“สตูดิโอ ไดอะล็อก” ห้างหุ้นส่วนชีวิต-ฝัน-รัก-น้ำตาไม่จำกัด

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล


มันเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ แค่ พอเราไปคุยงานแล้วเขาขอนามบัตร แต่เราไม่มี เราก็ทำเหมือนว่ามันหมด ไม่ได้เอามา” – ณัฐจรัส เองมหัสสกุล

“Studio Dialogue” เป็นสตูดิโอขนาดเล็ก ทำงานด้านการออกแบบและจัดการเนื้อหาและดีไซน์ ผู้ก่อตั้งคือ แม็ก-กริชเทพ ศรศิลป์ และ แป้ง-ณัฐจรัส เองมหัสสกุล ว่ากันตามทะเบียนพาณิชย์ “สตูดิโอ ไดอะล็อก” เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด

แต่เจ้าของสองรายนี้เป็นมากกว่าหุ้นส่วนจำกัด เพราะเขาและเธอยังเป็นหุ้นส่วนชีวิตกัน ในความหมายของการเป็นสามีและภรรยา

กริชเทพ และ ณัฐจรัส พบกันครั้งแรกในฐานะกองบรรณาธิการ (หนุ่ม) และกราฟิก ดีไซเนอร์ (สาว) ของนิตยสาร a day ราวสิบกว่าปีก่อน ก่อนชีวิตการงานจะพัดพาไปตามกระแสธารของทะเลแห่งภาระหน้าที่ กริชเทพ เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร “Zoo” ส่วน ณัฐจรัส ก้าวไปไกลถึงการเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร “Computer Arts” และเป็นอาจารย์พิเศษสอนดีไซน์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง ในเวลาต่อมา

เช่นเดียวกับทะเลชีวิต ทั้งคู่จับมือกันแน่น ลงเรือลำเล็ก ค่อย ๆ กางใบออกนาวาฝ่ามรสุมเชี่ยวกรากเจอทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ มีทั้งสุข เศร้า มาด้วยกัน

และเรือลำนั้นก็มีชื่อว่า “สตูดิโอ ไดอะล็อก” อันหมายถึง “สนทนาสถาน” ตามความตั้งใจที่กริชเทพที่บอกว่าคิดแค่ชั่ววูบ เพราะเวลามีน้อย

วันนี้ “สตูดิโอ ไดอะล็อก” ล่องเรือมาอย่างมั่นคงจนขึ้นปีที่ 9 และยังเป็นสตูดิโอเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่งานก็ไม่เคยขาด ทั้งคู่ยังคงทำอยู่และทำไปตามหน้าที่และความรับผิดชอบ

นี่คือบทสัมภาษณ์ธรรมดา ไม่ได้มีเจตนาจะเชิดชูสิ่งใดนอกจากการทำอยู่และทำต่อไปของทั้งคู่ ในฐานะหุ้นส่วน

ที่ หุ้นกันทั้งในส่วนทุนจัดตั้ง หุ้นทั้งในส่วนรายได้ผลประโยชน์ และหุ้นกันด้วยชีวิต ความรัก ความฝัน และน้ำตา

ที่ไม่รู้ว่ามันมีขีดจำกัดอยู่ที่ตรงไหน

ทำ Studio Dialogue มา ปีนี้ปีที่เท่าไหร่แล้ว

กริชเทพ :  กำลังจะขึ้นปีที่ 9 ครับ

ย้อนไปวันที่ตัดสินใจทำกัน คิดว่ามันจะมาถึงตอนนี้ไหม

กริชเทพ : ไม่ได้คิดอะไรเลยครับ เป็นความบังเอิญ เราไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าเราจะต้องทำธุรกิจด้วยกัน ไม่ได้คิดว่าจะเป็นการสร้างครอบครัว เพราะว่าตอนนั้น ผมก็ทำงาน แป้งก็ทำงาน

ณัฐจรัส : ต่างคนก็ต่างทำงานประจำ

กริชเทพ : ใช่ รับงานฟรีแลนซ์กันบ้างประปราย งานไหนที่ผมรับงานเขียนหรืองานสัมภาษณ์หรือแป้งมีงานเลย์เอาท์ก็ต่างคนต่างทำ ถ้ามีงานหนังสือที่ต้องมีทั้งเนื้อหาและวางเลย์เอาท์ด้วยก็ทำด้วยกัน แต่ว่าบังเอิญมีอยู่งานหนึ่งที่ทำให้ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

ณัฐจรัส : มันเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ แค่ พอเราไปคุยงานแล้วเขาขอนามบัตร แต่เราไม่มี เราก็ทำเหมือนว่ามันหมด ไม่ได้เอามา

ไม่มีนามบัตรให้เขา

ณัฐจรัส : พอกลับไปก็คุยกันว่า ‘เอ้า! มีนามบัตรก็ได้ เดี๋ยวเรามีนามบัตรเลยแล้วกัน’ นามบัตรไม่ใช่เรื่องยาก จริง ๆ แล้วนามบัตรที่ทำตอนนั้นยังเร็วกว่าที่กำลังทำตอนนี้อีก (หัวเราะ) ปัจจุบันนี้ยังทำไม่เสร็จกันสักทีเพราะว่าคิดเยอะ แต่อันนั้นสบาย ๆ แม็กก็ตั้งชื่อ ‘Studio Dialogue’ เดี๋ยวนั้นเลย

ได้เดี๋ยวนั้นเลยเหรอ แล้วทำไมถึงตั้งว่า Studio Dialogue

กริชเทพ : ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนครับ คิดแค่อยากมีคำว่า ‘studio’ แล้วก็คิดว่างานที่เราทำ ส่วนใหญ่เป็นงานหนังสือ งานสัมภาษณ์ มันเป็นบทสนทนา และรู้สึกว่าการทำงานกราฟิกมันก็เป็นบทสนทนาในอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน เป็นการสื่อสาร ผ่านตัวอักษร คำพูด หรือสื่อสารผ่านกราฟิกดีไซน์ ก็รู้สึกว่าทั้งหมดมันเป็นงานที่เราคุยกับคนอื่น เลยรู้สึกว่า คำว่า ‘dialogue’ น่าจะตรงกับสิ่งที่ทำ

ณัฐจรัส : ไม่มีชอยส์ คิดได้แล้วเอาเลยค่ะ พอต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็มีสองรูปแบบ คือบริษัทกับห้างหุ้นส่วนจำกัด รายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน แต่ตอนนั้นไม่มีความรู้อะไรมาก คิดว่าแค่ชอบคำว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด อยากเป็น หจก.

