ขุดอดีต ดูปัจจุบัน ฝันถึงอนาคต : ความหมกมุ่นของนักโบราณคดีหนุ่ม

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

“เพิ่งได้ดูหนังไอ้ นักฆ่าลีออง อะไรสักอย่าง โอ้โห! นาตาลี พอร์ตแมน ยังเด็กอยู่เลย” – อภิรัฐ เจะเหล่า

หลี-อภิรัฐ​ เจะเหล่า นักโบราณคดีหนุ่มวัย 36 ยอมรับว่าตนเองเป็นคนหมกมุ่น

ครั้งยังเป็นหนุ่มน้อย การเรียนที่คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรทำให้เขาอยากลองออกไปใช้ชีวิตกลางแดดกลางฝนเยี่ยงนักโบราณคดี ผู้หมกมุ่นขุดค้นหาความรู้จากวัตถุและซากอารยธรรมโบราณ

และอีกเช่นกัน- ครั้งยังเป็นหนุ่มน้อย เขาก็หมกมุ่นกับการอ่าน การถ่ายรูป และงานศิลปะอีกด้วย ความหมกมุ่นนั้นพาเขาไปไกลถึงการเป็นช่างภาพอิสระอยู่พักหนึ่ง ไกลถึงการเรียนต่อทางด้านศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ปัจจุบัน อภิรัฐ เป็นนักโบราณคดีชำนาญการประจำสำนักศิลปากรที่​ 12 ​นครศรีธรรมราช​ หลายปีหลังมานี้ งานของเขาวนเวียนที่อยู่เขาศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากภูเขาลูกย่อม ๆ นี้ อุดมไปด้วยร่องรอยอารยธรรมสมัยศรีวิชัย แน่นอน, งานของเขาคือการศึกษาอดีต เพื่อดูปัจจุบัน และมองไปถึงอนาคต, นั่นคือเรื่องงาน – แต่กับชีวิตของนักโบราณคดีหนุ่มเอง อภิรัฐ ก็ยอมรับว่าปัจจุบันยังไม่ลงตัวนัก ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องต่อสู้ พยายาม ยังมีอีกหลายอย่างให้พ่ายแพ้และชิงเอาชัย

เพื่อความสุข หรือความฝัน? หรือสูงส่งกว่านั้น เพื่ออุดมการณ์นั่นหรือ? ก็ยังไม่แน่ใจสักอย่าง แต่ อภิรัฐ บอกว่ามัน “มั่ว ๆ ปน ๆ” อะไรผสมกับอะไรก็ไม่รู้ โขลกเขย่าออกมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ชีวิต”

หรือแท้จริงแล้ว “ชีวิต” คือสิ่งที่นักโบราณคดีหนุ่มคนนี้กำลังหมกมุ่น

“ชีวิต” ที่ไม่ได้เลิศล้ำ แต่ก็ไม่ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ชีวิตที่ตั้งต้นจากการขุดค้นอดีต ดูปัจจุบัน แล้วฝันถึงอนาคต ชีวิตที่อะไรก็ช่างเถิด เป็นของใครของมันไปหาคำตอบกันเอาเอง และแน่นอนว่าบทสนทนานี้ก็อาจไม่ได้ให้คำตอบอะไรสักอย่าง…อภิรัฐ ยังคงต้องขุดหาต่อไป

อธิบายให้เข้าใจหน่อยว่านักโบราณคดีชำนาญการนี่ทำงานอะไร

คำว่า “ชำนาญการ” ก็เป็นระดับขั้น เหมือนครูนั่นแหละ ก็น่าจะเทียบกับข้าราชการซี 5 มั้ง ประมาณนั้นแหละ คือเวลาเราได้รับการบรรจุเข้าทำงาน มันเริ่มที่ซี 3 พอทำงานไปจนครบเงื่อนไข เขาก็จะมีหนังสือมาแจ้งให้เราส่งผลงานเพื่อเลื่อนระดับ ซึ่งบางครั้งผลงานที่ส่งไปไม่ผ่านการพิจารณาเราก็เลื่อนขั้นไม่ได้ ก็รอรอบต่อไป คือแต่ละปีจะมีรอบการเสนอผลงาน กี่รอบก็ว่ากันไป

ทีนี้ถามว่าทำงานอะไร ก็ทำงานแบบนักโบราณคดีครับ อย่างของผมสังกัดสํานักศิลปากรที่  12 นครศรีธรรมราช ที่ภาคใต้มี 2 สำนัก คือสํานักศิลปากรที่ 11 อยู่ที่สงขลา ดูแลจังหวัดภาคใต้ตอนล่างกับสํานักศิลปากรที่ 12 ที่ ผมประจำอยู่ ดูแล 7 ภาคใต้ตอนบน

สำนักศิลปากรหนึ่ง ๆ เนี่ย ก็จะมีหน่วยงานย่อยอีก เช่นมี พิพิธภัณฑ์ มีหอสมุด มีหอจดหมายเหตุ และภายในสำนักศิลปากรจะมีหน่วยงานอีก 3 หน่วยย่อย ก็คือกลุ่มบริหาร กลุ่มนี้ก็จะเป็นพวกงานธุรการ พวกเอกสาร พวกโครงการ พวกการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน พูดง่าย ๆ ก็คือกลุ่มช่างต่าง ๆ นั่นเอง งานของเขาก็จะดูเรื่องการเขียนแบบ เรื่องการคุมงานบูรณะอะไรต่าง ๆ แล้วก็กลุ่มโบราณคดี ผมอยู่ในกลุ่มโบราณคดี ซึ่งก็จะมีหัวหน้าดูแลอีกคนหนึ่ง

กลุ่มโบราณคดีทำอะไร

กลุ่มโบราณคดีก็คืองานวิชาการนี่แหละ คืองานขุดค้นแหล่งโบราณคดี โบราณสถาน  ขุดเพื่อศึกษาว่ามนุษย์ในอดีตเขามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร มีความเชื่ออะไร มันก็แล้วแต่นะว่าขุดที่ไหน อาจจะไปขุดที่วัดเป็นเจดีย์หรือโบสถ์ ขุดตามเพิงผา แล้วเอาข้อมูลมาเขียนเป็นงานวิชาการ  สมมติว่าทางกลุ่มช่างหรือกลุ่มอนุกรักษ์โบราณสถานเขามีโครงการบูรณะเจดีย์องค์หนึ่ง บางครั้งเขาไม่มีข้อมูลในการออกแบบการบูรณะ เช่น เจดีย์มันอาจจะพังมากแล้ว มันเหลือแค่ฐานอย่างเดียว เขาก็อาจจะขอให้กลุ่มโบราณคดีไปขุด เพื่อดูว่ามันมีหลักฐานรายละเอียดอะไรอยู่บ้าง เช่น รอบ ๆ ฐานเนี่ยมันอาจจะเจอองค์ประกอบอื่น ๆ อย่าง ลวดบัว พวกลูกแก้ว คือบางครั้งไอ้พวกนี้…

