ไม่รู้จักฝัน ไม่รู้จักเจอ : กันต์ รุจิณรงค์ มองย้อนอดีตในวันที่ยังเป็นอนาคต

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล


คือวงผมเนี่ย ถ้าอยู่กันครบ ๆ นะแล้วนั่งคุยกัน ใครลุกไปโดนเม้าธ์ – กันต์ รุจิณรงค์

นับจนถึงวันนี้ จำนวนคนที่ไม่รู้จักวงดนตรีชื่อแปลกอย่าง ‘อพาร์ตเมนต์คุณป้า’ น่าจะมีจำนวนน้อยกว่าเมื่อ 18 ปีที่แล้วที่จำนวนคนรู้จักพวกเขามีน้อยกว่าจำนวนคนที่อุทานว่า “วงอะไรของมันวะ” เมื่อได้รู้ว่าชื่อ ‘อพาร์ตเมนต์คุณป้า’ ไม่ใช่ชื่อที่อยู่อาศัยของญาติใครสักคนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

เป็น 18 ปีที่  ‘อพาร์ตเมนต์คุณป้า’ (วงดนตรี) ได้สร้างเรื่องเล่าอันถือได้ว่าเป็นตำนานอีกบทหนึ่งของวงการเพลงไทย และเป็นตำนานที่คนอย่าง บอล- กันต์ รุจิณรงค์ มือกีตาร์ของวงยอมรับด้วยเสียงหัวเราะว่า “ไม่รู้เหมือนกันว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

“ไม่รู้อะไรเลย” ดูจะเป็นนิยามของชายหนุ่ม 5 คนที่อุปโลกน์และวิสาสะเอาชื่ออพาร์ตเมนต์แถวลาดพร้าว มาใช้แทนคำเรียกขานวงดนตรีของตัวเอง ซึ่งเขายอมรับว่าถ้ารู้ว่าจะมีคำว่า ‘อพาร์ตเมนต์คุณป้า’ ต่อท้ายชื่อของตนมาอีก 18 ปีต่อมา (และอีกต่อไป) ในฐานะ ‘บอล อพาร์ตเมนต์คุณป้า’ บางทีพวกเขาอาจจะตั้งใจชื่อตั้งชื่อวงดนตรีมากกว่านี้

แต่นี่แหละ วิถีแห่งการ “ไม่รู้อะไรเลย” ทำไปก่อน เดี๋ยวอนาคตจะบอกเราเอง

nmn สัปดาห์นี้ชวนท่านย้อนเวลาไปกับ ‘บอล อพาร์ตเมนต์คุณป้า’ หรือกันต์ รุจิณรงค์ ถอยหลังกลับไปเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ในวันที่เขายังไม่รู้อะไรเลย เป็นคนหนุ่มที่ใช้ชีวิตไปบนความคลุมเครือ อนาคตจะเป็นอย่างไร ชีวิตจะเดินไปสู่หนไหน เสียงเพลงจะพาเขาโลดแล่นไปในท่วงทำนองใด ทั้งหมดนั้นยังเป็นแค่คำถามที่ยังไม่เห็นคำตอบ

คำตอบซึ่งรออยู่ปลายทางในอีก 18 ปีต่อมาว่า วันนี้ ‘อพาร์ตเมนต์คุณป้า’ และเขาได้กลายเป็นตำนานบทหนึ่งของวงการดนตรีไทย เป็นโปรดิวเซอร์ฝีมือเยี่ยม เป็นเจ้าของห้องอัดที่สร้างงานเพลงชิ้นสำคัญให้วงการมากมาย (และกำลังจะกลายเป็นอดีต)

ท่ามกลางความไม่รู้ต่าง ๆ นานาในอดีต วันนั้นที่เขารู้เพียงอย่างเดียวและแจ่มชัดที่สุดในความคิดคือ ความฝันและความรักในดนตรี

กับบางเรื่องความฝันและความรักอาจไม่พอ

แต่ถ้าเป็นเรื่องดนตรี “ความฝันและความรัก” ถ้ามันมีมากพอ สองสิ่งอันไม่เป็นรูปธรรมนั้นก็อาจช่วยให้เราค้นเจอหนทางในอนาคต 

เหมือนอย่างที่เขาหามันเจอในอีก 18 ปีต่อมา

อยู่กับวง อพาร์ตเมนต์คุณป้า มาเป็นปีที่เท่าไรแล้ว

ผมคิดว่าน่าจะปีที่ 18 แล้วครับ

ก่อนหน้าที่จะมาเป็นสมาชิกวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า คุณทำอะไรมาก่อน

ผมเรียนหนังสือที่ เบิร์กลีย์ เรียนอยู่กับ จ้า (ทรรศน์ฤกษ์ ลิ่มศิลา- มือกลอง) นี่แหละ แล้วเราก็เล่นดนตรีมาด้วยกันตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย แล้วพอเรียนจบผมกลับมาไทยช่วงราว ๆ ปี 2543 ก็ไปสอนหนังสืออยู่ที่คณะดุรยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรกับเล่นดนตรีกลางคืนที่แซ็กโซโฟนผับ ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ แล้วก็มีที่ตามโรงแรมบ้างประปรายที่ดุสิตธานีอะไรแบบนี้ แล้วก็มีร้านเล็ก ๆ อะไรประมาณนี้

มาเป็นสมาชิกวงอพาร์ตเมนต์คุณป้าได้อย่างไร

ก็จริง ๆ แล้วผมกับคุณจ้าก็เล่นดนตรีด้วยกันอยู่ตลอดเวลา แล้วก็คิดเล่น ๆ ว่า ‘เอ้อ ทำไมเราไม่ลองทำวง’ เห็นเพื่อน ๆ ทุกคนเขาก็เริ่มมีวงที่ทำเพลงกัน จ้าเขาก็เลยบอกว่า เราไปลองชวนตุล (ตุล ไวทูรเกียรติ) ดูไหม

คุณไม่รู้จักตุลมาก่อนเหรอ

จ้ากับตุลย์รู้จักกัน ผมก็เคยเจอเขาตามงานอะไรอย่างนั้น ก็เคยเห็นหน้ากันอยู่ เคยไปดูคอนเสิร์ตวง อะไรจ๊ะ ไป ๆ มา ๆ จ้าก็เอ่ยปากว่าไปลองชวนตุลมาดูไหม มันอยากจะลองทำวงกันดูไหม ตุลบอกว่สสนใจเราก็เลยลองทำเพลงกัน จำได้ว่าตอนนั้นเราบันทึกเสียงเดโมดวยเครื่องเล่นเทป National สีแดง เราก็เริ่มทำเพลงกันตั้งแต่ตอนนั้น ตุลเข้ามาครั้งแรก เขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนะ เท่าที่เราคุยกันตอนนั้น เขาบอกว่าถ้ามันเวิร์กมันก็เวิร์กนะ แต่หลังจากเจอกันครั้งนั้น เขากลับมาอีกรอบ คราวนี้มีเพลงมาด้วย นั่นคือเพลงกำแพง ก็เกิดขึ้นมา เรารู้สึกเหมือนว่า เคมีพวกเรามันค่อนข้างจะตรงกันแล้ว

