การกลับบ้านแบบล่องหนของ สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ และการออกแบบพิพิธภัณฑ์ชุมชน

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

“พ่อเลยรออยู่ด้านนอก งานไหนก็ไม่ได้เข้าสักที (หัวเราะ) แต่พ่อก็น่าจะดีใจมาก ผมว่านะ” สุริยะ อัมพันศิริรัตน์

ในแวดวงสถาปัตยกรรม ทุกคนรู้จักสถาปนิกวัย 49 ที่ชื่อ สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ เป็นอย่างดี

จะไม่รู้จักได้อย่างไร ในเมื่อ สุริยะ เป็นสถาปนิกฝีมือดีที่ได้รับรางวัลมากมายทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น รางวัล AR Awards for emerging architecture 2006 และ 2010 จากงานออกแบบกุฏิวัดเขาพุทธโคดม จังหวัดชลบุรี และยังส่งให้เขารับรางวัลศิลปาธร สาขาสถาปัตยกรรม ในปี 2557 และก้าวสู่ระดับนานาชาติจากรับรางวัล Global Award for Sustainable Architecture ที่มอบให้โดยองค์การ ยูเนสโก ในปี 2012 ที่ประเทศฝรั่งเศส  แต่พักเรื่องรางวัลไว้ก่อน เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญที่เราเดินทางไปคุยกับเขาถึงอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

แม้ว่าจะเป็นความภาคภูมิใจในวิชาชีพ แต่ สุริยะ ไม่เคยยึดติดกับรางวัล “มันเหมือนดูดอกไม้ที่บานแล้วก็แค่นั้น ชีวิตเราก็ต้องเดินหน้าไปต่อ” สุริยะ มักสรุปเรื่องรางวัลต่าง ๆ ที่เขาได้รับมากับดอกไม้ที่บาน แล้ววันหนึ่งมันก็ลู่ใบ หุบดอกลงตามธรรมชาติ

แต่ชีวิตของเขายังมีอะไรที่มากกว่านั้น

วันนี้ ในวัย 49 สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ กำลังออกเดินทางครั้งใหม่ เป็นการเดินทางกลับบ้านเกิดที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เพื่อเตรียมการออกแบบพิพิธภัณฑ์ชุมชุนวัดสุนทราวาส สานต่อสิ่งที่พ่อของเขาได้เริ่มสร้างไว้เมื่อเกือบสี่ทศวรรษที่แล้ว ลูกชายที่ห่างบ้านไปนานปี กำลังกลับมาสานต่อในสิ่งที่ผู้เป็นพ่อสร้างเอาไว้

มากกว่าการเป็นอาคารที่ประกอบไปด้วย อิฐ หิน ปูน เหล็ก หรือแม้แต่ ทราย แต่พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งนี้จะบรรจุวัตถุล้ำค่าต่าง ๆ ที่วัดและชุมชนเก็บรักษาเอาไว้ตลอดร้อยกว่าปี แต่สิ่งที่ล้ำค่าพอ ๆ กับวัตถุล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์ก็คือ เรื่องราวและวิถีชีวิตของคนในชุมชนวัดสุนทราวาส ซึ่งสุริยะเชื่อว่า นี่คือหน้าที่สำคัญอีกประการของการเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชน มันต้องบรรจุผู้คนเอาไว้ในนั้น บรรจุทั้งอุดมการณ์และความตั้งใจของผู้เป็นพ่อ บรรจุทั้งสิ่งที่ลูกชายอย่างเขาพยายามสานต่อ สุริยะ บอกว่านี่คือการกลับบ้านแบบไม่กลับ

กลับมาอย่างล่องหน ไม่มีใครพบเห็น แต่สิ่งที่เขาและคนในตระกูล “อัมพันศิริรัตน์” ทำไว้จะไม่สูญสลายหรือหายไป

ห่างบ้านมากี่ปีแล้ว

เราออกจากบ้านเพื่อมาเรียนหนังสือตั้งแต่ตอนอายุ 18 ก็ออกมาเรียน พอเรียนจบก็ทำงานมาตลอด ตอนนี้อายุ 49 ก็ 31 ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าตั้ง 31 ปี มันนานมากเลย (หัวเราะ)

ตอนเรียนจบเคยคิดอยากกลับบ้านบ้างไหม

ตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องกลับบ้าน เพราะเราอยากทำงาน ที่สำคัญที่บ้านไม่มีงานที่เราอยากทำ เมื่อก่อนสถาปนิกส่วนใหญ่ที่จะอยู่ต่างจังหวัดต้อง ‘เทิร์น คีย์’ หมายความว่า ต้องทำทั้งออกแบบและรับเหมาก่อสร้าง ไม่งั้นอยู่ไม่ได้ เพราะการจะทำอาชีพสถาปนิกแบบเพียว ๆ ค่าออกแบบต้องสูงประมาณนึง เพราะมันเป็นค่าความคิดของเรา แต่ว่าในต่างจังหวัดเนี่ย เขาไม่ได้มีโปรเจ็กต์ใหญ่ งบประมาณก็ไม่ได้มากขนาดนั้นที่จะทำ ตอนนั้นเลยไม่ได้คิดเรื่องกลับบ้าน ก็ทำงานมาเรื่อย ๆ

พอทำงานไปจนถึงจุดสูงสุดแล้ว ได้เป็นศิลปินรางวัลศิลปาธร ได้รางวัลต่าง ๆ งานไปแสดงทั่วโลก จุดนั้นทำให้คิดถึงการกลับบ้านหรือยัง