ลวดบัวคืออะไร

ก็คือองค์ประกอบของเจดีย์นี่แหละ มันจะมีตั้งแต่ฐาน ฐานเขียง ฐานเขียงก็คือฐานแบบหน้ากระดานนี่แหละอาจจะมี 2 ชั้น 3 ชั้นก็แล้วแต่ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัว  ลวดบัวก็คือส่วนหนึ่งของฐานบัว​ จะมีทั้งบัวคว่ำบัวหงาย​ รองรับส่วนที่สูงขึ้นไปก็เป็นองค์ระฆัง องค์ระฆังเนี่ยอาจจะเป็นองค์ระฆังคว่ำเหมือนพระธาตุพระนครก็ได้ หรือว่าอาจจะเป็นแบบองค์ระฆังที่มีการย่อมุม เหมือนย่อมุมไม้สิบสองอะไรก็ว่าไป ขึ้นไปอีกก็จะเป็นบัวกลุ่มหรือปล้องไฉน​ ขึ้นอยู่กับเป็นศิลปกรรมสมัยไหน ถัดขึ้นไป มีปลียอด แล้วก็เหนือสุด คือลูกแก้ว ซึ่งถ้าเป็นเจดีย์สมัยอยุธยานะ ส่วนมากตั้งแต่ปลียอดขึ้นไป ลูกแก้วอะไรนี่มันจะหักหมดแล้ว  ไม่เหลือ

แปลว่าลวดบัวกับอะไรต่าง ๆ ที่ไม่สูงมากก็อาจจะยังหล่นอยู่ตามพื้นดิน ถูกทับถมอยู่

ใช่ ก่อนจะบูรณะ เขาก็จะให้นักโบราณคดีไปขุด เผื่อว่าจะเจออะไรพวกนี้อยู่บ้างก็อาจจะเอามาสันนิษฐานใส่ในรูปแบบเจดีย์ที่กำลังจะบูรณะได้ นี่คืองานของเรา

เขาสันนิษฐานกันยังไง

สมมุติว่าสภาพเจดีย์ที่เราเห็นเนี่ยมันเหลือแค่ฐาน เหลือแค่องค์ระฆังใช่ไหม แต่ถ้าเราขุดแล้วไปเจอพวกชิ้นส่วนอิฐลวดบัวหรือปูนปั้น​ลวดบัว​  พวกปลียอด หรือบัวคลุ่มพวกเนี้ย มันก็สันนิษฐานได้ว่าเมื่อก่อนมันมีองค์ประกอบพวกนี้อยู่ หน้าตาแบบนี้ น่าจะอยู่ในยุคไหน สมัยไหน  เคยพบลักษณะเดียวกันนี้ที่ไหนบ้าง

แล้วที่เขาศรีวิชัยนี่เป็นแบบนั้นไหม

ไม่ คือโดยปกติแล้วงานสันนิษฐานนี้จะใช้กับโบราณสถาน วัดหรือเจดีย์ที่เรารู้สมัยค่อนข้างชัดเจน สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ อะไรพวกนี้มันจะมีรูปแบบแพทเทิร์นของมัน วัดอยุธยา เจดีย์สมัยอยุธยา มันจะมีรูปทรงที่ชัดเจนแล้ว ไม่ซับซ้อน แต่ที่เขาศรีวิชัยนี่ คือเขาศรีวิชัยเนี่ยมันเป็นโบราณสถานทั้งภูเขาเลยนะครับ เนื่องจากมันเป็นโบราณสถานสมัยศรีวิชัยซึ่งมันมีอายุพันกว่าปีมาแล้ว  หลักฐานต่าง ๆ มันเลยค่อนข้างเหลือน้อยแต่ค่อนข้างซับซ้อน อย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ เราขุดเองบูรณะเอง เอาเงินมาจ้างคนงานในพื้นที่ แต่เราควบคุมการขุดค้นและการบูรณะเอง เราเชื่อว่าเราขุดเอง เราจะรู้ดีที่สุดว่าอะไรคืออะไร  เฉพาะไซต์นี้นะ ถ้าไซต์อื่น เป็นวัด เป็นโบสถ์ ส่วนมากแล้วจะเปิดซองประมูล

แล้วเวลาเปิดซองประมูลเราต้องไปควบคุมหรือเปล่า

ส่วนมากถ้าเป็นงานลักษณะนั้น ก็จะเป็นสายบูรณะเขาดูแล  แต่มันก็แล้วแต่สำนักด้วยนะ เมื่อก่อนผมอยู่สุพรรณฯ เวลาคุมงานเขาจะให้ดูแลกัน 2 คนนะ ก็คือช่างคนหนึ่ง นักโบราณคดีคนหนึ่ง ประกบกัน 2 คน  แต่ว่าที่สำนักนครศรีธรรมราชจะไม่ค่อยมีอย่างนี้ ส่วนมากถ้าบูรณะเจดีย์ บูรณะโบสถ์ ก็ให้ฝ่ายอนุรักษ์โบราณสถานเขารับไปดูแลเอง

ขอถามเป็นความรู้หน่อยว่า ไอ้งานสายนักโบราณคดีชำนาญการเนี่ย ถ้ามันจะเติบโตก็จะกลายเป็นผู้อำนวยการสำนักอะไรแบบนี้หรือเปล่า เข้าใจถูกไหม

