ชีวิตต้องสับ – เฟิร์น แซลมอนฯ กับชีวิตที่สับทั้งไก่ สับทั้งบทบาท

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล


ไก่ต้ม ไก่ทอด ไก่อบ คอหมูย่าง หมูเกาหลี หมูพริกไทยดำ พร้อมน้ำซุป เดี๋ยวเปิดเทอมแม่จะทำน้ำซุปต้มยำเพิ่มด้วย” – เฟิร์น ธนธรณ์ แช่อึ้ง

ในแวดวงคนทำหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค น่าจะคุ้นใบหน้าสวย ๆ ของสาววัย 27 ปีที่ชื่อ ธนธรณ์ แซ่อึ้ง หรือ เฟิร์น เป็นอย่างดี ในฐานะพีอาร์ ของสำนักพิมพ์ แซลมอน บุคส์ สำนักพิมพ์ที่ครองใจนักอ่านวัยรุ่นมาหลายปี ในความสำเร็จของหนังสือเล่มต่าง ๆ หรือนักเขียนคนต่าง ๆ ของสำนักพิมพ์ แซลมอน มีมือเล็ก ๆ ของเธอคอยค้ำหนุนและผลักดันอยู่เบื้องหลัง

และถ้าใครแวะไปโรงอาหารของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “เทคนิคกรุงเทพฯ” แล้วเกิดสงสัยว่ามือเล็ก ๆ ที่ว่านั้น ใช่มือคู่เดียวกับที่สับไก่ต้ม ไก่ทอด อยู่ที่ร้านเก้าข้าวมันไก่ของโรงอาหารมหา’ลัยหรือเปล่า ใช่คนคนเดียวกันหรือเปล่า

คำตอบคือใช่ มือคู่เดียวกัน และเป็นคนคนเดียวกัน เป็น “เฟิร์น แซลมอน” ที่…ขายข้าวมันไก่

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เฟิร์น ธนธรณ์ ก็ทำงานเป็นพีอาร์ให้กับสำนักพิมพ์แซลมอนมาโดยตลอด แต่ตลอดเวลาดังกล่าวนั้น เธอก็ยังมีอีกบทบาทหนึ่งในฐานะผู้ดูแลกิจการร้านข้าวมันไก่ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว เป็นการงานที่ส่งเสียเลี้ยงดูเธอและครอบครัวให้อยู่รอดมาตลอด 20 ปี เธอบอกว่าด้วยความจำเป็นและเงื่อนไขในชีวิต นี่คือสองอย่างที่เธอไม่อาจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่สับหน้าที่และบทบาทกันได้ “เฟิร์น แซลมอน” จึงมีบางช่วงเวลาที่ต้องกลายเป็น “เฟิร์น ข้าวมันไก่” สลับสับเปลี่ยนบทบาทกันไปอย่างนี้มานานหลายปี

นี่คือบทสัมภาษณ์ธรรมดาของ สาวน้อยผู้ที่ถูกชีวิตเรียกร้องให้ทำงานมากกว่าหนึ่งอย่างเพื่อดูแลครอบครัว รวมทั้งดูแลอนาคตของตัวเอง เธอบอกว่า ยอมเหนื่อย ยอมลำบาก สับทั้งไก่ สลับทั้งบทบาท แม่ค้า พีอาร์ คนทำงานออฟฟิศ คนค้าขายเดินตลาด ที่ทำมากมายในวันนี้ เพื่อที่จะสบายในอนาคต…

ถ้าคุณคิดว่างานที่คุณทำหนักหนาแล้ว โปรดอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้…

ที่บ้านขายข้าวมันไก่มากี่ปีแล้ว

ขายมา 20 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่เฟิร์นอยู่ประมาณประถม 1 แต่ก่อนนั้น พ่อกับแม่เปิดมินิมาร์ทอยู่ที่หนามแดง เทพารักษ์ จากนั้นมาทำธุรกิจกับญาติอยู่ช่วงนึง แล้วก็เหมือนจะแยกออกมาหาอะไรทำ ลองผิดลองถูก สุดท้ายก็มาจบที่ข้าวมันไก่ งงมาก

ลองผิดลองถูกยังไง

คือแม่เป็นคนที่ทำกับข้าวเก่งอยู่แล้ว ทำได้ทุกอย่าง อย่างข้าวมันไก่เนี่ย แม่อาศัยการไปมองร้านข้าวมันไก่ ว่าเขาทำไก่ยังไง เลาะไก่ยังไง แล้วก็มีอาโกวคนนึงเขาไปรู้จักกับร้านข้าวมันไก่เจ้านึง แม่ก็เลยขอเข้าไปดูในครัวเลย แต่เฟิร์นเป็นคนไม่มีเสน่ห์ปลายจวักเรื่องการทำอาหารเลยนะ ข้าวมันไก่นี่แม่ก็สอนเราก็จำเท่าที่แม่สอน แต่ให้ไปผัดกะเพราเราทำไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ลองทำ ทุกอย่างทำตามที่แม่สอน ถ้าเป็นเมนูอื่นนอกเหนือจากนี้ก็ทำไม่ค่อยได้