ทั้งที่ไม่คาดหวังว่า แต่ว่าเพลงแรกของวงก็เป็นเพลงที่มีความสำคัญกับวงการเพลงไทยมากทีเดียว

ก็นั่นน่ะสิครับ แล้วก็หลังจากนั้น ปั๊ม (ปิย์นาท โชติกเสถียร – มือกีตาร์) ก็เข้ามา ทุกอย่างก็เหมือนเริ่มต้นจากตรงนั้นแล้วก็มาของมันเรื่อย ๆ ตามเวลา ตุล ยังพูดเลยว่า ถ้าวันนั้นไม่ได้เพลง กำแพง วง อพาร์ตเมนต์คุณป้าก็คงจะไม่มีทางเกิดขึ้น

คิดว่าอะไรเพลงอย่าง กำแพง ถึงสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนั้น

ผมคิดว่าเป็นเรื่องส่วนผสมของพวกเราที่ชอบดนตรีหลากหลายแนวมารวมกันแล้วมันก็อาจจะแปลกในตอนนั้น เช่น คุณใหม่ (พู่กัน สันสุริยะ) เป็นมือเบส เขาชอบเร็กเก้ ปั๊มเป็นร็อก ผมเป็นแจ๊ส จ้าเป็นแจ๊ส ตุลเป็นฮิปฮอป พอมารวมกันแล้ว มันคืออะไรก็ไม่รู้ ประกอบกับความเป็นวัยรุ่นของเราในตอนนั้นมันมีความโกรธโลกอยู่  มันก็เลยกลายเป็นส่วนผสมแปลก ๆ ของเพลงในอัลบั้มแรก บางกอกเลิฟสตอรี่ (ปี 2546) ซึ่งพอมานั่งฟังตอนนี้ ผมหัวเราะนะ

หัวเราะเรื่องอะไร

หัวเราะว่าเราทำอะไรกันวะ ตอนนั้นมันเด็ก ๆ เนอะ พอมันเริ่มโต ทุกอย่างมันถูกลดหย่อนไปตามเวลา แต่ว่าพอไปฟังเพลงชุดแรก โดยเฉพาะเพลง กำแพง ผมก็ยังคิดว่า เออ ถึงจะเด็ก แต่มันก็สดดี คิดกันมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ มีทั้งท่อนที่เป็นฟังก์ เป็นร็อก เป็นสวิง มั่วดี

แล้วก็มีเนื้อหาที่ค่อนข้างกล้าหาญ ท้าทายวงการเพลงในสมัยนั้น

ใช่ ในสมัยนั้นนะ จะไม่มีการมาฟีเจอริ่งระหว่างค่ายกัน ทุกคนคือทำเพลงแบบตัวใครตัวมัน คือไม่ได้เปิดกว้างเหมือนตอนนี้ จริง ๆ ถ้ามาฟังเพลง กำแพง เทียบกับในตอนนี้ จะพบว่าค่ายเพลงในเนื้อร้องนั้นหายไปหลายค่ายแล้วนะ (หัวเราะ)

ตอนนั้นคิดไหมว่าเพลง กำแพง มันจะพาเราเดินทางมาถึงเกือบ 20 ปีในฐานะนักดนตรีอาชีพ

ไม่เคยคิดเลยครับ คือ จริง ๆ แล้วผมคิดว่าตอนนั้นการสอนดนตรีมันก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะพอได้อยู่ … เพราะเราก็เพิ่งเรียนจบมาด้วย  และยังเอ็นจอยกับการไปเล่นดนตรีกลางคืน อยากไปเล่นดนตรีในสไตล์ที่เราชอบ ดนตรีแจ๊ส ดนตรีบลูส์ ก็ยังเอ็นจอยอยู่ ยังไม่ได้โฟกัสกับงานที่มันเป็นออริจินัลเท่าไร ยังไม่มีไดเร็กชันให้กับชีวิต ตอนนั้นมองไปในอนาคตก็ยังค่อนข้างจะคลุมเครือนะ ยังคลุมเครือพอสมควร ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาดีทางสอน หรือเอาดีทางเล่นดนตรีกลางคืนดี เอาทั้งสองทางมันก็คงไม่ไหว เพราะมันต้องออกไปทำงานกลางคืนทุกวัน มันก็คงไม่เหมาะ แล้วรายได้รายจ่ายมันก็ไม่ได้คุ้มอะไรขนาดนั้น

แล้วจริง ๆ เราชอบเป็นครูมากกว่าหรือเราชอบเป็นนักดนตรี ชอบอะไรมากกว่ากัน

จริง ๆ ผมชอบเล่นดนตรีมากกว่านะ สอนผมก็ชอบนะ แต่บางทีมันจะเจอเคสที่ว่า…มันอาจจะเป็นรุ่นทดลองมั้งครับ เป็นรุ่นแรก ๆ ของการเรียนดนตรีจริงจัง ซึ่งเด็กไทยก็ยังไม่ถนัดกับการที่ต้องมาเรียนสอนในแง่ที่ว่าต้องมาอิมโพรไวส์ เขายังเล่นอะไรที่ฟิกซ์ ที่มันตายตัวอยู่ อันนั้นพูดถึงรุ่นแรก ๆ นะ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว เพียงแต่ว่า ในแง่ตัวเราเองนั้นยังไม่ค่อยแน่ใจเรื่องการเป็นครูสอนดนตรี  ยังไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหนแน่

ยังสับสนอยู่

ก็ยังค่อนข้างสับสนนะผมว่า ตอนกลับมาใหม่ ๆ ก็ยังไม่รู้ว่าแล้วไอ้วง อพาร์ตเมนต์คุณป้า ออกอัลบั้มไปชุดหนึ่ง คนเขาก็ยังงง ๆ ตอนนั้นผมน่าจะอายุประมาณ 27-28 แถว ๆ นี้ ก็ยังไม่แน่ใจว่า อพาร์ตเมนต์คุณป้ามันจะสำเร็จ เพราะว่าคาดเดาอะไรไม่ได้  จริง ๆ เราก็แค่อยากจะแน่ใจว่ายังได้ใช้ชีวิตโดยได้เล่นดนตรีหรือได้ทำอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับดนตรีแค่นั้นเอง

