“งานทำเหมือนน้ำไหล ชีวิตใช้เป็นน้ำนิ่ง” ปรัชญาชีวิตแบบน้ำของ สิริมน ณ นคร

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล



“ไม่กดดัน และไม่ลังเล ยอมลดเงินเดือนด้วย” – สิริมน ณ นคร

สำหรับคนที่เติบโตมาในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์นิตยสารเฟื่องฟูนั้น คงไม่แปลกหูกับชื่อ สิริมน ณ  นคร หรือ “น้ำ” หญิงสาวร่างเล็กที่ดูมาดมั่น ปราดเปรียว เพราะ น้ำ-สิริมน ถือเป็นบรรณาธิการบริหารมือฉมังคนหนึ่งของวงการ

เริ่มต้นจากการเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร สุดสัปดาห์ ซึ่งเป็นนิตยสารที่ชิคและเก๋ที่สุดในยุคเกือบ 20 ปีที่แล้ว สุดสัปดาห์ ของสิริมน เป็น สุดสัปดาห์ ที่สนุก มีสไตล์และมีสีสันมากที่สุดอีกยุคหนึ่ง ต่อด้วยการรับตำแหน่งเดิมให้กับนิตยสาร Hamburger ในช่วงเวลารอยต่อแห่งการเปลี่ยนผ่านสำคัญของนิตยสารขวัญใจวัยรุ่นแห่งค่าย a day

ก่อนที่เธอจะก้าวขึ้นมาเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสารหัวนอกอย่าง Marie Claire ควบด้วยการดูแลนิตยสารหัวนอกอีกหลายเล่มไม่ว่าจะเป็น Elle, Elle Men และ Cleo ในยุคที่นิตยสารจากต่างประเทศได้รับความนิยม

หลังยุคเสื่อมถอยของสื่อสิ่งพิมพ์ ชื่อของ น้ำ-สิริมน หรือใคร ๆ ก็ตามล้วนหายไป แต่เปล่า เธอ และเขาเหล่านั้นในโลกคนทำคอนเทนต์ไม่ได้หายไปไหน พวกเขายังคงอยู่ แต่ในร่างอื่น มีเดียอื่น กล่าวสำหรับตัว น้ำ-สิริมน เอง นอกจากจะไม่ได้หายไปไหนแล้ว เธอยังได้ทำงานนิตยสารจริง ๆ พิมพ์เป็นเล่ม ๆ แบบที่เธอรักด้วย

ไม่ใช่เรื่องโชคดี เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับโชคดี แต่มันเป็นเรื่องของการวางแผน และลงมือทำ

นี่คือบทสัมภาษณ์ของ น้ำ-สิริมน ณ นคร บรรณาธิการสาวร่างเล็ก ที่ทำงานอย่างต่อเนื่องมาแล้วหย่อนสามทศวรรษไปแค่สองปี

และสองสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนอ่าน หนึ่ง เธอไม่ได้เริ่มงานแรกด้วยการทำนิตยสาร กับ สองอุดมคติเกี่ยวกับงานและชีวิตของเธอก็มีคุณสมบัติเหมือนน้ำสมชื่อ

ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีหน้ามีหลังให้ใครสับสน คิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เป็นมืออาชีพที่อยู่ในภาชนะไหนรูปทรงของน้ำก็เป็นภาชนะนั้น และพร้อมเป็นเช่นสายน้ำไหลหลากยามทำงาน สายน้ำไหลที่ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้

ตรงกันข้ามกับการใช้ชีวิตส่วนตัวที่สงบนิ่งเหมือนน้ำในบึงเล็กกลางป่าลึก…

นับจนถึงปีนี้ คุณทำงานมาแล้วกี่ปี

โอ้โห! น่าจะ 28 ปี นานเนอะ พอมานับก็เป็นตัวเลขที่ดูน่าตกใจ

ทำงานนิตยสารหรือ Publishing content แบบนี้มาตั้งแต่แรกเลยหรือเปล่า

ไม่ใช่ จริง ๆ ตลอดอายุการทำงานของเรา เราถือว่าโชคดีที่เลือกทำงานแค่ 2 อย่าง แล้วได้ทำตามนั้นจริงๆ คือทำงานบริษัทโฆษณา ครึ่งแรกของชีวิตงาน 28 ปีเนี่ย เราทำบริษัทโฆษณาที่โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์  เรียนจบตอนอายุ 21 ก็ไปเริ่มที่ประกิต เอฟซีบีหนึ่งปี แล้วย้ายไปทำที่โอกิลวี่ฯ ทำอยู่สิบกว่าปี ส่วนครึ่งหลังก็อยู่ในสายของธุรกิจคอนเทนต์ ธุรกิจแม็กกาซีน ระหว่างนั้นเราเคยเลี้ยวไปทำงานสายอื่นแว้บหนึ่ง ไปอยู่ในธุรกิจ Food Service แต่มันสั้นมาก แค่สี่เดือน  เพราะฉะนั้นตลอดอายุการทำงานของเราก็ถือว่าแบ่งเป็นสองช่วงใหญ่ ๆ ตามนี้น่าจะดีกว่า

ตอนทำโฆษณานี่คุณทำส่วนไหน

เราเป็น Client Service แต่ที่โอกิลวี่ฯ  เขาเรียกว่า Account Management คือ…เรียกเข้าใจง่ายๆ ก็เป็น AE (Account Executive – ผู้เขียน) นะ แต่คนเป็น AE สมัยโน้นนี่มันทำทุกอย่าง เราก็เลยจะได้พื้นฐานต่าง ๆ ที่ต่อยอดจนถึงวันนี้ คือสมัยก่อนมันจะมีแผนกใหญ่ๆ ก็แค่ครีเอทีฟ แล้วก็ AE อะไรที่นอกเหนือจากตรงนั้น ถ้าไม่ใช่งานครีเอทีฟก็คือ AE เป็นคนทำทุกอย่าง มันทำให้เราได้เรียนรู้ทุกอย่างจริง ๆ ทำให้เราเข้าใจกระบวนการของงานโฆษณาทั้งหมด แผนกที่เราทำนี่ มันขับเคลื่อนทุกอย่างให้มันเกิดขึ้นได้จริง ๆ  ทั้งในแง่ของการคิด วิเคราะห์ การนำไปใช้ ทักษะอะไรต่าง ๆ ที่เราต้องมี ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอ การคิด การเจรจาต่อรอง เราได้จากตรงนั้นมาเยอะเลย ครบทั้ง บู๊-บุ๋น

ได้ทั้งหมดนี่จากงานโฆษณา

ใครผ่านตรงนั้นมาก็ทำได้ทุกอย่างนะ แต่จะถนัดตรงไหนเป็นพิเศษก็จะแล้วแต่คน ของเราก็ทำได้ทั้งหมดในภาพรวมแต่ไม่รู้ว่าดีตรงไหน ต้องไปถามนายเก่าดู (หัวเราะ) สมัยเราทำงานใหม่ ๆ แผนกนี้ทำแบบนั้น แต่พอปลาย ๆ ยุคที่ทำโฆษณามันก็เริ่มจะเปลี่ยนรูปแบบ หลังจากที่พบว่าบางทีคนหนึ่งคนมันอาจจะทำไม่ได้ทั้งหมด งาน Client Service เองมันก็เริ่มเปลี่ยนรูปแบบไป ว่าคุณถนัดอะไรก็ทำสิ่งนั้น คือ มึงเก่งคิด มึงก็คิดไป แบบนั้น AE คนไหนคิดงานเก่ง ก็คิด Strategy ไป บางคนเก่ง implement เก่งทำ production ถ่ายหนัง ทำงานร่วมกับคนอื่น ก็จะแยกไปอย่างชัดเจน แบ่งตำแหน่งเป็นสองอย่าง ของเราเขามอบให้อยู่ Project Management อีกด้านเรียกว่าไรจำไม่ได้แล้ว  แต่เราอยู่ในช่วงนั้นแค่ไม่นานก็ออกมา แต่ว่ามันทำให้เราสามารถเข้าใจทั้งหมดได้