หมายความว่าของแบบนี้แค่ดูก็ทำเป็นได้เหรอ

มันต้องลองผิดลองถูก อย่างตอนเปิดร้านวันแรกที่ตลาดจอมทอง เราอยู่ ป.1 เฟิร์นยังจำบรรยากาศวันนั้นได้เลย คนมามุงหน้าร้านเยอะมากเพราะว่ารอฤกษ์เปิด คือมันเป็นตลาดเช้า แต่ว่าไม่เปิดเช้า ดันไปเปิด 9 โมงเพราะฤกษ์ร้านคือเวลานั้น แล้วคนก็มาออหน้าร้านเหมือนอยากมาลองร้านใหม่ พอเปิดปุ๊บก็ทำอะไรกันไม่ถูกเลย ตอนนั้นมีอาม่าช่วยสับไก่ให้ แม่ก็หุงข้าวอะไรไป มีทั้งข้าวไม่สุก ไก่ไม่สุก วันแรกวุ่นวายมาก แต่แม่ก็ค่อย ๆ ลองไปเรื่อย ๆ โดยมีสูตรของเขาเอง คือแม่จะอ่านหนังสืออาหารเยอะ มีสูตร แล้วเขาก็รู้ว่ามันต้องมีส่วนผสมอะไรบ้าง ที่เหลือก็เป็นเรื่องการทดลองไป

เราเรียนจบแล้วเริ่มทำงานที่แซลมอนเป็นที่แรกเลยใช่ไหม

ทำงานแซลมอนเป็นที่แรก ตอนนั้นเรียนเรียนนิเทศฯ สาขาวารสาร ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แล้วบังเอิญตอนนั้น พี่แบงค์ (ณัฐชนน มหาอิทธิดล อดีตบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์แซลมอน) เขาไปเป็นอาจารย์สอนเฟิร์นในวิชาธุรกิจวารสารฯ ก็เลยได้รู้จักกัน

พี่แบงค์ก็เลยชวนไปทำงาน บอกว่าที่ออฟฟิศหา PR อยู่ลองไปทำไหม จังหวะตอนนั้นฝึกงานข่าวอยู่แล้วเรารู้สึกว่าเป็นนักข่าวต้องทุ่มเทเรื่องเวลามาก แต่เราอยากมีเวลาให้ครอบครัวด้วย เลยลองดู

ตอนนั้นเราทำงาน PR ให้อะไรบ้าง

ทั้งบันลือกรุ๊ป ตอนแรกทำทั้ง VITHITA ANIMATION, Salmon Books แล้วก็บันลือฯ

ถึงจุดไหนถึงเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่บ้าน

คือมันมีปัญหาครอบครัวนิดนึง พ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อยเพราะขายของไม่ดี เครียด ตามประสาคนค้าขาย แล้วเหมือนกันญาติก็เข้ามาบอกว่าเราต้องเข้ามาช่วยเต็มตัวได้แล้ว เราโตแล้ว

ตอนนั้นทำงานนานหรือยัง

ตอนนั้นทำงานที่แซลมอนไป 3 ปี น่าจะอายุ 24 แล้วแหละ ช่วง 24 เป็นช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนมากที่สุด พีคที่สุด เพราะต้องปิดร้านที่เป็นตึกแถว เพื่อไปขายที่ห้างย่านรัชดา เราก็เริ่มมาดูแลการเงินของครอบครัวทั้งหมดแทนคุณพ่อ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ลงมือทำ ยังไม่ได้ตื่นขึ้นมาตี 4 ตี 5 เหมือนแม่ แค่ดูหน้าร้านเฉย ๆ ดูเงิน มีลูกน้องด้วย แต่พอขายไปสักพัก รู้ว่าเราขึ้นห้างมันไม่ไหว ขาดทุน มันก็เลยกลายเป็นว่าเราต้องมองหาที่ใหม่ ประกอบกับตอนนั้นพ่อกับแม่ของเราทะเลาะกันเกือบๆ จะแยกทาง พ่อแม่ก็เริ่มแก่แล้ว และครอบครัวมีภาระบ้านที่ต้องผ่อน ผู้ใหญ่บอกว่าเราควรจะมาทำเต็มตัวได้แล้ว ในฐานะลูกคนโต สิ่งที่ทำให้เฟิร์นต้องดูแลตรงนี้ด้วย เพราะว่าลำพังเงินเดือนเรา ถ้าเอาเราคนเดียวมันอยู่ได้สบายเลย อยากได้อะไรก็ได้ เที่ยวก็ได้ แต่เลี้ยง พ่อ แม่ น้อง และผ่อนบ้านไม่ได้ มันไม่พอ เราก็เลยรู้สึกว่ามันต้องเหยียบสองขาแล้วล่ะ คืองานประจำก็ต้องทำ ขายข้าวมันไก่ก็ต้องช่วยพ่อแม่ เลี้ยงครอบครัวด้วย

