Walk on the wild side : เดินไปบนทางเปลี่ยว เลี้ยวลงตรงทางสุข

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

ความจริงมันเป็นเส้น เราจะพูดว่าเป็นแค่จุดอย่างนี้ไม่ได้ – นราวุธ ไชยชมภู

ต้องใช้ความรัก ความเข้าใจ และความเชื่อใจในกันและกันแค่ไหน หนุ่มสาวคู่หนึ่งถึงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กันในฐานะสามีและภรรยา

และต้องใช้ความรัก ความเข้าใจ และความเชื่อใจในกันและกันมากกว่าบรรทัดบนนั้นมากอีกแค่ไหน คู่สามีภรรยาที่ว่าถึงตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตครอบครัวด้วยการออกเดินไปบนทางสายเปลี่ยวที่ไม่คุ้นเคย ลงหลักสร้างครอบครัวในแบบที่แตกต่างจากคนอื่น

ถ้าอยากรู้ว่ามันต้องใช้ ความรัก ความเข้าใจ เชื่อใจกัน มากแค่ไหน ก็ให้ไปถาม นราวุธ ไชยชมภู และ ศศิมา อัศเวศน์ ในวันที่ชายหนุ่ม พาหญิงสาวกลับมายังบ้านนาดี จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และเริ่มต้นก่อตั้งผลิตภัณฑ์ย้อมครามธรรมชาติแบรนด์ ‘Walk on the wild side’ ซึ่งเป็นการนำภูมิปัญญาด้านการย้อมครามและสีธรรมชาติแบบดั้งเดิมกว่าสามทศวรรษของครอบครัวตัวเองในชื่อ ‘แม่ฑีตาผ้าย้อมคราม’ มาคิดใหม่ ทำใหม่ พร้อม ๆ กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะสามีภรรยา เมื่อสิบปีที่แล้ว

วันนี้ชายหนุ่มที่เคยโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อนิตยสาร เป็นนักเขียน นักสัมภาษณ์ฝีมือดี กับหญิงสาวที่เคยฝันอยากเป็นสัตวแพทย์ ใช้ความรัก ความเข้าใจ และความเชื่อใจกัน พาตัวเองอยู่ห่างไกลจากโลกหมุนเร็วในเมืองมานานได้หนึ่งทศวรรษพอดี

นอกจากการทำผลิตภัณฑ์ ‘Walk on the wild side’ แล้ว ทั้งคู่ยังมีลูกน้อยอีกหนึ่งคนให้ดูแล สามชีวิตใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ในบ้านเงียบสงบใกล้ชิดธรรมชาติในบ้านนาดี ด้วยความรัก ความเข้าใจ และความเชื่อใจกันและกัน

แต่สายลมก็มักจะพัดพาความเปลี่ยนแปลงมาเยี่ยมเยียนทุกชีวิต…

อ่านบทสัมภาษณ์ของสองชีวิตแห่งบ้านนาดี ผู้เลือกเดินไปบนทางเปลี่ยว ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวที่ทั้งสุข ทุกข์ โหดร้าย เป็นอย่างที่ฝัน และน่าหวาดกลัวกว่าที่คิด ผ่านเรื่องราวของแบรนด์ ‘Walk on the wild side’ และการใช้ชีวิตที่เผชิญกับสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ แต่อย่างไรเสีย ชีวิตมันก็เลี้ยวลงตรงความสุขอยู่เสมอ

ตราบที่ยังมีความรัก ความเข้าใจ และความเชื่อใจในกันและกัน

คำเตือน : บทสัมภาษณ์มีความยาว และ ‘(ศศิ)’ หมายถึงศศิมาเป็นคนพูด

ทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นที่แรกเลยเหรอ

ใช่ ที่กรุงเทพฯ เป็นที่แรกครับ ผมเรียนจบสื่อสารมวลชนที่ มช. ครับ ก่อนหน้านั้น ตอนใกล้ ๆ จะเรียนจบไปขอฝึกงานที่นิตยสาร Open ได้ไปรู้จักอะไรกับพี่ ๆ เขา เรียนจบก็พอดีอกหัก (หัวเราะ) พี่เขาเลยชวนไปทำงานด้วยพอดี สมัยนั้นก็เป็นออฟฟิศเล็ก ๆ นะ

ก็อยู่จนนิตยสารปิดกิจการแยกย้ายกันไปตามโอกาส แล้วก็มาทำนิตยสารการ์ตูน ‘หมัด’ ใช่ไหม

ก่อนหน้านั้น ผมเคยไปทำนิตยสาร GM อยู่พักหนึ่ง แล้วก็มาช่วยพี่คุ่น (ปราบดา หยุ่น) ทำสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น แล้วก็ทำ ‘หมัด’

รวมเวลาที่อยู่ในกรุงเทพฯ ในฐานะคนทำหนังสือ คนทำนิตยสาร กองบรรณาธิการ นี่ใช้ชีวิตอยู่กี่ปี

ก็ประมาณ 8-9 ปี  ตั้งแต่เรียนจบ ย้ายมาอยู่ที่นี่ปี 2552 ตอนนี้ผม 40 แล้วครับ ต้องไล่ดู

ตอนอยู่กรุงเทพฯ เราสนุกไหม

ก็สนุกนะ เรายังเด็กอยู่ มีความอยากรู้อยากเห็น มีความสนใจสิ่งต่าง ๆ เป็นวัยลุย ๆ หน่อย ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ ก็ดี เป็นช่วงเวลาที่ดีนะ

แล้วจุดไหนที่เราไม่เอ็นจอยกับมันแล้ว

ก็ไม่เชิงว่าไม่เอ็นจอยนะ เพียงแต่ว่าเราแต่งงานครับ แล้วช่วงนั้นพี่คุ่นเข้าได้ทุนไปญี่ปุ่นพอดี งานไต้ฝุ่นก็จะเพลา ๆ เราแต่งงานก็เริ่มคิดเรื่องชีวิต

คิดจะย้ายกลับบ้าน

คิดจะย้ายแล้วครับ เพราะว่าศศิ (ศศิมา อัศเวศน์-ภรรยา) เขาก็มาที่นี่แล้วเขาก็ชอบ เขาก็อยากอยู่ต่างจังหวัด แต่ผมเองตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะไปทำงานที่กรุงเทพฯ อยู่แล้วว่า จะกลับบ้านหรือไปอยู่ต่างจังหวัด จะไม่อยู่ที่กรุงเทพฯ ตลอดไป

ไปอยู่ต่างจังหวัด กับกลับมาอยู่บ้าน ไม่เหมือนกันนะ

ใช่ แต่ถึงจุดหนึ่งจะไม่อยู่กรุงเทพฯ แน่ ๆ ตอนแรกที่ผมเรียนใกล้จะจบอยู่ที่เชียงใหม่ ก็ยังคิดอยู่ว่าจะไปทำงานที่กรุงเทพฯ ดีไหม เพราะตอนนั้นเหมือนจะได้งานที่เชียงใหม่แล้วเหมือนกัน เริ่มทำอะไรไปบ้างแล้วแหละ แล้วก็คิด ๆ อยู่ว่าจะไปดีไหม แล้วทีนี้พี่โญ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา – บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Open) เขาชวนเราก็ไปเลย ช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องความรัก เรื่องอะไรด้วย ทีนี้ก็คิดว่ามันเป็นช่วงที่เหมาะ อย่างที่บอกว่ามันเป็นช่วงที่เราเด็กอยู่ มันเป็นช่วงวัยที่เหมาะที่จะไปลุยอะไรแบบนี้

ก่อนที่จะไปฝึกงานที่ Open นะ ผมไปอ่านบทความชิ้นหนึ่งของพี่โญ เขาเขียนในคอลัมน์ของเขา มันเป็นเรื่องเล่าที่เขาฟังมาเกี่ยวกับครูที่สอนนักเรียนโดยการให้นักเรียนหยอดก้อนหิน หย่อนทราย หย่อนกรวดเข้าไปในขวดโหล แล้วสุดท้ายก็ใส่น้ำเข้าไป แล้วเขาก็ถามนักเรียนว่าคุณได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ เด็กก็ตอบอะไรกันไป แล้วเขาก็บอกว่า สำหรับตัวเขาเองเขารู้สึกว่า ชีวิตของเรามันมีเวลาจำกัด ถ้าเกิดเราได้ใส่อะไรลงไปในช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งแล้ว มันก็จะผ่านไปแล้ว เราก็จะไม่สามารถที่จะย้อนไปทำอันนั้นได้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่า ในช่วงเวลาที่เรายังเด็ก ยังอายุน้อยอยู่ มันเหมาะที่เราจะไปลุย ไปทำงาน ไปเผชิญโชค ไปหาประสบการณ์ให้ตัวเอง