ผมได้รางวัลศิลปาธรปี 2557 ตอนนั้นก็น่าจะทำงานมาแล้ว 20 กว่าปี ถามว่าคิดกลับบ้านหรือยัง ผมคิดว่าคำว่ากลับบ้านหรือไม่กลับบ้านมันไม่สำคัญแล้วนะ เพราะเราไม่ได้คิดว่าจะต้องอยู่บ้านตลอดเวลา ปัจจุบันนี้เราก็ยังไม่ได้อยู่ที่นี่ และคำว่า “กลับบ้าน” ของเราก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องอยู่ที่นี่ไปตลอด

แล้วคำว่า “กลับบ้าน” ในนิยามของคุณเองคืออะไร

ประมาณปี-สองปีที่แล้ว เรากลับมาดูที่นี่ (อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง– ผู้เขียน) เราก็ตั้งคำถามว่า ถ้าเรามาอยู่ที่นี่ ซึ่งจริง ๆ มันก็อยู่ได้แหละ อยู่ได้ดีด้วย ยังไงค่าครองชีพไม่สูงเท่ากรุงเทพฯ แต่อยู่แล้วเราจะเอาวิชาที่เราเรียนมาเนี่ย ทำให้รอบ ๆ บ้านเรามันดีขึ้นได้ยังไง จะใช้ศาสตร์ของสถาปัตยกรรมไปพัฒนาในสิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชนได้ยังไง ผมถามตัวเองเรื่องนี้ มันจะเป็นยังไง ถ้าผมอยากใช้งานสถาปัตยกรรมทำให้ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยว พัฒนาชุมชน โดยที่ผมไม่ต้องอยู่ที่นี่ก็ได้ แต่ให้งานผมอยู่แทน เรื่องเงินค่าออกแบบหรืออะไรเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้คิด

ไม่คิดเรื่องเงิน

ไม่ได้คิดเรื่องเงินแล้ว เออ  พอผมคิดแบบนั้นผมก็รู้สึกว่าผมมีความสุข ผมอยากทำ แต่ว่าการทำแบบนั้นได้นั้นเราต้องจัดการเวลาดี ๆ แล้วก็อย่าลืมว่ามันมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ผมอยากเน้นว่าการกลับมาแต่ละครั้ง เรื่องค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลย  เพราะฉะนั้นยังไงเราก็คงต้องมีชีวิตในกรุงเทพฯ อยู่ ที่กรุงเทพฯ เหมือนเป็นกองบัญชาการหลัก เรากลับมาหาข้อมูลแล้วเราก็ย้อนกลับไปทำที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่แน่ว่าอนาคตอาจจะมีช่วงแบ่งเวลามาอยู่ที่นี่เลย แต่ต่อให้เราไม่อยู่ที่นี่ งานของเราก็จะอยู่ที่นี่

เหมือนให้งานกลับบ้านแทนเรา

ทำนองนั้น คือที่ควนขนุนเนี่ยไม่ค่อยมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ แต่ว่าเรามีประชาชน มีผู้คนที่มีไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และมีความกล้าอยู่เยอะแยะ  ในฐานะคนควนขนุนคนหนึ่ง ผมเลยมีความคิดว่าน่าจะใส่งานสถาปัตยกรรมของเราเข้าไปผนวกกับข้อดีหลาย ๆ อย่างที่เขามีอยู่แล้ว เราคิดว่ามันน่าจะทำให้ควนขนุนเป็นเมืองที่คนจากที่อื่นอยากมาท่องเที่ยวมากขึ้น

เอางานสถาปนิก เอางานออกแบบมาใช้กับชุมชนบ้านเกิดตัวเอง

ใช่นี่คือโจทย์ การตั้งโจทย์เนี่ยสำคัญมากนะครับ เหมือนตอนที่ทำงานให้กับศาสนา ให้กับวัด ผมก็มีความคิดว่าอยากเผยแพร่แนวคิดศาสนาผ่านทางสถาปัตยกรรม เราก็ตั้งโจทย์ไว้แล้วก็ทำไปให้ถึง การมีโจทย์มันทำให้เรามีคอนเซ็ปต์ มันก็พัฒนาไปได้เรื่อย ๆ แม้งานนั้นจะไม่ได้ทำก็ตาม ผมว่างานที่ดีบางชิ้นก็อาจจะไม่ต้องทำก็ได้หรือทำก็ได้นะ หากว่าความคิดหรือคอนเซ็ปต์มันจบแล้ว กับงานที่ควนขนุนนี่ก็เหมือนกัน โจทย์ของผมก็คือเรากลับมาทำต่อจากที่พ่อเราทำเอาไว้ คืองานที่วัดสุนทราวาส

เล่าเรื่องสิ่งที่คุณพ่อทำให้ฟังสักหน่อย

ผมขอเท้าความถึงพื้นเพคุณพ่อก่อน พ่อผมท่านเป็นครูใหญ่ในโรงเรียน แต่โดยธรรมชาติท่านเป็นนักพัฒนาชุมชน พ่อก็ไปสร้างโรงเรียนบ้านใสหลวง ใสแปลว่า ‘ป่า’ พ่อก็ร่วมกับทางผู้ใหญ่บ้าน ระดมกำลังชาวบ้าน เป็นตัวตั้งตัวตีกับทางผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน พ่อผมเป็นแบบนี้มาโดยตลอด ซึ่งสมัย 60 กว่าปีที่แล้ว การสร้างโรงเรียนแถบนี้นี่มันไม่ง่ายนะครับ มันต้องไปเกณฑ์ชาวบ้านมา ติดต่อประสานงานหลายภาคส่วน ผมจำได้ว่าต้องเอาช้างมาลากไม้ที่จะเอามาทำเสาด้วย ไปเอาช้างมาจากตำบลพนางตุง ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ตอนนั้นผมไม่เห็นหรอก พี่ ๆ ผมเขาเห็น เขาเล่าให้ฟัง ผมก็โตมากับสิ่งที่พ่อร่วมสร้างไว้ให้ชุมชน โตมากับเรื่องเล่าของพ่อ