แล้วตอนนั้นตัดสินใจยังไง

ตอนนั้นตัดสินใจออกจากแซลมอนเลย เพราะรู้สึกว่าขายของได้เงินเยอะกว่า อันนี้พูดกันตามตรง เลยบอกกับพี่เมย์หัวหน้าแผนกว่าเราอาจจะต้องออก แต่ว่าพี่เมย์ถามเรากลับว่าร้านที่จะออกไปทำมันคัฟเวอร์แทนเงินเดือนเราได้ไหม เราก็ตอบไปว่าไม่ได้ เขาเลยบอกว่าแบบนี้ไหม ลองทำงานแบบ work at home ดู แล้วพี่เมย์ก็คุยกับคุณนก (ผู้บริหารบริษัท) ให้ โชคดีที่เขาเห็นเราเป็นเหมือนลูกหลานเลย คุณนกบอกว่างานเฟิร์นมันทำที่ไหนก็ได้ มันไม่จำเป็นต้องไปนั่งประจำอยู่ที่ออฟฟิศ งานเราคือติดต่อประสานงานกับนักข่าว ทำที่ไหนก็ได้ เขาก็เลยบอกว่า ไปขายข้าวมันไก่ แล้วเวลามีประชุม หรืองานสำคัญก็เข้าออฟฟิศ เฟิร์นรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ที่ผู้ใหญ่รอบตัวทุกคนเอ็นดูเฟิร์นหมด เราไม่เคยเจอผู้ใหญ่ที่ทำร้ายเราเลย อย่างปัญหา หรือเรื่องธุรกิจของที่บ้าน เฟิร์นก็มีอาโกว อาเตี๋ย (น้องสาว และน้อยเขยพ่อ) ที่คอยซัพพอร์ตบ้านเรามาตลอด ต่อให้เฟิร์นจะทำธุรกิจไม่สำเร็จ เขาก็ยังให้โอกาสอยู่ รับฟังเรา

หลังจากปิดร้านที่ห้าง ไปขายที่ไหนต่อ

ช่วงนั้น หลังปิดร้านที่ห้างแล้ว เราได้ที่ในมหา’ลัยเทคนิคกรุงเทพ อาโกวของแฟน ขายน้ำปั่นอยู่ในนั้น เขาก็บอกว่ายังมีที่ว่างอยู่ แล้วก็ยังไม่มีข้าวมันไก่ด้วย เขาก็เลยบอกให้เรามาขายที่นี่ เราก็ไปดู แล้วปรากฎว่าทำเลมันได้ มีเด็ก ๆ มานั่ง แล้วก็ตกลงเช่าเลย วางเงินมัดจำเลย นี่คือ 3 ปีผ่านมาแล้ว

แล้วช่วงนั้นคิดจะลาออกจากงานประจำอีกไหม

ก็บอกที่ทำงานแล้ว เขาก็บอกให้ทำสองอย่างควบไป ช่วงปีแรกที่ขายของอยู่ที่นี่ เราก็ยังเข้าออฟฟิศบ่อยอยู่ ตื่นตี 4 ไปขายของกับแม่ จนถึงประมาณบ่ายโมงครึ่ง หมดช่วงเที่ยงปุ๊บปิดร้าน ไปทำงานต่อจนประมาณทุ่มกว่า สองทุ่ม เอาชุดไปเปลี่ยนในห้องน้ำที่นั่น แหละ เอาผ้าเช็ดตัวไป เอาน้ำลูบตัวเหมือนอาบน้ำแห้ง แล้วก็ฉีดน้ำหอม แต่งหน้าแต่งตัวออกไปทำงานต่อ ช่วงแรกไปบ่อย แต่ว่าพอมาปีหลัง ๆ เหมือนความฟิตในร่างกายมันลดลง เราไม่ไหวเหมือนเมื่อก่อน มันเหนื่อยสะสม นอนยังไงก็ไม่หายเหนื่อย หลัง ๆ ก็เลยมีคุยกับพี่เขาอีกรอบว่า สงสัยเราต้องออกจริง ๆ แล้ว เพราะเรารู้สึกว่าเอาเปรียบเขาอยู่ จริง ๆ เขาจ้างคนอื่นที่สามารถทำงานเต็มเวลาก็ได้ ซึ่งเราเคยพูดเรื่องนี้กับทั้งพี่นกและพี่เมย์ครั้งนึงด้วย แต่เขาก็บอกว่าเฟิร์นไม่ต้องคิดเรื่องนั้น คิดแค่ว่าเฟิร์นไหวไหม ถ้าเฟิร์นไหว พี่โอเคตรงนี้

แสดงว่าเขาก็ต้องโอเคกับผลงานเราด้วย

เฟิร์นไม่รู้ว่าเขาโอเคกับผลงานเราระดับไหน แต่รู้สึกว่าความเอ็นดูเขาให้เราเต็มที่มาก ๆ แล้วกลายเป็นว่าทุกวันนี้เราปรึกษาพี่นกเรื่องร้านได้ตลอดเลย เราจะหาตึกแถว พี่นกก็มาบอกว่า ‘น้องเฟิร์น พี่เห็นตึกแถวตรงนั้น ไปดูหรือยัง’ พี่เขาน่ารักมาก คือตั้งแต่ที่เขาพูดกับเราในวันนั้น มันทำให้เราตั้งใจว่า ไม่ว่างานอะไรเราจะเต็มที่มาก ๆ  เวลามีงานอีเวนต์ของแซลมอน บุ๊คส์ เราเครียดมากเลยนะ เพราะว่าขายของเราก็เหนื่อย อีเวนต์เราก็ต้องทำ แต่เราอยากทำงานให้เขาเต็มที่ แต่ก่อนเวลามีงานหนังสือเฟิร์นเข้าบูธ ตลอด อยู่จนเลิก แต่ทุกวันนี้เต็มที่ก็สองทุ่ม เพราะอายุมากแล้ว ยืนไม่ไหว เข้าเฉพาะวันที่มีนักเขียนมา เพราะว่าเฟิร์นต้องนอน แล้วเฟิร์นต้องตื่นใหม่ ไปทำงาน แต่ช่วงแรก ๆ มันจะมีความรู้สึกเฟลตัวเอง เหมือนเราจับปลาสองมือ บางทีก็รู้สึกว่าพี่ที่ออฟฟิศที่เป็นพนักงานด้วยกันเขาจะไม่โอเคกับเราหรือเปล่า