ท่ามกลางอนาคตที่เรายังไม่รู้อะไรสักอย่าง เราแค่อยากอยู่กับดนตรี

ใช่ ๆ เพราะว่าเราเรียนมา เราก็อยากจะทำงานด้านดนตรีนะ ก็เลยคิดเผื่อว่า หรือว่าลองทำห้องอัดเสียงดูไหม ก็เลยกลายมาเป็น สตูดิโอ sexy pink มีรายได้ เห็นเป็นเนื้อเป็นหนังขึ้นมา ก็ทำห้องอัดควบคู่ไปด้วย แต่ตอนนี้ผมไม่ได้ทำธุรกิจห้องอัดแล้ว

ต้องยอมรับว่าการมาถึงของ อพาร์ตเมนต์คุณป้า  มันเหมือนกับระเบิดลงท่ามกลางวงการดนตรีไทยอยู่เหมือนกัน หลังเสร็จงานชุดแรกไปแล้ว พวกคุณทำยังไงต่อ เล่นสนุกกันต่อหรือว่าแยกย้าย

หลังจากเสร็จอัลบั้มแรก บางกอกเลิฟสตอรี่ สักพักหนึ่งก็มี อีพี (E.P.- Extended Play- ผู้เขียน) ยัวร์ เฟิร์ส คิส (2547) ออกมา จำได้เลยว่าเป็นการลองงานอัดเสียงครั้งแรก อัดเสียงที่บ้านผมเอง ตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้รู้สึกว่ามันหมดนะ เรายังมีอะไรที่เรายังอยากจะพูด จะทำอยู่เยอะ ตุลก็ยังมีเนื้อหาที่อยากสื่อสารอยู่อีกเยอะ เป็นช่วงขาขึ้นของเขา เพราะช่วงพอดีนั้นมันมีทั้งเรื่องการเมือง เรื่อง conflict บางอย่างที่มันอยู่ในสถานการณ์รอบตัวของเรา ผมมองว่ามันเป็นยุคทองของคนเขียนหนังสือหรือของนักแต่งเพลงนักดนตรีนะ เพราะมันมี subject ที่เราเอามาเขียนถึงได้มากมาย ซึ่งก็เป็นช่วง prime time ของตุลเลย

แล้วในแง่ดนตรีของเราล่ะ ตอนนั้นเรามี agenda อะไรของเราไหม

ไม่มีครับผม สำหรับพวกเราเราก็ไม่ได้คิดว่าจะมี conceptual album หรือไม่มี ก็ทำอย่างที่เราคิดว่ามันเหมาะสม ในแง่ดนตรี อีพีชุดนี้ เป็นหนึ่งในชุดที่ผมชอบมากเลยนะ มันจะมีเพลง เรื่องธรรมดา อะไรพวกนี้ที่เป็นส่วนผสมระหว่างฮิปฮอปกับแจ๊สซึ่งเป็นส่วนผสมที่มันคล้าย ๆ กับชุดแรก ซึ่งผมเองก็เรียนรู้จากปั๊ม ปั๊มก็เรียนรู้จากผม ซึ่งทุกคนในวงก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ปั๊มเป็นนักกีตาร์สายร็อค คุณเป็นทางแจ๊ส สองคนมาจูนกันได้ยังไง

ผมกับปั๊มไม่เคยมีปัญหาเรื่องอีโก้ของกันและกันเลย เพราะปั๊มเขาเป็นคนน่ารัก ผมก็เป็นคนรับฟังคน เราอยู่กันมาขนาดนี้  เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันได้ไม่มีปัญหา เพราะว่าต่างคนต่างรับฟังกันและกัน ผมว่ามันสำคัญมาก บางที บางอย่างที่เขาทำดี เราก็ต้องชื่นชม บางอย่างที่มันยังไม่ได้เราก็ต้องพูดกันตรง ๆ ว่าปรับกันหน่อย ทุกอย่างมันปรับปรุงกันได้ เข้าหากันได้ การอยู่ร่วมกันในฐานะวงดนตรี ผมว่าการฟังซึ่งกันและกันเป็นเรื่องสำคัญ

แล้วถึงจุดไหนที่เริ่มตระหนักแล้วว่าเราไม่ใช่เด็กแล้ว เราเริ่มตั้งคำถามว่าเราคือใคร หรืออยู่ในจุดไหน

จริง ๆ แล้วผมว่าน่าจะเป็นตั้งแต่ชุด โรแมนติก คอมเมดี (2549) ชุดที่มีเพลง ลิปสติกบนลิปสติก น่ะคือมันเริ่มเกิดความคลี่คลายขึ้นมาแล้ว หมายความว่า ชุดนั้นเหมือนกับเป็นชุดที่ถูกคิดมาจริง ๆ จังๆ  ก่อนหน้านั้นมันจะเป็นการแจมกันเสียเป็นส่วนมาก จริง ๆ มันก็จะมีสัดส่วนพอ ๆ กัน แต่ว่าโรแมนติก คอมเมดี มันจะถูกกลั่นกรองมากกว่าในความรู้สึกผมนะ แล้วก็มีคุณบีม (ภากร มุสิกบุญเลิศ) จากวง สยาม ซีเคร็ตเซอร์วิส มาช่วยเป็น co-producer คือมาดูภาพรวมให้ เพราะบางทีเราดูกันเองเนี่ยมันจะไม่เห็นภาพใหญ่ เพราะเรา involved กับมันไปหมด โรแมนติก คอมเมดี จึงเป็นอัลบั้มที่ผมชอบมาก ๆ นะ เพราะมันถูกสร้างแบบมองภาพรวม เป็นผู้เป็นคนมากกว่าการแจมกันสนุก ๆ แบบเด็ก แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นคอนเซปต์หรืออะไรหรอกนะ แต่สุดท้ายแล้วพอฟังครบทุกเพลง ก็จะพบว่ามันมีอะไรที่ลิงก์กันอยู่ในบางจุด ผมว่า อาจจะเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของตุลที่เขาเขียนในช่วงนั้น มันก็อาจจะมีอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันหรือว่าเหตุการณ์บ้านเมืองอะไรแบบนี้ ผมว่ามันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกันหมด

และหากว่าในแง่ของการที่เราเริ่มรู้สึกว่านี่คืออาชีพของเรา เราเป็นนักดนตรี มีความรับผิดชอบบางอย่างต่อแฟนเพลงก็รู้สึกแบบเต็มตัวแล้วในชุดนี้ ก่อนหน้านั้นภาพมันยังมัว ๆ แต่ว่ามันมัว ๆ แบบสนุกนะ

ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

เพราะมันมีคนมาสัมพันธ์กับเราไง มีหลายคนหลายชีวิตมาเกี่ยวข้องกับเรา ทุกคนมี involve ตรงนี้หมด ไหนจะ technician วง  sound engineer เด็กยกเครื่องต่าง ๆ เวลาออกไปทัวร์คอนเสิร์ตมีคนเกี่ยวข้องเพียบเลย เราก็เลยรู้สึกว่านี่เราเป็นโปรเฟสชั่นนัล เป็นมืออาชีพขึ้นมาแล้วนี่หว่า จากที่เมื่อก่อนออกไปเล่นข้างนอกคือถือแอมป์ฯ ไปคนละอัน กีตาร์ตัวนึง เอฟเฟกต์ อะไรอย่างนี้ พอมันเริ่มต้องออกไปเล่นคอนเสิร์ตที่มันซีเรียสขึ้น มันก็ต้องมี involvement ซึ่งทุกคนก็รู้สึกว่ามันมีความเป็นมืออาชีพขึ้นแล้ว พอมันเป็นแบบนั้น มันก็เริ่มมีความรับผิดชอบต่องาน ต่อเพื่อนร่วมงาน และต่อคนฟังของเราไปเองโดยอัตโนมัติ

ซึ่งดูสอดคล้องกันดีกับอัลบั้มชุดต่อมาอย่าง สมรสและภาระ ที่ในฐานะผู้ฟัง เริ่มรู้สึกว่าอันนั้นคนทำมันจริงจังแล้ว

ผู้ฟังอาจรู้สึกว่ามันจริงจัง แต่เราไม่รู้สึกอย่างนั้นนะ เพราะเนื้อหามันอาจจะไม่เข้มข้นเหมือนกับพวกเซ็ตแรก ๆ แต่ สมรสและภาระ (2551) มันมีความตลกร้ายมากกว่า ซึ่งมันก็เกี่ยวเนื่องมาจนถึงอัลบั้มล่าสุด ที่มีชื่อว่า อพาร์ตเมนต์คุณป้า (2561) ล่าสุด อัลบั้มนี้ผมมีความสุขมาก ในแง่ที่ว่าทุกอย่างมันโอเค

โอเคยังไง

ก็คือมันออกมาตามที่เราต้องการ ซึ่งอัลบั้ม อพาร์ตเมนต์คุณป้า เนี่ยมันเป็นการทำเพลงกันแบบ เขาเรียกว่าอะไรล่ะ…ใช้ระบบ “auto pilot” มั้ง คือภาพมันมัว ๆ ตอนแรก ตุลมาบ่นกับผมทุกวัน “พี่บอลผมเขียนเพลงไม่ออกว่ะ” ทุกอย่างมันนิ่งมันไม่มีเหตุการณ์อะไร หรือว่า “พี่ เที่ยวกลางคืนก็เที่ยวทุกวัน จนไม่มี subject จะมาเขียนหรือไม่รู้จะนั่งเม้าท์อะไรแล้ว” ตุลมันบ่นทุกวัน ผมคิดไม่ออก-พี่ผมคิดไม่ออก มันก็เลยหอบเป้ขึ้นไปอยู่ปายพักนึง อันนั้นก็จุดเริ่มต้นของอัลบั้มนี้ มันมีอยู่ 3 เพลงที่มันแต่งที่ ต่างจังหวัด  หมอกฝันและควันเมือง อะไรพวกนั้น พอได้สามเพลงนี้มันเหมือนเป็นจิ๊กซอว์ที่มันวางแล้วทุกอย่างมันก็ไหล หันมาดูอีกที เอ้า! เสร็จแล้วเว้ย แบบนี้

มันติดขัดแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

ใช่ ถ้ามันมีหรือหาจิ๊กซอว์ตัวหลักได้ตัวหนึ่ง ทุกอย่างมันก็จะประกอบร่างขึ้นมาเอง ชุดล่าสุดนี่เป็นชุดสุดท้ายที่เราได้อัดที่ Sexy pink แต่ว่าหลัง ๆ เราก็ระเห็จไปอัดที่อื่น เพราะว่าที่นี่มันเริ่มพัง เครื่องมันเริ่มพัง ก็เลยไปอัดที่อื่นบ้างอะไรบ้าง จนได้รู้ว่าไปอัดห้องคนอื่นดีกว่า (หัวเราะ) ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ process การทำงานของเรา

ก็อย่างที่ผมพูดว่ามันคือดนตรีแบบร็อคสะดวก คือพอมันมีจิ๊กซอว์อันหนึ่งปุ๊บ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำอะไร มันก็จะต่อกันไปเอง แล้วมันก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่มันติดขัดนาน ๆ คืออพาร์ตเมนต์คุณป้าทำงานมาแบบไม่เคยรู้สึกสะดุดกับอะไรเลย เพราะโชคดีที่ต่างคนต่างเข้าใจซึ่งกันและกัน แล้วก็รู้หน้าที่ของตัวเอง มันจะไม่เคยมีทะเลาะกัน มันจะมีทะเลาะเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เรื่องที่ไม่ควรจะทะเลาะ เรื่องหยุมหยิมแบบนั้นมากกว่า

มันก็แปลกดีตรงที่ว่าพวกคุณมี musical background ไม่เหมือนกันเลย โอกาสที่มันจะหักกันนี่มีพอสมควน  แต่อพาร์ตเมนต์คุณป้า ก็อยู่กันมาได้ อย่าบอกว่าที่ผ่านมาไม่มีเรื่องขัดแย้ง

มันก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นประเด็น เป็นเรื่องขี้หมูขี้หมาเสียเยอะ อย่าให้ผมเม้าธ์เลย มันจะเป็นเรื่องที่ตลกจนเกินไป (หัวเราะ)

แล้วอพาร์ตเมนต์คุณป้าอยู่กันมาได้อย่างไรโดยผ่านข้อขัดแย้งแบบนั้น ถึงตอนนี้ก็จะ 20 ปีแล้ว

ผมว่ามันเป็นเรื่องที่…อย่างที่บอกว่าทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกันในแง่ที่ว่า space ของผมตรงนี้นะ ของคุณตรงนี้นะ คือเราสนิทกันมากจนมันเหมือนกับว่า เราก็จะรู้ว่าทางคุณตุลเขาเป็นยังไง ทางคุณปั๊มเขาเป็นยังไง เรื่องที่มันมีข้อเสียของแต่ละคนก็เก็บมันมาเป็นเรื่องเล่าเม้าธ์แตกสนุกสนาน คือวงผมเนี่ย ถ้าอยู่กันครบ ๆ นะแล้วนั่งคุยกัน ใครลุกไปก็โดนเม้าธ์ (หัวเราะ) ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว เราก็ไม่ได้ take อะไรให้มัน serious ก็กลายเป็นว่ามันเหมือนครอบครัวมากกว่า ผมรู้กันแล้ว ถ้าปั๊มลุกไปปั๊มนี่โดนหนักเลย ผมลุกไปนี่ผมต้องโดนแล้วล่ะ คือมันรู้กันอยู่แล้ว เหมือนรู้ไส้รู้พุงว่าข้อดีข้อเสียของแต่ละคนมันคืออะไร คือรับกันได้ แล้วก็ treat กันเป็นเรื่องตลก ไอ้เรื่องถึงจุดที่ไม่ยอมกัน มันก็มีอยู่ แต่เป็นเรื่องหยุมหยิมมากกว่า ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร

ทำงานมาจะ 20 ปี เป็นตั้งแต่นักดนตรีหนุ่ม จนกลายเป็นโปรดิวเซอร์แล้ว หาสมดุลให้ตัวเองยังไง ถึงอยู่กับมันได้นานขนาดนี้

ผมว่าผมโชคดีนะ ที่เล่นดนตรี 2 วง อพาร์ตเมนต์คุณป้า ก็ร็อกไปเลย แล้วก็อีกวงก็เป็นคุณบุรินทร์ (บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์  ‘Burin & The soul smith’ มันก็บาลานซ์ความชอบทางดนตรีผมได้ อยากเล่นแจ๊ส บลูส์ โซล ก็บุรินทร์บ้าง อยากจะตีอกชกปากเล่นร็อคก็มีอพาร์ตเมนต์ฯ อันนี้ก็ถือว่าเป็นโชคดีของผมที่ได้ร่วมงานกับศิลปินที่มีความสามารถ จริง ๆ แล้วคุณบุรินทร์กับผมนี่ ครอบครัวเป็น family friend กัน รู้จักกัน คุณปู่เขากับคุณพ่อผมเนี่ยสนิทกัน เป็นคนบ้านเดียวกัน ก็สนิทกันตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วก็หายไป ไปเจอกันที่เมืองนอก ก็รู้จักกันมา ซึ่งจริง ๆ เราควรจะต้องอยู่วงเดียวกันนะ แต่พอมาอยู่เมืองไทยแล้วเขาก็ไปสายทางนี้ ผมก็มาสายทางนี้ แต่สุดท้ายก็มาเจอกันอยู่ดี

แล้วด้านอื่นล่ะ คือมันต้องมีเบื่อกันบ้าง

ถ้าจุดที่เบื่อก็คืองานห้องอัดเสียง ต้องเลิกทำห้องอัด เพราะว่าถ้าอัดกันอยู่ที่นี่ ผมจะไม่ได้ไปไหนเลย จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้ก็คือผมแต่งงาน พอแต่งงานปุ๊บนี่มันจะใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว ที่ sexy pink เมื่อก่อนนี่มันจะ พอสี่ห้าทุ่ม ขวดโซดา เหล้า ก็ชนกันกรุ๊งกริ๊งแล้ว นึกออกไหม ใครเหงาก็หิ้วกันมา ก็มานั่งกินกัน ทำงานกัน นึกอะไรออกก็มา คือมันจะเป็นที่พักผ่อนของนักดนตรีขี้เหงา คือใครคิดถึงกันก็มา

แต่พอผมแต่งงานเนี่ย ผมก็คิดว่ามันไม่ใช่แล้ว มันไม่ได้แล้วว่ะ เพราะว่าคนมันจะพลุกพล่านมันก็ไม่ค่อยแฟร์กับภรรยาผม ผมก็เลยตัดสินใจว่า ห้องอัดเนี่ยมันอยู่มาพอแล้ว เพราะว่าเราได้ทำงานดี ๆ ออกไปจากห้องนี้เยอะมาก กรูฟ ไรเดอร์ ก็อัดที่เรา โมเดิร์น ด็อก ก็ที่นี่ ซิลลี่ ฟูลส์ ก็ที่นี่ คือเราได้ทำงาน Masterpiece ในฐานะห้องบันทึกเสียงพอสมควร  เราก็แฮปปี้แล้ว แล้วน้องที่เคยทำด้วยกันเขาก็เก่งแล้ว เขาก็ไปขยายหน้าที่ไปทำห้องอัดที่ใหญ่ขึ้น ก็ถึงจุดที่จะเรียกว่างานเลี้ยงต้องมีวันเลิกราดีกว่า ก็พอแล้ว รีโนเวตกลับไปเป็นบ้านใหม่ ห้องนี้ก็อยู่มานาน อายุไม่ได้ต่ำกว่าอพาร์ตเมนต์คุณป้า มันก็มีเรื่องราวของมันอยู่พอสมควร ถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องไปทำอันอื่น ไปให้ความสำคัญกับคนอื่นด้วย

ค้นพบว่าตัวเองชอบอะไรมากกว่ากัน ระหว่างทำงานกับเพื่อนในฐานะวงดนตรี ทำงานในฐานะฐานะโปรดิวเซอร์ขลุกอยู่ในห้องอัด กับขึ้นไปเล่นดนตรีเป็นบนเวที

จริง ๆ แล้ว มันไม่มีอะไรดีเท่ากับขึ้นไปบนเวทีหรอกครับ นั่นคือความสุขในเรื่องดนตรี แต่เปรียบเทียบกันแล้ว สามอย่างนี้มันก็ไม่ได้สุขมากน้อยกว่ากันมากสักเท่าไร เล่นดนตรีมันอาจจะได้อีกนิดหนึ่ง แต่งานที่ เวลาที่เราโปรดิวซ์แล้วเราได้ผลงานที่มันออกมาแล้วมันแฮปปี้เนี่ย มันก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง ได้เข้าห้องอัด คิดไลน์กีตาร์ ให้น้องคนนี้มาอัดเพลง ให้วงเรามาทำเพลงกัน มันก็เป็นความสุขเหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเท่าไร โอเคกับการทำห้องอัดเนี่ย มันอาจทรมานใจหน่อยเพราะมันต้องคอย เพราะว่ามันต้องใช้เวลา คือโพรเซสในการทำงานต่อหนึ่งเพลงมันไม่ใช่ว่า 2-3 วัน บางทีมันต้อง…ผมว่ามันกินเวลานานมากพอสมควร ยิ่งถ้าเพลงละเอียด มันต้องอาศัยจำนวนคน บางทีรวม ๆ คน involve นี่ 20 คนก็มีนะครับ ตั้งแต่เขียนเพลง การอัดเสียง อะไรเนี่ย มัน involve คนเยอะมาก ส่งไปมิกซ์เมืองนอกบ้าง บางทีมิกซ์ที่อเมริกา ส่งกลับมาที่กรุงเทพ มาสเตอร์ที่ออสเตรเลีย ค่อยกลับมากรุงเทพอีกทีหนึ่ง