ฟัง ๆ ดูไม่น่าจะใช่คนที่ห่างบ้านไปนาน ๆ ได้เลย

แม้ว่าเราเติบโตมากับบ้าน กับชุมชน แต่ที่ผมไม่อยู่บ้าน เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าถ้าผมอยู่บ้านผมคงต้องเกเรมากแน่ ๆ แล้วผมรู้สึกว่ามันน่าจะทำให้ความสามารถในเรื่องศิลปะหายไป ผมพอมองออก ตอนผมเรียนอยู่ ม.4 ผมคิดว่า ไม่ได้แล้ว ผมต้องไปแล้ว เราชอบงานศิลปะ ก็เลยขอออกมาเรียน แล้วก็เดินทางมาถึงวันนี้

นอกจากอาคารเรียนที่ไสหลวง พ่อทำที่ไหนอีกไหม

คุณเชื่อไหม หลังจากนั้นพ่อก็ตัดถนนอีกหลายสาย (หัวเราะ) น่าจะประมาณ 7-8 สาย

ตัดถนน นั่นมันงานวิศวกรโยธา

การตัดถนนเองนี่ยากมากนะครับ (หัวเราะ) ต้องประสาน ต้องเคลียร์กับทางผู้นำชุมชน อันนี้คือทักษะพิเศษของพ่อล้วน ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พ่อทำให้ผมดูก็คือเรื่องทักษะของการดีลกับคน พ่อเป็นสุดยอดของนักพัฒนา ตอนที่เปิดโรงเรียนใหม่ ๆ พ่อไปดึงคนมาเรียน บางคนเป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ แล้วพ่อไปดึงมาเรียนจนกระทั่งเขาเรียนต่อ ตอนหลังกลับมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนน่ะ

แล้วจากโรงเรียนบ้านใสหลวงมาถึงที่วัดสุนทราวาสได้ยังไง

ช่วงหลังมีกฎของทางกระทรวง (ศึกษาธิการ) ว่าอาจารย์ใหญ่ ต้องย้ายทุกสองปี พ่อผมอยู่ที่ใสหลวงมา 35 ปีก็เลยต้องย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนวัดสุนทราวาส ตอนนั้นอายุ  58 แล้ว เหลือเวลาก่อนเกษียณสองปี พอย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนวัดสุนทราวาส ก็เจอกับครูยก ครูยกเป็นอาจารย์ในโรงเรียนวัดสุนทราวาส เป็นคนที่เก่งมาก พ่อเล่าให้ฟังประจำ คือพ่อผมเขาจะไม่เก่งวิชาการ (หัวเราะ) แต่จะเก่งเรื่องการบริหารจัดการ สองปีสุดท้ายในฐานะข้าราชการของพ่อ ก็เริ่มทำพิพิธภัณฑ์วัดสุนทราวาสกับครูยก เจ้าอาวาสวัดสุนทราวาส และผู้นำชุมชนวัดสุนทราวาสนี่แหละ

ทำไมคุณพ่อถึงคิดทำพิพิธภัณฑ์

วัดสุนทราวาสเป็นวัดเก่า สร้างหรือบูรณะสมัย รัชกาลที่ 3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2385 ก็ 177 ปีมาแล้ว ก่อนที่พ่อจะมา ที่วัดเขามีของเก่า ๆ อยู่แล้ว แต่กระจัดกระจายอยู่ พ่อคงเห็นว่า เฮ้ย! ของมันมีค่า จะไม่ทำอะไรเลยเหรอ คงอยากทำอะไรบางอย่างให้เป็นประโยชน์น่ะ พ่อก็เลยคิดอยากสร้างอาคารขึ้นมาเพื่อเก็บวัตถุโบราณเหล่านี้ไว้ไม่ให้มันสูญหาย พ่อ ครูยก ท่านเจ้าอาวาส และผู้นำชุมชน ก็เลยช่วยกันสร้างเป็นตัวอาคารขึ้นมา แล้วค่อยยกเป็นพิพิธภัณฑ์ เมื่อก่อนก็มีเด็กมาทัศนศึกษาตลอดนะ แต่ตอนนั้นผมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรกับเขา เพราะเรายังเด็กอยู่ มารู้มากขึ้นตอนหลังจากครูยก ตอนนั้นพ่อก็พยายามให้เราไปดู เขาชวนด้วยความภูมิใจ แต่เราไม่เคยไปดูเลย ผมเพิ่งไปเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง คือหลังจากที่พ่อเสีย คุณรู้ไหมวันที่ผมกลับไปดู ชาวบ้านพอเขารู้ว่าผมเป็นลูกพ่อ เขาก็จะเล่าถึงพ่อในอีกมุมหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้เลย เขาค่อนข้างจะให้เกียรติพ่อผมและรักท่านมาก ผมไม่เคยรู้เลย

