สง่า หวังล้อมกลาง กับสองทศวรรษแห่งการซื้อ-ขายเสียงเพลงในความทรงจำ

เรื่องและรูป โดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล


“ยามยังบอกเลยว่าร้านพี่น่ะ นานสุดเลย เพราะมันเป็นพลาสติก” – สง่า หวังล้อมกลาง

ไม่หรอก, ตอนนี้พวกคุณส่วนใหญ่ ไม่น่าจะฟังเพลงจากเทปคาสเส็ตต์ หรือแม้แต่ซีดีเพลงอีกแล้ว ในเมื่อเรามี ยูทูบ และผู้ให้บริการเพลงแบบสตรีมมิ่งเกิดขึ้นมากมายหลายเจ้า ทำให้การฟังเพลงของคุณง่ายแสนง่ายกว่าเดิม

และไม่หรอก, คุณก็ไม่น่าจะรู้จักชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่ชื่อ สง่า หวังล้อมกลาง หนุ่มใหญ่วัย 42 ที่ทั้งพูดน้อยและสุภาพ  ไม่ทำตัวโดดเด่นคนนี้ เพราะว่าเขาเป็นคนที่…ใช่ คุณไม่จำเป็นต้องรู้จัก

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณอยากฟังเพลงเก่า ๆ ที่หายาก เพลงที่คนโน้นคนนี้บอกว่าดีอย่างนั้นหรือเจ๋งอย่างนี้ แต่หาฟังไม่ได้ หรือต่อให้ฟังได้ การฟังจากยูทูบก็ให้เนื้อเสียงไม่ดี คุณเลยไม่รู้ว่าไอ้ที่เขาว่าเจ๋งมันเจ๋งยังไง ครั้นจะไปหวังพึ่งตลาดไวนิลก็มีราคาสูง และไม่ได้มีทุกอัลบั้มขนาดนั้น

เมื่อนั้นแหละที่ สง่า หวังล้อมกลาง จะเป็นทางเลือกของคุณ และไม่เลย, คุณไม่ต้องเสิร์ชหาชื่อของเขาในเฟซบุค หรือแม้แต่กูเกิ้ล เพราะคุณจะแทบไม่เจออะไร แต่คุณลองไปที่นี่ https://www.facebook.com/groups/1646160972372818/ นี่คือกลุ่มซื้อขายเทปซีดีมือสองที่ สง่า คอยให้บริการคุณในฐานะพ่อค้าซื้อขายเทป ซีดี มือสอง อันเป็นงานที่ เขา ทำมาตั้งแต่เรียนจบปริญญาด้านบริหารโรงพยาบาล

ชีวิตยี่สิบปีแห่งการค้าขายเทปซีดีมือสอง เริ่มจากแผงเปิดท้ายแบกับดินในยุควิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ สู่การเป็นแผงเล็ก ๆ ในห้าง สู่การเป็นร้านใหญ่ ๆ ขวัญใจนักสะสม เป็นแหล่งรวมตัวกันของคนรักและตามหาเสียงแห่งความทรงจำที่หายไป สู่สภาวะที่แทบสิ้นเนื้อประดาตัวอันเป็นผลจากความวุ่นวายทางการเมือง แม้ตลาดจะเปลี่ยน หน้าร้านจะเปลี่ยน สถานการณ์ก็เปลี่ยน แต่ สง่า ก็ยังทำสิ่งเดียวมาตลอด นั่นคือการรับซื้อเทปซีดีมือสองมา และขายไปให้ผู้ที่ต้องการ

นี่คือบทสัมภาษณ์ของคนที่คุณไม่รู้จัก แต่เขาอาจมีสินค้าที่คุณตามหามาชั่วชีวิต

อยู่กรุงเทพฯ ที่นี่มากี่ปีแล้ว

ตั้งแต่เข้ามาเรียนปี 2539 ยังไม่กลับบ้านเลย ก็ประมาณ 23 ปีแล้ว

คุณเรียนที่ไหน

หัวเฉียว (มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ) ตอนแรกเราคณะแรกเภสัชฯ แต่เรียนไม่จบ ก็เลยย้ายไปเรียนที่สาขาการจัดการโรงพยาบาล (คณะสังสมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม เอกบริหารโรงพยาบาล– ผู้เขียน) ก็เรียนจนจบ

ไปยังไงมายังไงถึงมาขายเทป-ซีดีมือสองได้

ต้องย้อนไปตอนที่เราเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ นะ เราก็เป็นเด็กบ้านนอก บ้านอยู่โคราช (อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา แต่ปัจจุบันแยกออกมาเป็นอำเภอพระทองคำ– ผู้เขียน)  ไม่รู้จักใครที่กรุงเทพฯ เลย เพื่อนก็ไม่มี แล้วก็มาเรียนคณะเภสัชฯ เป็นพวกสายวิทย์ฯ ซึ่งมันยาก เรียนหนัก ก็หินในระดับหนึ่งเลย เราตเองจำสูตรเคมีอะไรเยอะแยะไปหมดเลย เราก็เครียดนะ เหงาก็เหงา ก็เลยหาอะไรทำคลายเครียด ก็เลยไปขายเทปแบบเปิดท้ายขายของซึ่งสมัยใหม่นั้นนิยมกันมาก เพราะคนได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก คนก็เลยต้องเอาข้าวของมาขายหารายได้เลี้ยงตัวเองแก้วิกฤต เราก็ไปขายเทปกับเขาบ้าง ตอนนั้นขายเทปมือสองอย่างเดียว ซีดียังแพงอยู่ แต่ที่เรามาขายไม่ใช่เพราะได้รับผลกระทบอะไรนะ เราขายเพื่อจะได้พบปะผู้คนบ้าง เจอคนบ้างก็ยังดี

ขายตั้งแต่เรียนเลยเหรอ

ใช่ครับ เราเริ่มขายตอนเรียนปี 2 ประมาณปี 40 ฟองสบู่แตกพอดี ตลาดเปิดท้ายเยอะ แล้วเราก็เรียนหนักเกินไป ตอนนั้นเรารู้สึกว่าพวกเด็กวิทย์ฯ มันไม่มีค่อยมีสังคม ไม่ได้พบปะ คุยกับคน เวลารีแล็กซ์ต่าง ๆ ก็น้อย เราก็ไม่มีเพื่อนสนิท ไม่รู้จะคุยกับใคร ก็อาศัยขายของดีกว่า เราจะได้คุยกับลูกค้า มันเป็นการผ่อนคลายไปด้วย แล้วก็ได้ฟังคนนั้นคนนี้ด้วย ก็เลยเริ่มจากเปิดท้ายขายเทป ไปแจมตามร้านค้าเล็ก ๆ ที่เขาให้เช่าเป็นรายวัน ตอนนั้นคนส่วนใหญ่มีอะไรก็เอามาขายกัน