กลัวเขาจะมองว่าเรากินแรงไหม

กลัว กลัวว่าเขาจะมองว่าเราเป็นใคร มีอภิสิทธิ์อะไรหรือเปล่า แต่ว่าทุกคนก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น มันจะมีบ้างแค่บางเวลาที่เขาอยู่กันดึกมาก แต่เราไม่ได้อยู่ดึกด้วย เพราะเราอยู่ไม่ได้ เราต้องนอน คือเขาอาจจะไม่คิดอะไรก็ได้ แต่เป็นเราที่รู้สึกไปเอง คือเกรงใจทุกครั้งที่พูดว่า เฟิร์นกลับก่อนนะพี่ แต่ว่าก็ต้องกลับ ไม่งั้นอีกวันนึงเราจะไม่ไหว

โดยเนื้องาน PR หนังสือมันทำอะไรบ้าง

เวลามีหนังสือออกมารอบนึง เราจะวางแพลนโปรโมต คุยกับทีม Marketing ว่าดันใครก่อนเพื่อเพิ่มยอดหนังสือเล่มนั้นไปเลย นักเขียนบางคนอาจจะดันที่ตัวเขาไม่ได้ ก็ต้องดันที่หนังสือ บางคนดันตัวเขาได้ก็ดันตัวเขาไปก่อน หนังสือตามหลัง มันก็ต้องดูเป็นรายเล่มไป ปกติเวลาหนังสือออกมา 20 เล่มเราจะวางเป็นกรุ๊ป กรุ๊ป A คือโปรโมตตัวนักเขียน สัมภาษณ์ กรุ๊ป B คือรีวิวหนังสือ เราก็จะวางเป็นอย่างนี้เพราะปัจจุบันสื่อก็ลดน้อยลง ต้องคอยหาสื่อใหม่ๆ อยู่ตลอด

ตำแหน่งงานเรามีกี่คน

มีเราคนเดียว ในช่วงที่ทำงานเต็มตัว ตอนที่ยังไม่ได้มาทำร้าน ทำงานคนเดียวก็เคว้งเหมือนกัน เพราะว่าเวลามีอีเวนต์ทีเราก็เหนื่อย เพราะเราทำคนเดียว

แล้วพอไม่ทำงานเต็มตัวล่ะ

ก็เหนื่อยอยู่ดี (หัวเราะ) แต่ว่าทุกครั้งที่งานเสร็จมันจะรู้สึกดีมากเลย เฮ้ย เราทำได้ไงวะ โคตรยิ่งใหญ่ จริง ๆ เคยคิดว่าอยากเลิกทำ PR ไปเลย ช่วงปลายปีที่ผ่านมานี้เอง เพราะว่าเบื่อ อิ่มตัว เบื่อการคอนแท็คคนเยอะ ๆ การเทคแคร์คนเยอะ ๆ แต่ทุกครั้งที่ได้พาพี่นักเขียนไปสัมภาษณ์แล้วฟังที่เขาพูด มันกลายเป็นมาเติมเต็มเราเฉยเลย เพราะบางทีเฟิร์นเหนื่อยจากการทำข้าวมันไก่ ท้อเรื่องการหมุนเงินที่บ้าน เวลามีภาระอะไรมันก็ตกอยู่ที่เรา เพราะเป็นคนดูแลเงินที่บ้าน แต่พอเราไปฟังพี่นักเขียนบางคน อย่างพี่พาย-ภาริอร วัชรศิริ เจ้าของหนังสือ How I love my mother ที่พี่เขาดูแลคุณแม่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ตั้งแต่อายุ 16 แต่เขามองโลกบวกมาก มันกลายเป็นเราได้พลังบวกกลับมาเยอะมาก

แปลว่ามันก็มีสิ่งที่เราได้กลับมาจากงาน PR เหมือนกัน

ใช่ เหมือนมันได้พลังบวกในด้านของความคิด เฟิร์นเป็นคนมองโลกในแง่ลบ แต่การที่เฟิร์นไปฟังนักเขียนแต่ละคนพูดถึงตัวเอง หรือพูดว่าเขามองมุมมองนี้ยังไงเวลาเขาเจอปัญหา มันตรงกับเรา มันตอบคำถามเรา อย่างบางทีเรารู้สึกว่าทำไมเราต้องแบกรับภาระ เราอายุ 27 เราควรมีอะไรเป็นของตัวเองหรือเปล่า เดี๋ยวอีกหน่อยเราก็ต้องมีครอบครัวของเรา แต่ทำไมเรายังไม่มีอะไรเลย เฟิร์นมีเงินเก็บในบัญชีน้อยมาก เพราะว่าทุกอย่างต้องหมุนให้ที่บ้าน ทำงานมา 6-7 ปีเงินแสนไม่มีเพราะว่ามีเท่าไหร่ก็เอาออกมาให้ที่บ้านหมด อันนี้คือเป็นปม เป็นแผลในใจตัวเองเลย เพราะจริง ๆ เราเป็นคนชอบวางแผนอนาคตว่า เฟิร์นต้องมีอย่างนี้ ๆ และเฟิร์นเป็นคนบ้าเงินออม ตัวเลขในบัญชีน้อยเมื่อไหร่ แฟนจะรู้เลย เพราะเฟิร์นจะร้องไห้ตลอด หลาย ๆ คนก็บอกแหละ เนี่ย พี่อายุ 30 ก็ยังไม่มีอะไรเหมือนกัน ไม่เห็นต้องกดดันตัวเองเลย เราก็ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ แต่เฟิร์นยังทำไม่ได้ (หัวเราะ)