เลยเป็นเหตุผลที่เราอยากกลับมาทำต่อที่พ่อทำไว้

มันเป็นเรื่องที่แปลกนะ มีอยู่วันหนึ่งพี่สาวผมดูรูปพ่อแล้วคิดถึงพ่อ ก็บอกว่ารู้สึกเสียดายสิ่งที่พ่อทำไว้เยอะแยะแต่ไม่มีใครทำต่อ วันนั้นผมคิดว่าหรือมันจะถึงวันที่เราต้องทำต่อนะ…ผมรู้สึกว่าพ่ออยู่ในตัวผมมากขึ้นทุกวัน

ไม่เลือกที่จะไปสร้างอะไรใหม่ ๆ ไปเลย

นั่นก็มีอยู่สมควรครับ มีกุฏิและศาลาอเนกประสงค์ที่วัดลำกะ มีงานออกแบบศาลาแช่ยาที่วัดเขาอ้อ อันนี้ออกแบบเสร็จแล้ว กำลังดำเนินการเรื่องงบประมาณอยู่ แล้วก็มีที่ไปออกแบบที่ว่าการอำเภอควนขนุนกับพี่หยาย (ขยาย นุ้ยจันทร์) คนนี้ก็เป็นสถาปนิก เป็นพาร์ตเนอร์ทำ Wallasia Kyai & Suriya architecture เป็นคนควนขนุนเหมือนกัน อาคารนี้สร้างเสร็จแล้ว แล้วก็มีอาคารเอนกประสงค์วัดบ้านนา ตอนนี้ยังไม่ได้สร้าง แต่แบบเสร็จหมดแล้ว รอทางนั้นเขาพร้อมสร้าง มีโบสถ์วัดเวฬุวันซึ่งแบบเสร็จแล้ว แล้วก็มี ห้องสมุดหลวงพ่อนะ ที่ โรงเรียน ควนขนุนด้วย ออกแบบกับพี่ขยายเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้สร้าง ทั้งหมดนี้คือที่ผมได้ไปช่วยเขาออกแบบ แล้วก็มีที่วัดสุนทราวาสนี่แหละที่ตั้งใจจะทำสานต่อจากพ่อ

รู้สึกแตกต่างบ้างไหมที่วันหนึ่งเราขึ้นไปยืนบนเวทีออกแบบระดับโลก ระดับชาติ แต่แล้ววันหนึ่งเราก็หนีมาทำวัดเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้

เป็นเรื่องปกติสำหรับผม  ผมอยู่ในความแตกต่างลักษณะนี้ประจำอยู่แล้ว วันหนึ่งผมไปบรรยายบนเวที กับอีกวันหนึ่งผมก็ไปนั่งกินข้าวอยู่ข้างทาง หรืออยู่กับช่างของผม ทั้งหมดนี้ก็เป็นอาชีพของผม มันแล้วแต่จังหวะแค่นั้นเอง แต่บังเอิญว่าคนบางกลุ่มเขาไม่รู้ว่าผมมีวิถีชีวิตอย่างไรมันก็เท่านั้นวิชาชีพเราโดยปกติแล้ว ซ้ายมือเราเป็นช่าง ขวามือคือลูกค้า สองอย่างนี้อยู่กับผมตลอด สำหรับผม มันไม่ได้แตกต่างอะไรเลย

แต่ผมว่าการอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างกัน ก็อาจจะเป็นข้อดีนะ มันทำให้เราเห็นอะไรชัดขึ้น ตอนที่ผมไปรับรางวัลที่ Global award for sustainable architecture ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่ง ยูเนสโก เป็นผู้จัด ปีหนึ่ง ๆ เขาจะให้แค่  5 คนทั่วโลก  ตอนขึ้นไปบนเวทีผมถึงเข้าใจถ่องแท้ว่ารางวัลมันก็เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบาน เรา ไม่ได้โดดเด่น แต่เบ่งบานเหมือนที่เราเป็น มันคือความรู้สึกประหลาดใจที่งานเราพาเรามาที่นี่ได้ ที่น่าแปลกก็คือมันเป็นความรู้สึกเดียวกับเวลาที่เรากลับมาบ้าน มันเบ่งบานเหมือนกัน แค่รู้ได้ว่าดอกไม้ของเรามันปลูกที่นี่ และจะโตในที่ที่สมควร

กลับมาที่เรื่องมิวเซียมที่วัดสุนทราวาส เมื่อมาดูครั้งแรกก่อนที่จะตัดสินใจว่า จะออกแบบมิวเซียมต่อจากที่พ่อทำไว้ อยากให้เล่าถึงสภาพของอาคารตอนนั้นมันเป็นอย่างไร

ตอนนั้นผมแค่มาดูงานของพ่อที่ทำไว้ แล้วเห็นว่าตอนนั้น อาคารมันมีปัญหาคือผมรู้สึกว่ามันคับแคบเกินไป ของมันเยอะ แล้วก็สุม ๆ กอง ๆ ไว้ ทั้งที่ของมันมีประโยชน์ มีคุณค่ามาก แต่ทางสัญจร ความปลอดภัย อะไรต่าง ๆ ไม่ดีเท่าที่ควร ผมคิดว่าลำพังการเดินขึ้นไปดูแล้วก็จบ มันไม่น่าจะใช่การจัดการดี ผมก็ไปคุยกับครูยกและท่านเจ้าอาวาส  เห็นตรงกันว่าน่าจะปรับปรุง

ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงนะ แต่ก็รับอาสาไปเอง คือเราไม่ถึงกับตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะหรอก แต่คุยกันแล้วค่อยๆ เข้าใจกันทุกฝ่าย แล้วก็ทำไปเอง เพราะใจเราโน้มเอียงไปทางด้านนั้นแล้ว บางครั้งมันก็เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับสภาวะกับวัยของเราน่ะ มันเป็นความเหมาะสม เกิดขึ้นตรงนั้นพอดี ไม่ได้ไปบีบคั้นว่าเราต้องทำ แต่มันถึงเวลาที่เราจะทำได้แล้ว เร็วกว่านั้นก็ไม่มีประสบการณ์พอ ช้ากว่านั้นก็อาจไม่ทันการณ์

มีอุปสรรคอะไรบ้างไหม

ผมมีวิธีคิดเรื่องอุปสรรคนะ คุณอยากฟังไหม

ยังไง

คือจริง ๆ แล้วงานมันไม่มี มีแต่อุปสรรคทั้งนั้น อุปสรรคคือชีวิต ชีวิตคือการเดินทาง อุปสรรคทำให้เราได้รู้จักกับคนแต่ละคน ถ้ามันไม่มีอุปสรรคเลย เราจะไม่รู้จักคนแต่ละคนเลย แล้วเราก็จะไม่รู้จักตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นปัญหาเหล่านี้ทำให้เราได้เห็นตัวเอง อุปสรรคคือขั้นตอนหนึ่ง จงสนุกกับขั้นตอนของมัน เช่นเดียวกับอุปสรรคที่ผมเจอจากการทำงานพิพิธภัณฑ์วัดสุนทราวาส มันก็ทำให้ผมได้มากราบท่านมหาเชยเจ้าอาวาส ได้คุยกับครูยก ได้คุยกับคนเยอะแยะที่ผมไม่เคยได้คุยกันมาก่อนเลย และที่สำคัญคือได้กลับมาเยี่ยมแม่ พี่พร (พี่สาว-ผู้เขียน) พี่ๆ และครอบครัวที่นี่ด้วย คุณถามว่ามีปัญหาอะไรบ้างใช่ไหม

ใช่ ปัญหาในการทำพิพิธภัณฑ์มีอะไรบ้าง

ผมคิดว่าเรื่องสถานที่ไม่มีปัญหา จะมีก็เรื่องของการหาเงินทุน แล้วก็เรื่องของบุคลากรที่จะเข้ามาดูแลพิพิธภัณฑ์ ผมคงไม่สามารถหาบุคลากรเหล่านี้ได้ ก็คงต้องดูลู่ทางกันไป

มีสเปคคนดูแลในใจไหม

ผมอยากให้เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดพิพิธภัณฑ์ เข้าใจในเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือเข้าใจคนสมัยใหม่ แต่อย่างไรก็ตามต้องมีคนรุ่นเก่าหนุนหลังอยู่ ซึ่งผมมักจะเชื่อมั่นว่าคนรุ่นเก่าแต่ละคนก็เปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่เข้ามาดูแลได้แน่ โดยผมจะช่วยประสานงานอีกส่วนหนึ่ง

ปัญหาด้านเงินทุนนี่จะทำอย่างไร

วัดเขาก็คงจะทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า อะไรไป แต่ว่าผมคิดว่าน่าจะเป็นสื่อทางออนไลน์ช่วยด้วย กำลังหารูปแบบอยู่ ต่อมาคือการของบประมาณจากภาครัฐ แล้วเผอิญว่ามีเพื่อนผมที่ทำงานด้านนี้อยู่ก็ปรึกษากับเขาเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ใช่การเอาของไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ส่วนกลางนะยังไงของก็ต้องอยู่ที่ชุมชน

ทำไมต้องอยู่ที่ชุมชน อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ใหญ่ ๆ ส่วนกลางก็ดูเหมาะสมดี  

ผมคิดว่าคนในชุมชนต้องมีความภูมิใจในถิ่นที่เขาเกิดมา ในถิ่นที่เขาอยู่ คุณค่าของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอยู่ที่ว่าเมื่อเราไปดูข้าวของในพิพิธภัณฑ์  เราก็จะได้เห็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนตรงนั้นเป็นอย่างไร พิพิธภัณฑ์เป็นสิ่งที่จะลากคนไปสู่อย่างอื่น ตรงนี้สำคัญที่สุด

ผมเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นที่ปรึกษากับทางผู้ว่าราชการ มีประเด็นว่าจะเอางานชิ้นนี้ ชิ้นนั้น ไปไว้ที่ศาลากลางดูแลดีไหม ผมก็บอกว่าไม่ดีหรอก เขาก็เข้าใจ จริง ๆ มันมีเหตผลส่วนตัวผมทางบ้านผมด้วย

คืออะไร

คือผมรู้ว่า ถ้าผมทำพิพิธภัณฑ์แล้วเกิดไม่มีเงินขึ้นมา ที่บ้านผมจะไม่ว่าอะไรผมเลย (หัวเราะ) คือนึกออกใช่ไหมครับ บ้านผมรู้ว่าผมทำต่อจากพ่อทำไว้ ถ้ามันจะหมดตัวขึ้นมา เขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก บ้านผมเราไม่ค่อยคุยเรื่องของวัตถุ เรื่องเงินทองกันเท่าไหร่ คุยเรื่องไปทำบุญกันมากกว่า แม่ผมชอบไปทำบุญ ตอนที่ผมเล่าว่าจะทำมิวเซียมที่วัดสุนทราวาส แม่ผมดีใจมากและยังออกปากจะช่วยทำบุญเลย นอกจากเรื่องไปทำบุญเราก็คุยเรื่องปลูกผัก เรื่องแมว  จริง ๆ แล้วผมพร้อมหมดได้ทุกอย่าง เพราะผมเองก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว

ถ้าเอากันเป็นรูปธรรม ตอนนี้ผมวางแผนว่า จะต้องเคลียร์หนี้สินที่มีอยู่โดยเร็ว เพราะผมเองก็ไปซื้อบ้านไว้ประมาณนึง ซื้อที่ดินไว้ประมาณนึง ผมก็จะเคลียร์ให้หมด ขายบ้างบางที่ก็แล้วแต่ ดูเอาตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่ดินจากมรดกเราไม่สามารถขายได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นของเราเองขายได้หมดแหละ สมมติเคลียร์ไปได้ ผมก็น่าจะมีเงินมาจัดการสร้างมันได้ อันนี้คืออย่างเลวร้ายที่สุดนะ

ขายบ้านขายที่ดิน ก็แปลว่าจะกลับมาอยู่ที่พัทลุงบ้านของเรา

ผมยังไม่กลับมาตอนนี้ อาจจะไม่กลับมาก็ได้ แต่ผมจะทำงานที่นี่

มันต่างกันจริง ๆ ใช่ไหม

ครั้งหนึ่งผมกลับมาเยี่ยมแม่ แล้วก็อยู่บ้านสักพัก ตอนนั้นเราตั้งคำถามว่าถ้าเกิดกลับบ้านมาจริง ๆ ผมจะอยู่ได้ไหม อันนี้ผมยังไม่แน่ใจ ด้วยงานและความรับผิดชอบของผม ผมอาจจะอยู่กับที่นี่ไปตลอดไม่ได้แน่นอน แต่พอผมถามตัวเองอีกอย่างว่าแล้วผมจะทำงานอะไรให้ที่บ้านได้บ้าง ผมคิดได้เป็นสิบอย่างเลย ผมต้องการมีส่วนช่วยทำให้พัทลุงเป็นเมืองท่องเที่ยวช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้คนได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่  เราต้องรวบรวมบางอย่างเพื่อจะทำมันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

มีความคิดที่จะออกแบบพิพิธภัณฑ์นี้ให้มีเรื่องเล่าเฉพาะตัวอย่างไร

ประเด็นตรงนี้ก็สำคัญ ก่อนหน้านี้ ผมเคยทำโปรเจกต์นำเสนอพิพิธภัณฑ์ทองคำที่พัทยา เล่าเรื่องยุคสมัยของทองคำ แสดงเรื่องราวของทองคำ ว่าด้วยเรื่องทองคำ  เริ่มต้นจากยุคสุโขทัยไล่มาจนถึงปัจจุบัน ตามประวัติศาสตร์เขาบอกเราว่าจุดสูงสุดของยุคทองคำอยู่ที่สุโขทัย เพราะฉะนั้นตึกที่เราออกแบบก็จะเป็นอาคาร 3-4 ชั้น ที่มีการจัดลำดับขั้นตอนการเข้าชม เริ่มจากปัจจุบัน แล้วพอเดินขึ้นไปด้านบนค่อย ๆ ขึ้นชั้นหนึ่ง ชั้นสอง ชั้นสาม ชั้นสี่  จะไล่ขึ้นจากปัจจุบัน ไป รัตนโกสินทร์ ธนบุรี อยุธยา แล้วก็สุโขทัย พอถึงสุโขทัยเดินไปสุดจะมีการแสดง หลังจากแสดงจบ เราจะค่อย ๆ ให้เดินลง ในการเดินลงเนี่ย เราจะออกแบบให้เดินดิ่งลงไปใต้ดิน ไปเจอเหมืองทองคำ ให้เขาเห็นถึงรากว่ามันอยู่ใต้ดิน มาจากใต้ดิน ไปดูว่าคนขุดทองเป็นยังไง หลังจากดูจบ เดินผ่านร้านขายของที่ระลึกขึ้นมา ก่อนที่จะเดินออกมาเจอน้ำ เหมือนเราผุดขึ้นมาจากน้ำ ผมอยากให้เขาเจอกับความสงบ เจอริ้วน้ำต่าง ๆ ก่อนที่จะจากไปนะครับ นี่คือลำดับขั้นตอน ซึ่งความเป็นจริงตอนที่เรียบเรียงความคิดเนี่ยมันยากมาก

กลับมาที่พิพิธภัณฑ์วันสุนทราวาส ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนปรับแบบ เพราะว่าท่านเจ้าอาวาสกำชับว่าห้ามตัดต้นไม้ ซึ่งผมไม่คิดจะตัดแต่แรกอยู่แล้ว ก็กำลังคิดว่าใต้ถุนจะใช้ทำอะไร ต้นไม้ของเดิมต้องเก็บไว้ ที่วัดสุนทราวาสก็มีต้นไม้ 200 ปี 300 ปี 500 ปี หลายต้นนะ

นอกจากห้ามตัดต้นไม้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็ขอว่ายังไงให้คงหลังคาแบบโบสถ์ไว้ แต่ผมกำลังคิดจะต่อรองคิดว่าหลังคาแบบนั้นน่ะได้ แต่ผมขอสีขาวทั้งหมดได้ไหม (หัวเราะ) หรือไม่ก็ขอสีดำทั้งหมด สมมตินะ ด้านในสีขาว ทุกอย่างสามารถคุยกันได้ครับ คือบางอย่างนี่เราอย่าไปสนใจรูปแบบมาก เราสนใจเรื่องของภายใน เรื่องของความรู้สึกที่อยู่ด้านในดีกว่า

ออกแบบบ้านให้ลูกค้าก็รวยแล้ว ทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้ ไม่ทำก็ได้