สมมติว่าเราต้องทำโฆษณาให้ลูกค้า ถ้าเริ่มต้นใหม่ ๆ เราต้องหา insight เพื่อมาคิด strategy เราเคยทำลูกค้ายาเคาน์เตอร์เพน ที่ได้รางวัลคานส์ครั้งแรกในเมืองไทย ก็ต้องเข้าร้านขายยา แอบพกเครื่องอัดเสียงใส่กระเป๋าไป แล้วก็ไปชวนเจ้าของร้าน หรือเภสัชกรคุยถามถึงแบรนด์ที่เราดูแล คู่แข่งต่าง ๆ ทำไมเขาถึงแนะนำตัวไหน ไม่แนะนำตัวไหน ทำเป็นไปซื้อยาโน่นนี่ ถามเขา เพื่อจะเอาข้อมูลมาคิดเป็น communication strategy หลังจากนั้นเราก็ถึงจะต้องทำ creative strategy ก็คือไปบรีฟ ครีเอทีฟ หลังจากนั้นก็ไปขายลูกค้า งานผ่าน ก็ทำ production ทำหนังโฆษณา ทำ print ad.- magazine ad. ทำ radio spot ก็ต้องเข้าใจกระบวนการทำให้ครบหมด

คุณมีทักษะเหล่านี้ติดตัวมาแล้วหรือเกิดจากการเรียนรู้ ฝึกฝน

เราว่าทุกคนมีทักษะบางอย่างติดตัวเรามา แต่ไม่ทั้งหมด ที่เหลือคือการเรียนรู้จากองค์กร จากกระบวนการ จากนาย จากลูกค้า จากความผิดพลาด แต่สำหรับเรา เราอาศัยการเตรียมตัว อะไรที่มันจะต้องดีลกับคน เราจะเตรียมตัวเยอะมาก เตรียมพร้อมก่อนออกไปเจอเขา ไม่ใช่ว่าวันนี้ฉันจะต้องขายงานลูกค้า ฉันก็ไปขายเลย  เราต้องเตรียมจนเราพร้อมจริง ๆ เราเตรียมว่าเราจะเล่าอย่างไรให้เขาเข้าใจ เริ่มจากตรงไหนดี ตามด้วยตรงไหน ตอบคำถามนี้ยังไง อะไรพวกนี้เราก็จะซ้อมหมด

หมายถึงซ้อมพูดด้วยใช่ไหม

ใช่ เราเป็นคนชอบพูดคนเดียว

พูดกับกระจกแบบนี้เหรอ

ไม่ ก็พูดของเราไป ออกเสียงมาเลย ไม่งึมงำ เราเป็นคนชอบพูดคนเดียว สมมติอยู่บ้านคนเดียวก็พูด อาบน้ำก็พูด เดินก็พูด คือไม่ได้ตั้งใจจะซ้อมแบบจริงจังนะ แต่ว่าเราซ้อมพูดเพื่อเราจะเรียงลำดับความคิดไว้ในหัวก่อน บางทีก็พูด บางทีก็บ่น (หัวเราะ) เราถือว่าได้ระบาย ได้พูดออกไป แต่สมมติว่าจะมีการขายงานลูกค้าซึ่งเรารู้แล้วว่า budget มันเกิน ส่งไปแล้วมันจะต้องมีถูกด่ากลับมา หรือว่าเราจะขาย quotation นี้ ใน budget ที่มันเกิน เราก็ต้องคิดแล้วว่าเราจะอธิบายด้วยเหตุผลอะไร เอาอะไรมาก่อน มาหลัง

เคยโดนด่าไหม

เคยสิ ทำไมจะไม่เคย แต่จริง ๆ ถือว่าน้อยนะ ให้นึกก็นึกไม่ออก ไม่ได้อยู่ใน top of mind  เพราะส่วนใหญ่จะเจอลูกค้าที่ค่อนข้างดี สมมติว่าเรารู้แล้วว่าเราโดนแน่ ๆ คือ แต่ครีเอทีฟคิดงานมาแล้วมันดีมาก ๆ เราอยากให้มันเกิดขึ้น แต่ว่าส่งไปนี่โดนด่าแน่ ๆ อันนี้เราก็ยอม เขาก็จะด่าแบบ… คุณทำไม budget เกิน ก็ว่าไป แค่นั้น ไม่มีใครด่าเราเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องงาน แต่เคยพูดกับลูกค้าคนนึงว่าถ้าไม่แฮปปี้ก็ย้ายไปทำที่อื่นได้เลย พูดเสร็จนึกในใจว่า ซวยแล้วกู คงแรงสุดเท่าที่มีมา

แล้วเราทำยังไงเมื่อรู้ว่าถูกด่าแน่ ๆ

ก็อย่างที่บอกส่วนใหญ่ เราจะเตรียมตัวมาดี เราเป็นคนที่มีความประนีประนอมอยู่ในตัว คือเราพยายามจะ compromise ด้วยความเข้าใจ เข้าใจคน เข้าใจโลก มันไม่ใช่ว่า ครีเอทีฟอยากได้มาก ๆ เราก็ต้องขายให้ได้ บางอย่างลูกค้าเขาก็มีเงื่อนไขของเขา เราก็ต้องพยายามที่จะทำให้มันไปด้วยกันได้ มันก็เลยเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาให้ได้ ต้องใช้สกิลแบบหลากหลายมาก ๆ แต่เราว่าคนยุคเรา ทำงานโฆษณาต้องทำได้หลายอย่าง เป็น multi-task

เพราะว่าสมัยนั้นคนทำงานมันไม่ได้มากมายใช่ไหม

มันก็เยอะอยู่นะ แต่ว่าไม่ได้แบ่งชัดเจน ต้องทำได้ทุกอย่าง ต้องทำหลายอย่าง แต่ยุคหลัง ๆ ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว ว่ากันตามความถนัด คนนี้ไปเป็น planner ก็ไปคิดอย่างเดียว อาจจะไม่ถนัด operation ไม่ได้มี problem solving ในเชิง implementation แต่บางคนอาจจะถนัด operation ก็ทำยังไงให้ make it happen ไม่ใช่คนรับผิดชอบเรื่องคิดหรือ planning process ยุคนี้เป็นแบบนั้น มันเปลี่ยนไปพอสมควร  เราไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีกว่ายุคของเรา แต่รู้สึกว่าปัจจุบันนี้มันก็กลับมาสู่ยุคที่ คน ๆ หนึ่งมันต้องทำได้ทุกอย่างอีกแล้วนะ หรืออย่างน้อยต้องเข้าใจงานส่วนอื่น ๆ ที่ใกล้เคียง

ทำที่โอกิลวี่ฯ อยู่กี่ปี

ประมาณ 12 ปี จริง ๆ มัน Settle มาก ๆ  มันคือบริษัทที่เหมาะกับเรามาก หนึ่ง เพราะว่าใกล้บ้าน สอง เพราะว่าเราเลือกที่จะไปอยู่โอกิลวี่ฯ มาตั้งแต่เราเรียนจบ เราชื่นชมในตัวเจ้านาย มีเพื่อนรวมงานดี ลูกค้าดี นายดี environment ดี เราแฮปปี้ มีความสุขทุกอย่าง ก็ settle เลย ไม่ได้คิดว่าจะลาออก