แต่ความแข็งแกร่งในตัวเองมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นะ ถ้าเทียบกับตัวเองตอนอายุ 24 ที่นิดเดียวก็ร้องไห้ นิดเดียวก็รู้สึกว่าแม่งแย่มาก ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อแม่ทะเลาะกัน มันเครียดไปหมด ด้วยความที่ว่าเราเป็นเด็กแฮปปี้มาตลอด ไม่ค่อยรู้ปัญหาที่บ้าน ก็รู้แหละ แต่ไม่ได้เข้าไปยุ่ง แล้วพ่อแม่ก็ไม่ค่อยทะเลาะกันขนาดนั้น แล้วเหมือนช่วงนั้นเขาน่าจะมีปัญหากันเยอะ มันก็เลยระเบิด เราก็เครียดมาก แต่ว่าก็ผ่านมาได้ เป็นความลูซเซอร์อย่างนึง แต่โชคดีที่เรามีอาโกวคอยซัพพอร์ตเราตลอดเวลา คอยให้กำลังใจเรา คอยเตือนสติ หลังจากนั้นพอปัญหาเริ่มคลี่คลาย ย้ายมาที่มหา’ลัยแล้วร้านขายดีก็เริ่มค่อยยังชั่ว

มันเป็นปัญหาของคนที่อยู่ด้วยกันมานานรึเปล่า

ใช่ พอมาถึงจุดนี้ มันทำให้เรารู้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน ลูกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขนาดนั้น มันเป็นความรักของคนสองคน ยังไงก็ขึ้นอยู่กับคนสองคน ต่อให้จะมีลูกก็ตาม แต่เราเป็นได้แค่ตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเรากับตัวแม่และตัวพ่อ

เราคุยกับเขาล่าสุด ถามว่า  ป๊า-ม๊ามองอนาคตตัวเองไว้ว่ายังไง? สมมุติเฟิร์นออกจากบ้านนี้ไปแล้ว เฟิร์นแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว ป๊า-ม๊าอยู่ได้ไหม ถ้าป๊า-ม๊าคิดว่าไม่คุยกันอย่างนี้ไปตลอดก็แยกกันเลย ถ้าสบายใจที่จะแยกกันมากกว่าก็แยกดีกว่า เพราะว่าอยู่อย่างนี้เฟิร์นอึดอัด แล้วตอนนี้เขาก็กลับมาคุยกัน แม่บอกว่าทำเพื่อเฟิร์น ทุกอย่างมันก็ดีขึ้นนะ

ตอนแรกเฟิร์นหมดความพยายามที่จะทำให้เขากลับมาคุยกันไปแล้ว เฟิร์นก็เลยรู้สึกว่าการที่เขาแยกกันไปเลย น่าจะดีกว่า มันทำให้เรามองว่าความรักมันเป็นเรื่องของคนสองคน เราทำได้แค่เป็นตัวเชื่อมตรงกลางเฉย ๆ แต่จะทำให้เขากลับมารักกันเหมือนเดิมมันเป็นไปไม่ได้

แต่ถามว่าทุกวันนี้ปัญหามันยังมีอยู่ไหม มันก็ยังมีอยู่นะ เอาจริง ๆ ภาระที่หนักสุดของครอบครัวคือ บ้านหลังนี้ คิดง่าย ๆ ตอนอยู่บ้านเช่าชีวิตมีความสุขมากเลย แต่มันเริ่มมีความทุกข์ตอนที่ซื้อบ้าน ทั้งที่จริง ๆ เราควรจะแฮปปี้ที่มีบ้าน แต่มันกลับเป็นภาระมาก ๆ แล้วมันตกมาถึงตัวเรา แต่ทุกวันนี้เราไม่ได้มองมันเป็นภาระนะ เราแค่มองว่า เนี่ย มันเหลืออีกล้านนิด ๆ เราอายุ 30 เราก็มีบ้านแล้วนะ เฟิร์นก็คิดอย่างนี้ พยายามคิดบวกมากขึ้น เคยคิดที่จะขายบ้าน แต่รู้สึกว่าไม่ขายดีกว่า เพราะถ้าขายจะไม่มีปัญญาซื้ออีกรอบ

ทุกวันนี้แบ่งการทำงานยังไง 1 วันทำอะไรบ้าง

ชีวิตมันจะวนลูปทุกสัปดาห์ จันทร์-ศุกร์ เราตื่นตี 4 ออกไปขายของจนถึงบ่ายโมงครึ่ง บางวันไปออฟฟิศต่อ ถ้ามีสัมภาษณ์ก็ไปข้างนอก หรือบางวันกลับบ้านเลย นอน (หัวเราะ) ส่วนมากจะเข้าออฟฟิศสัปดาห์ละสองวัน วันจันทร์กับพฤหัสบดี  แล้วไปสัมภาษณ์วันนึง หรือสองอาทิตย์ครั้ง แล้วแต่นัดยังไง แล้วก็เข้าไปประชุมว่ามีงานอะไรยังไง พี่เขาก็จะทักมาถามว่าเฟิร์นสะดวกวันนี้ไหม