ที่ขายเทปนี่เพราะเราชอบฟังเพลงอยู่แล้วหรือเปล่า

อาจจะใช่ ตอนเรียนนี่เราก็เป็นเด็กที่ใส่หูฟังตลอด มีซาวนด์อะเบาต์อันหนึ่งใส่หูฟัง ก็มีโลกส่วนตัวไปเลย จริง ๆ แล้ว เราก็ไม่ได้ชอบฟังเพลงขนาดนั้นหรอกนะ แต่การหูฟังมันทำให้เราไม่ต้องไปยุ่งกับใคร และเป็นวิธีคลายเครียดที่ประหยัดที่สุดแล้ว ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา ไม่ต้องไปเดินห้าง ไม่ต้องไปเที่ยวเตร่กับเพื่อน ซึ่งมันต้องใช้เงินเยอะ เราไม่ได้มีเงินขนาดนั้น ทางบ้านก็ไม่ถึงกับมีต้นทุนอะไรเยอะแยะให้เราเรียน สมมติว่าถ้าเราเลือกไปกับเพื่อน เราก็ต้องมีเงิน มีเวลาให้เพื่อน ถ้าเพื่อนชวนไปไหน เราปฏิเสธครั้งหนึ่งเขาก็ไม่ชวนแล้ว แต่ถ้าเราอยู่กับเพลง เราก็ไม่ต้องแคร์อะไร ก็ฟังเพลงของเราไป

ตอนนั้นอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนสนิทเลยเหรอ

เพื่อนก็มี แต่ว่าไม่ค่อยสนิท เราไม่มีเวลาให้เพื่อน น่าจะเพราะเราอยู่หอด้วยมั้ง ทีนี้พอไปขายเทปแล้วนอกจากมันขายได้ ก็ยังได้เจอลูกค้า ได้เจอคนที่ฟังเพลงเหมือนกัน มีการคุยตอบโต้กัน บางคนคบหาเป็นเพื่อน เราก็มีสังคมกับเขาแล้ว แล้วยังได้เงินอีก

เทปล็อตแรกนี่เอามาจากไหน

ตอนแรกเราอาศัยจากการเดินซื้อตามตลาดเปิดท้ายนี่แหละ ซื้อเอามาฟังก่อน ยังไม่คิดจะขายหรอก แต่พอฟังเบื่อก็เริ่มเอามาขาย ตอนนั้นมันมีไม่กี่ม้วนนะ ทีนี้พอขายได้มันก็เริ่มสนุกแล้ว เราก็เอาเทปของเราไปขายจนหมด พอหมดเราก็ไปหาเก็บตามร้านข้าง ๆ ที่เขามาขาย แล้วมันก็ต่อยอดจากตรงนั้นไปเรื่อย ๆ ไปได้ไปเหมามาเยอะแยะอะไรหรอก เงินไม่พอ ก็เริ่มจากแบบนี้แหละ ไปซื้อหลาย ๆ ร้าน เอามารวม ๆ เป็นร้านเดียวซะ ตั้งแต่เรียนปีสอง ก็ขายมาเรื่อย ๆ เลย

ตอนนั้นขายม้วนละเท่าไหร่

40 บาท 3 ม้วน 100 ประมาณนี้แหละ ราคาเบสิก

ค่าเช่าที่วันละเท่าไหร่

20-30 บาท

อ๋อ มันก็กำไรเนอะ

ใช่ ไม่ต้องซีเรียสเรื่องค่าเช่าเลย เพียงแต่ว่ามันอาจจะเหนื่อยนิดนึงเวลาฝนตก  ไปแข่งฟ้าแข่งฝนก็ไม่ได้เนอะ ตลาดข้างล่างกลางแจ้งอย่างเรา

ก็ขายเทปมือสองไป เรียนไปนับตั้งแต่นั้น

ใช่ ก็ไม่คิดว่าจะเดินทางมายาวไกลจนถึงตอนนี้ นี่เรียนจบยังไม่เคยใช้ปริญญาไปทำอะไรเลย สมัครงานก็ยังไม่เคย

เคยคิดไหมว่าตอนนั้น ถ้าเราเลิกเรียนแล้วมาขายเทปอย่างเดียวก็อาจจะดีกว่านี้

เคยคิดสิ แต่เรามันเป็นเด็กต่างจังหวัดที่…ยังไงดีล่ะ…ถึงบ้านเราจะไม่ได้ขัดสนอะไรนะ ก็เปิดร้านขายของชำทั่วไป พอมีรายได้ ตอนเด็กเราก็ไม่เคยทำงานอะไรนอกจากช่วยที่บ้านขายของ แต่เราจะเห็นเด็กต่างจังหวัดแถวบ้านที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือ แล้วเข้ากรุงเทพฯ มาทำงานโรงงาน ที่สมุทรปราการบ้าง แถวบางพลีบ้าง อะไรแบบนี้ เราเห็นเขาเดินหางานกันทั้งวัน เพื่อที่จะสมัครแล้วได้เงินเดือน 4,000-5,000 แต่พอเรามาขายเทปมือสองแบบนี้  ผมขายวันหนึ่ง วันอาทิตย์วันเดียว มันเป็นตลาดใหญ่ ผมสามารถขายได้วันละ 9,500 ผมซื้อมาม้วนละ 10 กว่าบาท แล้วขาย 3 ม้วนร้อย กำไรมันเกินครึ่งนะ 33 บาทเนี่ย ตอนนั้นไปรับซื้อที่สมุทรปราการมา เขาส่งให้ม้วนละ 15 บาทหรืออะไรประมาณนี้แหละ  เราคิดว่า เฮ้ย วันเดียวทำกำไรได้ 5,000-6,000 เลยว่ะ

ตอนนั้นวุฒิปริญญาตรีอยู่ที่เดือนละประมาณ 6,000-6,500

ใช่ เท่ากับน้องแถวบ้านที่เขาเดินหางานทั้งเดือน แล้วกว่าจะได้งานก็ไม่ใช่ง่าย ๆ เราก็ฉุกคิดว่า ทำไมเขาทำงาน 30 วันแล้วได้เงินเท่ากับเราทำงานวันเดียว เราได้กำไรกว่าเขาตั้ง 29 วันนะ เราตั้งร้านวันเดียว ขายเฉพาะวันอาทิตย์ แล้วขายได้ เรามีเวลาเหลืออีกตั้งกี่วัน นั่นแหละกำไรของเรา ตอนนั้นก็เริ่มคิดว่าหรือไม่เรียนดี (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นมันเรียนยาก ท้อ ๆ บ้างเหมือนกัน แต่บังเอิญว่าเราย้ายคณะก่อนก็เลยตั้งใจเรียนให้จบ ที่บ้านเขาก็อยากเห็นลูกหลานเรียนจบปริญญา