แต่ก็ออกอยู่ดี

บังเอิญว่า อ่านหนังสือพิมพ์หน้าจัดหางาน แล้วที่ อมรินทร์พริ้นติ้ง เขาประกาศรับ บรรณาธิการ ซึ่งเป็นงานที่เราอยากทำ เราอยากเป็น บก. อยู่แล้วตั้งแต่เด็ก

ทั้งที่ไปได้ดีกับงานโฆษณา ทำงานมาแล้ว 10 ปี ทำไมถึงตัดสินใจกระโดดลงสนามที่ไม่คุ้นเคย เพราะแค่มีความฝันว่าอยากเป็น บก. ตั้งแต่เด็ก ไม่กลัวเลยเหรอ

ไม่เลย เห็นประกาศก็เขียนใบสมัครเลย ไม่มีคำว่ากลัวในสารบบเลยตอนนั้น เพราะโดยพื้นฐาน เราโตมากับหนังสือ โตมากับการอ่านนิตยสาร ตอนเด็ก ๆ เราทำห้องสมุดที่บ้านตัวเองให้เพื่อนมายืมหนังสือ เราเคยเป็น บก. หนังสือที่โรงเรียน เรารู้ตัวเองว่าเราอยากจะเป็น บก. เราอ่านนิตยสารเยอะมาก แล้วจะชอบอ่านบท บก. ว่าใครทำงานเป็นอย่างไร ส่วนงานโฆษณา มันเหมือนว่าตอนที่เราเรียนจบมาก็สนใจและคิดว่าเราน่าจะทำได้และชอบ ก็น่าจะลองทำดู พอลองทำดูแล้วก็ทำได้ ก็เลยโอเค ทำงานโฆษณาไป แต่ยังสนใจนิตยสารอยู่เหมือนเดิม เราไม่ได้คิดหรอกว่า ฉันจะเป็น บก. ให้ได้ เพราะมันยากมาก คือเราไม่ได้รู้จักใครในธุรกิจนี้เลย อยู่ดี ๆ จะพรวดพราดไปเป็น บก. ก็คงไม่ได้ แต่ถ้ามีโอกาสเราจะคว้าเอาไว้แน่นอน วันหนึ่งก็เห็นหนังสือพิมพ์ลงประกาศรับสมัคร ก็เขียนจดหมายไปสมัคร แล้วเขาก็เรียกไปสัมภาษณ์

ง่าย ๆ แค่นั้นเลย

ก็แค่นั้น

จดหมายที่เราเขียนไปมีอะไรพิเศษไหม ทำยังไงเขาถึงเรียกไปสัมภาษณ์

ไม่มีอะไรพิเศษ เราไม่ได้มี CV หรือ resume อะไรมากกว่าคนอื่น เป็นคนไม่ได้คิดมาก ก็ทำ resume ไปตามปกติ เขียนเล่าไปว่าเคยทำอะไรมา แล้วก็…จริง ๆ ก็เหมือนพยายามเขียนให้เหมือนการเล่าเรื่องของตัวเราเอง ตอนเขียนไปนี่ไม่ได้คิดว่าจะได้หรือไม่ได้หรอก ไม่ได้สนใจตรงนั้น แต่แค่รู้สึกว่า เราต้องเขียนไป เพราะไม่อย่างนั้นเราจะรู้สึกว่า เฮ้ย โอกาสมา ทำไมเราถึงไม่ลองล่ะ ที่ผ่านมาคือเรารู้สึกว่าเราไม่มี opportunity คือเราไม่รู้จักใครเลย จะไปทำมันก็คงไม่ได้ แต่ตอนนี้เรามีโอกาสแล้ว ก็ต้องเขียนไป เพื่อเติมเต็มความฝันของตัวเอง ทีนี้ 6 เดือนผ่านไป ก็คิดว่าคงไม่ได้แล้วล่ะเพราะเขาต้องการคนมีประสบการณ์ สุดท้ายเขาก็เรียกไปสัมภาษณ์ ตอนนั้นเขาบอกว่าหาใครที่คุณสมบัติตรงไม่ได้แล้วลองดูคนนี้ละกัน  ไปเจอพี่สุ (สุภาวดี โกมารทัต อดีตบรรณาธิการนิตยสาร แพรว– ผู้เขียน) พี่สุเป็นคนสัมภาษณ์ แกก็ถามโน่นนี่ คุยกันไป แต่ตอนที่เราไปสัมภาษณ์น่ะ เราคิดแล้วว่าเราต้องเอาให้ได้ ต้องทำให้ได้

ต้องให้ได้นี่คือเราคิดต้องคิดยังไง เพราะสุดท้ายคนที่ตัดสินใจมันคือเขา

คือเราต้องทำให้เขาเชื่อว่า หนึ่ง เราต้องทำให้เขารู้ให้ได้ว่า อย่างน้อยเรามี passion กับสิ่งนี้จริง ๆ  สอง คือเราเชื่อว่าเราเข้าใจนิตยสารดี สาม เราต้องทำให้เขารู้ว่าเรามีสองอย่างที่มันบาลานซ์กัน นั่นคือ commercial กับ ศิลปะ

เป็นสองอย่างที่ได้มาจากงานโฆษณา

ใช่ ได้มาจากตอนทำโฆษณา เราขายเป็น และเราเข้าใจงานครีเอทีฟ งานศิลปะด้วย

จากตอนแรกที่เขียนจดหมายไปก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ได้ แต่พอเขาเรียกสัมภาษณ์นี่หมายมั่นปั้นมือ ฉันจะเอาให้ได้แล้ว

ใช่ ตอนเขียนไปนี่ไม่ได้ซีเรียสเพราะไม่มีคุณสมบัติที่เขาระบุเลย (หัวเราะ) ไม่มีงานเขียน ไม่เคยเป็น บก. นิตยสารจริง ๆ  แค่ว่า เฮ้ย มันต้องเขียน ไม่งั้นแย่เลย แต่พอสัมภาษณ์ที่คุยกับพี่สุ ก็ดูดีนะ แต่ว่าพอตอนจบ พี่สุบอกว่า เขารับ บก. แพรวสุดสัปดาห์ ซึ่งเป็นนิตยสารหัวไทย แต่เขารู้สึกว่าเราเหมาะกับหนังสือหัวนอกมากกว่า

อ้าว แล้วคุณทำยังไง

เราบอกแกว่าไม่ใช่ เรานี่แหละคือคนที่เหมาะกับนิตยสารหัวไทยที่สุด เพราะเราไม่ชอบอะไรที่มันอยู่ในกรอบ ไม่ชอบการบังคับตีกรอบของเมืองนอก เราก็ได้อธิบายไป แล้วก็ defend ไปนี่แหละ แกก็บอก โอเค จะติดต่อมา หลังจากนั้นแกก็ติดต่อมา ว่าให้เราไปสัมภาษณ์รอบสุดท้าย ก็จะมีพี่สุ พี่จันทร์  (นวลจันทร์ ศุภนิมิต) ซึ่งตอนนั้นเป็น บก.ที่แพรว แล้วก็คุณแพร (ระริน อุทกะพันธุ์ (ปัญจรุ่งโรจน์) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) – ผู้เขียน) สามคนสัมภาษณ์เราพร้อมกัน แล้วก็ได้ กลับมาเราลาออกเลย

ลาออกจากโอกิลวี่ฯ ตอนนั้นเลย

ใช่

ไม่ลังเลเลย

ไม่ ไม่ใช่ว่าเรามั่นใจมากหรอกนะ แต่เราไม่ได้คิดอะไรเลย รู้แค่นี่แหละความฝันรอมาทั้งชีวิต ต้องทำ เราไม่รู้จักใครเลย เลยไม่กดดัน และไม่ลังเล ยอมลดเงินเดือนด้วย