กริชเทพ : ทุนจดทะเบียนเราต่ำสุดเท่าที่กฎหมายอนุญาตครับ เพราะตอนนั้นไม่มีความรู้อะไร เขาให้จดก็ไปหาคนช่วยจด ไม่มีความรู้ว่าทุนจดทะเบียนนี่มันเอาไว้ทำอะไร ไม่อยากจะรับผิดชอบอะไรเยอะ เพราะว่าตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แค่จะรับงานนั้นเฉย ๆ ก็จดด้วยทุนที่ต่ำสุด ถามเขาว่า ต่ำสุดได้เท่าไหร่ แล้วเราก็จดด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่เกินกฎหมายกำหนดมา 1,000 บาท ตอนนั้นแป้งเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่แถวลาดพร้าว 71 ออฟฟิศเราก็อยู่ในห้องนั้นด้วย ช่วงแรกทำกันแค่ 2 คน มีเพื่อนมาช่วยบ้าง ทำงานกันอยู่ในห้องเล็กๆ ได้พักหนึ่ง จบงานนั้นก็มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ ตัดสินใจอยู่ระยะหนึ่งเราก็ลาออกจากงาน ผมออกก่อน แล้วอีกปีหนึ่งแป้งก็ออก พอลาออกมาทั้งคู่ก็เลยคิดว่ามันน่าจะเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้นเลยไปเช่าอีกห้องหนึ่งในอพาร์ตเมนต์เดียวกันเพื่อทำออฟฟิศ เริ่มจ้างพนักงาน ตอนแรกคนเดียว มีฟรีแลนซ์หมุนเวียนเข้ามาเรื่อย ๆ เริ่มจริงจังมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

จนถึงวันนี้ก็เกือบ 10 ปี นิยามงานที่เราทำหน่อย รวม ๆ คืออะไร ทำอะไรกันอยู่

ณัฐจรัส : เป็นคำถามที่ตอบยากมากค่ะ

กริชเทพ : ตอนแรกก็ทำงานหนังสือเป็นหลักครับ ทำเนื้อหาควบคู่ไปกับงานดีไซน์ ต่อมาเริ่มมาทำนิทรรศการบ้าง นิทรรศการเล็ก ๆ ก่อน แล้วก็ทำนิทรรศการใหญ่ งานดีไซน์ก็เปลี่ยนไปจากเลย์เอาต์หนังสือมาเป็นการทำ corporate identity ให้กับองค์กรต่างๆ บ้าง โรงแรมบ้าง บางงานเป็นการออกแบบแคมเปญให้กับห้างสรรพสินค้า

ณัฐจรัส : อธิบายยาก เพราะงานที่เราทำมีความหลากหลายสูง อาจเป็นเพราะว่าตั้งแต่เริ่มทำออฟฟิศมา มีน้อยครั้งมากที่เราจะปฏิเสธงานที่เข้ามา เพราะแป้งรู้สึกว่าไม่ว่างานที่เข้ามาจะเป็นงานรูปแบบไหน หรือไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ ทุกงานมีความสนุกและท้าทายในตัวมันเองทั้งนั้น ในช่วงแรกอาจจะมีงานที่นอกเหนือความสนใจอยู่บ้าง แต่ช่วงหลังงานที่เข้ามาก็ตรงกับความสนใจของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น งานนิทรรศการชิ้นแรก ๆ คืองานนิทรรศการสารคดีภาพถ่าย ‘สุขโขไทย’ ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (สสส.) เขามีโจทย์ว่า จะรีโนเวตโรงอาหารใหม่เลยอยากจัดนิทรรศการเล็ก ๆ ตรงบริเวณที่ปิดซ่อมแซม ซึ่งงานนั้นเป็นงานแรกที่เราเริ่มทำงานรูปแบบอื่นที่มากกว่าการเป็นสิ่งพิมพ์ เป็นการจัดทำคอนเทนต์อีกแบบหนึ่งที่เราไม่เคยทำ มีเรื่องการจัดการพื้นที่ การออกแบบกราฟิกในสเกลที่ใหญ่กว่าหนังสือ การใช้ทักษะเรื่องการติดตั้งชิ้นงาน และทุกงานก็เป็นลักษณะคล้าย ๆ แบบนี้ คือ มีคนติดต่อเข้ามาให้ทำอะไรบางอย่างที่เราอาจจะไม่เคยทำมาก่อน เราอาจจะกลับมาคิดกันนิดหนึ่งแล้วก็จะลงเอยด้วยการตอบตกลงเสมอ พอลูกค้าคนนี้เห็นเราทำงานแบบนี้ได้ก็มาชวนไปทำงานอย่างอื่นอีก เราก็เลยไม่แน่ใจว่าจะนิยามงานของเราว่ามันคืออะไร เวลาที่มีเด็กมาสมัครงานหรือมาฝึกงานที่ออฟฟิศ เราก็จะถามว่า รู้จัก สตูดิโอ ไดอะล็อก จากงานชิ้นไหน คำตอบก็จะต่างกันออกไป

ซึ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราวาดกรอบของการรับงานชัดเจนว่า ‘อันนี้เราทำไม่เป็น เราก็เลยไม่ทำ’ ถูกไหม

ณัฐจรัส : ใช่ค่ะ อย่างตอนนี้เวลาน้องมาทำงาน น้องก็จะรู้สึกว่างานที่ออฟฟิศมันยากมาก เพราะว่ามันต้องใช้หลายทักษะประกอบกัน