เท่ากับว่าตอนนั้นขายสัปดาห์ละหนึ่งวัน เดือนละสี่วัน รายได้มากกว่าวุฒิปริญญาตรีทั้งเดือน

ใช่ครับ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยพัฒนามาเรื่อย ๆ ก็ขายเพิ่มช่วงเย็นอะไรแบบนี้ ตอนแรกขายเฉพาะวันอาทิตย์ ตลาดใหญ่ เราก็หาช่องทางอื่น ๆ เช่นมีร้านของตัวเองเลยดีไหม หรือไปขายที่ไหนได้อีก อาศัยแค่พื้นฐานที่บ้านเราเป็นคนขายของอยู่แล้ว แต่ความรู้อะไรที่ใช้ในการขายก็ไม่มาก มันก็ไม่ต้องมีทักษะลึกอะไรมากหรอก ก็เรียนรู้พัฒนากันไป เป็นการลองผิดลองถูกแล้วก็แก้ไขสถานการณ์ พัฒนาไปเรื่อย

ไปมีร้านของตัวเองตอนไหน

ครับ เราก็เรียนไปขายไป แต่มันมีจุดเปลี่ยนตรงที่ เราย้ายคณะเรียนกลางทาง มันเลยมีช่วงเวลาที่ก้ำกึ่ง ต้องเก็บตกบางวิชา ปีสุดท้ายก็ต้องฝึกงาน ทำไปทำมามันเลยว่างเทอมหนึ่งเพื่อรอฝึกงาน ตอนนั้นก็ประมาณปี 2542 ก็คิดว่าเอาไงดีวะ นอกจากเรียนแล้ว เราก็มีแค่ขายเทป คือชีวิตมันมีแค่สองอย่าง ก็เลยตัดสินใจเอาเวลาว่างช่วงนั้นแหละมาหาทำเลเปิดร้าน ก็ไปเจอแผงที่เซ็นเตอร์ วัน อนุสาวรีย์ชัยฯ เขาขายเครื่องนอนอะไรสักอย่างนี่แหละ แล้วเจ๊ง เขาก็ให้เราเช่าต่อ คิดค่าเช่าเดือนละ 18,000 เรามีเงินอยู่ประมาณ 20,000 นิด ๆ ก็เลย ลองเสี่ยงดวงไปเลย เรามีเทปอยู่แล้ว 18,000 ก็ 18,000 วัดดวงกัน ถ้าเดือนแรกขายไม่ได้ก็จบ เราไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เรายังเด็ก เรียนก็ยังไม่จบดี ไม่เคยทำงานมาก่อน เราจะกลัวอะไร

แล้วผลออกมาเป็นยังไง เปิดร้านเดือนแรก

รอด (หัวเราะ) คือเรามองว่าแค่เอาพอรอดก็โอเคแล้ว ไม่ต้องทำกำไรเยอะ แค่พอหามาจ่ายค่าเช่า

มีกลยุทธ์แผนธุรกิจยังไงไหม

ง่าย ๆ ก็คือหาคำตอบให้ได้ว่าทำอย่างไรคนจะเอาของมาขายให้เรา กับทำอย่างไรคนจะมาซื้อของเรา เท่านั้นเอง

แล้วต้องทำยังไง ทั้งสองอย่างที่ว่าเนี่ย

ป้ายสำคัญมากครับ ตอนนั้นแผงของเราอยู่ตรงบันไดเลื่อนพอดี เราก็เขียนป้ายใหญ่ ๆ เลย ว่า ‘รับซื้อเทป ม้วนละ 20-29 บาท’ คนก็แห่มาขาย ตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจนะว่าของมันจะมีเข้ามาให้เราทุกวันเหรอ แต่พอทำป้ายมาติด มันก็มี ระบบมันก็ทำงานของมันไปเอง คือคนมาขายให้เราสัก 10% คนมาซื้อ 90% มันก็ดุลกันแล้ว เพราะคนมาขายคนหนึ่งเขาแบกมาเป็นร้อยม้วน แต่คนมาซื้อ ซื้อคนละห้าม้วน สิบม้วน

จำนวนคนซื้อเยอะกว่าคนเอามาขาย แต่ปริมาณสินค้าคนขายเอาของมาเยอะกว่า

ใช่ ๆ คนมาซื้อ ซื้อน้อย แต่ว่ามาหลายคน แต่คนขายนี่ คนเดียวบางทีเป็นร้อย สองร้อยม้วน ยกมาหลายลัง มันก็พอดีกัน เราก็ปล่อยเร็วไปเลย คือ พอวางปุ๊บ คนก็มา-ขายออก เดือนแรก ๆ นี่เราก็งงเหมือนกันนะว่า ทั้งที่ร้านมันดูเหมือนจะไม่มีทางเข้าร้านเลย แต่คนก็รู้จักกัน อาจเพราะมันเป็นของแปลกใหม่ด้วย เพราะว่า หนึ่ง เราใช้ราคา 20-29 บาท ซึ่งมันเป็นราคาเปิดท้าย แบกะดิน แต่ สอง อันนี้มันขึ้นห้าง แล้วมันเป็นห้างที่อยู่ตรงอนุสาวรีย์ชัยฯ ใจกลางเมือง ลูกค้ายังบอกเราว่า ราคาประมาณนี้ไม่ต่างกับที่ขายบนสะพานลอย แต่ซื้อสบายกว่า แอร์ฯ เย็น ๆ มาชอปปิง มารอแฟน มันก็ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าโอเค  ได้ของดีแล้วก็สะดวกสบายด้วย

เดือนแรกก็เวิร์กเลย

เวิร์กเลย ก็งงเหมือนกัน บางครั้ง คือผมไม่ใช้คำว่าดวงนะ แต่มันก็มาแบบนี้ มันได้มา แต่ไม่ใช่ดวงแน่นอน

แล้วตอนที่ต้องไปฝึกงานทำยังไง

ก็ให้แม่ที่อยู่ต่างจังหวัดมาช่วยดู แกอายุมากแล้วนะ แต่ต้องมาเฝ้าร้าน พอเราฝึกงานเสร็จก็ต้องรีบมาที่ร้าน เพื่อจะมาดูต่อ เราฝึกงานที่โรงพยาบาล แถวธัญบุรี รังสิต ไกลนะแต่เราก็อดทนเอา