เพราะว่าเป็นสิ่งที่อยากทำ

ใช่

มีเป้าหมายหรือความตั้งใจอะไรไหมในการกุมบังเหียนแพรวสุดสัปดาห์ซึ่งเป็นนิตยสารที่ทันสมัยมากในยุคนั้น

ไม่ จริง ๆ คือไม่ได้คิดไว้ขนาดนั้น แค่เราชอบอ่านมาตั้งแต่วัยรุ่น แล้วเราคงต้องเข้าไปดูก่อนว่ามันมีอะไรให้เราต้องแก้ไขมันบ้าง ไม่ได้มีการเซ็ตเป้าหมายไปก่อนขนาดนั้น เพราะเราไม่รู้ว่าโจทย์มันคืออะไร อย่างไร แต่คิดว่ามันต้องเปลี่ยนแน่ เราเลยอยากรู้ปัญหาจริง ๆ ที่เป็นอยู่ในตอนนั้นเสียก่อน

แล้วปัญหาที่คุณพบนั้นคืออะไร

ปัญหาตอนนั้นคือ สุดสัปดาห์ มันเป็นรายปักษ์ด้วย เร็วมาก แป๊บ ๆ ต้องออกอีกแล้ว  การทำงานมันเลยเน้นว่าต้องเสร็จทันไว้ก่อน ซึ่งก็ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราตั้งใจจะแก้ก็คือเรื่อง timing ในการออกหนังสือ ปัญหาเรื่องของคน ทีมที่ยังไม่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน เราก็แค่คิดว่าเราต้องแก้สองอย่างนี้ให้ได้ก่อน ก็ให้สองข้อนี้เป็นโจทย์ เซ็ตมันขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา

แก้ยังไง

เราก็พยายามเซ็ตระบบขึ้นมา ให้คนมาทำงานร่วมกัน โดยมีเราเป็นเซ็นเตอร์ในการดึงคนมาทำงานร่วมกัน เราเอา นักเขียน ช่างภาพ ฝ่ายอาร์ต มานั่งคุยกัน ว่าเขาจะทำเรื่องอะไร รูปมันจะเป็นแบบไหน จริง ๆ มันไม่ได้เป็นโพรเซสที่จำเป็นต้องมานั่งคุยกันขนาดนั้นหรอก แต่เราอยากให้เขามาจอยด้วยกัน เราเชื่อว่าพอคุยกันแล้วสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้นเอง แล้วพอมันดีขึ้น กองบรรณาธิการมันก็ดีขึ้น คนไหนที่ไม่เข้ากับระบบของเรา เขาก็จะเริ่มเฟดไปเอง คนไหนที่ไปกับระบบได้ก็อยู่ต่อ ก็ค่อย ๆ ฟอร์มทีมขึ้นมาใหม่ พอทีมมันเริ่มโอเค  โพรเซสในการทำงานมันก็จะน้อยลง หนังสือก็ออกตรงเวลาได้ แล้วเราก็เริ่มจะเห็นทักษะของบางคนที่เขาถนัดเรื่องต่าง ๆ ไปเอง เราก็ย้ายเขามาตรงนี้ ตรงนั้น คือให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาถนัดมากขึ้น แล้วโพรเซสในการทำงานมันก็ลดลงไปโดยอัตโนมัติ

เวลาในการทำงานก็น้อยลงไปเองงั้นหรือ

ใช่ จริง ๆ มันก็แค่ทำให้คนแฮปปี้ในการทำมากขึ้น ให้คน get together ในการทำงานมากขึ้น มีความเป็นกลุ่มก้อน ไปด้วยกัน เวลาที่ใช้ทำงานมันก็จะน้อยลงไปเอง  ในตอนแรก เราใช้วิธีวางแผน แบ่งทีมออกเป็น 2 ทีมไปเลย ทำสองเล่ม คู่ขนานกันไป ทำอย่างนี้อยู่ประมาณ 3-4 เดือน เพื่อปรับเวลาให้มันเข้าล็อค หลังจากนั้นมันก็โอเค ค่อย ๆ ปรับ timing ได้ แล้ว คนก็สนิทกันแล้ว แฮปปี้ ไม่ตีกันแล้ว ไม่แตกแยกกันแล้ว

แปลว่าปัญหาจริง ๆ คือปัญหาคน

ทุกปัญหามันกลับมาที่คนหมด แก้ปัญหาคนได้อย่างอื่นก็ดีขึ้น เพราะจริง ๆ เด็กที่เขาอยู่ตรงนั้น เขาเก่งมากนะ แต่ว่าศักยภาพของเขาไม่ถูกดึงออกมา เราแค่ดึงศักยภาพของเขาออกมา ให้เขาได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เขาก็จะแฮปปี้ งานก็จะดีเราโชคดีด้วยตรงที่ผู้บริหารก็ไว้ใจเรา ให้โอกาสลอง เราก็สามารถ deliver ไอเดียที่ลูกน้องเราอยากทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ เขาก็สนุกในการคิด ปล่อยของออกมา ทั้งที่จริง ๆ ก็คือคนเดิม ๆ ทีมเดิมๆ ก่อนเราเข้ามานี่แหละ

ไม่ได้ไปรื้อโครงสร้างอะไรเขาเลย

ก็มีบ้าง แต่มันไม่ได้เยอะมาก แต่ที่เราตั้งใจทำจริง ๆ คือใช้ศักยภาพของพวกเขามากกว่า หมายถึงว่าเราดึงบางคนขึ้นมาให้โดดเด่นได้ อย่างพยูณ (พยูณ วรชนะนันท์  ศิลปินและนักวาดภาพประกอบ-ผู้เขียน) ที่เป็นนักวาดภาพ ตอนนี้ไปอยู่ญี่ปุ่น เราก็ดึงเขามาเป็นครีเอทีฟ ตอนนั้นเขายังเป็นเด็กที่ทำงานเงียบ ๆ ยังไม่ได้เป็น กราฟิก ดีไซเนอร์ ด้วยตอนนั้น แล้วเหมือนเราคุยกับเขา เห็นงานเขา ก็เลยดึงเขาขึ้นมาเป็นครีเอทีฟ ทำภาพประกอบคอลัมน์ ยูณเนี่ยเป็นตัวอย่างของเด็กคนหนึ่งที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ถูกใช้ให้ถูกที่ หรืออย่าง เอก-เอกศาสตร์  สรรพช่าง (นักเขียน คอลัมนิสต์ บรรณาธิการ-ผู้เขียน) เขาเขียนเก่ง เราก็เปลี่ยนให้เขาออกมาเขียน entertainment อะไรที่เขาชอบ จริง ๆ มันแค่หาจุดเด่นของแต่ละคนแค่นั้นเอง ดึงศักยภาพของแต่ละคนออกมา แล้วคนไหนที่ไม่ใช่เราก็เปลี่ยน ดึงเด็กใหม่มาอย่าง กานดา (กานดา สายทุ้ม บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดัง-ผู้เขียน)  ก็มาทำงานที่นี่ที่แรกกับเรา  เรารับเขามาทำสายบิวตี้ เพราะเขามีแววจริง ๆ เด่น-นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ ตอนนี้เป็นเจ้าของคาเฟ่ Eden’s หรือ ปั๊ม – วีรวัฒน์ อัจจุตมานัส บก. นิตยสาร OK พวกนี้ก็ทำงานร่วมกันมาที่ สุดสัปดาห์ และเป็นทีมที่แข็งแรงและแกร่ง และยังสนิทกันมาจนถึงทุกวันนี้ บางคนกลายมาเป็นหุ้นส่วนกัน เป็นครอบครัว เป็นเพื่อน บางคนก็ตามมาทำงานด้วยกันทุกที่ อย่าง Art Director คู่ใจก็ต้องปุ๊-อุดมลักษณ์ สภาพ อะไรแบบนั้น