กริชเทพ : อย่างที่บอกว่างานมันมีความหลากหลาย ทั้งเนื้อหา การออกแบบ และรูปแบบ บางช่วงเราออกแบบแคมเปญให้กับ The Mall เราก็ต้องใช้วิธีคิดอีกแบบหนึ่ง อาจจะต้องคิดแบบทำโฆษณา บางช่วงเราทำนิทรรศการให้ สสส. พูดเรื่องสุขภาพ ก็ใช้วิธีคิดแบบคนทำนิทรรศการ บางช่วงทำหนังสือบทสัมภาษณ์เชิงปรัชญา เช่น หนังสือ ‘New Heart New World’ ของบริษัทแมกโนเลีย และหนังสือ ‘Life is Learning’ ของสถาบันอาศรมศิลป์ ก็ต้องมีวิธีการทำงานอีกแบบหนึ่ง หรือทำหนังสือเชิงประวัติศาสตร์ เช่น หนังสือพระราชประวัติของรัชกาลที่ 7 ที่ทำให้กับพิพิธภัณฑ์สิงห์ ก็อีกเรื่องหนึ่ง หรือการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเกี่ยวกับอาหารในแคมเปญ ‘Gastronomy Tourism’ ของ ททท. ก็มีความแตกต่างออกไป ซึ่งทั้งหมดนี้ มันต้องเรียนรู้ใหม่หมดทุกครั้ง ทุกงาน แต่จุดร่วมกันของทุกงานคือเราต้องเข้าใจคอนเทนต์ของงานทุกชิ้นอย่างดีที่สุด น้องทุกคนไม่ว่าจะตำแหน่งอะไรต้องลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูล ออกกองไปสัมภาษณ์ด้วยกัน ไปอ่านหนังสือ ไปค้นตำรา  เพื่อให้แน่ใจว่า ทุกคนเข้าใจคอนเทนต์ที่ทำมากพอ แต่ว่าเกือบทุกงาน ตอนที่เริ่มทำงานก็จะยังมองภาพปลายทางไม่ชัดดีว่าตอนจบจะออกมาเป็นยังไง แต่ใช้วิธีการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ

ณัฐจรัส : ส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนั้น เวลาที่น้องบ่นว่างานยาก เราก็จะบอกน้องว่า ไม่เป็นไร ไม่ได้ยากแค่น้อง พี่ก็ยากเหมือนกัน (หัวเราะ) มันก็เลยเรียกร้องทักษะและพลังจากทุกคน รวมทั้งเราสองคนด้วย ทุกงานที่ทำมันเหมือนเราจะเอาไม่อยู่ทุกงาน เราไม่เคยมั่นใจว่าอันนี้มันดีแล้วหรือเราเอาอยู่ชัวร์ มันจะรู้สึกไม่มั่นใจแบบนี้ตลอด

แต่ของแบบนี้พอทำไปสักพักก็น่าจะเรียนรู้วิธีจัดการได้

กริชเทพ : ระยะหลัง ๆ เราพอจะแยกแยะลักษณะหมวดหมู่ของงานได้มากขึ้นทำให้รู้ว่าจะต้องจัดการขั้นตอนการทำงานหรือต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง ทุกวันนี้ไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ไม่ว่าจะอ่านหนังสืออะไรก็พยายามจะมองหาทุกอย่างที่มันเกี่ยวข้องกับงานของเรา สมมติไปต่างประเทศ เราก็จะไม่ได้ไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยว แต่เน้นไปดูนิทรรศการ ไปร้านหนังสือ เข้าพิพิธภัณฑ์ วัน ๆ อยู่แต่สถานที่เหล่านี้ ไปเดินนิทรรศการก็จะไปดูว่า เขาใช้วิธีการเล่าแบบไหน เขียนยังไง ร้อยเรียงเรื่องยังไง ใช้เครื่องมือจัดแสดงอะไรบ้าง เพราะพอทำงานมาพอสมควร เรารู้ว่าเราจำเป็นต้องรู้อะไรอีกมาก เราก็เลยต้องสะสมความรู้ให้มากเพื่อที่ว่าเราจะได้นำมาใช้ในอนาคต

ณัฐจรัส : เดี๋ยวมันก็วนมา อะไรที่เคยไปดู ไปเห็น เชื่อเถอะ เดี๋ยวก็ต้องได้เอามาใช้

ดูเหมือนเป็นการเที่ยวที่ไม่สนุกนะ

กริชเทพ : สำหรับตัวผม ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะมองได้ว่าไม่สนุก แต่เดี๋ยวนี้ผมมีวิถีชีวิตแบบนี้ เมื่อก่อนเวลาอ่านหนังสือ นิตยสาร พ็อกเก็ตบุ๊ก อ่านเพื่อความบันเทิง เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเป็นอย่างนั้น อ่านเพราะรู้ว่าต้องสะสมความรู้ไว้ เพราะสิ่งที่เราไปเห็นนี่แหละ เดี๋ยวจะได้เอากลับมาใช้งานแน่ ๆ กลายเป็นมาสนุกแบบนี้ไป

ณัฐจรัส : แป้งมีพื้นฐานจากการเป็นดีไซเนอร์ แป้งอาจจะไม่ได้อ่านหนังสือเยอะ แม็กอ่านหนังสือเป็นงานอดิเรก เป็นกิจวัตร ซื้อหนังสือพิมพ์มาเก็บไว้ วันธรรมดาไม่มีเวลาอ่านแต่พอวันเสาร์ก็มาไล่อ่านทั้งวัน แต่แป้งไม่ได้เป็นแบบนั้น แป้งจะมองหาหนังสือที่มันตรงกับงานที่เรากำลังทำ แล้วก็สแกนเฉพาะเรื่องนั้นเรื่องเดียว สมมติว่า ช่วงนี้ต้องทำงานนิทรรศการที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสุขภาพให้กับ สสส. ก็จะอ่านทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์แล้วพัฒนาไปเป็นงานออกแบบหรือวิธีการจัดแสดง เพราะฉะนั้นเวลาที่เราต้องแนะนำน้องในออฟฟิศถึงวิธีในการออกแบบนิทรรศการ เราก็จะบอกว่าให้ไปหาคำตอบจากอะไรก็ได้ เราไม่สามารถบอกได้ว่า มันต้องไปเริ่มจากตรงไหน มีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนยังไง เราต้องทำความเข้าใจสิ่งที่ทำให้มากที่สุดจากวิธีไหนก็ได้