งานห้องอัด ในทุกโพรเซสมันมีการรอคอย มันใจร้อนไม่ได้ ไม่สามารถจะมาคาดคั้นว่า ส่งไปอเมริกาวันนี้เขาจะมิกซ์กลับมาได้เลย  ไม่ มันก็ต้อง treat ให้เขาเป็น artist คนหนึ่ง เราต้องเชื่อใจในความเป็นเขา บางทีมันก็ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่ว่าพอนาน ๆ ไปคนที่ผมทำงานด้วยเขามักจะรู้ทางผมเลยว่าส่งไปก็ไม่ต้องแก้ไขอะไรมาก อาจจะแค่บาลานซ์ว่าร้องตรงนี้ขึ้น ตรงนี้ลง เป็นดีเทลเล็ก ๆ มากกว่า

มันมีสิ่งที่เรียกว่าความเป็นศิลปินของ sound engineer อยู่ไหม

ผมเอง ไม่ได้เป็นคนเก่งเรื่องซาวนด์ หมายความว่าเรื่อง technical ในฐานะโปรดิวเซอร์ ผมก็จะรู้แล้วว่าเพลงนี้ ในหัวผม มันควรจะมีเครื่องนี้นะ เครื่องนั้นนะ ว่าอันไหนจะเหมาะสม มาถึงตอนมิกซ์  ผมก็จะได้ยินในหัวแล้วว่า ผมอยากได้ซาวนด์กลองแบบนี้ อยากได้ซาวนด์เบสแบบนี้ กีตาร์แบบนี้ ผมเชื่อว่าพอผมส่งต่อไปมิกซ์ขึ้นสุดท้าย คนที่เขามีประสบการณ์ เขาก็จะตีความไม่ได้ต่างจากเราเท่าไหร่ สมมติว่าเพลงโซล โบราณเนี่ย มันก็จะต้องมีซาวนด์แบบ ประมาณนี้ เขาเรียกว่ามันมี platform ของมันอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วเราจะก้าวออกจาก platform นั้นก็ได้ หรือเราจะเดินบน platform นั้นก็ได้ อันนี้มันก็สุดแล้วแต่ว่าเราอยากจะให้จิ๊กซอว์มันออกมาเป็นอย่างไร

มันมีวันที่เราเกลียดมันไหม เบื่อมันแล้ว ไม่อยากยุ่งกับการทำเพลงอีกแล้ว

ก็ใกล้ ๆ แล้วครับ เพราะตอนนี้ผมก็จะตายแล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้ผมก็เพิ่งเสร็จงาน Soul Food by Soul Smith มันเป็นการรวมศิลปิน ก็เพิ่งเสร็จกันไปเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ตอนนี้ก็กำลังอยู่ห้องอัด โม่งานกันอยู่ ณ เวลาที่เราสัมภาษณ์กันตอนนี้ จริง ๆ ผมพูดเล่นนะครับ  ยังไม่รู้สึกเบื่อ ผมยังเอ็นจอยที่จะฟังเพลง แล้วก็เอ็นจอยที่จะเล่นดนตรีอยู่ทุกวัน

วันนี้วงอพาร์ตเมนต์คุณป้ามันยิ่งใหญ่แล้ว มันมีความคาดหวังจากแฟนเพลง เรื่องเล่าตำนานต่าง ๆ ที่พวกเราสร้างมามัยเป็นภาระกับเราไหม คุณแบกมันไว้ไหม เพราะว่าเด็ก ๆ มี อพาร์ตเมนต์คุณป้า เป็นฮีโร่กันหมดแล้ว

ผมไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นเลยครับ ผมเชื่อด้วยว่าเด็กเดี๋ยวนี้เขาก็มีเวย์การทำอะไรของเขา ซึ่งหลาย ๆ วง ก็ดีมาก  ผมรู้สึกว่าตอนนี้มันเริ่มมีอะไรคล้าย ๆ เหมือนในยุค Fat Radio สมัยก่อน ที่มันมีซีนอินดี้ขึ้นมา ตอนนี้ผมรู้สึกว่าเด็ก ๆ ลุกขึ้นมาทำเพลงกันเยอะขึ้น ผมดีใจนะ ผมชอบ ทำมาเถอะดนตรี อย่างไรก็ตามมันมี audience ของมันอยู่ แล้วค่อย ๆ ปรับเข้าหา ทำให้เป็นตัวของตัวเองที่สุด ทำแล้วให้มันรู้สึกว่า เราฟังแล้วเรายิ้มได้ เราเอ็นจอยกับมันก่อน เราต้องเอ็นจอยดนตรีของเราก่อนจะให้คนอื่นเอ็นจอยดนตรีของเราด้วย

ขอถามตรง ๆ เลยแล้วกันว่าคนที่เป็นนักดนตรี แต่ไม่ได้เป็น front man นั้น ความสุขของการไม่ได้เป็นคนแถวหน้ามันคืออะไร มันมีความสุขหรือมีความทุกข์อย่างไร

เอาจริง ๆ ผมเป็นคนค่อนข้างขี้อายนะ เวลาผมเล่นกีตาร์ลองสังเกตสิ ผมก็จะมีโลกของผมอยู่ ผมมีความสุขในโลกใบนี้ เวลาผมโซโล่เนี่ย ผมก็จะไม่ฟิกซ์หรอก ผมก็จะไปดูหน้างานเอา improvise ไป แล้วก็ดูที่รีแอ็กชันของคนว่าวันนั้นมันเป็นอย่างไร vibes มันเป็นยังไง ซึ่งมันมีรายละเอียด มันส่งผลกับโชว์หมดเลย วันที่ sound ไม่ได้ มีวันที่มันผิด audience นี่เป็นเรื่องที่หายนะ (หัวเราะ) นึกออกไหมครับ อย่างสมมติว่าถ้าไปเล่นผับที่เป็นชื่อฝรั่ง คนดูกินไวน์เนี่ย รับรองได้เลยว่าโชว์เรามันจะต้องมีหายนะแน่นอน แต่ถ้าไปเล่นร้านที่มันเป็นชื่อไทย เอาถังน้ำมันมาเป็นที่นั่งกินเหล้าไทย อันนั้นโชว์ออกมาจะโอเค มันแค่นั้นเองซึ่งมันเป็นเรื่องของการอยู่ถูกที่ถูกทางนั่นเอง ผมก็แค่เอ็นจอย จริง ๆ ก็คืออยากเอ็นจอยที่จะได้ร่วมเล่นดนตรีกับเพื่อน ๆ แล้วก็เห็นคนดูเอ็นจอย นั่นแหละความสุขที่สุดของผมแล้ว ไม่ต้องมีสปอตไลต์ส่อง แบบนี้ผมแฮปปี้มากแล้ว