คือมันเป็นความตั้งใจแต่แรกอยู่แล้วว่าเราจะไม่อยู่กรุงเทพฯ นานแน่ ไม่อยู่ไปทั้งชีวิตแน่ ๆ เรากลับบ้านหรือเราไปต่างจังหวัดแน่ ๆ จนมาถึงจุดเปลี่ยนที่พี่คุ่นได้ทุนไปญี่ปุ่น เราก็แต่งงาน ไต้ฝุ่นก็อยู่ในช่วงที่ เอาไงดีวะ ช่วงที่เหมือนจะทำแต่ยังไม่ได้แอกทีฟอะไร งานหลาย ๆ อย่างของไต้ฝุ่นมันจะเริ่มชะลอ ๆ ไปก่อนในตอนนั้น ก็เลยคิดว่า มาลองทำอะไรที่บ้าน แต่ยังไม่รู้จะทำอะไรนะ แต่ศศิเขาเรียนสัตวแพทย์มา เขาคิดว่าอาจจะมาเปิดคลินิคสัตวแพทย์อะไรที่นี่ ลองดู

คือตอนนั้นยังไม่คิดว่าจะทำ Walk on the wild side

ใช่ ๆ ยังคิดไม่ออก ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไง

แผนตอนนั้นคืออะไร

แต่งงาน แล้วก็กลับมาอยู่ที่บ้าน

ไม่ใช่ว่าที่บ้านเรียกกลับ

ไม่ครับ เป็นความต้องการของเราเอง ผมรู้สึกว่าอยากกลับมาหาคุณยายด้วยครับ คุณยายเขาแก่แล้ว ผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่จะได้เห็นเขา ก็ต้องกลับแล้วแหละ

กลับมาพร้อมกับเริ่มมาดูที่ปลูกบ้าน

กลับมาตอนนั้นก็อยู่บ้านแม่ครับ แม่เขาสร้างบ้านไว้แต่ไม่มีคนอยู่ ในหมู่บ้านนี่แหละ เขามาอยู่ดูแลคุณยาย แต่ว่าบ้านเขาเองสร้างไว้ไม่มีคนอยู่ ผมก็เลยไปอยู่บ้านหลังนั้น ไปอยู่แล้วก็ไปช่วยเขาทำงาน เพราะว่าตอนแรกยังไม่ได้ทำอะไร ช่วยเขาย้อมผ้านี่แหละครับ

ที่บ้านเราก็มีธุรกิจอยู่ ย้อมผ้าครามแม่ฑีตา

ใช่ครับ คือเขาทำมา 30 กว่าปีแล้วครับ น้ากับคุณยายเขาเป็นคนบุกเบิก แม่ฑีตาผ้าย้อมคราม ตั้งแต่สมัยต้นครามยังไม่มี เขาต้องไปหามาปลูก

อ้าว ต้นครามไม่ได้ขึ้นที่นี่โดยธรรมชาติเหรอ

มันก็มี ตามป่า ตามทุ่งนา นี่แหละครับ คนที่ย้อมครามนี่เป็นรุ่นที่แก่กว่าคุณยายอีกครับ แต่ว่าเขาเลิกแล้ว ข้าวของอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับครามเขาก็แขวนทิ้งไว้บนราว แม่เรา ยายเรา เขาก็บุกเบิกลองทำใหม่ เรียนรู้เอา ตั้งแต่ 30 ปีก่อนโน่นแหละมั้ง

บุกเบิกยังไง

ก็ไปถามชาวบ้าน ใครเห็นต้นครามบ้าง อยู่ตรงไหน ในหมู่บ้านชาวบ้านเขาเห็นเขาก็เอามาให้ ก็เริ่มมาลองปลูก แล้วก็มีคุณยายคนไหนบ้างในหมู่บ้านไกล ๆ ที่เขายังทำอยู่ ก็ไปขอสูตร สูตรคุณยายคนนี้เป็นยังไง แล้วสูตรคุณยายคนนี้ล่ะเป็นยังไง เอามาลองทำดู มารื้อฟื้น มาทดลองทำใหม่ แต่ตอนที่บ้านเราทำ ช่วงนั้นเรายังเด็ก ๆ เราไม่รู้เรื่อง ก็เรียนหนังสืออย่างเดียว

ก็แค่เห็นมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตวัยเด็ก

เพราะผู้ใหญ่เขาทำกัน แต่เราไม่ได้สนใจอะไร แต่ว่าพอกลับมาอยู่ที่บ้านหลังจากทำงานที่กรุงเทพฯ แล้ว ก็มาลองทำดู เขาก็สอน พาไปทำ เราไปเป็นแรงงานช่วยเขา แล้วพอมาทำก็เห็นว่ากระบวนการมันน่าสนใจนะ มันเป็นธรรมชาติ มันมหัศจรรย์นะ สีมันมาจากใบไม้น่ะ แล้วก็ลองย้อม ทำให้เกิดสีที่มันสวยแบบนี้ เป็นเรื่องของความงามด้วย เป็นเรื่องของกระบวนการด้วย เราก็เลยเริ่มมีไอเดียที่จะทำอะไรสักอย่าง

เมื่อกี้บอกว่าพาศศิกลับมา ศศิได้ลองเป็นสัตวแพทย์จริง ๆ ไหม

ศศิเขาก็ลองเปิดคลีนิกดูนะครับ เปิดอยู่แป๊บหนึ่ง ปรากฏว่าจริง ๆ มันไม่ค่อยเหมาะกับเขาครับ เหมือนเขารักสัตว์มากเกินไป มันเลยมีความทุกข์มากเกินไป เพราะพอมาเป็นคลินิกรักษาสัตว์อยู่ที่นี่ ถ้าไม่ใกล้ตายจริง ๆ เขาก็ไม่พามา มันต้องหนักมาก ๆ เขาถึงจะพามา ทีนี้ศศิเขาเคยไปฝึกงานที่โรงพยาบาลสัตว์ที่ญี่ปุ่นมาก่อน ระบบเครื่องไม้เครื่องมือมันก็คนละอย่างกันด้วย มันก็เลยงงๆ เฮิร์ตๆหน่อย รู้สึกว่าทำแล้วไม่มีความสุข แล้วทีนี้ศศิเขาก็ชอบสีธรรมชาติ ชอบผ้าทอ แบบนั้นด้วย ผมกับศศิก็เลยมาเริ่มทำ ‘Walk on the wild side’ ด้วยกัน

เริ่มทำแบรนด์ให้ผลิตภัณฑ์ย้อมครามธรรมชาติ

ใช่ ก็เริ่มย้อมเสื้อยืด เอาเสื้อยืดมาย้อมซักร้อยตัว ตอนช่วงปี 2552 คุยกับน้า น้าก็บอกว่าทำเลย ลองเลย

ตอนแรกคิดแค่จะทำเสื้อย้อม หรือคิดว่าจะทำแบรนด์ใหญ่โต

มันก็ไม่ได้มีภาพที่ชัดเจนหรอกว่ามันจะเป็นยังไง เพียงแต่เราคิดอะไรออกเราก็ทำเท่านั้นแหละ ในตอนนั้น เราเห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกมามันจะเป็นงานผ้าทอแบบผู้ใหญ่มากกว่า ของน้าเขาก็ทำเป็นแบบวัยเขา มันก็ร่วมสมัยนะ ร่วมสมัยกว่าของคนอื่น ๆ แต่ว่ามันก็ยังไม่ตรงกับแนวเราเสียทีเดียว เราก็เลยเอาเสื้อยืดมาย้อมก่อน

สินค้าชิ้นแรกของ Walk on the wild side ก็เลยเป็นเสื้อยืดย้อมคราม

ใช่ครับ เสื้อยืดย้อมคราม นอกจากย้อมครามแล้วก็มีสีมะม่วง มะเกลือ สีธรรมชาติอื่น ๆ คือเราสนุกกับการได้ทำ

มันย้อมได้หมดเลยเหรอ

ย้อมได้เยอะครับ ย้อมได้เกือบหมด อยู่ที่ว่ามันทนหรือไม่ทน แต่ละสีมันก็มีเงื่อนไขของมันอยู่ เช่นเรื่องเกี่ยวกับความไวแสง ความซีดอะไรพวกนี้