กริชเทพ : ทุกวันนี้ผมก็เลยตั้งใจรับหนังสือพิมพ์ที่ออฟฟิศวันละ 2 ฉบับ ให้ตัวเองอ่านและก็หวังว่าน้อง ๆ จะอ่านด้วย วิธีการอ่านหนังสือพิมพ์ก็เปลี่ยนไป คือไปอ่านคอลัมน์เล็ก ๆ น้อย ๆ อ่านคอลัมน์วิทยาศาสตร์หน้าใน ๆ

ตอนเด็ก ๆ เราจะเปิดผ่าน ไม่อ่าน

กริชเทพ : ใช่ ๆ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่ามันโคตรสำคัญเลย เพราะมันเป็นข้อมูลที่เราไม่รู้ แต่ถ้าเราอ่านมันก็จะติดอยู่ในหัว บางทีมันจำไม่ได้หรอก แต่พอต้องใช้งานก็จะพอนึกออก

ทั้งหมดที่พูดมามันมาจากคำถามว่า แล้วจำกัดความงานที่ทำว่าอะไร ถ้าสรุปว่ามันคือการออกแบบการสื่อสาร อย่างนี้ได้ไหม

ณัฐจรัส : ได้เหมือนกันค่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราพูดชัดเจนว่าทำงานผลิตเนื้อหาและออกแบบหนังสือ แต่ทุกวันนี้เป็นงานออกแบบที่ผลลัพธ์มีความแตกต่างกัน นอกจากแตกต่างที่ผลลัพธ์แล้ว บทบาทในการทำงานแต่ละโปรเจ็กต์ก็แตกต่างกันออกไป บางงานเป็นผู้ออกแบบ บางงานเป็นคนทำคอนเทนต์ บางงานเป็นงานพัฒนาคอนเซ็ปต์ บางงานเป็นที่ปรึกษาโครงการ

ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าลักษณะงานมันไม่เคยมีอะไรที่ตายตัวเลยใช่ไหม เพราะมีเดียมันเปลี่ยนอยู่ตลอด แต่ว่าทุกมีเดียต้องการคนมาเล่าเรื่อง ออกแบบการเล่าเรื่อง ซึ่งนี่เป็นจุดแข็งที่พวกคุณเป็นกันอยู่

ณัฐจรัส : แป้งรู้สึกว่า งานที่เราทำอยู่มันเหมือนกับการออกไปนอกพื้นที่ปลอดภัยตลอดเวลา งานเราเป็นแบบนั้นหมด ตื่นเต้นตลอด ท้าทายสุด ๆ

กริชเทพ : จุดแข็งหรือเปล่าก็ไม่รู้ครับ รู้แต่ทุกวันนี้นอนไม่หลับเลย (หัวเราะ)

แต่อยู่มาถึงตอนนี้มันก็น่าจะมี know how ในการรับมือต่าง ๆ ได้ดีขึ้นหรือเปล่า

กริชเทพ : เราอาจจะไม่มีวิธีการรับมือที่สำเร็จรูป ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไง แต่ว่าผมสองคนทำงานกันตลอดเวลา คืออยู่ด้วยกัน ตื่นเช้ามาขับรถก็คุยเรื่องงาน มาถึงที่ทำงานก็ทำงาน ตอนเย็นไปออกกำลังกายก็อาจจะเว้นไปช่วงหนึ่ง แต่กลับบ้านไปก็คุยงานกัน ตื่นเช้ามาก็วนไปอย่างนี้

มันแยกไม่ได้เหรอ  ในฐานะที่คู่ชีวิต กับ หุ้นส่วนบริษัท หมายถึงแยกเวลาจากงานและชีวิต

ณัฐจรัส : คือการทำงานของเรามันไม่ได้หมายถึงเวลาที่เรานั่งโต๊ะทำงานอย่างเดียว มันคือตลอดเวลา บางทีก็อปปี้หรือชื่อแคมเปญเราก็คิดกันในรถ

กริชเทพ : ขับรถไปก็โยน ๆ ไอเดียไป

ณัฐจรัส :  รถติดแป้งก็เอาแล้ว ‘แม็ก อันนี้เอาไงดี คิดเลย ๆ’ แป้งก็จะเร่ง คำนี้ยังไงดี  มีคำว่าอะไรบ้าง ก็เลยทำให้เราไม่แยก แยกไม่ได้  มันขึ้นอยู่กับบรรยากาศด้วย บางทีเราอยู่ในออฟฟิศก็ต้องทำอย่างอื่น หรือยังไม่มีอารมณ์จะคิดชิ้นนี้ คิดไปก็ไม่ได้แน่นอน

กริชเทพ : มันแยกไม่ได้ เพราะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา งานกับชีวิตมันไปพร้อมกัน นั่งๆ อยู่ก็ปรึกษางาน ก่อนนอนบางทีก็คุยงาน ตื่นเช้ามาคุยกันได้ไม่กี่คำก็ต้องคุยงานกันอีกแล้ว

มันส่งผลกระทบกับชีวิตคู่ไหม

กริชเทพ : ผมว่ามันทำให้ดีขึ้นนะ ทำให้ความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ณัฐจรัส : มันอาจจะเป็นเพราะว่า เราไปทำงานด้วยกัน ไม่ใช่แค่เราสองคน แต่ทั้งหมดในออฟฟิศเลย มันก็เลยทำให้เราได้ไปเจอประสบการณ์เหมือนกัน

