแต่แรกอย่างนี้ใช่ไหม

ก็สนุกดีค่ะ  เพราะว่าทำให้นึกถึงตอนเด็ก ๆ พวกงานพับกระดาษ  ที่มันจะต้องตัดแล้วพับแปะกาว แพทเทิร์นเสื้อผ้ามันก็แบบเป็นผ้าชิ้น ๆ มีปกมีแขน  มาต่อกัน ติดกันด้วยการเย็บ ก็เหมือนติดกาวน่ะค่ะ เราอยากให้ตรงไหนติดกันเราก็เย็บ

นอกจากมีงานเสื้อผ้าแล้วก็ยังมีงานสอนด้วย งานสอนนี่มายังไง

พี่โรสชวนอีกนั่นแหละ คือพี่เขาก็สอนทำขนมปังอยู่ที่โรงแรมอยู่ก่อนแล้วเขาก็เลยชวน บอกว่า ‘มาสอนเย็บผ้าที่โรงแรมสิ’ ปีที่แล้วนี่แหละค่ะ

สนุกไหม

สนุก ๆ

ค้นพบอะไรจากการทำงานสอน

ค้นพบว่า การทำเองเป็นกับการทำให้คนอื่นทำเป็นมันคนละเรื่องกัน (หัวเราะ) เราก็รู้อยู่แล้วแหละว่ามันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  แต่การสอนมันก็เป็นสิ่งที่เราว่ามันก็ดี

ดียังไง

เพราะว่าเราเริ่มคิดว่า…หลังจากที่เราทำงานกับตัวเองมาสักระยะ ก็คิดว่ามันน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราน่าจะได้แลกเปลี่ยนอะไรกับคนอื่นบ้าง ก็คิดว่างานสอนเนี่ยมันก็ดีนะ แล้วเราก็ได้เรียนรู้ไปด้วย
 

หลังจากไปสอนแล้วผลตอบรับดีไหม

มันก็เหมือนจะไปได้นะในช่วงแรก ๆ แต่ในช่วงหลัง ๆ…ก็ไม่ค่อยนะ  เปิดไปเราก็มีคนสมัครน้อย

เหงาหน่อย

อืม เหงา ๆ หน่อย   นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งด้วยมั้งที่ปัทคิดว่า เดี๋ยวหยุดก่อนดีกว่า เพราะปัทก็ไม่อยากทำอะไรที่…เราก็ไม่แน่ใจว่าคนอื่นเขาต้องการสิ่งที่เราทำหรือเปล่า มันไม่ใช่ว่าเราไม่มีสิ่งที่จะแบ่งปันคนอื่นนะ  แต่ว่าเราต้องย่อยอะไรมันอีกหน่อย

แปลว่ากระบวนการ  งานสอนก็ยังเป็นงานที่เราต้องเรียนรู้

ใช่ เราก็ยังสนใจอยู่  แต่ว่าเราไม่รีบ ทุกอย่างที่เราทำเราก็ไม่รีบ เราอยากเรียนรู้ เราก็เรียนรู้ของเราไปแล้วจนรู้สึกว่า พร้อมสอน อยากสอนเมื่อไหร่ก็สอน

ขอถามเรื่องเสื้อผ้าที่ใส่นี่เราตัดเองทั้งหมดไหม
ไม่ ๆ แต่ว่าก็ตั้งเป้าหมายไว้เหมือนกัน 

ว่าอะไร

ว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าในตู้ให้เป็นเสื้อผ้าที่ตัวเองตัดทั้งหมด (หัวเราะ)

ตัดเสื้อผ้าใส่เองมันน่าสนใจยังไงบ้าง 

การตัดเสื้อผ้ามันต่างจากทำข้าวของเครื่องใช้อย่างอื่นนะ เพราะว่ามันเอามาสวมใส่ มันก็สนุกตั้งแต่ตอนคิดแล้วว่า ‘เออ ผ้านี้นะ เอามาทำแบบนี้แบบนั้นดีไหม’ อย่างที่บอกว่าเราไม่เคยมั่นใจในสไตล์หรือความเป็นศิลปะอะไรในตัวเรา ไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นดีไซน์เนอร์ แต่เราก็มีความคิดน่ะ ว่า ‘ฮึ้ย ผ้าอันนี้ ถ้าเราเอามาใส่นั่น ฮึ้ย ทำเป็นชุด ทำเป็นชุดอะไรดี เออ เสื้ออะไรดี’ มัน ก็สนุกตั้งแต่ตอนคิดแล้วนะ แล้วก็มีรายละเอียด เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มันทำให้รู้จักตัวเราเพิ่มขึ้นน่ะ