ใช่ ๆ ก็แล้วแต่ความตั้งใจ​ ความทะเยอทะยานของแต่ละคน ถามผมตอนนี้ผมคงไม่เอา​ 

ช่วยเล่าถึงโครงการที่เขาศรีวิชัยนี่อีกนิด

มันคือโครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานเขาศรีวิชัย ตั้งอยู่ที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานีครับ พื้นที่ตรงนี้มันสำคัญมาก เป็นชุมชนโบราณมีโบราณสถานอายุกว่าพันปีมาแล้ว คือโครงการนี้มันทำมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ครั้งแรกเมื่อปี 2541  แต่ว่ามันไม่ได้มีงบประมาณมาทำทุกปี บางปีก็เว้นไป อย่างสองปีแรกที่ผมย้ายมาคือ ปี 2556-57 ก็ไม่ได้งบมา มาได้ปี 58 แล้วก็ที่ได้ทำมาต่อเนื่องเพราะว่ามันเป็นโบราณสถานที่สำคัญ เป็นภูเขาที่มีศาสนสถานซึ่งมีหลักฐานเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ พบพระวิษณุอย่างน้อย 5 องค์ที่เขาแห่งนี้ ร่องรอยเกี่ยวกับพุทธก็เจอนะ แต่หลัก ๆ คือเจอพราหมณ์เยอะกว่า และมันเป็นการปรับพื้นที่บนภูเขาเพื่อสร้างอาคาร เป็นศาสนสถานของพราหมณ์ขึ้นบนภูเขาทั้งลูกเลย ซึ่งมันไม่ค่อยเจอในพื้นที่อื่น แล้วก็บริเวณรอบ ๆ เขาเนี่ยก็จะเจอพวกโบราณวัตถุ พวกลูกปัด พวกเครื่องถ้วย ซึ่งมันบ่งบอกว่าเมื่อสักพันปีที่แล้ว ชุมชนนี้เป็นชุมชนที่ใหญ่และมีความสำคัญ

ของอาณาจักรศรีวิชัยอย่างนี้หรือเปล่า

เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย ที่จริงแล้วคำว่า “อาณาจักรศรีวิชัย” ช่วงหลังเขาจะไม่ใช้กันแล้ว เพราะมีประเด็นโต้แย้งว่าหลักฐานที่บอกถึงอาณาจักรศรีวิชัย เนี่ยมันเจอหลายที อย่าง ภาคใต้ของเราไล่ลงไปมันก็เจอตลอดเลยนะ เจอไปถึงอินโดนีเซียน่ะ แล้วเมื่อ 10 ปี 20 ปีที่แล้วเขาก็ทะเลาะกันว่าตกลงศูนย์กลางมันอยู่ที่ไหนกันแน่ นักวิชาการไทยก็บอกว่าอยู่บ้านกู อยู่ไชยา อยู่สุราษฎร์ฯ นี่แหละ อินโดฯ ก็บอกว่าอยู่บ้านกูสิ บ้านกูมี ปาเล็มบัง มีบุโรพุทโธ ซึ่งมันยิ่งใหญ่กว่า ช่วงหลังเขาก็เลยแก้ปัญหาว่าเนื่องจากเจอหลักฐานในพื้นที่แถบนี้ทั้งหมดเขาเรียกว่า เป็นส่วนหนึ่ง“สหพันธรัฐศรีวิชัย” ไม่ต้องไปหามันหรอกศูนย์กลาง​  คือจริง ๆ ผู้คนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อสัมพันธ์กันทั้งในแง่ศาสนา​ การติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายมากว่า​ 2,000​ ปีมาแล้ว​  การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมจึงไม่แปลก​ ร่องรอยของความเป็นศรีวิชัยจึงไม่แปลกที่จะหาเจอทั้งคาบสมุทร

ทำแบบนี้ได้เหรอ

น่าจะได้นะ​  ไม่รู้จะหาศูนย์กลางจริง ๆ ทำไม​  คืองานของนักโบราณคดีก็ขุดค้นไป​ แต่ไม่ควรหมกหมุ่นว่าเราเป็นศูนย์กลาง​  เจอหลักฐานหรือเจอโบราณวัตถุอะไรก็แปลความตามนั้น​ เป็นโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัย​ไหม​  เคยพบที่ไหนหรือเปล่า​  สัมพันธ์กันอย่างไรแค่นี้ก็น่าจะพอ​  สมมุติเราว่าเราเจอโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัยที่ไชยาเยอะและคิดว่าเป็นศูนย์กลางใช่ไหม คือ อะไรล่ะที่บ่งบอกว่ามันเป็นศูนย์กลาง พวกโบราณสถาน เทวรูป พระพุทธรูปต่าง ๆ​ ที่อื่นก็เจอเหมือนกัน  การหาศูนย์กลางของยุคสมัยหนึ่งเป็นเรื่องปวดหัว​  ใช้คำว่า “สหพันธรัฐ” ก็แล้วกัน (หัวเราะ)

สงสัยมานานแล้วว่ามันยังมีโบราณวัตถุใหม่ ๆ รอให้นักโบราณคดีขุดค้นอีกหรือ

มี มีเยอะคนส่วนใหญ่จะนึกว่าแบบ…

หมดแล้ว ขุดมานานแล้ว ไม่น่าเจออะไรอีกแล้ว

แต่อย่างที่เราสำรวจไว้นะ เอาแค่เฉพาะยุคหิน คือก่อนจะมีตัวอักษรราว ๆ นั้น เอาแค่แถบชุมพร สุราษฎร์ฯ นครศรีฯ ร่วม ๆ กัน เราเจอถึง 300 แหล่ง  อยู่ในถ้ำ ในภูผา ตามเขา  พวกนี้เราสำรวจเจอแต่ยังไม่ได้ไปขุดค้น ยังไม่ได้ไปวิเคราะห์ว่าเป็นแหล่งโบราณคดีประเภทไหน​  คนโบราณเขาใช้พื้นที่ตรงนั้นทำอะไรบ้าง

แค่สำรวจเจอเฉย ๆ

รู้แค่ว่ามันเป็นที่อยู่อาศัยของคน เป็นที่สำหรับฝังศพอะไรอย่างนี้ เอาแค่นี้ก็เยอะแยะมากมายแล้ว นี่ยังไม่รวมวัด คือโอเคแหละวัดส่วนมากมันสำรวจแล้ว แค่รอการบูรณะ แต่แหล่งอื่น ๆ น่ะมันมีอีกเยอะ เนื่องจากว่าเราไม่ได้ไปเจอมันเอง มีน้อยครั้งที่เราจะไปเจอเอง ส่วนใหญ่ชาวบ้านเขาไปเจอ เขาไปทำอย่างอื่นน่ะ เช่นไปขุดขี้ค้างคาวแต่ไปเจอโครงกระดูก ไปเจอเศษหม้อเศษไห ขุดดินทำไร่ทำนาอยู่ ก็เจอหม้อเจอไห คือของพวกนี้มันอยู่ในดิน ตราบใดที่ไม่มีใครไปขุดมันก็อยู่ในดิน ซึ่งมันไม่ใช่งานของนักโบราณคดีที่จะเที่ยวไปขุดดินที่นู่นที่นี่ตามอำเภอใจ ยกเว้นว่าดูแผนที่เก่าแล้วเราสงสัย อันนี้เราก็ไปขุดดูได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องรอให้ชาวบ้านขุดเจอก่อน จริง ๆ มันก็มีกลุ่มคนที่เขาชอบอะไรอย่างนี้นะ แต่ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นนักโบราณคดี แบบเรา