สิ่งเหล่านี้เราเอาความรู้มาจากไหน

จากภูมิปัญญาชาวบ้าน จากคุณยายด้วย จากชาวบ้านด้วย แล้วก็จากการทดลองเองด้วย แต่ละอันมันจะนิสัยไม่เหมือนกันเลย อย่างเช่น ครามก็แบบหนึ่ง ย้อมมะม่วงก็แบบหนึ่ง มะเกลือก็แบบหนึ่ง มันจะมีดีเทล ของมันอยู่ มันจะมีการย้อมร้อน ย้อมเย็น ติดสีแบบไหน บางอย่างบางทีดีเทลเล็ก ๆ ก็มีผลต่อสี อย่างเช่นย้อมตอนเช้ากับย้อมตอนบ่าย ๆ เย็นๆ ไม่เหมือนกัน แห้งเร็วกับแห้งช้าความเข้มของสีก็ต่างกัน บางสียิ่งแห้งช้าเท่าไรสีก็จะยิ่งเข้มขึ้น บางสีแช่ทิ้งไว้นาน ๆ ไม่เป็นไร บางสีแช่ไว้นาน ๆ ไม่ได้ มันจะด่าง สิ่งเหล่านี้เราต้องมาคอยลองผิดลองถูก เพราะว่าสิ่งที่เรารู้มาจากชาวบ้าน เขาก็จะมีวิธีการย้อมที่มันเหมาะกับของเขา บางทีเขาย้อมฝ้ายเขาก็จะไม่เจอปัญหาเหมือนเรา เพราะฉะนั้นพอเรามาย้อมก็จะเจอปัญหา ก็ต้องแก้ไปตามข้อจำกัดของแต่ละอัน อย่างเช่นบางลายมันก็ทำได้แค่บางสีเท่านั้น ไม่ใช่จะทำได้ทุกอย่าง เพราะนิสัยมันไม่เหมือนกัน

ทั้งผ้า ทั้งวัสดุธรรมชาติที่เราเอามาทำสีย้อม อุณหภูมิน้ำต่าง ๆ องค์ประกอบไม่เหมือนกันนี่ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เรารู้มาบ้างแล้ว รวมกับการที่เรามาทดลองเอง ใช่ไหม

ครับ แล้ววัตถุดิบที่เราใช้มันเป็นวัตถุดิบสด ความเข้มข้นในหม้อแต่ละหม้อมันไม่เหมือนกัน สมมติวันนี้ย้อมหนึ่งหม้อได้เท่านี้ แล้ววันอื่น ๆ มาย้อม มันก็ไม่ใช่ว่าจะเหมือนกัน มันก็เลยต้องปรับไป

แล้วล็อตแรกที่เริ่มทำเสื้อเนี่ย ร้อยตัว พังไปกี่ตัว

สวยหมด (หัวเราะ) คือตอนแรกย้อมออกมาแบบไหนก็คือชอบหมดเลย สวยหมดเลย ชอบหมดเลย เพราะว่ามันเป็นสิ่งใหม่นี่ แต่พอทำไปนาน ๆ เราจะรู้สึกว่า ยิ่งทำยิ่งยาก เพราะเราจะมีความต้องการ เราจะรู้แล้วว่าทำแบบนี้มันเกิดแบบนี้ ทำแบบนี้มันเกิดสิ่งนี้ แต่สิ่งที่เราต้องการคือแบบนี้ เพราะฉะนั้นยิ่งทำยิ่งยาก ถ้าเรามีแบบที่ต้องการแล้ว

ร้อยตัวแรกนั้นไปขายที่ไหน

ขายที่งานสยามละลานตาครับ มันเป็นงานของ TCDC จัดที่ Siam Discovery เราก็เลยลองเอาไปขายดู

ขายหมดไหม

ขายได้ 99 ตัว ขายดีมากครับ ตอนแรกก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยพร้อมด้วย ก็รู้สึกว่าเอ๊ะ ไปดีหรือไม่ดี ก็ไปกับศศินี่แหละครับ ไปลองดู ปรากฏว่าดี

คือเราทำที่นี่แล้วก็แบกกันไป ขับรถไปอย่างนี้เหรอ

นั่งรถโดยสารกันไปจากที่นี่แหละครับ แล้วก็ไปนอนไปบ้านศศิ บ้านศศิอยู่แถวรามคำแหง เขามีรถกระบะ ก็ขนของใส่รถกระบะนั่นแหละไปขาย

ตอนนั้นถือว่าเป็นครั้งแรกที่ทำเป็นธุรกิจแบรนด์ WOWS ใช่ไหม ในแง่ของผลประกอบการ มันเป็นยังไงเมื่อคำนวณทุกอย่างแล้ว

ก็คงโอเค (หัวเราะ) แต่ว่าตอนนั้นเราไม่ค่อยรู้เรื่องกำไร ต้นทุน ค่าแรง ไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยเป็น ตั้งราคายังไงเราก็ยังไม่รู้เลย ตอนนั้นก็น่าจะยังทำธุรกิจไม่เป็น หลังจากนั้นก็ยังคิดว่าเหมือนจะขายถูกไป เพราะมีคนบอกว่าขายราคาสูงกว่านี้ก็ได้นะ ขายเท่านี้จะได้กำไรเหรอ แบบนั้น

กับจุดเริ่มต้นที่ถือว่าขายหมด ความรู้สึกเราเป็นยังไง

ก็ดี มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทั้งที่เราคิดว่าในช่วงนั้นเราก็ไม่ค่อยพร้อมเท่าไร แต่เราก็ลองดู พอลองดูแล้วมันก็มีอะไรกลับมา มันเหมือนเราลองเปิดหน้าต่าง เปิดประตูบานหนึ่งดู แล้วเราก็เดินออกไป เราก็จะเห็นหน้าต่างหรือประตูอีกบานหนึ่ง แล้วเราก็จะเดินต่อไปได้อีก ก็นั่นแหละครับ ก็ลองทำดู

กลับมาที่บ้านนี่จะลุยต่อเลยไหม

คือตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยว่าฟีดแบ็กมันเป็นอย่างไร ไม่รู้เลย ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือเปล่า ไม่รู้ว่าทำแบบนี้มันเวิร์กไหม มันดีไหม ปรากฏว่ามีคนสนใจ มีคนชอบนะ มีคนสั่ง

แล้วเราใช้การประชาสัมพันธ์ช่องทางไหน

ตอนนั้นก็มีไปออกร้านครับ แล้วก็เริ่มมีทำเพจขึ้นมา ขายออนไลน์ ตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยมีคนทำช่องทางนี้นะเพราะเราอยู่ไกล แล้วเราก็คิดว่าทำอย่างไรเราถึงจะทำงานไปได้ด้วย แล้วก็ขายของไปได้ด้วย

ตอนนั้นงานที่เราทำคืออะไร

ย้อมผ้านี่แหละครับ แล้วตอนนั้นก็ยังมีงานเขียนอยู่บ้าง แล้วก็เขียนงานของตัวเองด้วย คืองานส่วนใหญ่จะทำเองเกือบทั้งหมด ไม่ใช่ว่าจ้างคนอื่นทำให้ แล้วแค่เอาไปขายอย่างเดียว คือเราทั้งออกแบบด้วย แล้วก็ย้อมเองทั้งหมดด้วย ของที่จะเอาไปขายก็เลยมีไม่เยอะ แต่ว่าทำเองเกือบทั้งหมด

พูดได้ไหมว่าเราไม่มีความรู้เรื่องการดีไซน์เสื้อผ้าหรือออกแบบเสื้อผ้ากันมาก่อนเลย

ใช่ อันนี้ก็ต้องหาเอา ศึกษาความรู้เพิ่มเติมจากช่องทางต่าง ๆ แต่คนที่ดีไซน์เป็นหลักจะเป็นศศินะ ศศิดีไซน์ ผมจะเป็นแรงงานเป็นหลัก แล้วก็ส่งเสริมเขา

แล้วเรื่องคัตติ้ง เรื่องเท็กซ์เจอร์ล่ะ

อันนี้เราก็มาเรียนรู้ เป็นความรู้ที่เราต้องมาเรียนรู้กัน ลองถูกลองผิดมาเรื่อย ๆ

ใช้เวลานานไหมกว่าจะพบ identity ของแบรนด์เรา

จะว่าพบก็ไม่เชิง มันคล้ายๆ การเดินทางมาเรื่อยๆ แต่ในแต่ละช่วงเราก็จะทำสิ่งที่เราชอบในช่วงนั้น สิ่งที่เราอิน ถ้าย้อนไปดูมันก็จะมีงานหลายแบบนะ แต่ละแบบที่เราสนใจ บางช่วงเราก็จะมีปักลายแมลง มีเสื้อที่เป็นย้อมใบไม้แปลก ๆ อะไรก็มี หลาย ๆ เทคนิคที่เราชอบในแต่ละช่วง พอเราเปลี่ยนเราก็จะเปลี่ยนไปตามความชอบของเรา