แฟนเพลง บางที่เขาอาจจะรู้จักตุล แต่ไม่รู้จักเรา

โอ้ย ของผมนี่มาขอปิ๊กผมวันยันค่ำน่ะครับ คือบางทีก็ไม่ได้เตรียมไปเยอะนะ ต้องบอกว่าขอเป็นคราวหน้านะน้อง แต่ว่าสุดท้ายก็ต้องให้เขาอยู่ดี ของผมจะมีแฟนคลับเป็นพวกเด็กผู้ชาย ที่เล่นดนตรี ชอบมาคุยเรื่องดนตรี  front man ก็ให้เป็นหน้าที่สาว ๆ เขาไป ของผมจะเป็นเด็กนักศึกษาที่ยังชอบเล่นดนตรีหรือว่าเรียนดนตรีอะไรแบบนี้ ก็จะเป็นลักษณะนั้น

คนที่มีความสุขกับการเป็น side man จะต้องมีองค์ประกอบหรือมีธรรมชาติแบบไหนครับ

ผมเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วนะ ผมเรียนเปียโนมาตั้งแต่ 4-5 ขวบ จริง ๆ ก็เป็นคนขี้อายนะ แต่ไม่ได้อายจนไม่กล้าเล่น คือไม่ได้ต้องการจะอยู่ในสปอตไลต์ คือขอให้ผมได้ทำหน้าที่ของผมให้ถูกต้อง อยู่ตรงไหนผมก็แฮปปี้ ไม่จำเป็นต้องมาประโคมหรือมาโฟกัส มันไม่ใช่ธรรมชาติเรา น่าจะต้องเป็นคนแบบนี้

ถามหน่อย วันที่เล่นโชว์ได้แย่ มันแย่ได้สักแค่ไหน

มาถึงทุกวันนี้ เวลาเกือบ 20 ปี พวกผมก็ยังคุยกันหลังเวทีตลอดเวลานะ ว่าวันนี้ซาวนด์เป็นยังไง เราต้อง ปรับปรุงอะไรบ้าง มันเป็นเรื่องที่ต้อง concern มากนะสำหรับนักดนตรี

มันไม่อยู่มือหรอกเหรอ

บางทีมันเป็นสถานการณ์ที่ว่าซาวนด์มันไม่เอื้ออำนวย มันผิดที่ผิดทางมากกว่า เรื่องปัจจัยต่าง ๆ ไม่อำนวยนี่มันเกิดขึ้นได้ทุกวัน พอดีมันก็จะดีใจหาย บางทีมันไม่ได้ผิดพลาดเรื่องการเล่นหรืออะไรหรอก แต่ว่า vibes มันไม่ได้ บางทีเราก็จะมารู้สึกเองว่า ทำไมวันนี้มันไม่สนุก แต่ว่าทุกครั้งเราก็จะมานั่งคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้นนะ ทุกอย่างยังเป็นอย่างนี้อยู่นะ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังทำกันอยู่

เคยได้ยินมาว่าวงดนตรีบางวงก็ไม่คุยกัน มาทำงาน เสร็จแล้วแยกย้าย

อันนั้นผมคิดว่าคงเล่นกันซะจนเข้าเนื้อเข้ากระดูกแล้ว แต่ดนตรีแบบ อพาร์ตเมนต์คุณป้า มันจะมีความเสี่ยง เพราะมันจะมีการอิมโพรไวซ์เกิดขึ้น ถ้ามันเล่นเหมือนกันทุกวันผมก็จะไม่แคร์ แต่ว่าถ้าทุกวันนี้ผมยังต้องอิมโพรไวซ์อยู่ผมก็ต้องมองหน้ามองหลัง ว่าข้างหลังเรามันเป็นยังไง ข้างหน้าเรามันเป็นยังไง คือการเล่นดนตรีอิมโพรไวซ์มันต้องมีการ interact ซึ่งกันและกัน ซึ่งผมว่ามันสำคัญมาก การได้ยินหรือการได้มองหน้ากันจะได้รู้คิวกัน ว่าเดี๋ยวจะโซโล่ยาวหน่อยนะ แต่พอมันทำมาจนเป็นเวลาขนาดนี้มันก็เริ่มรู้ทางแล้วว่าผมเล่นลูกนี้ มือกลองก็จะรู้แล้วว่าจะต้องเติมอะไรหรือทำยังไง คือที่ต้องมาคุยกันจะเป็นเรื่องที่มันมีเกิดการผิดคิวกันมากกว่า “ทำไมจบก่อนวะ กำลังมันอยู่” หรือ “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว กูเจ็บนิ้ว” ก็จะเป็นเรื่องผิดพลาดกันซึ่งไม่ได้เป็นอะไรที่ซีเรียส แต่เราก็ยังคุยกันอยู่ทุกวันว่าทำยังไงให้มันดีขึ้น

ถ้าวันหนึ่งอพาร์ตเมนต์คุณป้ากลายเป็นวงที่ต้องเป๊ะ เล่นเหมือนเดิมทุกอย่างทุกคืน

ผมลาออก (หัวเราะ) ไม่เอาล่ะครับ มันโตมาแบบนี้ วงมันเป็นแบบนี้ ซึ่งมันไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน แต่ถ้ามันถึงจุดนั้นจริง ๆ แล้วมันก็ต้องทำได้นะ จริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีอะไรที่เหมือนเดิมหรอก คือถึงจะเล่นดนตรีโน้ตเหมือนเดิม expression มันก็ไม่เหมือนกัน มันก็หาวิธีไหลของมันไปได้เองแหละ

ได้ยินมาว่าคุณทำร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

เท้าความหน่อย คือสมัยก่อนเวลาเราไปซื้อเครื่องดนตรีต้องไปที่เวิ้งนาครเขษม ที่ เวิ้งฯ ก็จะมีก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าเด็ดอยู่สามเจ้า ผมก็จะไปกินทุกเจ้าแหละ เวลาไปกับคุณพ่อตอนเด็ก ๆ หรือว่าไปเอง ไปซื้อสายกีตาร์ ซื้อปิ๊ก ก็จะวนกินอยู่สามร้าน เวลามันก็ผ่านไป เวิ้งฯ ก็ไม่มีแล้ว  ประจวบเหมาะกับผมสนิทกับน้องคนหนึ่ง เขาเป็นเชฟ แล้วก็เปิดร้านอาหาร เราก็บอกเขาว่า “เห้ย! อยากทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ไปหาสูตรมาหน่อย” ก็ไปเจอคนที่เขาเคยขายอยู่ที่เวิ้งฯ ก็เลยไปขอเรียนรู้สูตรเขา จากนั้นก็มาเปิดร้าน ‘Ten Suns’ อยู่ตรงวิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งเปิดไปเปิดมาได้มิชลินไกด์เฉยเลย