เป็นอินเดียน่า โจนส์ แบบนั้นเหรอ

ใช่ บางคนเขาก็ชอบตามล่าหาของ ภาคใต้นี่เยอะมากเลยนะ พวกลูกปัดนี่เล่นกันเยอะ

เอาไปปลุกเสกเอาไปขาย

ไม่ ขายเลย ไม่ต้องปลุกเสก คือมันก็มีเกรดของมันอยู่  มีสี มีอะไรมัน ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน พวกนี้มีราคา คนสะสมลูกปัดเหมือนคนสะสมพระเครื่องซึ่งคนกลุ่มนี้ ก็จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเรา

เพราะว่าอันนั้นคือเขาขุดเพื่อไปขาย

ใช่ และมันผิดกฎหมายไง แล้วพวกผมมีหน้าที่ส่วนหนึ่งต้องดูแล อย่างที่เขาศรีวิชัย บางครั้งผมทำงานบนภูเขาใช่ไหม ไม่รู้หรอกว่าข้างล่างเขาขุดลูกปัดไปขายกัน ซึ่งถ้ามันเอิกเกริกมาก เราก็ต้องลงไปเตือน เฮ้ย เอาให้มันเบา ๆ หน่อย ไปห้ามปรามเขาบ้าง

อ้าว ผิดกฎหมายก็แจ้งตำรวจสิ

ทำได้แต่ไม่ทุกครั้ง ปัญหาตามมามันเยอะ คือเข้าใจไหมว่าผมอยู่ในชุมชนไง การไปเตือนนี่มันคือการต่อรอง การดีลกับชาวบ้าน

รู้สึกแย่ไหม

สมัยเป็นนักศึกษาจบใหม่ ๆ อุดมการณ์กล้าแกร่ง ผมไม่เห็นด้วยกับอะไรพวกนี้เลยนะ แต่ช่วงหลังก็เริ่มจะทำใจ

แล้วเกิดถ้าเราแข็งขืนล่ะ เป็นข้าราชการที่

แบบ คุณสืบ (นาคะเสถียร) น่ะนะ

ถ้าเป็นแบบนั้นเราจะเจออะไร

ก็อาจจะเจอชาวบ้านไล่ ทำงานในพื้นที่ลำบาก บางทีก็รุนแรงกว่านั้น ผู้ใหญ่บางคนเขาไม่เข้าใจนะ โดยเฉพาะผู้ใหญ่จากส่วนกลางจากกรุงเทพฯ เนี่ยเขาก็จะแบบ…ทำไมไม่ไปจับล่ะ ทำไมไม่แจ้งตำรวจ…คือคุณไม่อยู่ในพื้นที่คุณไม่เข้าใจปัญหาอะไรพวกนี้ คือจับได้นะ โอเคแต่จับเสร็จคุณออกจากพื้นที่ได้เลย คุณอยู่ทำงานต่อไม่ได้ ต้องออกไปจากที่นี่อย่างเดียว นี่แหละปัญหา แต่ผมว่าเราต้องมองกลับมาถามตัวเราเองด้วยว่า ทำไมคนเขาไม่เห็นคุณค่าแบบที่เราเห็น

มันจะเห็นคุณค่าได้ยังไง ในเมื่อเขารู้ว่าขายได้เงิน

ก็ใช่ไง ก็คือปัญหามันอยู่ที่เราเองหรือเปล่า…ทำให้เขาเห็นคุณค่าของลูกปัด ของโบราณวัตถุพวกนี้ด้วย เราต้องย้อนมองตัวเราด้วยว่าทำดีพอหรือยัง ปัญหาการลักลอบขุดหาของมันไม่ได้จบแค่จับคนขุดไง  ตราบใดที่ตลาดต้องการคนก็หาทางขุดจนได้  จับคนลอบขุดก็ต้องจับคนซื้อด้วย

มีอีกวิธีหนึ่งนะ คือเราต้องให้เงินมากกว่าคนรับซื้อในตลาด

มันก็เคยมีบางเคสนะ ตัวอย่างเช่นที่นครฯ ชาวบ้านบังเอิญไปขุดขี้ค้างคาวแล้วเจอศิวลึงค์ทองคำ ศิวลึงค์ทองคำเนี่ยในโลกนี้มีไม่กี่ชิ้นนะ ในโลกนะ ใช้เวลาสำรวจต่อรองอยู่นาน  เขาถึงยอมส่งมอบให้เราหรือกรณีเจอทองที่พัทลุง​  ชาวบ้านที่มอบให้​ส่วนราชการก็มอบเงินรางวัลหรือค่าตอบแทนให้ตามระเบียบและเป็นที่พอใจของผู้มอบ  ขั้นตอนตรงนี้ก็มีคณะกรรมการประเมินคุณค่า​โบราณวัตถุ​  ประเมินราคาอีกที

ค่าตอบแทนอะไร ค่าตอบแทนที่บังเอิญขุดไปเจอเหรอ

อืม ค่าตอบแทนบ้าง ก็คือเขาจะขายเรานั่นแหละ ทีนี้ตามกฎระเบียบมีอยู่ว่าจะให้ค่าตอบแทนหรือเงินรางวัลโบราณวัตถุชิ้นนั้นๆในมูลค่า 1/3 ของราคาประเมิน สมมุติมีประเมินมาสัก 10 บาทใช่ไหม เราให้ 3 บาท

แบบนี้เขาก็ไปเอา 10 บาทดีกว่า

ก็นั่นแหละประเด็น ทีนี้ เนื่องจากว่าของชิ้นนี้มันล้ำค่า มันหายากมาก เราก็ต้องประเมินราคาให้มันสูงขึ้นไปเยอะ ๆ แล้วก็จ่ายหนึ่งในสามของราคาประเมินใหม่​  ราคาหนึ่งในสามก็ต้องเป็นราคาที่ผู้มอบพอใจ​ ถ้าเขาจะเอา 10 บาทแล้วเราประเมินดูแล้วสมเหตุสมผลเราก็ประเมินให้สูง 30 บาทเพื่อจะให้เขา 10 บาท  มันก็มีบางเคสที่ผู้มอบเจตนามอบไม่ต่อรองเงินรางวัลก็มี