หลังจากนั้นก็มีเสื้อหลายทรงมากขึ้น มีหมวก มีกางเกง มีของที่… คล้าย ๆ กับว่าเราอยากใช้อะไร อยากได้อะไรก็ทำอันนั้น  มันก็จะเล็ก ๆ ประมาณนั้น แล้วมันก็จะไม่ได้มีเยอะ

ที่ทำเยอะไม่ได้เพราะว่าเราทำเอง

ใช่ (หัวเราะ) คือเราแทบไม่ได้จ้างใคร

ถ้าว่ากันตามกลไกธุรกิจ ถ้าดีมานด์มันเพิ่มขึ้น เราก็ต้องทำซัปพลาย์ให้แมทช์กับดีมานด์ เพื่อที่เงินมันจะได้เข้ามา เราทำธุรกิจอะไรเราก็อยากได้เงิน คิดแบบนั้นไหม

ก็คิดแบบนั้นอยู่ แต่มันทำไม่เป็น ทำธุรกิจไม่ค่อยเป็น อย่างเช่น บางทีไปยุ่งกับคนอื่น ไปบริหารคน มันปวดหัว บางทีการจะคุย การจะอธิบายให้เขามาทำมันยากกว่า ก็เลยทำเองดีกว่า

อ้าว แต่ถ้าเกิดเราทำตรงนี้ได้ ออร์เดอร์อาจจะมากขึ้น ใหญ่โต กลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแรง ยอดขายมากขึ้น อะไรอย่างนี้

อ๋อ ใช่ แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดอะไรแบบนี้ คิดแบบนั้นไม่เป็น คือไม่ได้มองผลตอบแทนในเชิงธุรกิจเป็นหลัก เรามองเป็นการใช้ชีวิตไปมากกว่า ในตอนนั้น ตอนนั้นยังไม่มีลูก (หัวเราะ)

ออร์เดอร์มาจากไหนบ้าง

จากทั่วประเทศครับ แล้วบางทีเราก็ไปออกร้าน มีคนมาเจอมากขึ้น แล้วบางทีก็มีออร์เดอร์จากต่างประเทศมาด้วย จากญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เยอรมัน จากหลาย ๆ ที่

คิดว่าช่วงสองสามปีแรกของการทำแบรนด์ พอใจบ้างไหม ประสบความสำเร็จในแง่ไหนบ้างไหม ไม่ว่าจะธุรกิจหรือการใช้ชีวิต ประมวลรวม ๆ

สอง-สามปีแรกมีความสุขดีครับ ไม่มีปัญหาอะไร เรื่องขลุกขลัก หรือว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ก็มีบ้าง มีตลอดเวลาครับ เช่น ย้อมออกมาแล้วมันไม่ได้อย่างที่ต้องการ ช่างตัดเสื้อให้เรา ตัดออกมาแล้วคุณภาพมันไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นปัญหาที่เกิดจากตัวเรามันจะไม่ค่อยเท่าไหร่หรอก แต่ว่าปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น คนที่ทำงานให้เรา ในแง่ของการทำงาน คนที่ทำงานให้เราแล้วมันไม่ได้แบบนั้น มันก็ต้องแก้ไปเรื่อย ๆ

ไปหาช่างจากไหน

บางส่วนก็ที่นี่ บางส่วนก็ที่กรุงเทพฯ ถ้าเป็นผ้ายืด พวกเครื่องจักรอะไรมันก็จะอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ผ้าธรรมชาติก็จะใช้ช่างแถว ๆ นี้  แต่ส่วนใหญ่ของเราก็จะไม่ได้ทำอะไรใหญ่โต จะเป็นงานเย็บมือ ก็จะพี่ ๆ เพื่อนบ้านอะไรแถวนี้ช่วยทำ แต่ว่าต้องเป็นคนที่ทำได้ดีมาก ๆ

เราบรีฟเขาอย่างไรว่าสิ่งที่เราต้องการอาจจะต่างจากที่เขาเคยทำมา

ต้องทำตัวอย่างครับ ศศิเขาจะเย็บตัวอย่างไปให้ แล้วบอกว่าเราอยากได้แบบนี้ ให้เขาลองทำดู ต้องหาคนที่ปราณีต มีความปราณีตสูง หายากครับ แต่ก็มีอยู่ แต่การคุยกัน การสื่อสารกัน ยากเหมือนกันกับหลาย ๆ คน

ทำไมล่ะ

อย่างเช่น คุณยายทอผ้าให้ใช่ไหม อยากได้ผ้าประมาณนี้นะ อันนี้ไม่เอา เอาสีล้วนหมดเลย คุณยายก็ทอมาแบบมีชาย มันจะมีลายอะไรของแก อันนี้คือครั้งที่หนึ่งนะ ครั้งที่สองก็บอกแล้วว่า ไม่เอาอันนี้นะ ครั้งที่สองก็ทำมาอีก เหมือนเดิม คุยไม่รู้เรื่องครับ เขาคงคิดว่าแบบนั้นมันสวยมั้ง ไม่รู้ แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องที่…ไม่ใช่แค่เราเจอนะ น้าก็เจอ ก็เจอกันมา บางทีสุดท้ายแล้วเขาก็ทำแบบของเขาอยู่ดี ด้วยความหวังดี อาจจะแบบนั้นมั้ง คิดว่าแบบนี้มันสวย แต่เราไม่ได้ชอบแบบนั้นไง

แล้วเราทำไง

ก็เซ็งไป (หัวเราะ) ก็ไปบอกว่าไม่เอาแบบนี้ได้ไหม แต่สุดท้ายก็ไม่ทำอยู่ดี ก็ต้องบอกให้เอาจนได้ ให้ใกล้เคียงที่สุด ส่วนใหญ่เราก็เลยทำเองซะเยอะ

การย้อมผ้าธรรมชาติมันควบคุมได้ประมาณไหน 100% 50% หรือ 60% ทั้งในแง่ของการเกิดลายหรือการทำให้มีสีสัน เช่น สมมติว่า ลูกค้าสั่งเสื้อมาแบบนี้ 50 ตัว มันทำได้อย่างนั้น 50 ตัวไหม ด้วยความที่มันเป็นแฮนด์เมด

อาจจะได้หรือไม่ได้ครับ คือมันไม่เหมือนเดิม แต่ละครั้งที่เราย้อมมันจะไม่เหมือนเดิม อย่างเช่นใบไม้ที่เราเก็บมา ความเข้มข้นมันก็ไม่เท่ากัน ลูกมะเกลือที่เราเอามาแต่ละครั้ง การหมักหรืออะไรของมัน บางทีเอามาจากคนละต้นมันอาจจะเป็นคนละพันธุ์ ถังนี้หมักมาแล้วหกเดือน ถังนี้หมักมาแล้วปีหนึ่ง บางทีมันไม่เหมือนกัน อย่างเวลาที่เราย้อม ถ้ามันไม่ใช่เหมือนกันเป๊ะ ๆ โอกาสที่มันจะออกมาเหมือนกัน มันอาจจะต่างกันก็ได้

สมมติเราไปซื้อเสื้อตัวนี้มา แล้วบอกว่าชอบเสื้อสีประมาณนี้ ความเข้มประมาณนี้ ลวดลายประมาณนี้จังเลย แต่อยากมีแบบนี้อีก 50 ตัว หรือเอาให้มันใกล้เคียงกัน ทำได้ไหม

มันก็ได้ประมาณหนึ่งครับ แต่ว่ามันก็จะมีความบวกลบอยู่ เราก็จะบอกเขานะ แต่บางทีอย่างเสื้อที่เห็นตรงนี้ เสื้อย้อมมะเกลือ เสื้อที่ตอนที่เห็น มันย้อมมาแล้วหกเดือน มันก็จะมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ที่มันอาจจะโดนแสงแล้วเริ่มกลายเป็นสีน้ำตาลนิด ๆ  คือสีธรรมชาติมันก็มีชีวิตของมัน อย่างเสื้อตัวนี้ย้อมเสร็จแล้วเป็นสีเทาใช่ไหมครับ แต่พออีกประมาณหนึ่งปีข้างหน้า มันจะเริ่มออกน้ำตาลนิดหน่อย คือจุดเริ่มต้นมันเหมือนกัน สรุปว่าที่ย้อมออกมามันก็จะใกล้เคียงนะครับ ก็คือประมาณเดียวกันนั่นแหละ

แล้วลูกค้าที่มาหาเราส่วนใหญ่เขารู้สิ่งนี้อยู่แล้วไหม

จำนวนมากก็รู้นะครับ เราก็บอกเขาว่ามันคือใกล้เคียง ถ้าไม่ต่างกันมากคนส่วนใหญ่ก็แฮปปี้ครับ