อาทิเช่น

สมมติแขนเสื้อ พอมันต่างกันเซ็นฯ หนึ่ง เช่นถ้าเราทำแขนล้ำเข้ามาอีกเซ็นฯ นึงมันก็จะอีกอารมณ์เลยนะ เห็นแขนมาขึ้น กับปิดแขน ทำให้แขนดูเล็ก แขนดูใหญ่ เราเป็นคนตัวเล็ก เออ เราจะได้รู้ว่าใส่เสื้อแบบไหนถึงจะดูดี  ความยาวต่างกันแค่เซ็นฯ สองเซ็นฯ มันก็ให้ความรู้สึกต่างกันนะ ซึ่งเราจะไม่มีทางรู้เลย ถ้าเราไม่ได้ทำมันน่ะ

เมื่อผ่านกระบวนการเรียนรู้ลองทำมาระยะเวลาหนึ่ง เข้าใจโลก ประนีประนอม คลี่คลายในระดับหนึ่งแล้ว คิดว่าเราจะไปต่อกับสิ่งที่เราทำได้ยังไง

ตอนนี้ ก็มีความคิดว่าเรายังทำคล้าย ๆ เดิมอยู่นะ คือทำในสิ่งที่มีฟังก์ชัน และเราได้เรียนรู้ ตอนนี้เรากำลังคิดเรื่องงานผ้าอนามัยที่ใช้แล้วนำกลับมาซักได้ แต่ไม่ได้คิดจะทำเป็นแบรนด์นะ ก็อยากลองดูว่า ถ้าทำในลักษณะที่มีจำนวนเยอะ ๆ มีวอลุ่มแล้วขายมันจะเป็นยังไง 

ทำไมถึงสนใจงานผ้าอนามัยใช้ซ้ำได้

เราก็เริ่มใช้อยู่ในช่วงหลัง ๆ แล้วพบว่า มันโอเค มันก็ตอบโจทย์ในทุก ๆ ข้อที่เราตั้งไว้ เรื่องการไม่สิ้นเปลือง การใช้งานคุ้มค่า ไม่สร้างขยะอะไรต่าง ๆ

ก็ค่อนข้างท้าทายนะ เพราะผ้าอนามัยมันก็เป็นสินค้าที่โดยปกติคนก็ใช้แล้วทิ้ง และอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไม่สะอาด ไม่สะดวกอะไรแบบนี้

ถ้าไม่สะดวกน่ะก็นิดนึง ในช่วงแรกน่ะ เพราะการนำไปใช้ข้างนอกมันก็คงไม่คุ้นชินใช่ไหม เพราะว่าต้องห่อกลับมาซัก (หัวเราะ) ก็จะลำบากนิดหนึ่ง แต่ถ้าไม่สะอาด เราลองใช้แล้วพบว่ามันซักออกได้หมด สะอาดพอสมควร

ไปตอบโจทย์แนวคิดหลักเรื่องไม่ทำให้เกิดขยะโดยไม่จำเป็น

ใช่ มันก็เป็นอย่างนั้น ชัดเจนอยู่แล้วค่ะ

มันเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับสังคมไทยนะ 

แต่ตอนนี้มันก็มีคนที่เข้าใจกันเยอะแล้วนะคะ และมันก็เปลี่ยนแปลงได้

คิดยังไงกับเรื่องนี้

ไม่คิดยังไงเพราะ ปัทไม่ใช่นักต่อสู้ทางความคิดที่ว่าจะต้องไปเปลี่ยนแปลงความคิดใคร แต่คนที่เขาใช้เป็นกิจจะลักษณะ เขาก็ให้ความรู้เรื่องนี้ไว้เหมือนกันว่า  จริง ๆ แล้วผ้าอนามัยแบบใช้แล้วทิ้ง แบบทั่ว ๆ ไปนี่มันอับชื้นกว่า มันหมักหมมกว่าด้วยซ้ำ แต่ผ้าแบบเราใช้มันระบายอากาศได้ดีกว่าเพราะมันเป็นผ้า เราก็พูดจากประสบการณ์ของเรานะ เราก็รู้สึกว่าใช้อย่างนั้น (แบบทั่วไป) แล้วมันไม่สบายตัว การที่เราเปลี่ยนมาใช้อันนี้ (แบบทำจากผ้าที่ซักได้) เออ มันสบายขึ้น มันไม่ระคายเคืองจริง ๆ ส่วนเรื่องที่ว่ามันไม่สะดวก ใช้แล้วต้องมาคอยซัก จากที่ลองใช้ มันก็ง่ายกว่าที่คิด ตอนแรกนึกว่าจะยุ่งยากมากกว่านี้ นึกว่าจะซักออกยาก มากกว่านี้ แต่ก็ไม่เลย มันไม่ได้ยาก แต่อาจจะเพราะเราอยู่บ้านประจำ เราพร้อมที่จะซักผ้าตลอดเวลา แต่ถ้าคนที่ออกนอกบ้านทุกวัน ก็อาจจะยากขึ้นกว่าเดิม ต้องเก็บกลับมาซักบ้าน อะไรอย่างนี้