ที่บอกว่าไม่ทำก็ได้ เพราะเราไปมองว่ามันเป็นปัญหาไง แต่ถ้าเราไม่มองว่ามันเป็นปัญหา ก็ต้องถามกลับว่าทำไมถึงจะไม่ทำล่ะ (หัวเราะ) งานวัดทุกงานก็มีปัญหาทั้งนั้นแหละ แต่สำหรับเราแล้วมันไม่ใช่ปัญหา เราอย่าคิดว่าเราเดินไปครั้งเดียวแล้วเราจะสำเร็จ เราเดินไปครั้งที่หนึ่ง เราเดินไปครั้งที่สอง เราเดินไปครั้งที่สาม ครั้งที่หนึ่งเราไปช่วงเช้า ครั้งที่สองเราไปช่วงบ่าย ไปช่วงเวลาไหน ไปคุยเรื่องอะไร กับใคร ไปกี่คน มันมีผลหมดเลย คุณต้องใช้ความอดทน อย่าไปคิดว่าคุณจะต้องได้งานตอนนี้ ไม่ใช่หรอก คุณไปเจอ พรุ่งนี้ก็ไปเจออีก วันมะรืนก็ไปเจออีก ไปเจอตอนเช้าไม่ได้ไปเจอตอนเย็น ก็มันต้องไป

เพราะอะไร

เพราะคุณต้องไม่ไปทำลายจิตใจตัวเอง ถ้าคุณพ่ายแพ้กับตัวเอง คุณก็พ่ายแพ้ไปตลอดชีวิต แต่นี่เราทำสิ่งที่ดีแล้ว เรื่องอะไรจะไม่ทำล่ะ ไม่ใช่ว่าต้องเสร็จพรุ่งนี้หรือปีหน้านี่ จะเสร็จเมื่อไหร่ก็ได้ ขอให้ทำ

บางคนคิดว่ามันเป็นงานที่ต้องอุทิศตัวมาก มันได้ไม่คุ้ม

สำหรับผมไม่มีคำว่าไม่คุ้ม ไม่คุ้มกับเงินที่ใช้เหรอ มันไม่มีอะไรอยู่แล้ว แต่ผมทำงานนี้ ผมได้ไปคุยกับครูยก คุยกับโจ (หลานชาย ผู้เป็นผู้ช่วยในการก่อสร้าง – ผู้เขียน) คุยกับเจ้าอาวาส คุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านเขารู้ว่าผมมาทำอะไร เขาให้ผมกินข้าวฟรีทุกบ้าน ถามว่ามันไม่คุ้มได้ยังไง (หัวเราะ) มันเป็นเรื่องของสังคมด้วย แล้วที่สำคัญผมได้เจอคนที่อยากเจอทั้งหมด ดังนั้นเวลาคุณคิดว่ามันไม่คุ้ม ผมอยากให้คุณหยุดมองงานให้ดี ๆ มองให้ลึกซึ้งกว่าเรื่องผลตอบแทน

คิดว่าถ้าพ่อได้เห็นจากที่ใดสักที่หนึ่งจะรู้สึกอย่างไร

ตอนที่ผมได้รางวัล global award for sustainable architecture ของ ยูเนสโก ที่ฝรั่งเศส ตอนนั้นพ่อยังอยู่นะ พ่อบอกว่าน่าจะรับหนังมาฉาย คนปักษ์ใต้เวลามีงานอะไร ใครได้รางวัลอะไร วิธีบอกให้เพื่อนบ้านได้รู้ว่าเราประสบความสำเร็จ คือเอาหนังมาฉาย เพื่อนบ้านจะรู้ไปเอง (หัวเราะ)  โคตรฮาเลยตอนนั้น แกก็ดีใจแต่ว่าไม่ได้รู้สึกมากขนาดนั้นหรอก หรือตอนที่ผมได้รางวัลเหรียญทองสถาปนิก ซึ่งพระเทพฯ พระราชทาน แล้วเราต้องไปรับที่วังสวนดุสิต แล้วพ่อกับแม่ก็มาแต่ก็ไม่ได้เข้า แต่ปีนั้น จริง ๆ แล้วเขาให้พ่อแม่เข้าได้นะ นี่ผมยังเสียใจอยู่ทุกวันนี้ อีกปีต่อมาผมได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ พ่อก็ไม่ได้เข้า แม่ได้เข้าเฝ้าแทน เพราะต้องรอนาน เข้ามาแล้วออกไปไหนไม่ได้อีก พ่อเลยรออยู่ด้านนอก งานไหนก็ไม่ได้เข้าสักที (หัวเราะ) แต่พ่อก็น่าจะดีใจมาก ผมว่านะ

ดูเหมือนคุณซึมซับเอาความเป็นพ่อเข้ามามาก

ไม่เลย ตอนนี้ความเป็นพ่อ อยู่ในหัวใจของครูยก อยู่ในหัวใจชาวบ้าน หรือแม้กระทั่งท่านเจ้าอาวาส เวลาคุยกับพวกเขาคุณจะรู้สึกได้เลย เจตนารมณ์ของพ่อก็อยู่ในชาวบ้านเหมือนกัน ผมไม่มีตัวตน เป็นแค่ลูกครูสนั่น มาสานต่อผมไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมทำ อย่ามารู้จักผมเลย เราก็แค่อยากทำให้ดีที่สุด เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้พ่อเรา  แต่คุณค่าของมันอาจกลายเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนไปด้วย ผมว่านี่ต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรมไทยที่ดี คือชุมชนต้องภูมิใจในสิ่งที่เรามีในท้องถิ่น