ช่วง 2-3 ปีแรกยังเพลิดเพลินอยู่

ครับ ก็สนุก

แล้วชีวิตด้านอื่นล่ะ เป็นอย่างไร

ก็ดีครับ ปกติดี หลังจากอยู่บ้านแม่สักพักก็มาสร้างบ้านของตัวเองอยู่ที่นี่

ทำไมถึงไม่อยู่บ้านแม่ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครอยู่

สักวันหนึ่งเขาก็ต้องมาอยู่น่ะครับ

แล้วไม่คิดว่าสักวันหนึ่งก็เป็นของเราเหรอ

ไม่ ๆ ครับ ที่หมู่บ้านเสียงดังด้วย ในหมู่บ้านมีงานบ่อย ก็จะมีเสียงนั่นนี่ แต่ว่าอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่ไม่ดังนะ แต่ชอบแบบนี้มากกว่า ชอบอยู่แบบนี้แหละ แต่ก็มีคนอย่างเช่นผู้ใหญ่บ้าน เขาทำน้ำดื่มขาย เขาก็จะมาส่งน้ำให้ทุกอาทิตย์ ขับรถมา เขาก็ถามว่าทำไมมาอยู่ตรงนี้ มาอยู่กลางทุ่งนาอย่างนี้ทำไม ไม่ไปอยู่บ้านโก้ ๆ ในหมู่บ้านโน่น ผมก็จะไม่ค่อยตอบว่าอะไร เพราะว่าคุยกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็คือชอบไม่เหมือนกันแหละ เราก็ชอบประมาณนี้

เจอที่ตรงนี้ได้ยังไง

ที่ตรงนี้เป็นที่ของเพื่อนน้า เขาเป็นอาจารย์คณะวิศวฯ จุฬาฯ เขามาซื้อที่ไว้ อาจจะไว้อยู่ตอนแก่หรืออะไรแบบนั้น เพราะว่าเขาเห็นว่าที่นี่มันมีห้วยอยู่ มีความชุ่มชื่น มีแหล่งน้ำ น้ากับคุณยายก็เป็นคนมาดูแล มาปลูกต้นไม้ มาทำนา แม่ผมก็เป็นคนดูแลให้ ผมก็ไม่รู้หรอก ก็ไม่ได้มานานแล้ว เคยมาตอนเด็ก ๆ วันหนึ่งก็ย้อมครามอยู่ แล้วพี่เขาก็บอกว่าเนี่ยเพิ่งพาเพื่อนไปดูที่ตรงนี้ของอาจารย์ เขาจะขาย แต่ว่าเพื่อนเขาไม่เอา เพราะว่าต้นไม้เยอะเกินไป เราก็ เฮ้ย ต้นไม้เยอะเกินไป มันดีนะ ทำไมไม่เอา ไหนมาดูหน่อยสิ อยู่ตรงไหน ผมก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาดู แล้วก็ตามศศิมาดู โห อยากอยู่ที่นี่เลย มันเป็นทุ่งนาหมดเลยนะ มันเป็นต้นไม้แล้วก็เป็นทุ่งนา ตรงนี้ก็เป็นทุ่งนา (วาดมือออกไปรอบผู้เขียน) ศศิก็ชอบครับ ก็เลยตัดสินใจซื้อ เพื่อที่จะมาอยู่ที่นี่ ตอนแรกมีแผนว่าจะไปอยู่ที่เชียงใหม่กับพ่อแม่ของศศิ แต่ก็เปลี่ยนแผน มาอยู่ที่นี่ก่อน

มีแผนจะไปเชียงใหม่ ก็คือไปทำแบรนด์ WOWS ที่นั่นด้วยเหรอ

ใช่ ๆ ก็ยังจะไปทำงานที่นั่น เพราะว่าช่วงนั้นพ่อแม่เขาไปอยู่แล้ว พี่สาวเขาย้ายไปอยู่ที่นั่น พ่อแม่ก็ไปสร้างบ้านที่นั่นอยู่ ทีนี้เขาก็อยากให้ไปอยู่ด้วยกัน ในตอนนั้นนะ เกือบสิบปีมาแล้ว แต่ว่าเราก็มาอยู่ที่นี่ก่อน เพราะชอบที่ตรงนี้ แต่เดี๋ยวก็จะต้องไปเชียงใหม่แล้วเพราะว่าลูกจะเข้าโรงเรียน แล้วก็พ่อแม่ศศิเขาแก่แล้ว เราก็คงต้องย้าย ก็คงไป ๆ มา ๆ แหละครับ แต่ว่าคงอยู่ที่โน่นเป็นหลัก ผมก็คิดว่าอย่างเราเองเราก็ได้อยู่กับยายแล้ว ศศิเขาก็น่าจะได้อยู่กับพ่อแม่เขาบ้าง ลูกก็จะได้อยู่กับคุณตาคุณยายเขาด้วย

แล้วฐานการผลิตของเราล่ะ

ก็ต้องย้ายไปทำที่โน่น ก็ต้องปรับ

เนื่องจากสินค้าของเรามันขึ้นอยู่กับธรรมชาติ เท่ากับว่าพอย้ายไปอยู่ที่นั่น วัตถุดิบหรือธรรมชาติมันเปลี่ยน มันก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า

ใช่ มีแน่ ๆ ถึงจะไม่ย้ายมันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี

ขอกลับมาที่หลังจากซื้อที่เพื่อปลูกบ้าน เราจัดการมันยังไง คอนเซ็ปต์ในการมีบ้านของเรามันเป็นอย่างไร

จริง ๆ ศศิเป็นคนออกแบบครับ ออกแบบตามพื้นที่ พื้นที่มันเป็นโนนอยู่ริมน้ำ แล้วเรามีที่อยู่แค่นี้ ทำอย่างไรเราถึงจะออกแบบให้เข้ากับสถานที่ได้ เราต้องการใช้ห้องแบบไหนบ้าง ก็มีห้องครัว มีห้องนอน มีห้องทำงาน มันก็จะออกแบบไปตามที่ ไม่ได้ออกแบบไปตามว่าเราต้องการอย่างไร เพราะว่ามันไม่ใช่ที่แบน ๆ กว้าง ๆ คือมันก็เป็นที่ของมันอยู่แค่นี้อยู่แล้วครับ

ใช้คนทำจากไหนครับ เวลาอธิบายเขาเข้าใจสิ่งที่เราทำจริง ๆ ไหม

ใช้ช่างในท้องถิ่นนี่แหละ แต่ก็คุยกันยากอยู่ รู้ไหมเรามักจะมีมุมมองที่มันโรแมนติกเกี่ยวกับการสร้างบ้าน แต่จริง ๆ มันเป็นสงคราม (หัวเราะ) จริง ๆ มันคือการต่อสู้ เพราะว่าช่างเขาก็จะทำแบบของเขา เขาก็จะทำแบบง่าย ๆ ไว้ก่อน แล้วมีทำผิดด้วยนะ ตรงนี้อาจจะไม่ได้สูงเท่านี้ แต่ว่าเขาทำมาเป็นแบบนี้ แล้วก็ ทำผิดแล้วมีให้แก้ก็โกรธฉิบหายเลย งอน ไม่มาทำงานวันหนึ่งเลย คือเขาทำผนัง แล้วเขาอ่านแบบผิด ทำผนังสูงขึ้นมาแค่นิดเดียว จริง ๆ แล้วไม่ใช่ หรือว่าเลือกเสาที่มันผุแล้วมาตั้งให้ ก็ต้องแก้กันใหม่

เพราะเราอยากได้วัตถุดิบที่มันเป็นธรรมชาติหน่อยใช่ไหม

เราซื้อเสาไม้เก่ามาใช่ไหม มันก็มีหลาย ๆ เสา หลาย ๆ ต้น  เขาดันเลือกเอาอันที่มันไม่ดีมาใช้ อย่างนี้ไง  แต่เราอยากให้เขาใช้อีกต้นหนึ่งมากกว่า เขาก็ต้องเปลี่ยน

ช่างส่วนใหญ่เขาก็จะมีแบบในการสร้างบ้านของเขา

ใช่ ส่วนใหญ่แถวนี้ก็จะสร้างบ้านไม้ยกสูง พอคุยกับช่างก็บอกแค่ว่าใช้เสากี่ต้น พูดแค่นี้จบ ช่างก็จะรู้เลย เพราะว่ามันจะเป็นบ้านแบบที่เขาเคยทำๆ มาอยู่แล้ว

ใช้อิฐ ฉาบปูน ทาสี กรุฝ้า ต่าง ๆ นา ๆ ซึ่งบ้านเราไม่มีแบบนั้นเลย

ใช่ แล้วบางทีชาวบ้านเขาก็จะเอาตามช่างครับ ช่างทำให้แบบไหน ก็เอาประมาณนั้นแหละ แต่เราเองมีแบบของเราไง บางทีสิ่งที่เราต้องการ มันก็ไม่ใช่แบบที่เขาทำทั่วไปไง เขาก็จะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ก็ต่อสู้กันไป