กริชเทพ : มันเติบโตไปพร้อมกัน

ณัฐจรัส : ไม่งั้นก็จะมีคนหนึ่งที่ไปไม่ทันกัน เหมือนเราไม่ได้ดูหนังเรื่องเดียวกัน

ในแง่วัฒนธรรมองค์กรมันก็ดี แต่ถ้าเราบริหารองค์กรด้วยการมองว่าเวลามันคือต้นทุนอย่างหนึ่ง ไม่คิดว่าพาเด็กไปเสียเวลาเหรอ แทนที่จะให้อยู่ออฟฟิศทำงาน

กริชเทพ : เคยคิดครับ คือเราไม่ได้มีวิธีการปฏิบัติที่ตายตัว เราก็เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ บางทีเราก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตอนแรกเรามีน้องไม่เยอะ คน-สองคน เวลาออกกองไปสัมภาษณ์ต่างจังหวัด เราไปกันเอง เพราะคิดว่าเสียเวลา น้องมันจะไปกับเราทำไม น้องมันไม่ได้ไปนั่งถาม หรือว่าน้องอาจจะไม่อินกับเรื่องที่เราอิน ซึ่งมันก็ส่งผลอย่างหนึ่ง เด็กก็จะไม่เชื่อมต่อกับเรา ไม่เชื่อมต่อกับงานที่ทำ เราก็เลยลองเปลี่ยนดู เป็นว่าทุกคนไปด้วยกันหมด ไปเชียงใหม่ ขึ้นดอยอะไรก็ไปด้วยกัน เพื่อไปดูว่างานที่เราทำมันคืออะไร เราคุยกับใคร คุยเรื่องอะไร บรรยากาศที่นั่นมันเป็นยังไง บางทีมันอาจจะส่งผลต่องาน เมื่อน้องต้องมาทำงานดีไซน์ อาจจะสัมผัสกับบรรยากาศที่นั่นมาแล้วอาจจะส่งผลต่องานดีไซน์  เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้สนใจเรื่องเดียวกับเรา  หนังสือเขาก็ไม่ได้อ่านแบบที่เราอ่าน ไม่ได้สนใจชีวิตผู้คนในแบบที่เราสนใจ การพาน้อง ๆ ไป เขาจะได้เห็นว่า มนุษย์อยู่กันแบบนี้นะ คนเขาอยู่กันแบบนี้ มันอาจจะทำให้เขาเกิดความสนใจต่อไป ที่อาจจะไปเชื่อมโยงกับงานอื่น ๆ ได้ ผมคิดอย่างนั้น มันก็เลยกลับไปกลับมา ออฟฟิศก็เหมือนกัน ตอนแรก ๆ ก็อยู่ในห้องเล็ก ๆ  เราคิดว่าต้องขยายแล้วว่ะ แต่พอขยายไปสักพักหนึ่งเรารู้สึกว่า จัดการยากจัง ไปอยู่เล็ก ๆ ในบ้านดีกว่า พอเล็กได้สักพักหนึ่ง ไม่สะดวกเลยว่ะ หาที่ใหญ่ ๆ ดีกว่า มันก็แบบนี้ เราใช้วิธีการในการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ

แล้วการทำออฟฟิศที่บ้านไม่ลงตัวกว่าเหรอ ประหยัดค่าเดินทางไปได้เยอะ

กริชเทพ : เคยคิดว่าลงตัว แต่ว่าบ้านมันมีความเป็นบ้าน มันจะทำให้เราผ่อนคลายมากเกินไป ถ้าอยู่ออฟฟิศเราเกิดขี้เกียจขึ้นมาก็อาจจะเดินออกมาหาน้อง คุยเล่น แต่ว่าถ้าอยู่บ้าน อาจจะไปตากผ้า ซึ่งมันทำให้เราผ่อนคลายเกินไป น้อง ๆ อาจจะไม่สะดวกใจ ก็เลยไม่อยู่บ้านแล้ว มาอยู่ออฟฟิศ สร้างความเป็นทางการขึ้น

เท่ากับว่าชีวิตคู่ของพวกคุณ อาจจะเป็นชีวิตคู่ที่เดินไปบนการทำงานร่วมกัน

กริชเทพ : ใช่ครับ 100%

ณัฐจรัส :  คือไม่ใช่แค่การทำงานร่วมกัน แต่มันใช้ชีวิตทั้งหมดด้วยกัน

แต่การอยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยา แน่นอนมันต้องมีเรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องหยุมหยิมแบบ ‘ทำไมถึงชอบทำฝารองนั่งชักโครกเปียก?’ เรื่องแบบนั้นมันส่งผลกระทบต่อการทำงานในฐานะเจ้าของบริษัทของทั้งสองคนบ้างไหม อย่างเช่น วันนี้งอนกันมาแล้วต้องมาประชุมกับน้อง ๆ อะไรอย่างนี้

กริชเทพ : เราอาจจะอยู่ด้วยกันมากก็จริงแต่เราไม่ค่อยทะเลาะกัน หรือถ้าจะมีบ้างพอมาทำงานมันบังคับว่า จบ พอแล้ว เพราะว่าเราต้องทำงานต่อปัญหาชีวิตคู่ก็จะดีขึ้น เพราะจะเลิกทะเลาะกัน พอมาทำงานปุ๊บ หาย

ณัฐจรัส : เวลาเราต้องไปทำงานร่วมกัน เราก็ต้องดูแลในแบบอื่นด้วย ดูแลในแบบสามีภรรยา ดูแลในฐานะเพื่อนร่วมงานด้วย เช่น ถ้าแม็กต้องนั่งสัมภาษณ์กลางแดดเพราะต้องบันทึกวิดีโอด้วย แป้งก็จะต้องดูว่าตรงนั้นมันร้อนเกินไปไหม เปลี่ยนให้มานั่งตรงนี้ดีกว่า มันมีรายละเอียดบางอย่างที่ภรรยาเห็น แต่คนอื่นไม่เห็น (หัวเราะ)