อาจจะมีปัญหาของเขา

ใช่ แต่ถ้าคนที่พร้อมจะทำ มันก็พอจะปรับตัวได้

นี่คือโปรเจ็กต์ต่อไปของเรา  

ถามว่าอันนี้มันเป็นโปรเจ็กต์ยิ่งใหญ่ที่แบบว่า…จะต้องทำแน่ ๆ ต้องทำให้สำเร็จหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ขนาดนั้นนะคะ มันก็แค่อีกเรื่องหนึ่ง

ทำได้ ก็ทำไป 

มันทำได้นี่หว่า น่าทำ ก็ทดไว้ ปัทซื้อผ้ามาตั้งรอไว้แล้ว พอปัทมีเวลาที่สับรางจากสิ่งต่าง ๆ ปัทก็จะลองทำดู แล้วถ้าพร้อมก็ขาย อะไรอย่างนี้ล่ะค่ะ ปัทเป็นแนวแบบทำไปดูไปตลอดเลยอ

ไม่ใช่สิ่งที่ fight for ขนาดนั้น เราก็ทำไปเรียนรู้ไป

เออๆ เป็นคนไม่ fight for เลย 

ความสุขคืออะไร นั่งหน้าจักรเย็บผ้า เหรอ

นี่เพื่อนก็ถามอยู่เหมือนกัน ไอ้นั่งหน้าจักรก็ส่วนหนึ่ง แต่วันนั้นตอบเพื่อนไปว่า ทำในสิ่งที่ตั้งใจในแต่ละวัน  บรรลุเป้าหมายแต่ละวันให้ได้ ก็โอเคแล้ว

รู้สึกแย่ไหมเวลาไปเจอเพื่อนที่แบบ โอ้โห!  มีลูกมีเต้า มีรถ มีบ้าน ใช้แบรนด์เนม แบบนั้น 

ไม่ถึงกับเป็นปัญหาแบบนั้น เพราะว่าเพื่อนก็เหลือกลุ่มเดียวแล้ว (หัวเราะ) และเข้าใจกันดี  เพื่อนก็รู้อยู่แล้วว่า เราเป็นแบบไหน ไม่เคยรู้สึกพ่ายแพ้ เราก็รู้ว่าเราคิดอะไร

ชอบไหม ชอบชีวิตตัวเองที่เป็นอยู่ไหม

อืม ก็พึงพอใจในระดับหนึ่ง แต่อย่างที่บอกว่าไม่เคยตั้งเป้าอะไรเลย ไม่มี dream น่ะ เป็นคนไม่มี dream เลยทั้งในแง่ชีวิต ในแง่อะไรทั้งสิ้น อืม มันก็เลย…พอมันไม่มีเป้ามันก็รู้ว่าจะเทียบกับอะไรไงคะ ไม่ได้คิดด้วยตัวเองจะแบบเป็นอะไร ไม่ได้ wanna be ก็ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะไปถึงจุดไหนด้วย 

แล้วชอบตอนไหนในกระบวนการทำงาน 

ก็โมเมนต์ตอนลงมือทำทั้งหมดนี้แหละค่ะ เราโอเคกับ process ของมัน เราถึงทำมันได้ แม้ผลลัพธ์ดีบ้าง ไม่ดีบ้างก็ไม่เป็นไร แต่การเย็บผ้ามันเป็นอะไรที่ยึดเหนี่ยวชีวิตและจิตใจมากเลย ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็แล้วแต่ สมมติว่าโมโห โกรธแบบ….ทำอะไรกับใครไม่ได้เลย กลับมาเย็บผ้า การเย็บผ้ามันรักษาเรา ดึงให้กลับมามีสติได้เสมอ เราแค่กลับมาที่ชั้นผ้าของเรา ก็พอเราเริ่มนึกว่าเราจะทำอะไร ที่โกรธมันก็ลืม พอหยิบผ้าแล้วก็…‘อืม เราก็โอเคกับสิ่งนี้มาตลอด’ ขนาดทำงานมานานแล้ว แต่กับแค่ขั้นตอนที่มันธรรมดามาก ตัดผ้าหรือว่าพับผ้าให้เป็นทบ เราก็ยังรู้สึกโอเคกับมันตลอด 

แค่นั้นเองชีวิต 

อืม ก็โชคดีมาก ๆ ที่เจอโมเมนต์แบบนี้

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s