ศศิน่าจะเป็นเด็กกรุงเทพฯ  การที่ต้องมากับเรา มาเจอสภาพแวดล้อมอีกแบบ ชีวิตมันต้องเปลี่ยนพอสมควร คุยกันอย่างไร ปรับตัวกันอย่างไรครับ ปรับตัวยากไหม 2-3 ปีแรกที่มาอยู่ที่นี่ มาวันแรก ๆ มันก็คงจะสวยดีอยู่หรอก

(ศศิ) ใช่ ปรับตัวอย่างไรเหรอ เหมือนไม่รู้ตัวอยู่เป็นปี ว่าต้องปรับตัว เพราะตอนนั้นแฮปปี้ เหมือนมาเที่ยว มาเริ่มเหวอ ๆ ก็ตอนสักสองสามปีหลัง

มาอยู่แรก ๆ อะไรเป็นปัญหาสำหรับศศิมากที่สุด

(ศศิ) อาหารมั้ง ไม่มีอะไรให้กิน ไม่มีอะไรให้ซื้อ ไม่มีของอร่อย เบเกอรี่ ขนมปัง หรือว่าอาหารไทย ซีฟู้ดต่าง ๆ หรืออาจจะเป็นรสชาติที่พ่อแม่ทำให้กิน เพราะว่าเรียนหนังสือจบ เราแต่งงานเลย ยังไม่เคยมีชีวิตของตัวเองอะไรเลย ออกจากบ้านพ่อแม่มาก็มาอยู่กับเขาเลย ก็คิดถึงทุกอย่างค่ะ บรรยากาศเดิม ๆ เรื่องของกินนี่มันทรมาน เพราะเราเป็นคนชอบกิน แล้วของกินในตลาดที่นี่มันจะเป็นของที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ แล้วก็ไม่อร่อย

อาจเป็นเพราะเรื่องวัตถุดิบ เรื่องของต้นทุนราคาด้วยหรือเปล่า

(ศศิ) ใช่ ๆ ค่ะ เป็นของขายชาวบ้าน แกงถุงละ 15-20 บาท ใส่แต่ผงชูรสกับน้ำตาล ก็ต้องทำกินเอง ทำก็ไม่ค่อยเป็นอีก ทำกับข้าวไม่เป็นเท่าไหร่ ก็คิดถึงอาหาร แล้วก็มันไม่มีห้าง ตอนแรกนี่เราเบื่อห้างมาก อยากจะทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตออกจากกรุงเทพฯ มันรู้สึกเป็นวังวน พอออกไปจริง ๆ เสี้ยนห้าง (หัวเราะ) อยากไปเดินห้างบ้าง เรื่องแอร์ฯ นี่ไม่ซีเรียส แต่ว่าเราคิดถึงของกินหรือของซื้อให้มันสนุกสนาน ห้างโรบินสัน (สกลนคร) ก็เพิ่งมีไม่กี่ปีเอง แล้วก็ไม่ได้ใกล้เหมือนกันนะ เปลืองค่าน้ำมัน นาน ๆ ไปที

ก็ดูเหมือนต้องปรับตัวอยู่เหมือนกันนะ สองสามปีแรกนี่ศศิบอกว่ายังสนุกอยู่ทุกวัน มาตระหนักเข้าจริง ๆ ช่วงไหน

(ศศิ) ของเราก็มีประเด็นเรื่องสัตวแพทย์ด้วย คือเราเรียนมาแล้วอินมาก เรียนก็เรียนเก่งด้วยเนอะ (หัวเราะ) ไปฝึกงานที่ญี่ปุ่นด้วยปีหนึ่ง ได้ passion ฉันต้องเป็นสัตวแพทย์ที่ดี พอมาลองทำเองแล้ว เฟลมาก เรื่องเจ้าของสัตว์ เรื่องการดูแลต่าง ๆ

พูดง่ายๆ เลย คือพอพามาถึงนี่ก็ใกล้ตายแล้วใช่ไหม

(ศศิ) ก็ประมาณนั้นค่ะ แล้วเขาดูแลอาจจะเทียบกับคนกรุงเทพฯ ไม่ได้เลย เราคิดว่าการเปิดคลินิกสัตว์เล็กที่กรุงเทพฯ กับที่นี่มันเป็นคนละเรื่องกันเลย เราเป็นคลินิกสัตว์เล็กค่ะ แต่ก็มีเคสวัวอะไรมาเหมือนกัน แล้วไม่อยากรับ ไม่รับก็ไม่ได้ เพราะว่ามีความรู้สึกต้องรับผิดชอบ แต่เราไม่เก่ง (หัวเราะ) ยิ่งเทียบกับที่ญี่ปุ่นนี่คนละโลก เราก็เลยปรับความคิดไม่ถูกว่าเราควรจะมองมันแบบไหนดี ให้นราเขาช่วย เขาก็ไม่ชอบมาก ๆ เลย

ไม่ชอบอะไร

ไม่ชอบจับหมาจับแมวครับ

(ศศิ) เวลาผ่าตัดอะไรพวกนี้ เขาต้องเป็นคนบังคับสัตว์ เขาดูฝืนใจ ก็เลยมาคุยกันว่าเราจะทำสิ่งนี้จริง ๆ เหรอวะ เริ่มสงสัยว่ามันไม่ใช่ทางหรือเปล่า สำหรับศิ ไม่ชอบ ก็ได้คำตอบแล้ว มันก็กินเวลาเป็นปีนะ ที่พยายามลองทำดู ลองเป็นสัตวแพทย์ เปิดคลินิกที่บ้าน เล็ก ๆ หลังจากนั้นก็เลยมาทำย้อมผ้าอะไรจริงจังขึ้น พี่ถามว่าอะไรนะ (หัวเราะ)

ศศิน่าจะปรับตัวลำบากหน่อย ซึ่งเมื่อกี้ก็บอกว่าปรับตัวอยู่ ช่วงสองสามปีแรกมันก็ยังสนุกอยู่ ถึงตอนไหนที่เริ่มสงสัยว่านี่มันคือชีวิตเราจริง ๆ หรือเปล่า ในแง่ของคนที่เคยอยู่อีกแบ็กกราวหนึ่ง คือชอบอยู่แบบนี้จริงไหม

(ศศิ) จริง

เรื่องอาหารเริ่มปรับตัวได้

(ศศิ) เริ่มปรับตัวได้ ทำกับข้าวกินเป็นมากขึ้น ทำกินเอง แล้วก็ของชาวบ้านที่เป็นอาหารท้องถิ่นแท้ ๆ เราก็กินเป็นมากขึ้น 

บางอย่างมันจะเด็ดมากพี่ อร่อยสุด ๆ

(ศศิ) เจ๋งมาก เกิดมาไม่เคยกิน

นั่นแปลว่า เราก็ทั้งปรับตัว ทั้งเปิดรับ อย่างนี้ใช่ไหม

(ศศิ) อีกเรื่องหนึ่งเรื่องการสื่อสารกับชาวบ้าน กับคน บางทีคนที่นี่อาจจะไม่ได้สื่อสารตรงไปตรงมาแบบฝรั่ง หรือว่าแบบที่เราเคยรู้จัก เช่น อยากได้บอกไม่อยากได้ อะไรอย่างนี้

แม้กระทั่งตัวผมเอง บางทีพูดแบบนี้อาจจะหมายความอีกแบบหนึ่ง เราต้องอ่านสิ่งที่อยู่ระหว่างบรรทัดหรือว่าระหว่างคำพูดของเขาว่าเขาพูดประมาณนี้ บางทีเขามาก็แบบ กล้วยไม้ต้นนี้สวยจังเลย

แปลว่าอะไร

แปลว่าอยากได้ แปลว่าบางทีเราควรจะต้องเอาไปฝากเขา อย่างนี้ มันจะมีอะไรแบบนี้ บางทีเขาก็จะไม่ได้พูดตรง ๆ เท่าไหร่

เราอาจจะเคยเชื่อหรือคิดว่าคนต่างจังหวัดเขาพูดตรง ๆ จริงใจอะไรแบบนี้

เหมือนกันครับ เหมือนกัน ผมว่า คนในเมืองกับคนต่างจังหวัดก็เหมือนกัน เพียงแต่ว่าวิธีการสื่ออาจจะต่างกันนิดหน่อย แต่ว่าโดยแก่นแล้วเหมือนกันนั่นแหละ