ก็ไปแก้กฎระเบียบสิ ไม่ต้องหนึ่งในสาม ถ้าชิ้นนี้กรมศิลป์ประเมินแล้วว่ามันมีค่ากับประเทศ มีคุณค่ากับประวัติศาสตร์ อะไรแล้วแต่ ก็แก้กฎ อากฎหมายมาบังคับอย่างนี้ได้ไหม

แต่ในเหตุการณ์เฉพาะหน้ามันรอกฎนั้นไม่ได้ กว่ากฎหมายจะผ่าน พรบ. ผ่านสภาอะไรนู่นนี่นั่น มันไม่ทันการณ์ เราต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่รู้ว่าพี่คนนี้เขามีศิวลึงค์ทองคำ คนอื่นที่อยากได้เขาก็รู้ พร้อมซื้อแข่งกับเราด้วยเพราะเขาก็หาอยู่เหมือนกัน วงการนี้มันถึงกันหมดไง ในสถานการณ์เฉพาะหน้าเราทำได้แค่ประเมินราคาซื้อในแบบที่เขาโอเค

แม้กระทั่งราชการด้วยกันเอง การบังคับใช้จากส่วนกลางกับการที่ข้าราชการในท้องที่เอาไปใช้จริง ๆ ก็ไม่สามารถทำเหมือนกันได้

ไม่สามารถทำให้เหมือนได้ทุกเคส ทุกกรณี อย่างเคสศิวลึงค์ทองคำนี่ถ้าผมไปจับเขาเนี่ย เรื่องใหญ่ ที่สำคัญที่สุดของก็ไม่ได้

แล้วได้มาครบ 4 อันไหม

ได้มาแค่ 2  ส่วนของที่มันหลุดออกไปมีอีกเยอะ ถ้าตามข่าวอยู่บ้างมีช่วงหนึ่งที่ มีกระแสข่าวการทวงคืนพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสัมฤทธิ์ที่พบที่ปราสาทปลายบัด 2 จ.บุรีรัมย์ มันหลุดไปแล้ว อยู่ที่อเมริกาอะไรประมาณนี้ คือมันก็มีอย่างนี้เยอะแหละ คือบางครั้งนักโบราณคดีไม่สามารถสอดส่องได้ทุกซอกทุกมุม คือบางครั้งคนที่หาของเก่าก็มีเครื่องมือ มีเครือข่ายของเขา ก็เอาไปได้ก่อนก็เยอะ

เจออย่างนี้ท้อไหม

คือถ้ามองตามความเป็นจริงนะ เราต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถเก็บทุกอย่างได้หมดหรอก ถ้าเคสเป็นลูกปัดอะไรอย่างนี้ก็ต้องทำใจยอมรับ คิดเสียว่า โอเค เราก็พอจะมีตัวอย่างให้ศึกษาอยู่บ้างแล้วเหมือนกัน อีกเรื่องคือมันประเมินไซต์งานตามความเป็นจริงไปแล้วด้วยแหละว่า อย่างที่เขาศรีวิชัย เราไม่สามารถเก็บไซต์ข้างล่างที่มันเจอลูกปัดได้แน่ เขาขุดกันมานานขุดก่อนเราจะเข้ามาในพื้นที่ เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลด้วยเพราะเราต้องเก็บโบราณสถาน อาคารหลักอะไรพวกนี้ที่อยู่ข้างบนเขาให้ได้เป็นหลัก ดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ขึ้นมาขุด มาทำลายบนภูเขา ถึงแม้บางช่วงมันก็มีแหละพวกที่ห่าม ๆ หน่อยลองของจะขึ้นมาหาของบนเขาอะไรอย่างนี้

ถึงขั้นเคยมีแบบทะเลาะกับคนพวกนี้ไหม

ไม่ อย่างมากผมก็ไปแจ้งความ มันมีอยู่ครั้งหนึ่งเ เราไปเจอร่องรอยการแอบขุดบนภูเขาไง คือบนภูเขาเนี่ยเราไม่สามารถขุดค้นได้ 100 % มันจะมีเว้นพื้นที่ให้ต้นไม้ด้วยถ้าเข้าไปขุดใกล้ต้นไม้มากมันจะล้มใช่ไหม ซึ่งพื้นที่บางส่วนเนี่ยเราก็เว้นไว้ ไอ้พวกนี้มันก็ไปขุด ไปแซะ

มีไหม วัตถุโบราณ

มี แต่นั่นแหละโดยปกติแล้วไอ้พวกนี้ก็ยังพอมีจรรยาบรรณอยู่บ้าง มันก็ไม่มาหรอก อย่างเคสนั้นที่ขึ้นมาขุดบนภูเขา เท่าที่เช็ค เท่าที่สืบดู ก็เป็นเด็กวัยรุ่นที่แบบว่าหาตังค์ไปซื้อของซื้อยา แบบต้องหาทุกวิถีทางแล้ว แต่ข้างล่างมันเป็นที่ชาวบ้านเขาน่ะ ใครจะไปขุดต้องไปเช่าที่เขานะ บล็อกละพัน บางช่วงก็ขึ้นเป็น 1,500-2,000 เลยนะ คือพวกนี้มันก็ไม่มีตังค์ไปเช่าบล็อกอยู่แล้วไงก็เลยแอบมาขุดข้างบน

ถ้ารู้ว่าที่ตัวเองมีของ ทำไมเจ้าของที่ให้เช่าถึงไม่ขุดเอง

ก็ไม่ต้องลำบากไง คือไอ้การขุดพวกนี้ บางทีมันก็เจอชิ้นเล็ก ๆ ที่ไม่มีราคา บางทีก็ไม่เจอ ให้เช่าที่นี่ได้เงินแน่ ๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องขุดแล้วไม่คุ้ม ไม่เจอ

ไม่รู้เข้าใจถูกหรือเปล่านะ แต่รู้สึกว่านักโบราณคดีที่ลงพื้นที่ ไปทำงานในชุมชมเนี่ย ดูเป็นสิ่งแปลกปลอม มันค่อนข้างที่จะไม่ไปกับวิถีชีวิตของชาวบ้านเขา

มันก็ไม่เชิงนะ อันนี้มันก็แล้วแต่คน อย่างนักโบราณคดีบางคนเนี่ยเขาก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชุมชมได้ แล้วแต่นิสัยของคนนั้นด้วย อย่างผมก็ไม่ใช่คนที่จะเฮฮา จะอะไรกับชุมชนนะ แต่ว่าถ้างมีงานก็ไปนะ มีงานบวช งานแต่ง งานอะไรก็ไปร่วมเขา แต่ว่าจะให้เราไปนั่งร่วมวงกับเขาทุกเย็นคงไม่ได้