ทำไมถึงได้

ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นเรื่องความสะอาด ความเที่ยงตรงของสูตร ความเที่ยงตรงมันก็สำคัญนะ ไม่ใช่เรื่องมือใครมือมันหรอก โชคดีที่น้องหุ้นส่วนเขาเป็นเชฟ ทุกอย่างก็เลยเป๊ะ แล้วเรื่องร้านรวงก็ทำสะอาดสะอ้าน ผมก็เซอร์ไพรส์นะ ไม่ได้คิดว่าจะได้ เขาก็ไม่ได้บอกผมว่าจะมาชิม มาทำช้อนตก (หัวเราะ) เขาบอกว่าเวลาฝรั่งมากิน แล้วทำช้อนตกเนี่ย แปลว่าได้ มิชลิน แต่ได้มาก็ถือว่าแฮปปี้มากครับ

มันพิเศษอย่างไรสูตรที่ว่านี้

มันเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่เป็นน้ำใสนะ มันก็จะไม่ได้เป็นน้ำข้นใส่เลือดหรืออะไร เป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำ ก็จะใช้เนื้อหลาย ๆ ส่วน เป็นเนื้อหัวไหล่ เนื้อท้อง คือจะเน้นที่เนื้อตุ๋นซะส่วนใหญ่ แล้วก็จะมีพวกเนื้อน่องลาย ทำไปทำมาก็เพลินดีเหมือนกัน

วางแผนในอนาคตอย่างไร เราจะห่างออกจากงานดนตรีไหม

ไม่น่าจะใช่เร็ว ๆ นี้เลยครับ ยังทำอยู่ ยังเอ็นจอยที่จะทำงานดนตรีอยู่ เรื่องการยืนระยะมันเป็นความท้าทายนะผมว่า

ก็ไปทำงานเบื้องหลังมากขึ้น

แต่ว่าผมบอกเลยว่า จริง ๆ role ของโปรดิวเซอร์ มันไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องไปเปลี่ยนแปลงตัวเขา หรือไปบอกให้เขาทำอะไรอย่างไร หน้าที่ของเราคือจะต้องไปดึงจุดที่ดีเด่นของเขาออกมา ไม่ใช่ว่าไปบังคับให้เขาต้องร้องแบบที่เราได้ยิน การทำงานของผมคือจะต้องหาจุดเด่น แล้วดนตรีจะต้องทำให้จุดเด่นนั้น ซัพพอร์ตมันขึ้นมา ผมจะไม่ใช่คนแบบที่ ต้องร้องแบบนี้สิวะ ไม่ใช่ คือศิลปินที่ทำงานด้วยกันเขาก็น่าจะรู้ตัวเองดีกว่าเขามีดีอย่างไร เราก็ต้องรู้ว่าเขามีดีอย่างไร แล้วเราก็ต้องมาหาตรงกลางว่าเราจะดึงตรงไหนให้มันออกมาดีขึ้นมา นั่นคือ job description ของผมในการเป็นโปรดิวเซอร์นะ แล้วก็ put the right man on the right job คือ ถ้ามีกีตาร์คนนี้ เก่งแบบนี้ ใช้เขาสิ จะไปใช้คนอื่นทำไม มือกลองคนนี้ตีแบบนี้ดี ใช้เขาสิ คือ บางทีมันไม่ได้มีเวลาขนาดที่จะมาทดลองผิดลองถูก เวลาเข้าห้องอัด ผมก็จะมีวงผมที่เล่นให้บุรินทร์นี่แหละ ก็คือ soul smith ก็รู้แล้วว่าถ้าพวกนี้มา ทุกอย่างจบ มันทำกันจน เบสกับกลองมันรู้ว่ามันไปกันยังไงแล้ว มันเหมือนการวางตำแหน่งผู้เล่นเหมือนกันนะ มันเหมือน management เหมือนกัน ว่าศูนย์หน้าเป็นใคร ใครเป็นโกล ใครซัพพอร์ต อะไรอย่างไร มันก็เหมือนกับวางกลยุทธ์ ไม่ต่างกันเลย นักร้องก็อาจจะต้องไปทำประตู ไปสร้างสีสันอะไรแบบนี้ ผมว่า

จากวันที่เรากลับมาจากอเมริกาซึ่งคุณบอกว่าตอนนั้นไม่รู้เลยว่าจะเป็นอย่างไร จนถึงวันนี้ที่เริ่มทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น คิดไหมว่ามันจะมาถึงวันนี้

ไม่เคยคิดเลย ไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่ทำงานที่สนามหลวง ที่แกรมมี่ด้วย ไม่เคยคิดว่าจะมาโปรดิวซ์ศิลปิน ทุกวันนี้ก็ยังงงตัวเองอยู่เหมือนกัน อพาร์ตเมนต์คุณป้าก็มาอยู่แกรมมี่ ผมยังคิดแล้วหัวเราะว่าสิบกว่าปีที่แล้วยังด่าค่ายปาว ๆ อยู่เลย สุดท้ายก็เป็นเหมือนการถึงเวลาของมันน่ะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็พูดย้ำเลยนะว่าผมไม่ได้สูญเสียความเป็นตัวเองเลย ที่ผมทำงาน ทุกอย่างที่ผมทำออกไป เพลงป๊อบเนี่ย ผมก็ใส่ทุกอย่างที่ผมอยากจะใส่ ในแง่ที่ว่าอันไหนที่มันจะทำให้เพลงดี แต่ว่าผมไม่ได้รู้สึกว่าผม sell out ผมก็กำลังเอ็นจอยกับทุกอย่างที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ครับ

หมายเหตุ : กันต์ รุจิณรงค์ และ วงอพาร์ตเมนต์คุณป้า กำลังจะมีอัลบั้มชุดใหม่ (ชุดที่ 5) ชื่อ
เราจะพบกันในวันที่หมอกคลุมเมือง” ในเร็วๆ นี้ พร้อมกับคอนเสิร์ต “ไทยประกันชีวิต Presents HALL OF FAN Sunday Evening Concert” ในวันที่ 26 พฤษภาคม พร้อมแขกรับเชิญ อย่าง บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ขายบัตรราคาเดียว 399 บาท 29 เม.ย. – 26 พ.ค. 62 นี้ ในรูปแบบ E-Ticket ผ่านทาง Application The CONCERT หรือดาวน์โหลดได้ที่ http://onelink.to/rm94xg

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s