แปลว่า สิ่งที่เราอ่าน ๆ กันในนิตยสาร สิ่งที่เราอ่านกันในหนังสือ หรือสิ่งที่รายการต่าง ๆ นำเสนอ ในแง่หนึ่งมันก็อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป เป็นมายาคติอย่างนี้ไหม บ้านนอกสวยงาม คนต่างจังหวัดจริงใจกว่าคนในเมือง อะไรทำนองนั้น

บางทีมันก็คล้าย ๆ ว่ามันเป็นการเหมารวม มันไม่ได้เป็นแบบเดียว หรือมันอาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งก็ได้ แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด อยู่ที่สถานการณ์ด้วย ความจริงมันเป็นเส้น เราจะพูดว่าเป็นแค่จุดอย่างนี้ไม่ได้

คือเขาก็มีส่วนที่โหดร้ายอยู่ มีสิ่งที่ซ่อนอยู่ รวมทั้งมีสิ่งที่ดีงามด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่คนต่างจังหวัดจะดีหรือแย่ไปซะหมด

แน่นอน แล้วก็ไม่ได้แปลว่าคนเมืองจะไม่ดี จะขี้โกง คนต่างจังหวัดก็ขี้โกงได้เหมือนกัน

บางทีป๊อบคัลเจอร์ ไอ้งานที่เรา ๆ ทำกันอยู่นี่ก็ทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่โรแมนติกไป

ใช่ อย่างผมก็เหมือนกัน ผมเองกลับมาที่บ้าน เราไม่ได้อยู่นานใช่ไหม ภาพที่เรามองบ้านของเรา มองคนที่บ้านของเรามันน่าจะงดงามนะ ซี่งเรายังไม่รู้จริง ๆ เลย เราต้องมาอยู่นาน ๆ สักพักหนึ่งเลย กว่าจะรู้ว่า อ๋อ มันเป็นอย่างไรกันแน่ มันก็ต้องใช้เวลาสักพักหนึ่ง บางทีมันก็ไม่ได้เป็นเหมือนที่เราคิด ทั้งที่เราเป็นคนที่เคยอยู่ที่นี่แท้ ๆ  อย่างนั้นแหละ

กลับเข้าเรื่องหลัก พอเริ่มทำ WOWS ศศิเลิกกิจการคลินิก เหมือนชีวิตมันเริ่มลงหลักนิดหนึ่งแล้ว มีบ้านอย่างที่อยากอยู่ ได้ทำสิ่งที่อยากทำ จุดนั้นมันโอเคแน่ ๆ แต่ว่าในแง่ของการทำธุรกิจ เราคิดจะทำให้มันปักหลักหนักแน่นมากกว่านั้นไหม ทำให้แบรนด์เราดัง เพราะว่าเหมือนทุกอย่างมันจะลงตัวแล้วนี่

จริง ๆ ก็อยากทำ แต่ว่าเราก็ทำไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ ก็ทำประมาณนี้ ก็คือ ถึงที่สุดแล้วเราก็ยังย้อมเอง มันจะทำได้สักกี่ตัวล่ะ

ผลตอบแทนในเชิงธุรกิจพอเลี้ยงเราสองคนกับลูกได้ไหม

ก็ได้นะพี่ ก็คืออยู่ได้แบบไม่เดือดร้อนอะไร มีบ้าน มีรถ มีรายได้

ก็คือมีสิ่งพื้นฐานที่ครอบครัว ๆ หนึ่งควรจะมี ไม่ถึงกับต้องอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติจนต้องแลกกับการปากกัดตีนถีบ

ไม่ถึงขนาดนั้น ก็ผ่อนรถยนต์หมด สร้างบ้านได้ ก็พอใจนะ บางทีก็ยังไม่ได้ตั้งเป้า ยังไม่ได้มีเป้าหมายอะไร บางทีเราก็คุยกันนะว่าค่าตอบแทนมันอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องเงินเรื่องอะไร มันมีอีกหลายอย่าง มีอย่างอื่นด้วย เพียงแต่ถ้าเราขยันมากกว่านี้ ออกร้านตลอดเวลา เราก็จะมีรายได้มากขึ้น

มีเกณฑ์อย่างไรในการเลือกว่าเดี๋ยวเราไปออกงานนี้ ไม่ไปงานโน้น

(ศศิ) มีของไปขายไหม (หัวเราะ)

มีของหรือเปล่า อยากไปหรือเปล่า มีความน่าสนใจแค่ไหน

ไปขายกรุงเทพฯ ที ขายเชียงใหม่ที ไหนจะที่โน่นที่นี่อีก ต้นทุนเยอะไหม

โชคดีที่มีบ้านครับ ศศิเขามีบ้านที่กรุงเทพฯ แล้วพ่อแม่เขาก็มีบ้านที่เชียงใหม่ ค่าที่พักเลยไม่มี ขับรถไป ขนไป ก็แล้วแต่ หลัง ๆ ก็ขับรถไป แต่การไปออกร้านมันก็เหนื่อย เราถึงไม่ค่อยไปบ่อย เพราะมันเหนื่อย เราก็เลยไปงานที่เราสนใจจริง ๆ รวมถึงมีของ ทำทันด้วย เพราะว่างานมันเริ่มจากศูนย์เลย เริ่มจากคิดขึ้นมา แล้วหาทางทำ

วางแผนกันยังไง

ก็ต้องเริ่มคิดตั้งแต่การออกแบบ ทดลองลายใหม่ ๆ มันก็จะช้า ต้องใช้เวลาด้วยครับ ย้อมสีก็ต้องใช้เวลา

ทำไมถึงไม่ทำสิ่งที่อยู่มือ ซ้ำ ๆ ตัวไหนขายดีก็ทำตลอดไป ทำไมถึงทำสิ่งใหม่ตลอดเลย

เป็นนิสัยครับ (หัวเราะ) บางทีคนสั่งมายังไม่ทำเลย อย่างมีคนสั่งลายเดิม 50 ตัว ทำได้ไหม ก็พอได้ แต่บางทีไม่อยากทำให้ครับ เพราะว่าถึงจะย้อมไปทำอันเดิมมันก็ต้องเริ่มใหม่อีกนะ มันจะเป็นโพรเซสที่เริ่มใหม่ สมมติจะทำเสื้อลายเป็ด ถ้าจะไปทำเสื้อลายเป็ด มันก็ต้องเตรียมตั้งแต่ปากเป็ด ตาเป็ด เตรียมแต่ละชิ้น ๆ มันมีหลายส่วน แบบนั้น มันก็ต้องเริ่มเยอะเหมือนกัน แล้วบางทีใจเรา มันไปสนใจอย่างอื่นแล้ว มันก็เลยจะช้านิดหนึ่ง

โชคดีว่าลูกค้าเราเข้าใจ

(ศศิ) ลูกค้าเขาก็เบื่อไปตามเราค่ะ ก็ตามเราไปเรื่อย ๆ เหมือนกัน แต่จะมีลูกค้าใหม่ที่ชอบมาให้เราทำอันที่เราเบื่อไปแล้ว

แล้วทำยังไง

ก็ถ้าไม่อยากทำจริง ๆ ก็บอกว่าไม่ได้ทำ รอติดตามอันใหม่ดีกว่า

ถ้าเราไม่อยากทำ เราก็ไม่ทำ

(ศศิ) ใช่ แบบตอนนี้เรากำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่กับโปรเจกต์อันใหม่ ซึ่งมันต้องใส่ใจ กำลังอินอันใหม่ ซึ่งพอมันมีอะไรที่มาขัดจังหวะ มันทำให้เราเสียสมาธิ

แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นออร์เดอร์ก็ตาม

(ศศิ) ใช่ เพราะว่าออร์เดอร์ที่มันไม่มีระบบ มัน interrupt เข้ามาปุ๊บ ว่าช่วงนี้เราจะทำออร์เดอร์นั้น เราวางแพลนไว้ 1-2-3-4 มันก็ไปด้วยกันได้ แต่ถ้าเราทำอย่างอื่นอยู่แล้วเราก็ ฮึบ…ไปอันนั้น แล้วมันจะเสียเวลาทวีคูณเข้าไปอีก มันไม่คุ้มกับเรื่องเงินขนาดนั้น

WOWS ของนรากับของศศิเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่เล่าเรื่องตัวเองอยู่ในแบรนด์ เล่าจนแทบจะเห็นการใช้ชีวิตอยู่ประมาณหนึ่ง ทำไมถึงแบบนี้ เป็นเพราะเราทำงานกับคอนเทนต์มาก่อนหรือเปล่า ทำไมถึงอยากเล่าเรื่อง