คิดว่าทำไมคนถึงเอาของมาขายให้เราเยอะขนาดนั้น

คนขายบางคนเขาก็มีเหตุผล เขาต้องการที่จะทำความสะอาดบ้าน ย้ายไปเรียนต่อ แต่งงาน เศรษฐกิจฝืดเคือง หมุนไม่ทัน บางคนเขาบอก ‘พี่ ผมจะย้ายไปเมืองนอกแล้ว ผมมาขาย ให้พี่เอาไปขายต่อ เพื่อจะให้คนที่เขาต้องการ ผมจะได้ไม่ต้องเอาไปทิ้ง’  พูดง่าย ๆ คือ เขาไม่รู้จะเอาไปไหน ปล่อยทิ้งไว้มันก็คือขยะแน่ ๆ ทั้งที่บางม้วนมันมีค่า คนซื้อเขาก็ต้องการสะสมแล้ว มันหาฟังไม่ได้ บางอย่างมันลิมิเต็ดมาก ๆ  เราก็ได้มาเยอะ ของมันก็เปลี่ยนมือไป เราชอบบรรยากาศแบบนี้นะ

ยังไง

ก็ชอบบรรยากาศในการขายของเก่า บางคนเจอม้วนที่เขาต้องการจริง ๆ นี่เขาน้ำตาซึมเลย เขาแบบ… ‘พี่ สุดยอดเลย’ ผมยังคิดว่า เฮ้ย! เราขายของ เราก็ไม่ได้คิดว่า ลูกค้าจะดีใจได้ขนาดนั้น แต่ถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีความสุข ถึงจุดมุ่งหมายที่เขาใฝ่ฝันน่ะ เราก็ดีใจ บางคนบอกถึงขั้นว่า ‘พี่ เนี่ย ตอนนั้นผมหาเงินไม่ได้ แล้วผมซื้อไม่ทัน มันก็ไม่มีขายแล้ว มาเจอร้านพี่นี่แหละ’  เราก็คิดว่า มันไม่ใช่การขายเหมือนร้านอื่น ๆ เลยนะ ลูกค้าร้านอื่นมีความสุขเหมือนลูกค้าเราหรือเปล่าไม่รู้

ขอโทษที่ต้องถามอีกครั้ง แต่เมื่อผลประกอบการเป็นแบบนี้ มีแว้บคิดไหมว่าก็ไม่เห็นต้องฝึกงานก็ได้นี่หว่า

โอ้ย ไม่ได้ เรียนนี่สำคัญ มันเหมือนว่าเราไม่ได้ใช้ปริญญาก็จริง แต่การเรียนมันก็เปิดโลกให้เรา เคยคิดเหมือนกันว่าทำไมกูต้องเรียนหนัก หาเงินใช่หนี้ เรายืมเงินจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (ก.ย.ศ.) ตอนนั้นผมยืมไป 4 แสน เวลาเหนื่อย ๆ ก็คิดว่าทำไมต้องเป็นหนี้เพื่อเรียนด้วยนะ แต่เคยอ่านเคยผ่านตานิดหนึ่ง  จำไม่ได้ว่าอ่านมาจากไหน เขาบอกว่า คนขายก๋วยเตี๋ยวที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือ ส่วนมากเขาจะไม่คิดขยาย กิจการหรือคิดพัฒนาปรับปรุง เขาจะขายแค่ในชุมชนตรงนั้น ขายแบบนั้น แต่คนเรียนหนังสือ เขาจะหาหนทางขยายกิจการว่าทำยังไงถึงจะพัฒนา ทั้งที่ก๋วยเตี๋ยวมันก็มีแค่เส้นลวกกับน้ำซุปเหมือนกัน คนที่เรียนเขามีความคิดแล้วมันก็ไปได้ของเขา เพราะเขากล้าคิด แต่คนที่ไม่มีพื้นฐานตรงนั้น บางทีความคิดของเขา นี่ไม่ได้ดูถูกนะ แต่อาจจะไม่ได้คิดถึงขนาดนี้ เขาไม่ได้มองไกลถึงขนาดนี้ เราก็คิดว่าถึงเราเรียนมาไม่ได้ใช้ แต่มันช่วยให้เรามองไกลขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ต่อให้เราหาเงินได้แล้วเราก็ยังพยายามเรียนให้จบ แล้วก็คิดว่าโชคดีมากที่ได้เรียนด้วย

ปริญญาอยู่ที่ไหนตอนนี้

โอ้โห! อยู่บนข้างฝาที่บ้านนอกโน่น ยังไม่เคยแกะออกมาดูเลย (หัวเราะ) ไม่รู้เขาใช้กันยังไง กรอกใบสมัครงานกันยังไง ตอนแรกก็คิดว่า เออ เราน่าจะไปสมัครงาน

ใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ก่อน

อืม แบบนั้นแหละ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เรารักไง เพราะพื้นฐานเรารักการค้าขายอยู่แล้ว เราก็ต่อยอดความเรื่องค้าขายแค่นั้นเอง แต่เชื่อไหม หลังจากเรียนจบ ฝึกงานเสร็จแล้ว เราสามารถใช้เงินกู้ยืมสี่แสนได้หมดเลย ปีเศษ ๆ เองนะ ทั้งที่เขาให้ผ่อนได้เป็นสิบปี ตอนผมไปปิดบัญชี ผมถือเงินสี่แสนไปไปปิดเลย คนที่ธนาคารเขายังแนะนำว่า น้องเอางี้สิ จ่ายไปก่อนก้อนแรกสักแสนนึง แล้วอีกสามแสนเอาไปซื้อหุ้นวายุภักษ์ ของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้เราอุ่นใจขึ้น ระยะเวลาก็สิบปีเหมือนกัน ผมก็ถือหุ้นสิบปี สามแสน ทิ้งไว้  ได้กำไร 3% ต่อปี ถ้า กยศ. มันเสียดอก 1% ที่ ใช่ไหม เราก็ได้กำไรอีก 2% โดยที่ว่าเราไม่ต้องกังวลว่าเราเป็นหนี้

เงินก้อนนั้นก็คือเงินจากการขายเทป

ใช่ กองทุนมันจบ 10 ปี เราก็ปิดตรงนั้นพร้อมกันพอดีสองก้อน

ก็คือใช้ทั้งหนี้ ได้ทั้งดอกเบี้ย

ใช่ เราก็ไม่ได้เจตนาที่จะหวังดอกเบี้ยหรอก แต่ว่าเขาก็บอกว่าให้โอกาสเราไปคิด ให้โอกาสเราลองดู บอกน้อง ลองเอาไปคิด อย่าเพิ่งปิดเลย เราก็ เฮ้ย เออว่ะ เรารู้สึกเหมือนตอนแรก ๆ ที่ขายของ ขายวันเดียว ได้เงินเหมือนหนึ่งเดือน  อันนี้เขาให้เวลาเราสิบปีในการผ่อน แต่เราใช้แค่ปีเศษ ๆ เราก็ปิดได้หมด เริ่มสงสัยว่า ค้าขายสายนี้มันเป็นทางของเราหรือเปล่า เรานึกถึงคำของอาจารย์คนหนึ่งตอนที่เรียนเภสัชฯ ขึ้นมาเลย