ถ้าขายๆ อยู่เกิดมีธุระด่วนที่ทำงานขึ้นมาทำยังไง

รับโทรศัพท์ ช่วงเที่ยงอาจจะไม่เปิดคอม แต่ถ้ามีสายเข้ามาจริง ๆ เป็นชื่อที่รู้จักก็จะรับ ถ้าไม่รู้จักก็จะยังไม่รับ เพราะว่าตอนเที่ยงเด็กมันลงมาตูมเดียวเลย แล้วทิ้งมือไม่ได้ เราอยู่หน้าเขียง แต่ถ้าเป็นคนที่เรารู้จักเราจะเรียกหม่าม้ามาทำแทนก่อน แล้วก็ไปคุยว่าเดี๋ยวเฟิร์นโทรกลับ พอหมดบ่ายโมงปุ๊บก็โทรกลับ คือโชคดีที่โรงเรียนมันจะมีแก๊ปว่าง เด็กจะมาช่วงเวลา 7 โมง จนถึง 9 โมง เสร็จแล้วช่วง 9-11 โมงจะว่าง เพราะเด็กมันขึ้นเรียน แม่ก็จะเตรียมของแล้ว เฟิร์นก็จะทำงาน ทำในมือถือบ้าง ในคอมฯ บ้าง แล้วแต่ว่างานอะไร

คิดว่าเราเป็นแม่ค้าหรือเป็น PR มากกว่ากัน

เป็นแม่ค้าดีกว่า เพราะเราคิดเรื่องขายของตลอดเวลา ต่อให้เก็บร้านแล้ว เราก็ต้องคิดว่าวันนี้เราขายได้เท่าไหร่ เราต้องซื้อของอะไรเพิ่มบ้าง พรุ่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง พอไปทำงานเสร็จปุ๊บ กลับมาถึงบ้านสองทุ่มสามทุ่มก็มานั่งเคลียร์บัญชีแล้วค่อยนอน เต็มที่ก็ห้าทุ่ม แต่หลัง ๆ เริ่มชิน บางทีก็ล่อไปเที่ยงคืน-ตีหนึ่ง ส่วนวันเสาร์ก็ ไปตลาดตั้งแต่ตี 4 กลับมาหมักของ หมักของเสร็จ อาจจะไปแม็คโคร ก็ได้พักเสาร์บ้าง กับอาทิตย์

เรามีพักร้อนไหม

ก็มีมั้ง ช่วงมหา’ลัยปิดเทอม แล้วก็ถือว่าการได้ไปออฟฟิศทั้งวันคือการพักร้อน เพราะบางทีมันเงียบเราก็ให้แม่กับน้องไปขายสองคนพอ เราขอไปเข้าออฟฟิศดีกว่า เอาจริง ๆ ทำงานออฟฟิศมันสบายนะ เข้าไปปุ๊บอยู่ในห้องแอร์ยาว ๆ แต่ขายของมันไม่มีแอร์ฯ  มันร้อน

ตอนเราเด็ก ๆ คิดว่างานออฟฟิศน่าจะเหนื่อย น่าจะหนัก แต่ละคนมันอาจจะเจอความหนักเบาไม่เหมือนกัน ตัวงานเฟิร์นอาจจะไม่ได้หนักเรื่องพละกำลัง แต่หนักเรื่องสมองหน่อย ๆ เรื่องการติดต่อประสานงานคน ต้องคอนแท็คกับคนเยอะ ๆ ก็จะมีความน่าปวดหัวของคนตามมา แต่ว่าพอมาเจองานขายข้าวมันไก่ โอ้โห! ทั้งแรงกาย ความน่าปวดหัวของคน มันมาหมดเลย กายเราก็เหนื่อยทำงาน ลูกค้าบางทีก็เจอคนที่ดีและคนที่ไม่ดีต่างกันไป

ถ้าคนนึงสั่งเนื้อ หนัง เลือด อีกคนสั่งเนื้อหน้าอกล้วน ไม่น่อง รู้สึกยังไง

ได้เลย ไม่มีปัญหา ไม่รำคาญด้วย เนื้อปีก เนื้ออะไรสั่งได้เลยจริง ๆ เราเทคแคร์คนจนเคยชินแล้วมั้ง สำหรับเฟิร์นการที่ลูกค้าสั่งชัดเจนคือดี เรารู้เลยว่าเขาต้องการอะไร แล้วมันจะทำให้เขาประทับใจ สมมติไม่กินหนัง แต่เราสับหนังไปให้เขา เขาก็จะรู้สึกไม่อร่อยหรือเปล่า บอกมาเลยว่าจะเอาตรงไหน เราก็ทำให้

แล้วถ้าเกิดเราทำผิดล่ะ

มีทำผิดเหมือนกัน ก็ทำให้ลูกค้าใหม่ ไม่เป็นไร รอแป๊ปนึงค่ะ เดี๋ยวทำให้ใหม่

เวลาขายของเราเป็นแม่ค้าแบบไหน

เฟิร์นติดนิสัยการขายของจากแม่ ที่ปากหวาน เอาอะไรบอกเลยค่ะ ตามใจเต็มที่ ซึ่งมากไปบางทีก็ไม่ดี เคยเจอคนเขารำคาญก็มี  แม่เราน่ะ มากไป (หัวเราะ) ซึ่งเราจะเป็นคนเบรกแม่ สะกิดแม่ให้พอแล้ว ๆ เพราะแม่จะติดชวนลูกค้าคุยเยอะ ซึ่งบางทีเขาก็ต้องไปกินข้าวแล้วไง