พอใจกับสิ่งที่ทำในฐานะของบรรณาธิการบริหารนิตยสาร สุดสัปดาห์ ไหม

 ณ ตอนนั้นเราแฮปปี้ เพราะเป็นงานแรกในสายนี้ด้วย แต่ว่าพอมองย้อนกลับไปแล้วเราก็จะรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ดีทุกอย่างหรอก แต่ว่าตอนนั้นเราก็เต็มที่แล้ว เราก็คิดว่าประมาณนี้มันก็ดีแล้ว แต่ถ้ามองตอนนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่ามันน่าจะเติมความ commercial กว่านี้อีกนิดหนึ่ง เพื่อที่มันจะขายได้กว่านี้ แต่เรามองว่ามันอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้วยแหละ ตลกดีที่คนส่วนใหญ่ที่จ้างเราไปทำงาน คือจะเหมือนอยากให้เราไปเปลี่ยนอะไรบางอย่างเพื่อให้คนมาสานต่อ เพื่อ make it ให้มัน real มากขึ้น เหมือนเราไปในรอยต่อ transition ในทุกที่เลย อย่างของ สุดสัปดาห์  ก็เหมือนประมาณนั้นด้วย พอเหมือนเราวางโครงบางอย่างไว้ คนที่มาทำต่อก็จะสามารถ adjust ให้มันอยู่ในอะไรที่มันอยู่ในลูป ในร่องในรอยมากขึ้น

ทำสุดสัปดาห์อยู่กี่ปี

ประมาณ 4 ปี

4 ปีนี่ไม่น่าใช่แค่การเปลี่ยนผ่านแน่ ๆ

ใช่ ๆ แต่ว่าหมายถึงว่าเรามองเองแหละว่ามันเป็น transition คือคนที่มาทำต่อ เขาก็จะเห็นการวางโครงไว้บ้างแล้วว่ามันถูกเปลี่ยนมาอย่างไร

เป็น 4 ปีแรกของการเป็นคนทำแม็กกาซีน ทำคอนเทนต์เต็มตัว มั่นใจเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิม

มั่นใจขึ้นจริง ๆ ก็เหมือนทำแล้วได้ response ที่ดี มีพี่ๆ คนโน้นคนนี้ไม่ได้รู้จักกันเขียนมาชมบ้างเพราะเราก็จะคิดโน่นคิดนี่ คือเราอาจจะแบบเป็นคนที่มีทั้งสองอย่าง คือมีทั้งเรื่องของ commercial และเรื่องของ art แล้วเราก็คิดรอบด้านได้ว่ามันทำอะไรในแง่ของ branding ต่อมาได้ สุดสัปดาห์ ในยุคเรามันก็เลยโอเค

แล้วทำไมถึงหยุดแค่ 4 ปี

คือบังเอิญตอนนั้นมีลูกคนแรก แล้ววันหนึ่งกลับเข้าบ้านมา เห็นพี่เลี้ยงสอนลูกพูดอยู่ แล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย…เราควรจะเป็นคนสอนลูกหรือเปล่า ก็เลยลาออก

ง่าย ๆ แบบนั้นเลย

ใช่ เป็นคนค่อนข้างตัดสินใจอะไรเร็ว

แต่ว่าก่อนหน้านี้ บอกว่าแม็กกาซีนคือความฝัน

ใช่ แต่เราแค่รู้สึกว่าเวลาที่ลูกเราจะผ่านช่วงขวบหนึ่ง มันมีแค่ครั้งเดียว พลาดแล้วพลาดเลย แต่แม็กกาซีนนี่กลับไปใหม่ก็ได้ แต่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้นะว่าเราจะได้กลับหรือไม่ได้กลับ แต่เราแค่รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าเราอยากจะใช้เวลาอยู่กับลูกในช่วงที่เขากำลังเรียนรู้บางอย่าง ซึ่งรู้สึกว่ามันคุ้มค่า ก็เลยตัดสินใจว่าขอลาออกดีกว่า ก็ออกมาอยู่กับลูกกับตอนนั้นต้องเดินทางกับสามีบ่อย ๆ จนมีงานฟรีแลนซ์เข้ามา มีคนอยากให้ทำนู่นทำนี่ ส่งงานมาให้ทำ ไม่ได้ซีเรียสอะไร มีงานเขียนบ้าง แล้วก็มีทำแม็กกาซีนเป็นโปรเจ็กต์บ้าง

หยุดไปนานแค่ไหน

หยุดอยู่ประมาณ…ตอนนั้นก็ท้องลูกคนที่สองด้วย หยุดอยู่ปีนึง แล้วก็ท้องลูกคนที่สอง แล้วก็รอจนลูกคนที่สองคลอดนี่แหละ แล้วมันก็มีงานฟรีแลนซ์แบบเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น ก็เลยเปิดเป็นบริษัทเล็ก ๆ ขึ้นมา ชื่อบริษัท Nanow and Brother ทำกันเล็ก ๆ 4-5 คน ไม่ได้รับงานเยอะมาก วันจันทร์หยุดบริษัท มีพนักงาน 4 คน ต่อมาก็เริ่มทำให้มันใหญ่ขึ้นนิดหน่อย ก็ทำไป แล้วสักพัก พี่โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร a day และ Hamburger- ผู้เขียน) นี่แหละติดต่อมา ว่าอยากให้มาทำ Hamburger ซึ่งตอนนั้นกำลังจะปรับให้เป็นนิตยสารที่มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เราก็รู้สึกว่า เออ อยากลองทำงานกับพี่โหน่ง แต่จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ถนัดสาย entertainment พี่โหน่งก็พูดถึงว่าในกองฯ เขามีใครอยู่บ้าง แล้วก็อยากให้เราเซ็ตโครงสร้าง วางระบบต่าง ๆ ใหม่ให้นิตยสาร เราคุยกับพี่โหน่งไว้ว่า เราก็มีบริษัทเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ในงานบริษัทมันก็มีงานของมันอยู่ ก็อาจจะช่วยได้ประมาณสัก 6 เดือน หรือยังไงก็เดี๋ยวว่ากัน แต่ไม่สามารถอยู่ได้ตลอด แกก็โอเค เราเลยเข้ามาที่ Hamburger ซึ่งภารกิจก็คือปรับให้มันเป็น เอ็นเตอร์เทนเมนต์แต่ก็ใส่ไลฟ์สไตล์ความเป็นผู้หญิงลงไป ปรับจากเดิมที่เป็นนิตยสารวัยรุ่น เด็กแนว ซึ่งเราก็ทำได้ตามเป้าหมาย แต่ทำไม่ถึง 6 เดือนหรอก เพราะบังเอิญก็มีค่าย โพสต์ พับลิชชิง ชวนไปทำนิตยสารหัวนอกคือ Marie Claire ก็เลยขออนุญาตพี่โหน่งว่า เราขอไปทำ Marie Claire