ทุกวันนี้เริ่มกินเหล้าหรือยัง

ไม่กิน

แล้วจะไปเข้าสังคมอะไรกับเขา

แต่ว่าเวลามีงานงานศพอะไรแบบนี้ผมก็ไปร่วมนะ ก็มีคนจากหน่วยงานเราไปกัน คือในกลุ่มพวกผมที่มาทำงานเนี่ย มันก็มีพี่บางคนที่สามารถอยู่กับเขาได้อย่างกลมกลืน เนื่องจากเขาอยู่พื้นที่นี้มานานด้วยแหละ เป็น 10-20 ปีเขาก็รู้จักคนนู้น คนนี้ ก็ไปร่วม มีตัวแทนไปร่วมอยู่ มันไม่ถึงกับว่าไม่เป็นส่วนหนึ่ง คือยังไงเราก็ไม่ตัดขาดกับชุมชน เพราะยังไงเราก็ยังต้องพึ่งเขา มีงานอะไรก็ไปแสดงความยินดีหรือแสดงความเสียใจบ้างเอาจริง ๆ นะอย่างที่เขาศรีวิชัยเนี่ย คือเขาก็ยังมีความเกรงใจเราอยู่บ้าง อาจจะเพราะว่าผมว่าตัวให้เขาเกรงใจ  เฮ้ย ไอ้หลีเป็นอย่างนี้ มันไม่กิน ไม่ต้องไปชวนมันหรอก

นี่เรียนจบ ทำงานมากี่ปีแล้ว

ผมจบปี 2548 ก็ 14 ปีมาแล้ว

14 ปีเปลี่ยนไปมากแค่ไหน จากนักโบราณคดีหนุ่มที่จบออกมา…ก็น่าจะไฟแรงอยู่

ไม่ (หัวเราะ) ผมขอเล่าที่มาที่ไปก่อน คือผมเรียนโบราณคดีก็จริง แต่ผมเคยคิดจะออกตั้งแต่ปี 1 แต่ที่ไม่ออกเพราะว่าผมชอบชีวิตโบราณคดีที่ได้ไปอยู่ตามไซต์ ตามชุมชน ก็เลยไม่ออก ทั้งที่จริง ๆ แล้วผมก็ไม่เคยตั้งมั่นว่าจะเป็นนักโบราณคดี แต่ว่าระหว่างที่เรียนจบกำลังหางาน ช่วงนั้นผมรับจ๊อบถ่ายรูปให้นิตยสาร a day ควบคู่กับรับจ๊อบจากพี่ ๆ นักโบราณคดี ไปเข้าไซต์เขา ไปช่วยเขาทำนู่นนี่นั่น  พอประมาณปี 2549-50 ผมไปช่วยอาจารย์ที่ลพบุรี อันนั้นอยู่เป็นปีเลย ทำในตำแหน่งนี้แหละนักโบราณคดี พอสิ้นปี 2550  ก็ไม่มีโครงการต่อ

แล้วทำยังไง

ผมก็เลยไปเรียนต่อปริญญาโท ทัศนศิลป์ ที่ลาดกระบัง (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้เขียน) ไปเรียนได้ปีกว่า เพื่อนที่อยู่หอด้วยกันไปสอบ ก.พ. ผมก็ไปสอบด้วย สอบเผื่อ ๆ ไว้ ไม่ได้สนใจอะไร ปรากฏว่าผมสอบผ่าน เพื่อนไม่ผ่าน พอผ่านกรมศิลปากรก็เปิดสอบนักโบราณคดีตอนนั้นมี 2 ตำแหน่ง ตำแหน่งหนึ่งลงที่เชียงใหม่ อีกตำแหน่งหนึ่งลงที่สงขลา เราก็ เฮ้ย ลงสงขลาเว้ย ใกล้บ้าน ไปสอบอีก ก็ได้อีก เนื่องจากมันต้องผ่าน ก.พ. ไง คนที่ผ่าน ก.พ.ก็เลยน้อยรอบนั้นมีไม่ถึง 10 คนมั้งแล้วก็เอาขึ้นบัญชีไว้ 4 คน ผมได้ที่ 3 คนที่ได้ 1 กับ 2 เลยได้ไปก่อน 1 ไปเชียงใหม่ 2 ไปสงขลา ผมได้ที่ 3 ก็กลับไปเรียนต่อ พอขึ้นปี 2 เทอม 2 ปรากฏว่าเขาเรียกเพราะว่าที่สำนักที่สุพรรณฯ น่ะ เขาย้ายไปบ้านเขาที่สำนักอุบลฯ ตำแหน่งเลยว่าง ตอนนั้นคือ เชี่ยทำไงดีวะ? เรียนก็เรียน แต่แม่งก็แบบโอกาสมาถึง ก็เลยไปดรอปเรียน ดรอปยาวถึงขั้นที่พอถึงปีที่ 5 อาจารย์ก็แบบบอกว่า เหลือนิดเดียว มาทำให้จบ ๆ ไปเถอะ (หัวเราะ) ผมก็เลยขอพี่ ๆ ที่ทำงานว่าคงต้องขอไปเรียน เสาร์บ้าง อาทิตย์บ้าง ให้มันจบ ปริญญาโท

แล้วเรียนจบไหม

จบ ตอนอยู่สุพรรณฯ นี่แหละผมอยู่ที่นั่น 3 ปีกว่าเกือบ 4 ปี  หลังจากนั้นก็ย้ายกลับมานครศรีธรรมราช ที่จริงผมไม่ใช่คนมุ่งมั่นอย่างเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนนะ ที่แบบว่า เฮ้ย กูต้องอย่างนั้นอย่างนี้ คือผมก็มาแบบฟลุ๊ค ๆ มาตลอดนะ สอบติด ก.พ. แบบฟลุ๊ค ๆ สอบติดนักโบราณคดีเพราะคู่แข่งน้อย ผมก็เลยไม่ได้มีปณิธานแน่วแน่ว่าแบบกูต้องอนุรักษ์ตั้งมั่นขนาดนั้นไง คือผมทำในแบบที่มันไม่ขัดต่อความรู้สึกผมมาก ไม่ขัดต่อหลักการผมมาก