วันที่เคยเหนื่อยที่สุดเป็นยังไง มันต้องผ่านอะไรบ้าง

มันไม่ได้เหนื่อยร่างกาย แต่มันเหนื่อยเพราะความเครียด อย่างช่วงปิดเทอม รายได้เราหาย แต่ภาระเราเท่าเดิม ช่วงปิดเทอมเฟิร์นต้องเอาเงินเก็บทุกอย่างที่มีควักออกมาใช้ ลำพังรายได้จากขายของเนี่ย จ่ายค่าที่ก็หมดแล้ว ค่าแรงยังไม่ได้เลย เราต้องเอาเงินส่วนตัวของเราออกมา ทั้งผ่อนบ้าน ค่ากินอยู่พ่อแม่ แต่ทุกคนในครอบครัวจะรู้ว่ามันจะไม่ได้เยอะเหมือนเดิม เขาก็จะกินประหยัด จริง ๆ แฟนก็สำคัญในชีวิตสำหรับเรา เราโชคดีที่เจอแฟนดี ทุกวันนี้เขาเข้ามารู้เรื่องราวของที่บ้านเราทุกอย่าง เข้ามาช่วยแก้ปัญหา คือไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแบบเอาเงินมาให้ แต่มา back up ตอนที่เฟิร์นไม่พร้อม แล้วเราก็คืนเขาตอนที่เรามี เพราะเราก็ไม่ชอบยืมเงินใคร การยืมเงินคือเรื่องใหญ่สำหรับเรามาก จะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณสุด ๆ เหมือนตอนที่อาโกวกับอาเตี๋ยที่เฟิร์นไปขอให้เขาช่วยลงทุน

คิดว่าตัวเองโตขึ้นจากเมื่อก่อนเยอะไหม

โตขึ้นเยอะ เหมือนภูมิคุ้มกันอะไรมันมีมากขึ้น ตอนอายุ 24 เราอาจจะไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน มันเลยทำให้เรามองว่าทำไมมันใหญ่จัง แต่ทุกวันนี้ก็ ปิดเทอมอีกแล้วเหรอ เอาเงินในบัญชีมากาง วางแผนช่วงที่ต้องปิดร้าน

จริง ๆ เฟิร์นเปิดสองสาขา เพื่อรองรับช่วงปิดเทอม ก็คือมีที่เทคนิคกรุงเทพฯ กับ ที่ดินแดง แต่ที่ดินแดงนี่เพิ่งปล่อยเซ้งไปไม่นานนี้ เพราะขายไม่ดี แต่จะหาใหม่แน่นอน เราโชคร้ายหน่อย คือถ้าสาขานี้มันดีเราคงหมดเรื่องเครียดไปแล้ว ทุกอย่างมันจะประคองกันได้ แต่มันดันไม่ดี เราเลยกลับเข้าสู่ลูปเดิมที่ว่า ปิดเทอมนี้ เอาอีกแล้ว กูเครียดอีกแล้ว เงินแม่งไม่พออีกแล้ว

แต่ปัญหาต่าง ๆ ทำอะไรเราไม่ได้อีกแล้วหรือเปล่า

น้อยลง ร้องไห้ไหม? ก็ยังมีอยู่บ้างตามประสาผู้หญิง แต่ว่าก็น้อยลง เรารู้จักวางแผนมากขึ้น เรารู้แล้วว่าเดือนมีนาคม-มิถุนายนปิดเทอม เราก็วางแล้วว่าเรามีเงินอยู่ในบัญชีเท่านี้ ผ่อนบ้านได้กี่เดือน เดี๋ยวจะมีเงินอะไรเข้ามาอีก เฟิร์นทำงานเยอะมากตอนนี้ PR ฟรีแลนซ์เฟิร์นก็รับ อย่างช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้ค่าจ๊อบเยอะมาก แต่ว่ามันก็มาลงตรงนี้หมด ทำให้เราต้องหาเงินมาซัพพอร์ตช่วงที่เรารายได้น้อย

คิดว่าวันนึงเราจะต้องปล่อยอะไรไปสักอย่างไหม

คิด จริง ๆ เฟิร์นเคยคิดว่าอยากมาทำร้านเต็มตัว แต่พอมาคิดดูอีกทีแล้ว ไม่ เฟิร์นอยากทำงานประจำ

ตอนนี้ได้คำตอบหรือยัง

ยังไม่มีคำตอบ แต่คิดว่าถ้าผ่อนบ้านหมด เราคงจะไปทำงานประจำ เราคงจะไม่ขายของ

ไม่เสียดายเหรอ

เงินเยอะกว่า ถูกต้อง เราเสียดาย แต่ร่างกายในระยะยาว มันไม่ไหว นี่แค่เรามาทำไม่เท่าไหร่ยังต้องไปกายภาพบำบัดเลย ยังสงสัยอยู่เลยว่าแม่ทนมาได้ยังไง 10-20  กว่าปี ทุกวันนี้เรายังต้องไปบำบัดคอกับไหล่เลย ทั้ง ๆ ที่อายุแค่เนี้ย คือขายของปีเดียวเละเลย กายภาพตั้งแต่ 25 แต่แม่นี่ทั้งกายภาพ ผ่าตัดมาหมดแล้ว  บางคนอาจจะคิดว่าก็จ้างคนสิ แล้วก็อาจจะมองว่าเราหัวเก่า แต่คนมันไม่ได้จ้างง่าย ๆ หรอกนะ ถ้าเราไม่ได้เปิดใหญ่จริง เขาไม่อยู่กับเราขนาดนั้น เราพึ่งพาเขาไม่ได้เลย เพราะเคยพึ่งพาแล้ว สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาตัวเอง

ทำเพื่อคนอื่นมาตลอด คิดจะทำเพื่อตัวเองตอนไหน

คิดนะ แต่ถ้าให้ตอบว่าจะทำอะไรเพื่อตัวเอง ก็ตอบไม่ได้ว่าจะทำอะไร การทำอะไรเพื่อตัวเองของเฟิร์นอาจจะเป็นการมีเงินเก็บ ตอนนี้ก็เริ่มคิดเรื่องแต่งงาน พอผู้ใหญ่เริ่มถามว่าจะแต่งไหม อาจจะยังอายุน้อยก็จริง แต่เรากับแฟนก็คบกันมา 7 ปีแล้ว ตั้งแต่อยู่มหา’ลัย คือเขาก็วางแพลนไว้ปีหน้า แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นเฟิร์นที่คิดว่า หรือจะไม่แต่งดีวะ แต่งแล้วใครจะช่วยที่บ้าน เพราะบ้านแฟนเป็นครอบครัวคนจีน แล้วเขาเป็นหลานคนเดียวที่อยู่กับอาม่า ถ้าแต่งงานเราก็ต้องไปดูแลอาม่าเขาด้วย แต่ว่าตอนนี้เรายังไม่พร้อมจะทำอย่างนั้น แล้วเฟิร์นกลัวอาม่าไม่เข้าใจ

จริงๆ รอแต่งตอนที่พร้อมกว่านี้ก็ได้

อยากมีลูกเร็ว โตทันใช้ แต่ไม่คิดจะใช้ลูกนะ แค่แบบช่วงเวลาที่เราแก่ตัวลง อย่างน้อยเขาดูแลตัวเองได้แล้วก็โอเค ทุกวันนี้ก็เลย อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ถ้าแฟนบอกว่าแต่งเถอะ เราก็จะแต่ง แล้วเราก็ต้องบอกเขาเรื่องเงื่อนไข ในชีวิตเราด้วย ซึ่งเขารู้อยู่แล้ว  เฟิร์นอยากหาเงินให้ได้เยอะ ๆ เอามาโปะบ้านให้มันหมด ๆ แล้วเฟิร์นจะได้ใช้ชีวิตของเฟิร์นซะที

วันไหนที่มีความสุขที่สุด

วันหยุด วันที่ได้ไปเที่ยวกับแฟน จริง ๆ มันไม่ได้มีความสุขที่สุดหรอก แต่มันมีความสุขในแต่ละวันไม่เหมือนกัน อย่างขายดี ร้านมั่นคงก็มีความสุข ส่วนความสุขของงาน PR  ก็คือได้ออกไปฟังพี่นักเขียนพูด วันไหนที่เข้าออฟฟิศก็จะเฉย ๆ เหมือนได้พักร่าง ได้ไปนั่งเคลียร์งาน แต่วันไหนที่ได้ออกไปเจอพี่นักเขียนแล้วได้ฟังเขาเล่าเรื่อง สนุกไปหมดเลย ชอบฟัง

แล้วความสุขกับครอบครัวล่ะ

วันที่พ่อแม่คุยกัน แค่นั้นเลย

กินข้าวมันไก่ร้านอื่นไหม

กินตลอด ชอบ พี่ที่ออฟฟิศทุกคนจะถามว่าทำไมเฟิร์นชอบชวนไปกินข้าวมันไก่วะ เฟิร์นชอบไปกินข้าวมันไก่ร้านอื่น คือร้านตัวเองก็กินนะ แต่เราต้องเปลี่ยนรสชาติบ้าง มันไม่เหมือนกันนะ ร้านไหนอร่อยเราก็บอกอร่อย ร้านไหนไม่อร่อยเราก็บอกไม่อร่อย

แล้วร้านเราสู้ร้านอื่นได้ไหม

ได้! สู้ได้หลายร้านเลย

ถ้าคนอ่านบทสัมภาษณ์นี้แล้วอยากไปกินต้องทำยังไง

จริง ๆ คนนอกเข้าได้นะในมหา’ลัย เพราะทุกวันนี้ก็มีพนักงานออฟฟิศมากิน แต่ข้อเสียก็คือจะมีเด็กเยอะนั่นแหละ

มีเมนูอะไรบ้าง

ไก่ต้ม ไก่ทอด ไก่อบ คอหมูย่าง หมูเกาหลี หมูพริกไทยดำ พร้อมน้ำซุป เดี๋ยวเปิดเทอมแม่จะทำน้ำซุปต้มยำเพิ่มด้วย

ยังมองหาลู่ทางเปิดสาขาใหม่อยู่ไหม

ใช่ ยังมองเพิ่มอีกร้านนึงอยู่ ที่เป็นตึกจริง ๆ ถ้าอยู่ได้ก็ดี จะได้ให้ลูกน้องอยู่

แล้วถ้าเปิดเพิ่มอีกสาขาแบบจริงจัง ต้องทิ้งที่เทคนิคกรุงเทพไหม

ไม่ทิ้ง แต่อาจจะต้องเลิกทำ PR คือจริง ๆ เราไม่ได้เป็นคนหวังรวย  เราแค่ขอหาเงินมาผ่อนบ้านหลังนี้ให้จบ แล้วทุกอย่างก็หมดละ ที่เหลือคือพ่อกับแม่ ขายของก๊อก ๆ แก๊ก ๆ

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s