แม้จะเป็นนิตยสารหัวนอกที่เราไม่ค่อยชอบทำ

ใช่ แต่ Marie Claire เป็นนิตยสารที่เราชอบมาก เป็นนิตยสารหัวนอกเล่มแรกที่เราจ่ายเงินซื้อมาอ่าน ซึ่งมันแพงมากสมัยก่อน สี่ร้อยกว่าบาท คือมันเป็นสไตล์ของเรามาก ๆ มีความเป็น feminist มีเรื่องผู้หญิงโน่นนี่ ก็ตัดสินใจเลยว่าถ้าได้งานที่ Marie Claire เราก็จะลดงานบริษัทตัวเอง ให้ลูกน้องทำ แล้วเราก็จะไปทำที่นั่นอย่างเต็มตัว ซึ่งเราก็บอกคอนดิชั่นไปนะว่าเรามีบริษัท แต่เรายินดีทำงานฟูลไทม์เลย ก็คือเข้าออฟฟิศห้าวันปกติ แล้วเราก็ manage งานของบริษัทเราไป แต่พอได้มาทำ Marie Claire ไปซักพักหนึ่ง เราก็ต้องบอกลาลูกค้าหลายเจ้าของบริษัทเราด้วยความเกรงใจไม่มีเวลาดูแลเอง เพราะว่าในความเป็นจริงเราก็ทำสองอย่างพร้อมกันไม่ได้หรอก

ตอนไปทำ Marie Claire สภาพการณ์มันก็จะคล้าย ๆ เดิม ที่เราไปทำ สุดสัปดาห์ หรือ Hamburger คือไปขยับองค์กรให้มันฟิตอะไรแบบนั้นหรือเปล่า

คือจริง ๆ ทุกอันที่เข้าไป เราไม่ได้คิดว่าจะต้องเข้าไปเพื่อเปลี่ยนคนเขาออกนะ อย่าง Hamburger นี่ก็ไม่มีใครออก เพียงแค่เราหาว่าแต่ละที่มันมีปัญหาอะไร แล้วเราก็พยายามเข้าไปช่วย ซึ่งสมมติว่าในระหว่างนั้นมันอาจจะมีคนที่ไม่ฟิตอินกับเรา บางคนที่ไม่ชอบระบบแบบนี้ เขาก็อาจจะออกไป อันนั้นก็ต้องปล่อยไป ของ Marie Claire นี่ไม่มีปัญหา ก็ไม่ได้มีใครออกรุนแรงมาก ส่วนใหญ่เขาก็อาจจะแพลนจะทำอะไรของเขาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราเข้าไปทำใน Marie Claire ก็คือ ปรับรูปแบบหนังสือให้มันสวยขึ้น แล้วก็ให้มันดูพรีเมียมขึ้น เติมเต็มความเป็น Marie Claire จริง ๆ เข้าไป

เรื่องแบบนั้นคือเรื่องอะไร

มันคือการให้ value กับผู้หญิง ซึ่งก่อนหน้านั้นตอนเอาเข้ามาใหม่ๆ อาจจะดูมีความเป็น Marie Claire  น้อยไปนิดนึง พอตอนเราไปทำเราก็เลยรู้สึกว่าเราต้องดึงเอสเซนส์อันนั้นออกมา มันคือการปรับในเชิงของการสร้าง brand ให้คนเข้าใจใน value อันนี้ แล้วทำด้วยกันไปกับทีมเดิมซึ่งทุกคนก็มีความเป็นผู้หญิงแบบ Marie Claire อยู่แล้วเลยไม่ยากเท่าไร ก็เหมือนเดิมคือเป็นทีมที่มีศักยภาพอยู่แล้ว เราแค่ช่วยดึงออกมา ให้แต่ละคนแต่ละส่วนได้แสดงออกมาเต็มที่ แล้วก็สนุกไปด้วยกัน ได้ทำอะไรใหม่ ๆ คิดอะไรใหม่ ๆ ให้กับผู้หญิงได้ภูมิใจในความเป็นผู้หญิงและเห็นคุณค่าในตัวเอง แล้วก็เหมือนเดิมอีกคือน้อง ๆ ที่ทำกันมาก็กลายมาเป็นเพื่อน พี่น้องกันถึงทุกวันนี้

ทำอยู่กี่ปี

4-5 ปี ประมาณนี้ จริง ๆ เรายังแฮปปี้อยู่มากเลย เป็นช่วงที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต  แล้วบังเอิญว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในบริษัท มันเป็นช่วงวุ่นวายนิดหน่อย ทำให้เราต้องไปเป็น MD (Managing director) ในส่วนของนิตยสารผู้หญิง จริง ๆ เราก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องขึ้นมาเป็น MD ถ้าถามเรา เราไม่ได้ชอบทำนิตยสารแฟชั่นเท่าไหร่ แต่เราก็ต้องขึ้นไปดูแลนิตยสารส่วนนี้ทั้งหมด มีสามเล่ม Marie Claire, Elle และ Cleo หลังจากนั้นก็เริ่มมี Elle Men ตามออกมา แต่งานที่ชอบจริง ๆ คือการเป็น บก. ไม่ใช่เป็น MD มาทำงานบริหาร

ถามจริง ๆ เคยโดนแอนตี้ไหม เพราะคนที่เข้ามาตรงนี้มันต้องโดนแอนตี้อยู่แล้ว

ในช่วงตอนนั้นโดนเยอะมาก ทั้งแบบโจ่งแจ้งและแบบเงียบ ๆ  แต่ไม่ค่อยเล่า ไม่เม้าธ์หรือบ่นให้ใครฟังว่าโดนอะไรบ้าง บางคนมีภาพที่คนอื่นเห็นแบบนึง แต่เวลาคุยกับเราเขาจะมาแบบแรงมาก  เพราะความเห็นไม่ตรงกัน ทำให้ในเรื่องการบริหารบางทีก็ต้องตัดใจ บางคนเอาความลับบริษัทไปบอกคนนอกบริษัท ทำให้ทำงานต่อลำบาก บางคน performance ไม่ได้ ก็ต้องค่อย ๆ อดทนใจเย็นแก้ปัญหาไป และเชื่อว่าทุกอย่างพิสูจน์ได้ด้วยการทำงานอย่างตั้งใจ พอทีมเป็น Unity เดียวกันทุกอย่างก็ไปได้ดีและก็จะกลายเป็นคำตอบของทุกอย่าง ทีมก็แข็งแกร่ง ตอนทำ Elle เราก็ถูกเชิญขึ้นไปพูดงาน Elle International conference ที่ปารีส 2 ครั้ง เมืองไทยไม่เคยได้ขึ้นพูดมาก่อนนะ มีแต่ประเทศใหญ่ ๆ  เพราะ Elle เมืองไทยทำออกมาดีมากทั้งตัวเลขและความคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ทีม Sales เก่งมาก เดือนที่ยอดขายสูงสุดตั้งแต่เปิดมาก็อยู่ในช่วงที่ทีมเราทำกัน

คุณเป็นคนเล่นการเมืองไหม

เราไม่เล่นการเมือง แต่เราไปอยู่ในระบบของการเมืองที่คนอื่นสร้างขึ้นมา เป็นคนโผงผาง ไม่พูดเยอะ ไม่ drama ไม่สนใจเรื่องคนอื่น ตรงไปตรงมา fight แบบหัวชนฝา เล่นการเมืองไม่ได้แน่ และเบื่อการเมืองมาก ๆ

ไม่เล่นการเมือง แต่เราเป็นไฟต์เตอร์

เป็นไฟต์เตอร์มาก ๆ เลย ไฟต์จนบางทีคนอื่นรู้สึกเหมือนเราแปลกแยก แตกต่าง แต่เรารู้สึกว่า เฮ้ย สิ่งที่เราไฟต์มันไม่เห็นจะเป็นเรื่องแปลกเลย แต่มันกลายเป็นสิ่งที่คนเขาไม่ได้ทำกัน มันคือความถูกต้องจะยอมปล่อยผ่านได้ไง เวลาไม่ได้ก็เศร้าเหมือนอกหัก ชวนเพื่อนกินเหล้าดีกว่าจะได้ลืม ๆ เป็นบ่อย เป็นคนอินกับทุกสิ่งที่ทำ จนบางทีก็เกินไป