คำนั้นคืออะไร

ตอนนั้นเรียนหนักมาก เราก็อยู่แต่ห้องสมุด ไม่ยอมทำอะไรเลย เรามีอาจารย์อยู่ท่านหนึ่ง ชื่อ ดร.เกษม นามสกุลอะไรจำไม่ได้แล้ว  แกสอนวิชาเคมี น่าจะเป็นอธิการบดีไปแล้วตอนนี้ ผมกับแกน่ะเจอกันตลอด แต่วิชาของแก ผมไม่ผ่าน แกก็งงที่ผมสอบตก ผมก็ไปปรึกษาอาจารย์ผมคงเรียนไม่ไหวแน่ ๆ อาจารย์ก็บอกว่า สง่า ถ้าเธอยังเรียนที่เภสัชฯ นะ นักศึกษามี 120 คน นับจากข้างหลังมา 5 คน จะเจอเธอ เธอเปลี่ยนไปเรียนคณะที่นับจากด้านหน้ามา 5 คนแรกแล้วเจอเธอดีกว่า

นี่คือเหตุผลที่เราเปลี่ยน

ใช่ เราจำคำพูดนั้นมาใช้ในการขายเทป ขายซีดีมือสอง  เราก็เลยคิดว่า เฮ้ย เราทำได้ดีแล้ว เราก็ไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย

ในแวดวงขายเทป ซีดีเก่าเนี่ย นับจากแถวต้นมา 5 คน มีเรา

เราไม่ถือว่านับมาห้าคนแล้ว แต่คือคนอื่นกำลังเจ๊งน่ะ (หัวเราะ) แต่เราก็ยังอยู่รอด ก็คิดว่า เฮ้ย! เราก็สู้ได้นี่หว่า เราเลยคิดว่านี่น่าจะเป็นทางของเราแล้ว เนี่ย อาจารย์บอกเราแบบนั้น เราก็ทำแบบนั้น จะบอกว่าไม่เรียนก็ได้ได้ยังไง

ช่วงปี 2543-44 เป็นต้นมา มีพวกซีดี MP3 บีบอัดใส่ไฟล์มา มีแผ่นผี แผ่นประเทือง แผ่นแวมไพร์ พวกนี้มันกระทบกับธุรกิจขายของแท้มือสองแบบเราไหม

มันคนละตลาดกัน คนที่ต้องการฟังเพลงจริง ๆ เขาฟังแผ่นแท้ ฟังในรถ อยากได้เสียงดี ๆ แผ่นผี เสียงมันไม่ดี แล้วลูกค้าเราก็ยังมีอีกกลุ่ม ที่ซื้อไปเก็บ เป็นนักสะสม เขาจะไม่จับของก๊อปฯ ส่วนคนที่เขาซื้อแผ่นก๊อปฯ  ก็เพราะอาจจะมีหลายศิลปิน หาง่ายตามที่ต้องการ อยากได้อะไรมีหมด ของเราบางทีของแท้มันมีไม่เยอะแบบนั้น

แปลว่าเรารู้จักกลุ่มเป้าหมายลูกค้าของเราดี

ก็พยายามเก็บข้อมูล พยายามสังเกตเอา อาศัยคุยกับลูกค้านี่แหละ พี่ซื้อไปฟังบ้างไหม เขาบอกว่า ผมซื้อไปเก็บ ไม่เปิดหรอก เราก็เลย เอ้อ มันมีกลุ่มนี้ด้วย กลุ่มนี้คือเขาจะไม่จับ MP3 ไม่จับแผ่นก๊อปฯ ลูกค้าเป็นคนบอกเรา

แปลว่าไม่แผ่นผีแผ่นปลอมไม่กระทบกับเรา

เราก็พยายามประคองตัวยังได้อยู่ รายได้ลดลงไปไหม? ก็มีบ้าง แต่มันก็ยังไปได้อยู่ ยังปรับตัวไปตามสถานการณ์ได้อยู่ แต่ไม่ใช้ปรับตัวไปขายของก๊อปฯ นะ ไม่ใช่ ตลาดมันยังได้อยู่

จากแผงล็อคในห้างไปเปิดเป็นร้านจริงจังได้ยังไง

เปิดได้ปีหนึ่ง เราก็เปิดอีกร้านที่ ยูเนียน มอลล์ ลองผิดลองถูกเยอะเหมือนกัน เคยไปลองเปิดที่รังสิต ปิ่นเกล้า ไปวิ่งตลาดนครปฐม ที่งานประจำปี จ่ายคืนละ 4000-5000 ทรมานมาก เราพยายามลดความเสี่ยง ถ้าเกิดลูกค้าไม่สะดวกก็ไปหาเขา เราก็พยายามเปิดให้เขาสะดวก กระจายความเสี่ยง ไม่ผูกไว้กับที่ใดที่หนึ่ง

แต่บางทีไปนี่ก็เสี่ยงเหมือนกัน

ก็เสี่ยง เจ๊งออกมาก็มีเยอะ (หัวเราะ) ก็อย่างว่าแหละ เป็นเรื่องปกติ แต่ว่าเรายังรักษาร้านหลักของเราที่อนุสาวรียชัยฯ ได้ก็โอเค

แล้วตอนที่เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองล่ะ ที่ เซ็นเตอร์ วัน ไฟไหม้

โอ้โห! อันนั้นล้มกระดานเลย

ล้มเลยเหรอ

ล้มเลย คือต้องบอกก่อนว่า ชีวิตคนขายของห้างน่ะ จะเห็นโลกภายนอกได้ก็หลังสี่ทุ่ม ตอนเช้าตื่นมา 8-9 โมงก็ต้องรีบไปห้าง เพื่อที่จะเตรียมเปิดร้าน ของทุกอย่างเราก็เลยเก็บในห้าง เพราะเรามีเวลาอยู่บ้านน้อยมาก มีไว้นอนตอนกลางคืน เราก็เก็บสต๊อกของที่คิดว่าสำคัญไว้ในห้าง พอไฟไหม้ขึ้นมานี่ไม่ต้องพูดถึง ของที่เป็นเบอร์หนึ่งที่เก็บไว้ไปหมด ตอนนั้นเสียหายเยอะมาก ใครบอกว่าของมือสองไม่มีราคา เราจะเถียง ซีดีที่อยู่ในสต็อกเราเนี่ย เก็บไว้เกิน 40,000 แผ่น  หลายแผ่นตัวท็อป ๆ ของเพลงสากล ตอนนั้นซีดีเพลงสากลนี่ขายอยู่ที่แผ่น 200-250 ก็คูณไปสิ หายไปหมดเลย แผ่นที่นักสะสม นักเล่น หากัน แผ่นที่ราคาสูง ไปหมด