แต่ตอนนี้จะรู้จักในฐานะไหนก็ช่างมันก่อน มันจะเป็นของพ่อหรือเป็นของเราช่างมัน เราทำตรงนี้ให้ได้ก่อน หาเงินมาทำให้ได้ คือมันจะเป็นของเราหรือของพ่อ ถ้ามันโอเค มันก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น ขอให้เราเชื่อในแรงภาวนา สิ่งที่เราคิดไว้ทั้งหมด เราคิดในสิ่งที่ดี เราไม่ได้คิดแบบซีเรียสนะ (หัวเราะ) แต่เราเชื่อว่าเราจะได้แบบนั้นจริง ๆ

ภาพร่างแรกของพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดสุนทราวาส

เหมือนวางแผนจะใช้ชีวิตที่นี่ให้มากขึ้นจริง ๆ

ผมก็… ผมตอบอย่างนั้นไม่ได้ เพราะผมต้องทำงาน มีบริษัทต้องดูแล ผมว่ามันไม่จำเป็นต้องกลับมาบ้าน อยู่ที่บ้านไปเลย  แต่การทำอะไรให้บ้านเรา มันเหมือนได้กลับบ้านโดยที่เราไม่ต้องกลับ

งานพิพิธภัณฑ์วัดสุนทราวาส ในส่วนหนึ่งเราอาจจะทำงานที่มันดูเหมือนหนัก แต่มีคนอื่นทำงานหนักกว่าเราเยอะเลย แต่ว่าข้อดีคืองานของเรามันมองเห็นเป็นรูปธรรม มันเห็นชัด ในเมื่อเห็นชัดแล้วทำไมเราไม่ทำความชัดนี้ให้มันไปในทางที่ดี อย่างที่บอกว่าจริง ๆ แล้วไม่มีงานสถาปัตยกรรม เป็นเรื่องของความคิด มันเป็นเรื่องของหลายส่วนผนวกกัน แค่สร้างมาเป็นรูปแบบ เกิดจาก เหล็ก หิน ดิน ปูน หรือ ทราย ก็จริง แต่งานสถาปัตยกรรมมันคือความรู้สึกของผู้คนที่จดจำสถานที่นั้น

ถ้าคนทั่วไปอยากช่วยเรื่องเงินทุนทำยังไง

ผมต้องไปเปิดบัญชีก่อน (หัวเราะ) เราคุยกับทางเจ้าอาวาส ว่าจะเปิดบัญชี ที่พิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดสุนทราวาส เป็นเจ้าของ ใครที่อยากบริจาค รอให้มีความชัดเจนตรงนี้ก่อน แล้วผมจะรีบหาช่องทางบอกกล่าว

คิดว่าตัวเองก็มีความเป็นนักพัฒนาชุมชนเหมือนพ่อไหม

ผมว่าไม่ ผมแค่เป็นศิลปินคนหนึ่ง  ไม่รู้ (หัวเราะ) ผมแค่หาทางคุยกับคนรอบตัวแบบที่ผมไม่ต้องคุยน่ะ มันเกิดขึ้นเอง

มันมีด้วยเหรออะไรแบบนั้น

ผมซื้อบ้าน ทำออฟฟิศ ทำบ้านด้วย ถ้าเราอยู่แต่ในบ้าน แต่ในออฟฟิศเราจะไม่ได้คุยกับชาวบ้าน ผมเลยปลูกผักริมรั้ว ให้ชาวบ้านมาเด็ดไปทำกับข้าวกิน เพราะผมชอบต้นไม้ เราก็พูดผ่านต้นไม้ ผ่านผักหญ้า ไม่ต้องคุยกับเขา แต่ต้นไม้จะคุยแทนเรา เขารู้สึกดีกับเรา เขาไม่ต้องคุยกับเรา แต่เขาก็รู้ว่านี่คือเจ้าของบ้านเขาปลูกไว้ให้แล้ว นี่แหละการคุยโดยไม่ต้องคุย

หรือแม้กระทั่งเรื่องพิพิธภัณฑ์ เราไม่ต้องไปคุยกับชาวบ้านทีละหลัง แต่เราทำผ่านพิพิธภัณฑ์ สิ่งนี้เป็นคำพูดแทนตัวเรา แทนการคารวะบ้านเกิดของเรา คารวะพ่อเราส่วนหนึ่งด้วย

คิดจะเกษียณหรือยัง

โอ้ ไม่ ๆ ไม่มีวันเกษียณ โดยปกติอาชีพสถาปนิกมันเริ่มสุกงอมอายุประมาณ 45 ปี เพราะว่ามันใช้เวลาในการสั่งสมนานมาก ตอนนี้ผม 49 เท่ากับผมเพิ่งเริ่มต้นมา 5 ปีเอง (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วผมเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่า สถาปัตยกรรมก็คืองานศิลปะ แค่ต้องผ่านกระบวนการก่อสร้าง สถาปัตยกรรมเกิดขึ้นจากศิลปะกระโดดไปสู่ศิลปะได้ด้วยการก่อสร้าง ผมใช้เวลาตั้งนานเลยนะกว่าจะรู้อย่างนี้ คนอื่นอาจรู้เร็วกว่าผม แต่ผมเพิ่งรู้ (หัวเราะ)  ตอนนี้ผมรู้ว่าผมเป็นคนทำงานศิลปะ ที่คุยเรื่องก่อสร้างได้ คุยกับช่างก่อสร้างได้ ตีสเกลบันไดได้ บรีฟช่างตัดเหล็กทางโทรศัพท์ได้

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s