เป็น MD อยู่ตรงนั้นนานไหม

3 ปีมั้ง

มันน่าจะเป็นช่วงขาลงของสื่อสิ่งพิมพ์แล้วใช่ไหม

ตอนช่วงนั้นคิดว่ามีสัญญาณทั่วโลก แต่ยังไม่เกิดขึ้นแบบโดมิโนมาก ทุก publishing house ใหญ่ ๆ ทั่วโลกเขาเตรียมปรับตัวกันอยู่ คราวนี้มันก็แล้วแต่สถานการณ์ภายในของแต่ละประเทศแล้ว ว่าเศรษฐกิจมหภาค พฤติกรรมคนอ่าน หลาย ๆ ปัจจัยเป็นยังไง แต่ตอนนี้มันเห็นแล้วว่าสิ่งพิมพ์อยู่ในสถานการณ์แบบไหน คือมันเริ่มเป็นเหมือนกันทั่วโลกคือถึงช่วงขาลง แต่จริง ๆ ข้อดีอย่างหนึ่งของการทำนิตยสารหัวนอกที่เป็นหัวใหญ่ ๆ คือมันจะมีการทำ conference กันทุกปี เราก็ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนกันกับประเทศอื่น ๆ ว่าเขาปรับตัวกันอย่างไร ก็เอามาคิดต่อได้

ตอนที่ลาออก แพลนไว้อย่างไร

จริง ๆ ตอนที่จะลาออกเนี่ย เราก็มาคิดว่า เอ้อ เราจะทำอะไรดี ก็เหมือนจะอยากเบรกนิดหนึ่ง แต่มีลูกน้องหลายคนที่มาชวนทำบริษัท คือจริง ๆ จุดเริ่มต้นมาจากลูกน้อง ที่มาชวนว่า พี่ เราไปทำอะไรกันเองเถอะ ก็เลือกเอากลุ่มที่สนิทกัน ประมาณ 4-5 คน ก็ออกมาเปิดบริษัท  ซึ่งเราจะเรียกมันว่าเป็นธุรกิจ content agency ตอนช่วงลาออก คนไปลือกันเยอะว่าไปทำงานที่นั่นที่นี่ จริง ๆ ไม่มีเลยเตรียมเปิดบริษัทตัวเองอย่างเดียว

กลายมาเป็น content agency เต็มตัว

ใช่  ตอนแรกเปิดบริษัท ชื่อ Open Dialogue ตอนนี้มีอีกบริษัทหนึ่ง ชื่อ Dialogue Dee ส่วน open dialogue ก็ยังอยู่ แต่ว่าผู้ถือหุ้นคนละกลุ่มกัน ตอนแรกคนที่มาทำส่วนใหญ่มีพื้นฐานเป็นบรรณาธิการ open dialogue มีคนทำงานอยู่ 4-5 คน แต่พอทำไป ความเป็น content agency มันเริ่มมีบทบาท คนเป็นกองบรรณาธิการมันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจเรื่องนี้  มันก็จะมีบ้างที่เฟดกันไประหว่างทาง ไม่ถนัด ไม่ชอบ  ไม่เป็นไร จนเราพัฒนามาเรื่อย ๆ เพราะคำว่า Content Agency มันคือการสร้าง content ให้ครบวงจร เริ่มจากการทำใน Platform ของลูกค้า ถัดมาคือการมี Platform ของตัวเอง ก็เลยแยกออกมาเป็น Dialogue Dee อีกบริษัทหนึ่ง

แต่ทั้งหมดนี้เราไม่ได้บอกว่าเราทำ digital อย่างเดียว คือเราเชื่อว่า content อยู่ได้ทุกที่เพราะฉะนั้นเราเลยใช้คำว่าเราเป็น content creation อยู่ในมือถือก็ได้ อยู่ใน print ก็ได้ เพราะฉะนั้นบริษัทเรารับทำ print ด้วย ทำ content ใน digital หรือบางทีเป็น exhibition แพลตฟอร์มเป็นยังไงก็ได้ CSR ก็มี HR ก็มี คือเหมือนทุกที่ที่ต้องการคอนเทนต์ เรา service ได้หมด แต่ของเราจะเป็นคอนเทนต์ที่เราเรียกว่าเป็นการหา Good Stories ของแบรนด์ คือเราก็จะมี scope ของเรา เนื่องจากเรามาจากสาย print สิ่งที่เราเก่งก็คือการจับประเด็น หาเรื่อง หาประเด็นมาเขียน เราก็เอาจุดตรงนี้แหละมาต่อยอดกลายเป็นงานที่เราทำอยู่ แต่ต้องตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกข้อซึ่งต้องคุยกันก่อน อยากขายของหรืออยากสร้างแบรนด์ ที่ผ่านมาก็ทำมาหลายลูกค้าแล้ว ทำให้ลูกค้าได้รางวัลก็มี

จนถึงวันนี้บริษัทเปิดมากี่ปีแล้ว

รวมแล้วน่าจะ 3 ปี

ตอนนี้ก็คือทำ Dialogue Dee ก็มีเพจ ไปกินข้าว เพื่อนเดินทาง แล้วก็ยังทำมีเดียอื่น ๆ

ใช่ ก็เป็น content agency เต็มรูปแบบ ปัจจุบัน open dialogue วางตัวเป็น Publishing ทำนิตยสารแจกฟรีออกมาชื่อ The Urban Lifestyle เป็น free copy ว่าด้วยเรื่อง กิน เที่ยว วางที่ Starbucks, True coffee, au bon pain, greyhound café, dean&deluca ธนาคารยูโอบีทุกสาขา และพวก Premium Lounge ออกมาตั้งแต่กุมภาแล้ว ส่วน Dialogue Dee เป็น Content Agency ที่บอก มีทั้งทำให้กับลูกค้าและมีแบรนด์ของตัวเองคือ เพื่อนเดินทาง กับ ไปกินข้าว แต่เป็น Online ทั้งสองแบรนด์  ของไปกินข้าวก็กำลังจะออกเป็น Free Copy เหมือนกัน

ทำไมยังทำสิ่งพิมพ์

นั่นสินะ คนชอบทำนิตยสารยังไงก็ทิ้งไม่ลง พวกเราเป็นพวกที่ชอบทำพริ้นต์ ก็ยังอยากทำมาโดยตลอดแต่ธุรกิจก็ต้องไปได้ด้วย เริ่มจากการหาสปอนเซอร์ซื้อโฆษณาให้ได้ก่อนถึงเริ่มทำ จะไม่ทำก่อนแล้วค่อยหาแอดมาลง ตอนนี้ก็ได้ UOB ซึ่งเน้นเรื่อง Dining เหมือนกันมาสนับสนุนโฆษณา ก็เลยลงตัว แล้วก็มีลูกค้าอื่นๆ ด้วยที่ยังชอบลงพริ้นต์

บริษัทไปได้สวยไหม

คือจริง ๆ มันโอเคนะ แค่มีปัญหาคือหนึ่ง เราไม่เคยทำพีอาร์บริษัท บางคนเขาทำอะไรเขาก็จะแชร์ลงโซเชียล