เสียหายทั้งสินค้า เสียหายทั้งความรู้สึก

ใช่ บางตัวเปิดร้านสิบปีเจอมาแผ่นเดียวแบบนี้ก็มี เราก็ไม่อยากขาย อยากเก็บไว้ ให้มันติดร้านไว้ ใครมาขอซื้อ เราไม่ขาย ไอ้ที่เขาบอกว่านักสะสมหากันพลิกแผ่นดิน เราเก็บไว้หมด มันไปหมดตรงนั้นเลย ใครจะคิดว่าที่ที่เราคิดว่าปลอดภัยที่สุด มันจะเป็นไปได้ขนาดนี้

เหตุการณ์นั้นเราอยู่ที่ไหน

ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ห้างไฟไหม้  มันก็ม็อบเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ใช่ไหม เราก็เลยปิดร้านก่อน รอให้สงบแล้วค่อยกลับมาขาย ผมก็เลยไปเที่ยวหลวงพระบาง ไปเที่ยวเป็นเดือนเลย วันที่ไฟไหม้ เซ็นเตอร์ วัน ตอนนั้นผมก็นอนอยู่หลวงพระบาง ดูทีวีอยู่กับคนลาว คนลาวก็ถามผมว่ามาเที่ยวนี่เห็นบ้างไหมว่าคนเขากำลังประท้วงกัน ปิดถนนอีกแล้ว เขายังพูดไม่ขาดคำเลย ก็มีรายงานข่าวด่วน ว่าห้าง เซ็นเตอร์ วัน ถูกไฟไหม้ ผมยังบอกเขาเลยว่า ร้านผมอยู่ในนั้น  ไม่ต้องคิดเลยว่าจะเหลืออะไรบ้าง  ผมก็โทรไปที่บ้าน เขาก็บอกเหมือนกันว่าไฟไหม้ร้านแล้วนะ จะกลับมาไหม เราก็คิดว่าอย่าเพิ่งกลับเลย ถ้ากลับไปเราอาจจะคิดมาก  เราอยู่ที่นี่ เราทำอะไรไม่ได้ดีกว่าบินกลับเลย เราก็บอกว่า ไม่เป็นไร มันหายไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว เราก็เที่ยวต่ออีกนะ

ไม่เสียใจ ไม่อะไรเหรอ

ก็มันเกิดไปแล้ว มันทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ก็ต้องยอมรับ เขาบอกให้มาดู เราบอกไม่เป็นไรหรอก ให้มันไปเถอะ…โน่นแหละ ตอนเขาประกาศให้ความช่วยเหลือ หลังจากนั้นอีกพอสมควร เราถึงจะกลับมาติดต่อเรื่องเยียวยาช่วยเหลือ สินค้าเราไปหมดแล้ว เหลือแต่ซากอยู่แล้ว ยามยังบอกเลยว่าร้านพี่น่ะ นานสุดเลย เพราะมันเป็นพลาสติก (หัวเราะ)

แล้วชีวิตหลังจากนั้น ทำยังไงต่อ

หลังจากนั้นเหรอ โอ้โห ไม่มีของขายอยู่ปีนึงเลย ลูกค้าหาย ลูกค้าก็ต้องการซื้อแต่ว่าเราไม่มีที่เปิดร้าน ไม่มีหน้าร้าน แล้วของส่วนมากที่เด็ด ๆ สวย ๆ ความต้องการสูง ๆ ก็อยู่ในร้าน แต่ว่าของที่เหลือเศษมาก ๆ นี่ อยู่ที่บ้าน เพราะเราไม่มีเวลาอยู่บ้านอย่างที่บอกไง ก็เลยมีแต่ของเหลือ ๆ ที่บ้าน นั่นแหละ เราเอามาต่อยอดตอนเปิดร้านอีกครั้งหนึ่ง

เหมือนตอนที่ตัวเองเป็นนักศึกษาเลย เอาของที่ตัวเองมีอยู่มาขาย

ใช่ เอาตัวที่ บางทีตลาดยังไม่ต้องการ แต่ก็ต้องเปิดร้านเพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ เรากลับมาแล้ว

ไปขายที่ไหน

ก็อยู่ เซ็นเตอร์ วัน ที่เดิมนี่แหละ รอให้เขาสร้างใหม่ แล้วพอดีกับที่น้ำท่วมปี 54 ด้วย เราก็รอยาวเลย กลับมาอีกที ปี 55  เราก็ต้องมาเริ่มใหม่หมด แต่ตอนนั้นเราเริ่มเป็นซีดีหมดแล้ว เพราะเทปเริ่มไม่มีใครผลิตกันแล้ว ร้านเทปเล็ก ๆ นี่เริ่มปิดกัน ค่ายเพลงเขาก็เลิกผลิตเทปกัน ซีดีเองก็ยอดขายไม่ดี บางทีก็มีค่ายเพลงให้ไปเหมา แต่ระบบมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว

วัฒนธรรมการฟังเพลงของคนก็เปลี่ยนด้วย เริ่มฟังออนไลน์กันมากขึ้น

เมื่อก่อนเราจะรู้เลยว่า พอมีอัลบั้มใหม่ ๆ ออกมานะซื้อ อีกสักพักก็จะมีคนมาขายให้เรา ฟังเบื่อแล้วก็จะมาขายให้เรา แต่ตอนนี้เขาไม่ซื้อของใหม่ เราก็ไม่มีของขาย เหลือแต่ของที่ร้านใหญ่ ๆ เขาโละมา ของมันก็เลยซ้ำ ๆ กัน ไม่ใช่ของที่ผ่านกาลเวลา ยังไม่คลาสสิก บางแผ่นก็ยังซีลอยู่เลย ซีดคาซองพลาสติก เป็นของใหม่ที่ขายไม่ออก

มันกลายเป็นว่าเราไม่ได้ขายของคลาสสิกไป

ใช่ เสน่ห์มันลดลง วิธีการฟังเพลงของคนก็เปลี่ยนด้วย มันไม่คึกคักเหมือนเก่า เราเปิดได้พักหนึ่งก็ต้องเลิกขายที่ร้าน เลิกไปในปี 59