ยังไง

กริชเทพ : (หัวเราะ) สมมติว่า ทีมวิดีโอชอบมุมนี้อยากให้นั่งสัมภาษณ์ตรงนี้ แต่ผมเป็นคนขี้ร้อนมากกว่าปกติ ถ้าร้อนมากเหงื่อจะแตกพลั่กๆ ทำให้ไม่มีสมาธิทำงาน

ณัฐจรัส : แป้งก็ต้องทำหน้าที่ส่งผ้าเช็ดหน้า ย้ายที่ หรือว่าทำอะไรสักอย่างให้แม็กสามารถทำงานได้ เรียกว่า แป้งเป็นทีมอำนวยการก็ว่าได้

กริชเทพ : เราสองคนแบ่งหน้าที่กันทำงาน แป้งจะทำหน้าที่เป็นคนดูแลภาพรวมของโปรเจ็กต์ คุยกับลูกค้า ส่วนผมจะทำหน้าที่สัมภาษณ์ เขียนงาน ลงพื้นที่

ณัฐจรัส : เราก็จะดูภาพรวม อำนวยความสะดวกให้แม็กและทีมงานทำงานได้ และก็ช่วยดูแลการทำงานให้ราบรื่น อะไรที่ยังตกหล่นแป้งก็จะจัดการให้งานเสร็จสมบูรณ์ดีที่สุด

งานที่คิดว่าค่อนข้างโดดเด่นของพวกคุณก็คืองานที่มีลักษณะร่วมกันคือ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับ target อยากให้เล่าตรงนี้หน่อยว่าไปรับงานเหล่านั้นมาได้อย่างไร

กริชเทพ : เอาจริงๆ แล้วเราก็ไม่รู้ว่างานที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันเข้ามาหาเราได้ยังไงเหมือนกัน แต่โชคดีที่มันตรงกับความสนใจของเรา ทุกงานที่ทำเราไม่เคยตั้งใจว่ามันจะต้องไปเปลี่ยนคนอื่นนะครับ แต่ว่างานทั้งหมดมันเปลี่ยนตัวเรา เปลี่ยนชีวิตของเราสองคนไปเลย งานที่เราทำทั้งหมดมันเปลี่ยนชีวิตผมไปโดยสิ้นเชิง จากเมื่อก่อนที่เป็นคนใจร้อน หรืออาจจะทำอะไรไม่ค่อยได้คิดหน้าคิดหลัง เพราะว่าอาจจะยังอายุน้อย แต่พอทำงานมาเรื่อย ๆ งานมันทำให้เรามีโอกาสได้ไปคุยกับคนที่เราอาจจะไม่ได้พบเจอในชีวิตประจำวัน เช่น ทำหนังสือ ‘New Heart New World’ ก็โชคดีได้ไปคุยกับอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ หรืออาจารย์จุลพร นันทพานิช บางทีคนเหล่านี้เขาพูดหรือทำให้เรารู้สึกบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจชีวิตหรือมาตอบคำถามบางอย่างที่เราเคยมีในใจ  หรือโปรเจ็กต์อื่น ๆ ก็เป็นโอกาสให้ได้ไปคุยกับคนที่เขายากจนมาก ๆ คนที่เขาแก่มาก ๆ หรือคนที่เขาป่วยเป็นมะเร็งปอดกำลังจะตาย คนเหล่านี้ทำให้เรารู้ว่าควรจะต้องดำเนินชีวิตต่อไปยังไง

เล่าเรื่องงานมะเร็งปอดให้ฟังหน่อย

กริชเทพ : เราทำงานนิทรรศการชื่อว่า ‘รู้ทันควัน’ ให้กับ สสส. เนื้อหาเกี่ยวกับโทษของบุหรี่ มีส่วนหนึ่งในนิทรรศการที่เราต้องคุยกับผู้ที่ป่วยจากบุหรี่ เช่น มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง เส้นเลือดในสมอง เคสอื่น ๆ เราก็ใช้วิธีการติดต่อผ่านไปทางโรงพยาบาล บางทีคนรู้จักแนะนำมาเราก็ไปสัมภาษณ์ แต่ว่ามะเร็งปอดนี่หาไม่ได้เลย เพราะมันเป็นโรคที่เป็นแล้วไม่นานก็จะเสียชีวิต วันหนึ่งเราไปสัมภาษณ์เคสหนึ่งที่โรงพยาบาล หมอที่เราติดต่ออยู่เขาบอกว่ามีเคสมะเร็งปอดเข้ามาแอดมิตฯ โดยบังเอิญ แต่หมอบอกว่าเขายังไม่รู้ว่าเป็นให้เราคุยโดยที่ไม่ให้เขารู้ว่าเขาเป็นมะเร็งปอดเพราะมันอาจจะส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจหรือว่าผิดจรรยาบรรณ

แล้วเราทำยังไง ในเมื่อเรารู้ไปซะแล้ว

กริชเทพ : ก็กดดันสิครับ เพราะอาการเขาแย่มาก

ณัฐจรัส : เราไปกันหลายคน แต่ก็ต้องทำหน้าที่จนเสร็จ โดยที่ทำตัวเหมือนไม่รู้สึกอะไร

กริชเทพ : ผมก็ถามปกตินะ ถามว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง ถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ แต่ไม่ได้พูดถึงมะเร็งปอด งานแบบนี้เราคุยกับคนป่วยใกล้ตาย มันทำให้เรารู้สึกว่าเขากำลังสอนเราว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร เราก็ทำจนเสร็จงานของเราไปเรียบร้อย แต่ว่าเราคุยกับคนที่เรารู้ว่าเขากำลังจะตาย กลับมาผมก็รู้สึกว่าติดค้าง คือเรารู้สึกมาตั้งแต่ตอนที่ทำงานใหม่ ๆ แล้วว่างานเราเป็นการใช้คน ตอนทำงานนิตยสารเราอาจจะสัมภาษณ์ดารา เราก็ติดต่อไป บอกว่าขอคิวหน่อยนะครับ สัมภาษณ์คนโน้นคนนี้ เราก็ใช้เขา บางทีเขาบอกว่า ส่งหนังสือมาให้ด้วยนะ ตอนที่เราติดต่อไปเราก็บอกว่าได้ครับ แล้วก็ไม่ได้ส่ง เพราะเราใช้เขาไปแล้วก็จบไป เราก็ไปติดต่อกับคนที่เราอยากสัมภาษณ์ใหม่ แต่ว่าพอเราโตขึ้น งานเราอยู่กับความเป็นความตาย อยู่กับคนที่เขากำลังจะตาย พูดตรง ๆ ก็คือเราไปใช้งานเขาเพื่อทำให้งานของเราบรรลุผลสำเร็จ