แล้วหลักการคืออะไร

ผมว่าไปตามกฎหมาย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่ามีเขาลูกหนึ่งแล้วมีองค์กรหรือบริษัทมาขอระเบิดหิน ขอระเบิดทั้งลูก บังเอิญว่าผมสำรวจเจอแหล่งโบราณคดี ผมก็ยืนยันว่าเจอ มันคือแหล่งโบราณคดี  ตอนอยู่สุพรรณฯ ไม่มีปัญหาเรื่องพวกนี้เยอะ แต่ภาคใต้ปัญหาเยอะมาก ผมก็ทำตามหลักการผมแบบนี้นี่แหละ หลักการผมคือยังไงก็เอาตามกฎหมาย กฎหมายเขาว่ายังไงผมก็ว่าอย่างนั้น แต่ถ้าให้เอาชีวิตเข้าแลก ผมก็คิดว่าคงไม่ทำขนาดนั้น หรืออาจเพราะว่ายังไม่มีเคสที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก ยังไม่มีอย่างงั้นด้วยไง

แล้วถ้ามีล่ะ

ถ้ามีเหรอ อืม (คิดนานมาก) ไม่รู้สิ  ที่จริงแล้วภาคใต้อาจจะไม่มีเคสเอาชีวิตเข้าแลกนะ แต่มันก็มีปัญหากับผู้มีอิทธิพลพอสมควร

เข้าใจแล้ว คำตอบคือเราก็มีหลักการของเราอยู่ แต่ว่าก็คงไม่สามารถเอาชีวิตไปแลกได้ใช่ไหม เพราะอะไร เพราะมีครอบครัวมีลูกเมีย

ใช่ มีครอบครัว มีลูกเมีย อย่างตอนนี้เรื่องงานผมลงตัว แต่เรื่องครอบครัวผมให้ความสำคัญมาก เพราะไม่ได้อยู่ด้วยกัน วันหยุดมีเท่าไหร่ผมกลับบ้าน กรุงเทพฯ นี่แทบจะไม่ขึ้นไปเลย ถ้ากรุงเทพฯ หรือที่ไหนมีงานสัมมนาที่เกี่ยวกับงานผมนะ ผมทิ้งหมดเลย

ให้ลูกให้เมีย

อืม บางครั้งพวกเพื่อนก็แซวแบบ…มึงเนี่ยหายหน้าหายตา เอาลูกเอาเมียมาเป็นอันดับหนึ่ง มันก็พูดกันแซว ๆไปงั้นแหละคือถ้าหวังความก้าวหน้านะ อยู่แบบผมนี่ยังไงก็ไม่ก้าวหน้า อย่างเวลานายมา เสาร์-อาทิตย์ เนี่ยผมไม่ไปรับนายนะ ผมกลับบ้าน

แปลว่ายังไงเราก็ไม่แลกครอบครัวกับความก้าวหน้าใช่ไหม

ไม่ ๆ

มันเปลี่ยนตัวเราไปเยอะไหมไอ้การมีครอบครัวเนี่ย

เปลี่ยนไปเยอะ อย่างในแง่ชีวิตส่วนตัว  พอมีครอบครัวผมแม่งแทบจะไม่ดูหนังเลยนะ เพลงก็ไม่อัพเดต หนังสือที่ถ้าไม่ได้อ่านให้ลูกฟังผมก็ไม่ได้แตะ เสาร์-อาทิตย์ก็หมดไปกับการดูลูก ไปตลาดกับครอบครัว อ่านหนังสือให้ลูกฟัง เมื่อก่อนเสาร์-อาทิตย์ไปเดินเล่น ไปถ่ายรูป กินกาแฟ ตอนนี้ไม่เลย ตั้งแต่ผมแต่งงานผมไม่เคยเข้าโรงหนังเลยนะ 6 ปีแล้ว ไม่เคยเข้าโรงหนังอย่างเวลาง่วง ๆ มากก็โหลดหนังมาดูบ้าง นาน ๆ ที นี่เพิ่งได้ดูหนังไอ้ นักฆ่าลีออง อะไรสักอย่าง โอ้โห นาตาลี พอร์ตแมน ยังเด็กอยู่เลย

แต่การมีครอบครัวก็ทำให้เราบริบูรณ์ขึ้นหรือเปล่า มีลูก มีความหวัง รักใครสักคนสุดหัวใจ

คือพอเรามีลูกนะ โอเค เรามองอนาคตแน่ ๆ แต่เวลาในอนาคต เราก็มีราคาที่ต้องจ่ายในปัจจุบันนะพี่ ซึ่งบางครั้งคือความกังวล เรามักสงสัยว่า เฮ้ย ถ้าลูกเราเป็นแบบนี้ แล้วมันจะเป็นยังไงต่อวะ คืออย่างรุ่นผมนะ ถูกนำทางด้วยความคาดหวังของพ่อ-แม่ มันก็เลยแบบ…(คิดนาน)…คือเราพยายามไม่ให้ลูกเป็นเหมือนเราเมื่อก่อนที่ถูกคาดหวัง ถูกตั้งเป้าหมาย 1-2-3-4 อะไรแบบนี้

ทำได้เหรอ ไม่คาดหวังอะไรกับลูกเลย

ก็พยายามอยู่ เราถึงต้องตั้งสติเสมอ ๆว่า เฮ้ย ตอนเป็นเด็ก บางช่วงอายุเราไม่ได้แฮปปี้กับมัน แต่ว่าเราพยายามไม่ให้เป็นอย่างนั้นดีกว่า

ลูกอยู่ไหน

อยู่นราธิวาส


ครอบครัวอยู่นราธิวาส ตัวเองทำงานอยู่นครฯ กับ สุราษฎร์ฯ แบ่งเวลายังไง

ถ้าว่างก็กลับนราธิวาส แต่ว่าอย่างช่วงเทศกาลเนี่ย ก็พาลูกพาเมียไปหาพ่อแม่ที่ตรังบ้าง ที่นครฯ บ้าง

ก็ดูว่าพยายามแบ่งเวลาให้ลูก

ใช่ แต่ปัญหาของนักโบราณคดีอย่างผมคือ คือมันต้องอยู่ไซต์ ของผมนี่คือถือว่าไม่หนักนะ คือบางคนแม่งอยู่ไซต์ทั้งเดือน

ถามหน่อย สมมติเราอยากไปหาลูกมาก ฝากเขาขุดไปก่อนได้ไหม

ถ้ามันฝากได้มันก็ดีไง (หัวเราะ) แต่มันฝากไม่ได้ เป็นงานของนักโบราณคดีก็ต้องอยู่ บางครั้งถ้าเรามีคนคอยคุมงานขุดค้นอยู่แล้วก็โอเค พอทำได้ แต่ถ้าเป็นการออกสำรวจเราต้องไปเอง ก็มันเป็นงานของเรา ยกเว้นว่า คุณจะใหญ่โตในระดับหนึ่งก็ไม่ต้องไปลงพื้นที่เอง อะไรแบบนั้น