ทุกวันว่าวันนี้เจอลูกค้ายังไงทำอะไรบ้าง แต่เราไม่ได้ทำ คือเราเป็นพวกโลว์ โพรไฟล์กัน เราไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับตัวเรามาก สองก็คือ การหาทีมงานที่ทำมันยากที่ฟิตอินได้จริง ๆ ธุรกิจคอนเทนต์มันไม่เหมือนงานนิตยสาร มันมีความก้ำกึ่งระหว่างการเป็นเอเจนซี่ ซึ่งทีม editorial ก็ไม่เคยมีใครอยู่เอเจนซี่ มีเราเคยอยู่เอเจนซี่คนเดียว มันคือความยากของมัน ยากในแง่ operation แล้วยากในแง่ที่ว่าเรามีภาพอยู่ในหัวว่าเราอยากทำคอนเทนต์แบบไหน แต่ว่าทีมเราไม่รู้เขาเห็นภาพเดียวกับเราหรือเปล่า อาจจะไม่ต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ หกสิบเปอร์เซ็นต์ก็ได้ แต่ถามว่ามาจนถึงวันนี้ทีมเห็นภาพเดียวกันไหม เห็น แล้วทำได้ดีด้วย ต่อไปก็ต้องให้ลูกค้าเห็นด้วย เห็นแล้วยอมจ่ายเงิน ในเรตที่มันไม่ใช่แม็กกาซีน ไม่ใช่หน้าละสามพัน มันก็ต้องใช้ความพยายามในการอธิบายงานแบบของเรา

มองอนาคตของธุรกิจ content agency ไว้ยังไง

จริง ๆ มองว่ามันมีอนาคตมาก ๆ เลยแหล่ะ ลูกค้าเข้าใจคำว่า content มากขึ้นและต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะคนหรือบริษัทที่คิดต่อจาก content หรือ integrate กับอย่างอื่นของลูกค้าได้ แต่แค่เสียดายที่คนมี potential จากงานนิตยสารควรรวมกลุ่มก้อนกัน มากกว่ากระจัดกระจาย เสียดายคนเก่งๆ พอนิตยสารปิดไปหายไปไหนกันหมด

ทำงานมา 28 ปี ทำไมยังดูแบบ…เอางานมาอีก ได้เรื่อย ๆ เลย

ไม่นะ ช่วงนี้รู้สึกว่าเราอยากเป็นแม่บ้าน คือมันเหมือนรู้สึกว่าเรามีหลายอย่างที่เราอยากทำ อยากจะนิ่งบ้าง อยากอยู่บ้านบ้าง อยากได้อ่านหนังสือที่กองไว้เพียบเลย

แปลว่ามีความคิดที่จะรีไทร์เหรอ

ก็คิด แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้ เพราะบริษัทมันก็ยังต้องดำเนินของมันอยู่ เราไม่ได้กำหนดว่าเมื่อไหร่ เพราะเป็นคนที่จริง ๆ แล้ว…มีหลายอย่างในตัวเองที่มันขัดกันมาก เช่น เป็นคนทำงานสายงาน publishing ที่มันดูเป็นโซเชียลใช่ไหม แต่เป็นคนไม่เข้าสังคมเลย ไม่เคยไปงานไหนเลย ก็คือชอบอยู่ปิดเล่ม เราเอ็นจอยงาน แต่ว่าเรามีลูกน้องไปทำหน้าที่นั้นให้ จะเป็นเหมือนคนคุยเก่ง แต่ไม่พูดกับคนแปลกหน้า ไม่กินข้าวกับคนแปลกหน้า ถ้าไม่สนิทจะไม่คุย แล้วก็ ไม่ใช่คนที่จะมีเพื่อนเยอะ มีเฉพาะที่เราสนิทจริง ๆ แล้วก็เป็นคนที่มีความส่วนตัวมาก พอเรื่องงานจะเป็นคนแอกชั่นเร็ว คิดเร็วทำเร็ว แต่พอเป็นชีวิตส่วนตัวกลับ…ชิลมาก  คนที่สนิทบอกว่าเป็นคนไม่ค่อยมีสีเทานะ ไม่มีตรงกลาง คือจะมีสองด้าน ถ้าส่วนตัวเสาร์อาทิตย์ก็นอนแช่เลย  ไม่ทำอะไร ไม่เปิดคอมพ์ฯ แต่พอเป็นเรื่องงานจะทำอะไรเร็ว อย่างสมมติเราบอกว่า อยากเป็นแม่บ้าน แต่ถามว่าเมื่อไหร่ดี ก็บอกไม่ได้ แต่ถ้าสมมติ เฮ้ย อยากทำงานบริษัทนี้ ก็ลาออกที่เก่าเดี๋ยวนั้นได้เลย สมัครเลย ไม่กลัว

ยังเอ็นจอยกับชีวิตมากน้อยแค่ไหน ทั้งงานทั้งชีวิตส่วนตัวที่มันคอนฟลิกต์กันขนาดนี้

เปิดบริษัทครั้งนี้ เราไม่ค่อยได้เอ็นจอยชีวิตส่วนตัวเลย แต่เป็นคนชอบทำงานก็จัดสรรให้ลงตัวที่สุด ลูกก็โตขึ้นดูแลตัวเองได้ แต่ก็จะแบ่งชัดเจนพอวีคเอ็นมักอยู่กับลูก ๆ กับครอบครัวทำอะไรไปด้วยกัน แล้วตัวเองก็ต้องมีเวลาของตัวเองด้วย แต่เวลาช้อปปิ้งน้อยลงมากถึงมากที่สุด อันนี้สามีคงชอบ (หัวเราะ)

แล้วในแง่หนึ่งไม่ดีเหรอ ลูกก็โต ไม่ต้องไปหัดพูดไม่เหมือนตอนที่เราตัดสินใจลาออกแล้ว เราก็ทำงานได้เต็มที่

เป็นคนค่อนข้างติดครอบครัว เป็นคนติดลูก…ตอนนี้เขาโตขึ้นเรามีอะไรก็เล่าให้เขาฟัง แบ่งงานให้เขาช่วยออกความเห็น ให้เขาช่วยดู อยากให้ลูกเรียนรู้จากงานที่เราทำ

แต่วันหนึ่งเขาก็ต้องจากเราไปมีชีวิตเองอยู่ดีนะ

ใช่ แต่ตอนนี้ยัง (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นเราก็จะพยายามติดเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วก็เสาร์ อาทิตย์นี่บอกเลยว่าแทบจะไม่เปิดคอมพ์ฯ อันนี้ลูกน้องน่าจะไม่มีใครคิดว่าเป็นแบบนั้น แต่บอกเลยว่า วันศุกร์พอกลับบ้าน ก็จะปิดแล้ว เสาร์อาทิตย์จะไม่เปิดเลย ทั้ง ๆ ที่ก็มีงานค้างมากเลยนะ แต่ก็จะ…เอาวะ เดี๋ยววันจันทร์เช้าก็ค่อยปั่นเอาแล้วกัน เหมือนมันขี้เกียจ อ่อนเปลี้ยไปเลย คือเป็นสองด้านอย่างที่บอก แบบจะไม่ทำอะไรเลย

ถ้ามีชาเลนจ์ใหม่ ๆ ในช่วงนี้ คุณน้ำ มานี่หน่อยสิ มันเละมาก มาเขย่าองค์กรเราหน่อย พร้อมไหม

มาเลยจ้า จริง ๆ มันก็ต้องว่าไปตามเนื้อผ้า ถ้าเราอยากทำ เราจะหาวิธีให้มันเกิดขึ้นจนได้ ส่วนใหญ่จะเป็นคนตามใจตัวเองมาก ก็ยังเป็นคนแบบนี้แหละ ก็ยังทำตามใจตัวเอง ถ้าอยากทำทำเลย เป็นคนมีไฟ มี Passion ถ้าเลือกจะทำแล้ว เราจัดเต็ม

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s