ณัฐจรัส : แต่เราได้ค่าตอบแทน

กริชเทพ : เราได้ค่าตอบแทนจากงานที่เราทำ เมื่อเสร็จงานนี้เรารู้สึกติดค้างกับลุงคนนี้ เราได้ติดต่อกลับไป ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยากไปทำอะไร แต่ก็อยากไปหา แต่โรงพยาบาลบอกว่า เขาไม่อยู่แล้ว

ไม่อยู่แล้วคือกลับบ้านแล้วหรือตาย

กริชเทพ : ไม่รู้ครับ เขาไม่ได้บอก แต่มันก็สะท้อนใจเหมือนกันว่าเมื่อเราใช้งานเขาแล้ว และเราก็อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย เราก็ควรจะทำงานของเราให้ดี ควรจะเรียนรู้จากทุกคนที่เราไปเจอให้มากที่สุด อันนี้คือสิ่งที่คิดทุกครั้งเวลาออกไปทำงาน

ณัฐจรัส : มีอีกคนหนึ่ง เป็นพ่อของน้องที่เรารู้จัก เขาเป็นโรคถุงลมโป่งพอง หลังจากที่เราคุยกับเขาได้ประมาณปีหนึ่ง เขาก็เสียชีวิต เราไปร่วมงานศพด้วย เรารู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณของเขา

กริชเทพ : เพราะว่าตอนที่เราไปสัมภาษณ์ เราได้คุยถึงชีวิต คุยถึงลูกสาวเขา เหมือนว่าเขาได้ฝากประสบการณ์ ฝากชีวิตเขาไว้ในคำตอบที่เราถาม เหมือนเขาฝากความสำคัญบางอย่างในชีวิตของเขาให้เราไว้  เรารู้สึกว่ามันจำเป็นที่เราจะต้องรับผิดชอบต่องานที่เราทำ เรื่องพวกนี้มันสอนเราทีละเล็กทีละน้อย ให้เราได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง

แล้วแป้งเปลี่ยนไหม

ณัฐจรัส : ความจริงแป้งก็เปลี่ยนเยอะค่ะ เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ตอนเราอายุ 22-23 เจอโลกมาน้อย เด็กๆ อยู่ในโรงเรียนหญิงล้วน ทำให้เราเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมาก แต่พอมารู้จักแม็กก็ทำให้ได้รู้จักกับโลกอีกแบบหนึ่ง

กริชเทพ : ผมเป็นคนนำด้านมืดมาให้ (หัวเราะ)

ณัฐจรัส : ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า แม็กเคยชวนแป้งไปดูฟุตบอลในสนามด้วยกัน ไปครั้งแรก ๆ เวลานักฟุตบอลเล่นไม่ได้เรื่อง  มีคนดูด่า ‘XXX’  แป้งก็งงว่าเราด่าคนอื่นว่า ‘XXX’ ได้ด้วยเหรอวะ มันไม่เข้าใจ แล้วไอ้นี่ไม่ได้ ‘XXX’ คนเดียว มันด่า ‘XXX’ กันหมดอัฒจันทร์เลย (หัวเราะ) เราก็เลยลองนะ แต่แบบเสียงทุ้ม ๆ เบาๆ ก็ลองทำดู (หัวเราะ) ก็รู้สึกว่ามันเป็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ว่าพอมาทำออฟฟิศ เราเป็นคนมองรายละเอียดมาก เราก็จะยิ่งซึมซับความรู้สึกบางอย่างจากคนที่เราได้ไปเจอเข้าไปได้ง่ายมาก ๆ เห็นอะไรบางอย่างแล้ววางไม่ลง เช่น งานหนึ่งเราไปเจอเด็กที่ยากจนมาก ไม่มีพ่อแม่ อยู่ตัวคนเดียว กลับบ้านมานอนไม่หลับ คิดว่าจะช่วยเขายังไงดี โทรกลับไปคุยว่าเขาขาดอะไรบ้าง จะไปเรียนต่อที่ไหน หาข้อมูลเรื่องโรงเรียนให้คิดว่าจะส่งให้เรียนต่อ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคิดถูกไหม ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่คิดมากแบบนี้

พอเราช่วยเขาแล้วเราก็อาจจะรู้สึกว่าเราเป็นคนดีขึ้นมา เพราะว่าได้ไปช่วยเขาแล้ว โดยที่เราอาจจะไม่ได้นึกถึงผลที่ตามมา

ณัฐจรัส : ใช่ คือได้ทบทวนบางอย่างที่เราทำมากขึ้น ได้คุยกับแม็ก ได้คุยกับแม่ คุยกับคนหลายคนจนได้ข้อสรุปว่า บางอย่างเราช่วยเหลือทุกคนไม่ได้ แต่ว่าสรุปคำถามว่าแป้งเปลี่ยนไปไหม เรื่องนี้ก็พอบอกได้ว่า เมื่อเราได้เห็นอะไรมากเข้าก็ทำให้บาลานซ์อะไรบางอย่างในตัวเรามันพอดีมากขึ้น

กริชเทพ : แต่ผมกลับกันนะ ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อก่อนผมจะไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ว่าเดี๋ยวนี้กลับกัน คือถ้าพอช่วยอะไรได้ ก็ช่วยเท่าที่เราช่วยได้