ทำไมถึงเลิก

ห้างเขาปรับปรุงด้วย เผอิญร้านใหม่เรามันอยู่ติดลานจอดรถ เขาทุบตรงนั้นออก เพื่อจะสร้างตึก เอาลานจอดรถมาขยายเป็นศูนย์การค้า ร้านเราเป็นตัวเชื่อมพอดีเขาก็เลยซื้อร้านเรา

เขาให้ค่าชดเชยเราไหม

นิดหน่อย แต่เราก็เลยหมดแรงที่จะสร้างใหม่ด้วย

ไม่ไปที่อื่นทำร้านต่อเหรอ

คือเราตั้งใจอยู่แล้วว่า อายุ 40 เราอยากเกษียณ  อยากหยุดงานตรงนี้ เราใช้ชีวิตอยู่ในห้างมา 20 ปี ชีวิตมันไม่เจออะไร ไม่มีวันหยุด ไม่เคยรู้ว่าโลกตอนกลางวันเป็นยังไง เราไม่เคยออกมาดู

ทำไมไม่หาวันหยุด วันที่ปิดร้าน ไม่ขายสักวันหนึ่งไปเที่ยวพักผ่อนดูล่ะ

เพื่อไปเที่ยวห้างเหรอ (หัวเราะ) ผมพูดกับใครหลายคนแล้วว่าคนที่ไม่เคยเปิดร้านเขาจะไม่รู้ ขนาดเราเป็นร้านเล็ก ๆ นะ แต่การเป็นนายตัวเองเนี่ยทำให้เราไม่กล้าหยุด ค่าเช่ามันวิ่งทุกวัน ตอนร้านใหม่นี่ ค่าเช่าเดือนละ 60,000 วันละ 2,000 เราหยุดสองวันก็สี่พันแล้ว หยุดไม่ได้หรอก มันบังคับให้เราต้องทำ ถ้าไม่ทำ ก็เตรียมหาเงินสำรองมาจ่าย ซื้อวันหยุด

สรุปว่าก็เลยเลิกทำร้านดีกว่า

เราก็เลิก แล้วมันอยู่ในยุค e-commerce มาพอดี ขายทางอินเตอร์เน็ต ขายออนไลน์ เราก็หันมาขายออนไลน์ กระแสกำลังมา แล้วเราก็มีชีวิตของเราเองได้ด้วย ไปที่ไหนก็ได้ ก็เริ่มเอาของที่มีอยู่มาขายในเฟซบุค พยายามสร้างกลุ่ม เป็นแฟนเพจ แต่ยังไม่ทำเว็บนะ

ทำไมไม่ทำ

ผมว่ามันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ตอนนี้การขายในเว็บยังสู้เฟซบุคไม่ได้ ผมกำลังรอดูอะไรนิดหน่อยก่อน แต่ระหว่างนี้ก็ขายในเฟซบุค เราจัดระบบดี ๆ มันก็พอไปได้

มีข้อดีข้อเสียยังไงหรือเปล่า

มีอยู่แล้ว เอาข้อเสียก่อน  ข้อเสียคือหนึ่ง ไม่เจอลูกค้า สอง มันเป็นการขายที่ง่าย อะไรที่ง่าย คืนอื่นก็ทำได้ คนขายหน้าใหม่ ๆ ก็เกิดง่าย ถ้าขายในห้างก็ยากหน่อย เพราะค่าเช่าแพง เราแค่แข่งกับเวลาในการหาค่าเช่าให้ห้างเท่านั้น แต่ในเฟซบุค ใครก็ขายได้ มีคนขายรายใหม่เกิดทุกวัน แต่มันก็ท้าทายว่าเราจะแตกต่างจากเขาได้หรือเปล่า เราจะทำให้เส้นทางของเราตื่นเต้น ลูกค้าหรือคนทั่วไปเขาเห็นเราเขาก็จะตื่นเต้นไปด้วยได้หรือเปล่า

แล้วข้อดีล่ะ

สะดวก ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า (หัวเราะ) ขายตอนไหนก็ได้ สบาย มีเวลาส่วนตัว ตลาดกว้าง ตอนอยู่อนุสาวรีย์ชัยฯ กลุ่มลูกค้าอยู่แค่ 5 แยกอนุสาวรีย์ชั้น แต่อันนี้มีทั่วเมือง เผลอ ๆ ต่างประเทศด้วย

แต่ก็จะไม่มีใครมาขายของให้แล้ว

อ้อ ตรงนั้น เราแก้ตรงที่ว่า เราก็อาศัยจับเอาในเฟซบุค แย่งกันกับพ่อค้าด้วยกันนี่แหละ  เห็นใครขายต่ำกว่าเรา แล้วเราสามารถขายให้สูงได้อีกนิด ก็ไปซื้อมา บางทีก็โดนโกง โดนหลอกบ้าง มันก็สนุกดีเหมือนกัน แต่ตรงนั้นเราคิดว่าเป็นแค่ทางเลือกหนึ่ง เป็นทางออกหนึ่งในการหาสินค้า แต่ว่าปีที่แล้วที่ไปติดต่อกับร้านขายศซีดีมือสองที่ญี่ปุ่น เราไปญี่ปุ่นเพื่อไปดูว่าเขามีสินค้าอะไรบ้าง แล้วเราก็ให้เขาส่งเข้ามา แล้วก็ขาย  ก็ดี แต่ว่าเดี๋ยวนี้คนก็เอาแบบนี้มาขายเยอะแล้ว

คิดจะกลับไปมีร้านอีกไหม

คงไม่ เพราะว่าระบบขายแบบห้างเอง มันก็เริ่มจะหายไปแล้ว ขายออนไลน์จะมาแรง  ทุกอย่างที่อยู่ในห้าง มันสามารถขายออนไลน์ได้เกือบหมดแล้ว แม้แต่ธนาคารเขายังยุบสาขาเลย ทุกอย่างทำได้ออนไลน์หมดแล้ว แต่การไม่มีร้านมันก็เป็นข้อเสียสำหรับคนอย่างเราเหมือนกัน

อ้าว นึกว่ามีแต่ข้อดี

มีข้อเสียด้วย คือเราอยากจะมีสินทรัพย์อะไร เราคุยกับธนาคารไม่ได้ เพราะเหมือนเราไม่มีตัวตน ไม่มีอาชีพ เป็นรูปธรรม ตรวจสอบไม่ได้ ไม่มีสัญญาห้าง อาจจะมีเงินหมุนเวียนในบัญชี แต่ไม่สัญญาห้าง ไม่มีอะไรมั่นคง การคุยกับธนาคารแบบนี้ก็ยาก