แล้วเราถึงขั้นนั้นหรือยัง

ยัง แต่มันไม่เกี่ยวว่าผมถึงหรือไม่ถึงหรอก คืองานพวกนี้เป็นงานที่ต้องหมกหมุ่น นึกออกไหม

หมกมุ่นยังไง

คือกระบวนการทำงานของโบราณคดีมันไม่ได้จบแค่ขุดเสร็จนะ มันมีขั้นตอนการวิเคราะห์ของที่เราขุดได้มา ว่ามันเป็นอะไร สมัยไหน ต้องเขียนรายงานอะไรพวกนี้ ซึ่งมันต้องใช้เวลา เหมือนเราฝังตัวในแล็บฯ เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำนู่นทำนี่ คือโอเคแหละ บางคนมันแบ่งพาร์ทได้ก็ดีไป แต่ผมทำไม่ค่อยได้นะ นี่คือปัญหาอีกอย่างหนึ่งของผมเลย คือยังหาจุดสมดุลของชีวิตไม่เจอ งาน ครอบครัว มันยังปน ๆ มั่ว ๆ อยู่ตอนนี้

งาน ครอบครัว ชีวิตยังมีอะไรอีก

แค่นั้นแหละ ผมไม่สนใจเรื่องอื่นแล้ว อย่างศิลปะที่เมื่อก่อนไปข้องแวะอยู่ 3-4 ปี เรียนปริญญาโทด้านศิลปะมาแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ ที่ไปเรียนก็เพราะตอนนั้นเรามีข้อข้องใจว่า เราจะไปสายนั้นได้ไหม ก็ลองแหย่ขาเข้าไปดูซึ่งปรากฏว่าแม่งก็…รู้สึกว่ามันต้องใช้พลังงานเยอะนะ ใช้ความพยายามเยอะ มันต้องแสดงตัว มันต้องพยายามพรีเซนต์ คือผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความพยายาม อะไรที่แบบมันต้องพยายามเยอะ ๆ มันต้องฝืนตัวเองเยอะ ๆ ก็จะไม่แฮปปี้ ก็เลยรู้สึกว่าแม่งไม่เข้ากับเรา ก็เลยแค่เรียนให้มันจบไป แต่ส่วนตัวแล้ว ผมก็เชื่อว่าที่เรียนมามันคงมีประโยชน์เข้าสักวันแหละ ไม่ตอนนี้ก็อีกสักวันหนึ่ง

ยังถ่ายรูปอยู่ไหม

ก็ถ่าย แต่ถ่ายงานมากกว่า เนื่องจากว่างานโบราณคดีมันต้องถ่ายรูปประกอบทุกอย่างทุกขั้นตอน เวลาเราทำงาน ก็ถ่ายในแง่ที่แค่ให้มันชัด ให้มันเห็นว่าเป็นอะไรแค่นั้นเอง ไม่ได้ถ่ายแบบอื่นแล้ว น้องรับปริญญายังไม่ถ่ายให้มันเลย

วางแผนสิ่งที่อยากทำในอนาคตไว้บ้างไหม

ถ้ามีเวลาก็อยากจะกลับไปถ่ายรูปบ้าง ถ่ายรูปที่ไม่ใช่งาน ถ่ายรูปตามที่เราอยากถ่าย เหมือนเมื่อก่อน อยากเก็บ อยากดูอะไรอย่างนี้

ต้องรอเกษียณก่อนไหม

ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก แค่อย่างที่บอกตอนนี้ผมกำลังมั่ว ๆ งานกับครอบครัว ปน ๆ กันอยู่ อย่างงานมันก็มีช่วงเวลาว่าง แต่บางครั้งคือถ้าหัวเราไม่ว่างสักทีเราก็ทำอะไรพวกนี้ไม่ได้ ถ้ายังมีความกังวลมีความเป็นห่วงอะไรอยู่ก็ยาก แต่ไม่ถึงขั้นรอเกษียณหรอก

ได้กลับไปดูแลที่บ้านบ้างไหม

มีบ้าง แต่ไม่เยอะหรอก บ้านพ่อ-แม่ผม ที่ตรังเขาก็อยู่ 2 คนตา- ยายนะ แต่เขามีบ้านญาติ ๆ อยู่รอบ ๆ ไงเขาก็ยังพอดูแลกันได้

ในแง่ของการเป็นลูก ก็ยังรู้สึกว่าทำให้พ่อ-แม่ได้น้อยอยู่ใช่ไหม

น้อย  เวลาเราไม่มีด้วยน่ะ ตั้งแต่เด็กออกจากบ้านมาเรียนหนังสือ เรียนจบก็ทำงาน มีครอบครัว คือผมแทบไม่มีเวลาดูแลพ่อ-แม่ ครอบครัวตัวเองบางทีก็ไม่มีเวลา

พอใจกับภาวะแบบนี้ไหม

มันมีบางวูบนะ ที่เราคิดว่ากูทำแล้วนะ เฮ้ย อันนี้กูก็พยายามแล้วนะ ก็อาจจะน้อยใจบ้างบางครั้ง บางเรื่องเราก็ไม่พอใจตัวเองที่พยายามจัดการแล้วแต่จัดการไม่ได้ แบบ…แม่งเอ๊ย! อะไรวะเนี่ย

มีเงินพอใช้ไหม

พอดี พอดีให้ลูก ให้เมีย ส่วนพ่อ-แม่ แกไม่ซีเรียส เพราะว่าพ่อ-แม่ผมเขามีสวนยาง มีอะไรอยู่บ้าง

แต่ไม่คิดจะเปลี่ยนงาน

ตอนนี้ไม่คิด แต่ว่าคิดอยากย้ายไปให้ใกล้กับครอบครัวมากกว่า แต่ตอนนี้ไม่มีตำแหน่งว่าง นอกจากว่าเขาจะยื่นตำแหน่งให้มาหรือใครสักคนย้ายออก อันนี้ผมก็ทำอะไรไม่ได้ ถามว่าผมรักงานนี้ไหมคือผมไม่ได้มุ่งมั่นสายนี้มาแต่แรก ผมทำตามหน้าที่ทำตามความรับผิดชอบที่ผมมีแต่ถ้ามันจะเปลี่ยน ผมก็โอเค ผมแค่ไปเริ่มใหม่ อะไรใหม่

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s