ทำงานแบบนี้ ได้ออกไปเจอคนแบบต่าง ๆ  ได้เห็นความจริงมากขึ้น ทั้งแบบที่ ‘เป็นอย่างนี้เอง’ และแบบที่ ‘มันไม่ได้มีแค่สิ่งนี้’ มันทำให้คอนเซปต์ในการใช้ชีวิตเรา เปลี่ยนไปบ้างไหม เช่น เวลาเจอสังคมที่ทอดทิ้งเด็ก หดหู่หมดหวังอะไรต่าง ๆ เจอคนยากจน เลยคิดว่าจะไม่มีลูกไหม หรือว่าควรจะมีลูกเพื่อที่จะช่วยเราสร้างความมั่นคงในยามแก่เฒ่าให้เรา  การออกไปเจอปัญหาเหล่านี้ มันทำให้คอนเซปต์ในการใช้ชีวิตเราเปลี่ยนไปไหม

ณัฐจรัส : มันเปลี่ยนทุกครั้งเลยค่ะ ทุกครั้งที่เราออกไปทำงานมันเหมือนเราได้ไปหาคำตอบอะไรบางอย่างในใจเราไปด้วย เช่น เราก็ถามกันว่า เราควรจะมีลูกหรือไม่มีลูก พอต้องไปลงพื้นที่ไปเจอคนแก่ที่เขาไม่มีคนดูแล เราก็คิดว่า คนเรามันก็ต้องมีลูกนะ อาจจะไม่ใช่มีเพื่อมาดูแลเรา แต่ว่ามีเพื่อให้ชีวิตตอนแก่มันไม่เหงาจนเกินไปนัก

แล้วคอนเซปต์ชีวิตของเราคืออะไรในอนาคต เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ต่าง ๆ

กริชเทพ : ผมก็ไม่รู้ว่า คอนเซปต์การใช้ชีวิตในอนาคตจะเป็นยังไง แต่ว่าทุกวันนี้วิธีปฏิบัติตัวของผมกับแป้งเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเลย เราเปลี่ยนตัวเองแบบง่าย ๆ มาหลายปีแล้ว ไปออกกำลังกายกันทุกวัน กินอาหารที่มีประโยชน์ ลดน้ำหนัก

ณัฐจรัส : ยังไม่หมด มีอีก ก่อนนอนทำอะไร

กริชเทพ : ก่อนนอนก็ฟังพระเทศน์ในยูทูบบ้าง (หัวเราะ) คือตั้งใจใช้ชีวิตทุกวันให้มันดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ด้วยอะไรง่ายๆ แบบนี้ คิดแค่ว่า ทำทุกวันนี้ของเราให้มันดีเว้ย ไอ้ที่เคยสร้างปัญหามาก็พยายามอย่าไปทำมัน เพราะเรารู้มาแล้วว่าการที่ทำอะไรที่มันจะเป็นปัญหา มันจะส่งปัญหาจริง ๆ ในอนาคตแน่นอน อะไรที่รู้แล้วว่าทำแล้วมันไม่ดี เราอย่าทำ ทำอะไรที่มันดี ๆ เลิกงานไปออกกำลังกาย กินข้าวดี ๆ กลับบ้านไปนอนกันอย่างมีความสุข เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้จะได้มาทำงานที่เรารับผิดชอบอยู่ ทำชีวิตเรา ดูแลพ่อแม่เราให้ดีขึ้น คิดอย่างนี้ แต่ว่าจะมีลูกไหม ก็คิดกันทุกวัน เราก็อายุพอสมควรกันแล้ว แต่ไม่มีคำตอบครับ

เลี้ยงลูกนี่มันต้อง 100% นะ จะมาทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ก็ไม่ได้

กริชเทพ : ก็เลยคิดว่าไม่มีคำตอบครับ แต่พ่อแม่เราสองคนวันนี้ก็อายุ 60 กว่าแล้ว ก็คิดว่า ถ้าวันนี้เขาไม่มีเรา มันก็คงจะเป็นชีวิตที่เหงาและลำบากเหมือนกัน

ตอนนี้สิ่งที่ขับเคลื่อนคุณทั้งคู่คืออะไร

ณัฐจรัส : ไม่ใช่ความทะเยอะทะยานที่เคยรู้สึกเหมือนตอนเด็ก ๆ แต่คือการทำงานไปทุกวันให้ดีที่สุด หรือที่จะให้ดีที่สุดก็คือ พอทำงานไปแล้วคนที่ได้เห็นงานของเราบอกว่า งานของเรามันมีประโยชน์กับเขา ที่คิดแบบนี้ก็เพราะเวลาที่เราไปอยู่ข้างเตียงคนที่เขากำลังจะตาย ไปเจอเด็กยากจนที่ต้องอยู่คนเดียว เราหมดความอยากต่าง ๆ หมดเลย เพราะเอาสมาธิไปจดจ่อกับความรู้สึกตรงหน้ามากกว่า สมมติว่าเราส่งงานประกวดแล้วไม่ได้รางวัลเราก็เสียใจในแง่ที่งานเราอาจจะไม่ผ่านมาตราฐานที่เขาตั้งเอาไว้ แต่พอได้รางวัลก็ไม่ได้ดีใจมากซะจนเกิดความมั่นใจอะไร

ความจริงเราก็เป็นคนที่รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว ตอนที่เป็น บ.ก. Computer Arts เช้ามาเรามาทำงานในตำแหน่ง บ.ก. ไปคุยกับดีไซเนอร์ แต่พอตกเย็นเราเคยต้องพาคนในครอบครัวไปส่งโรงพยาบาล แค่เช้ากับเย็นชีวิตเรายังต่างกันขนาดนั้น เราก็รู้อยู่ว่าชีวิตมันเป็นแบบนี้และเข้าใจเรื่องนี้ดี เลยไม่คิดว่าต้องต่อสู้อะไรเพื่ออะไรแล้ว งานก็ทำให้เสร็จตามเวลา เสร็จงานก็ไปออกกำลังกายกัน พอมีเงินเราก็ไปเที่ยว ไปหาประสบการณ์เพื่อมาทำงาน ถ้าทำไปแล้วได้รางวัลก็เอ้อ ดีใจ จบเลย มันแค่นั้นเลยค่ะ

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s