แล้วคิดถึงบรรยากาศ ซื้อมาขายไป ได้คุย อะไรแบบนี้ไหม

คิดถึง บางครั้งได้ทักทาย เป็นไงพี่ ตรงนี้ลองฟังดูก่อนพี่ อย่าเพิ่งซื้อ เราก็ให้ลูกค้าฟังสด ๆ ได้เลย ร้านเราจะมีเครื่องลองให้ลูกค้า เราก็บอกว่า พี่ ลองก่อนนะ อย่าเพิ่งซื้อ เอาถูกใจจริง ๆ เพราะว่าเราอยากให้เขาแฮปปี้มากกว่าที่จะโดนยัดเยียดให้ซื้อ อันนี้เราคิดถึง เพราะเราทำแบบมาตลอด 20 ปี

คิดว่าชีวิตตอนนี้โอเคไหม

คิดว่าโอเค เราโชคดีคือถึงแม้มันผ่านอะไรมา ตอนไฟไหม้นี่เรียกว่าหมดเนื้อหมดตัวก็ว่าได้  แต่ตอนนี้ก็ยังสบายนะ เราก็บอกตัวเองว่าเราโชคดี โชคดีที่ยังพออยู่ได้ ประคองทุกอย่างให้ปกติ แล้วเราก็ไปต่อได้ ตอนนี้ไปต่อสบาย ๆ แล้ว

ดิ้นรน ต่อยอดไปเรื่อย ๆ

ดิ้นรนเหรอ เราต้องปรับตัวมากกว่า คนค้าขายมันต้องปรับตัวนะ เพราะมันเป็นอาชีพที่มีการแข่งขันอยู่แล้ว ถ้าไม่ปรับตัวในการแข่งขัน แล้วเรากลายเป็นผู้ตาม พอเราตามเมื่อไหร่ แล้วเราก็เหนื่อย แต่ถ้าเกิดเรานำ เราก็ไม่ต้องเหนื่อย ก็อย่างที่อาจารย์บอกเราว่า เราจะไม่เป็น 5 คนสุดท้าย เราจะต้องเป็นจากหัวแถวนับลงไป อย่างนี้เราจะสบาย ถึงแม้ทำเหมือนกันแต่เราจะไม่เหนื่อยเท่าเขา คนอื่นที่เขานับแล้วอยู่ด้านหลัง เขาจะต้องวิ่งตามเหนื่อย

ทำไมถึงไม่ไปขายอย่างอื่น สินค้าตั้งเยอะแยะ เสื้อผ้า อาหาร ทำไมยังขายซีดี เพราะว่าซีดีกับเทปนี้มันหลุดสมัยไปแล้วนะ

คือมันเหมือนมีปมตอนเด็ก เคยทะเลาะกับพ่อเพราะเราเอาแต่ฟังเพลง ไม่ช่วยพ่อขายของ แล้วพ่อบอกว่า เรา มึงฟังเทปนี่มันจะทำให้มึงอิ่มไหม ทำให้มึงมีรายได้ได้ไหม ทำให้มึงอยู่รอดได้ไหม ทางบ้านเราเนี่ย จะเน้นให้ทำงาน เน้นเรียนหนังสือ  แกกลัวโตมาแล้วลำบาก พอเราไปฟังเพลง ซื้อเทปเนี่ย โดนดุโดนด่าตลอด อันนี้มันฝังใจ (หัวเราะ) พอมาตอนนี้ เราก็ยังชอบดูแต่หนัง ฟังแต่เพลง เราก็สามารถมีรายได้ เหมือนอยากเอาชนะ อยากพิสูจน์อะไรก็ไม่รู้ แต่มันเป็นปม เรารู้ว่าที่แกดุ แกหวังดีกับเราตอนนั้น คือแกอยากให้สบาย แต่เราคิดว่า ชอบฟังเพลง ชอบดูหนังก็มีรายได้  ทำให้อิ่มท้องได้ มันก็เป็นความภูมิใจที่เราอยู่ได้แบบนี้

อย่างที่รู้กันว่าในรอบ สามสิบปีมานี้ ธุรกิจเพลงเนี่ย มันเป็นธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไวมาก เมื่อก่อนเป็นแผ่นเสียง กลายมาเป็นเทป ซีดี MP3 ยูทูบ ตอนนี้เป็นสตรีมมิ่ง ตลาดไวนิลก็กลับมาอีกแล้ว มันเปลี่ยนไวมากเลยนะ ต่างจากธุรกิจอื่นมาก

ใช่ มันเป็นสินค้าที่ ถ้ามองตัวสินค้านี่ มันเปลี่ยนมูลค่าของตัวเองตลอดเวลา เพลงน่ะมีอยู่ แต่วิธีฟังเพลงนี่เปลี่ยนแปลงตลอด บางคนซื้อเทป ซื้อซีดี ไป เพื่อประดับตัวเองแล้วนะ เดี๋ยวนี้มันเป็นยุคสมัยที่คนมองหาตัวตนในโซเชียล มีเดีย แล้ว บางคนเขาก็จะเอาสินค้าเราไปเป็นแค่โพรไฟล์ เพื่อจะถ่ายรูป เพื่อจะประดับ เป็นแบ็คกราวนด์ให้รู้ว่านี่คือตัวตนเรา เรามาแนวทางนี้  ไม่ใช่การซื้อเพื่อเอาไปฟังเท่าไหร่แล้ว เผลอ ๆ ไม่เปิดฟังด้วย เพราะฉะนั้นลูกค้าที่ซื้อไปเพื่อไม่ฟัง ยังไงก็ยังต้องการซื้อของแท้อยู่ เราไม่ได้ขายแค่ซีดีแล้ว แต่เราขายตัวตนบางอย่างให้เขา ขายของที่เขาตามหาเพื่อบอกว่าเขาเป็นใคร นี่คือมูลค่าจริง ๆ ของสินค้าเรา

คำถามสุดท้าย อยากกลับบ้านหรือยัง

ผมเตรียมพร้อมแล้วนะ ตอนนี้ผม 42 แล้ว ก็เตรียมตัวย้ายกลับไปอยู่บ้าน นี่ไปเทสต์ระบบไวไฟ สัญญาณอินเตอร์เน็ต ระบบขนส่งไปรษณีย์อะไรต่าง ๆ ที่ทำให้เรายังขายของได้เหมือนเดิม แต่ไม่ต้องอยู่กรุงเทพฯ ก็เร็ว ๆ นี้แหละ แต่บังเอิญว่าบ้านที่เราอยู่ตอนนี้ที่รามคำแหง รถไฟฟ้ามันกำลังตัดผ่าน เรารอดูก่อนว่าหลังจากมีรถไฟฟ้าแล้ว เราจะทำยังไงกับมัน เรายังมองหาอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอแหละ (หัวเราะ)

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s