มันเป็นไปโดยธรรมชาติมั้ง เพราะว่าเราอยู่กับมันจริง ๆ เราอยู่กับมันแล้วเราก็คงต้องเล่าในสิ่งที่ เราเห็นอะไรเราก็เล่าอันนั้น เราใช้ชีวิตอย่างไรเราก็เล่าอันนั้น มันเป็นไปโดยธรรมชาติ คล้าย ๆ มันเริ่มมาจากความสนใจของเรา เราเห็นว่าสิ่งนี้มันน่าสนใจ เราก็เลยอยากเล่า

เหมือนเรามีสัญชาตญาณของคนที่อยากเล่าเรื่องอยู่หรือเปล่า เรดาห์ของคนที่เคยทำหนังสือ ทำบทสัมภาษณ์มันจับประเด็นได้จากการที่ออกไปเจอคน

แต่ส่วนใหญ่คอนเทนต์ของแบรนด์ศศิจะเป็นคนทำครับ (หัวเราะ)

(ศศิ) เขามีความเป็นส่วนตัวมาก จะถ่ายรูปให้ติดเขาทีนี่ คิดแล้วคิดอีก เวลาโพสต์รูปอะไรที่มีเขา เขามาเห็นทีหลังเขาก็จะ อ้าว เอารูปไปลงเหรอ แม้กระทั่งรูปลูกก็หวง มันอาจจะเกิดมาจากที่เขาทำงานอันนี้เยอะมากจนเขารู้สึกว่าความเป็นส่วนตัวของเขามันสำคัญ แต่อย่างของเรา เพื่อนของเราอยู่ในโลกหน้าจอน่ะค่ะ มันก็สนุกที่จะได้คุยกัน

อย่างของผมก็จะมีเรื่องบางเรื่องเหมือนกัน ที่มันอยู่ในใจแล้วมันต้องพูด ต้องเขียน มีเรื่องที่อยากเขียนก็มี แต่ว่ามันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับแบรนด์ ส่วนใหญ่ศศิก็จะเขียนกับแบรนด์ ผมก็จะเขียนเรื่องอย่างอื่น

มาถึงจุดที่มันสร้างงานสร้างรายได้ ครอบครัวลงตัว มีทุกอย่างที่มันควรมีในการใช้ชีวิต

ก็ไม่ได้มีเยอะนะ

การมีลูกมันเป็นหลักไมล์บางอย่างของชีวิต สำหรับของนรากับศศิการมีลูกมันทำให้เราเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

มันทำให้เราคิดเผื่อลูก ก็เปลี่ยนนะครับ อย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมเลย ลูกจะเข้าโรงเรียน เราก็ต้องเตรียมเงินค่าเทอมไว้ให้ลูก มันไม่ใช่แค่เราสองคนแล้ว แต่อันนี้เราก็มีเงินเก็บด้วย อยากให้ลูกเรียนโรงเรียนแบบไหน นี่ไงเราถึงย้ายบ้าน

นอกจากการเตรียมสำรองจ่ายแล้ว การมีลูกมันทำให้เราเปลี่ยนข้างในเราไปอย่างไรบ้าง ทั้งการใช้ชีวิตหรือว่ามุมมองต่าง ๆ

เยอะ เยอะมาก เหมือนเราไม่เคยเห็นเลย คล้าย ๆ ว่าเราเคยมองแต่จากฝั่งนี้ของแม่น้ำ ชีวิตมันเป็นการยืนอยู่ริมแม่น้ำ เรามองจากฝั่งนี้ไป พอเรามีลูกเราเลยได้มองจากฝั่งนั้นมาบ้าง เราจะเห็นมุมมองจากฝั่งที่เราเคยยืนมองอยู่ แล้วก็รู้สึกว่าไม่อยากตาย มีลูกแล้วตายไม่ได้ อะไรแบบนั้น  ดีมากเลย มันก็มีความเหนื่อยแล้วก็ความเป็นตัวเราอะไรหลาย ๆ อย่างที่มันทำไม่ได้ อย่างผมชอบไปเตะบอล เมื่อก่อนเตะทุกวัน พอมีลูกผมไม่ได้ไปเตะบอลมา 2-3 ปีแล้วเนี่ย ก็ต้องเลี้ยงลูก ต้องเล่นกับลูก ต้องดูลูก มันก็จะมีเวลาของมันอยู่ แต่มันก็จะมีความรู้สึกที่ดีมากนะ อย่างเวลาที่เขากอดเรา มันเป็นกอดที่ 100% อันนี้มันเป็นความรู้สึกที่ แต่ก่อนผมก็ไม่ค่อยอยากมีลูกนะ เพราะผมรู้สึกว่าผมคงจะทนรักคนอีกคนหนึ่งขนาดนั้นไม่ไหวหรอก แต่ปรากฏว่าพอมีลูกแล้ว สิ่งหนึ่งที่ได้ก็คือ ลูกเขารักเราว่ะ เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเราจะได้สิ่งนี้ เรากลัวแต่ว่าเราจะรักลูก แต่นี่ลูกก็รักเราเหมือนกัน เราได้ความรู้สึกดี ๆ มาจากลูก มันเหมือนมีพรรคพวกเพิ่มขึ้นมา แบบนั้นน่ะครับ

(ศศิ) เป็นความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวเนอะ (หัวเราะ) มันเปลี่ยนเราตรงที่…มันเป็นสิ่งที่อยากได้สูงสุดแล้ว อยากมีตั้งแต่ 20 แล้วมั้ง แต่ว่าเราเป็นคนมีลูกยาก ก็ต้องไปหาหมออะไรมากมาย กว่าที่จะได้มีลูกนี่เราร้องไห้มาไม่รู้กี่ปี หลังจากที่มีลูกแล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ก็ค่อนข้างช็อกนะ เพราะภาพที่เราวางไว้มันมีแต่บวก ๆ แต่พอมีจริง ๆ แล้วมันบวก ๆ ลบ ๆ แล้วความเป็นส่วนตัวของเรามันหายไปหมดเลย เมื่อก่อนนี้เราไม่เคยรู้ว่าเราให้ความสำคัญกับสิ่งนี้เยอะเหมือนกันนะ เวลาของตัวเอง อะไรที่อยากจะทำของตัวเอง พอมีลูกแล้วเขาเอาไปหมด ก็รู้สึกเครียด ตายแล้ว ทำไมมีลูกแล้วเป็นแบบนี้ แล้วก็ตอนแรกจะโฮมสกูลนะ เรียนไปด้วยกัน ทำไปด้วยกัน เป็นความฝัน แต่พอลูกสักขวบหนึ่งนี่ เอ๊ะ เขาเข้าอนุบาลกันกี่ขวบนะ (หัวเราะ) ลูกน่าจะไปอนุบาลสักที จะได้ทำงานที่อยากทำ ก็รู้แล้วว่า เราเลี้ยงลูกเอง ทำงานเองสองคน เราไม่ได้ไปออฟฟิศเนอะ เราอยู่กับเขา 24 ชั่วโมง เราต้องหาระบบที่ทุกคนมีความสุขแล้วมาแชร์กันบางช่วง

การมีลูกในสภาพแวดล้อมแบบนี้ มันดีมากเลยนะ ลูกจะได้ใกล้ชิดธรรมชาติ เหมาะที่จะโฮมสกูล ก็ว่าจะถามเหมือนกัน แต่ว่าศศิตอบมาแล้วว่าไม่

(ศศิ) ไม่ เพราะฉันต้องการเวลาของฉันในบางช่วงเวลา แล้วการที่มีลูกอยู่ด้วย ถ้าเขาโตกว่านี้มันอาจจะพอได้ ตอนนี้ก็ยังพูดไม่ 100% เพราะว่าลูกก็ยังเพิ่งจะเดินได้ไม่นาน

ก็ต้องการการดูแลแบบ 100% เหมือนกัน

(ศศิ) คือแค่ทำกับข้าว 3 มื้อ อาบน้ำ อะไรก็หมดวันแล้ว

ในแง่หนึ่งการโฮมสกูลมันก็เหมือนกับที่ศศิบอกว่าเราต้องอุทิศตัว 100%

(ศศิ) ด้วยเงื่อนไขชีวิตของเราด้วยค่ะ ที่ธุรกิจของเรามันต้องทำเองซะเยอะ แล้วเราก็ต้องใช้เวลานานในการที่จะทำโปรดักต์ของเรา เราไม่ได้มีระบบจ้างคนหรือว่าไม่ได้มีธุรกิจที่มันดำเนินไปโดยที่เราไม่ต้องอยู่ตรงนั้นก็ได้ มันก็เลยแบ่งเวลาตรงนั้นไม่ได้ การหาโรงเรียนก็น่าจะเป็นทางออกมากกว่า หาโรงเรียนที่เรารู้สึกว่ามันเหมาะกับครอบครัวเรา

มองในแง่ดีบ้าง การที่เลี้ยงลูกในสภาพแวดล้อมแบบนี้ มันมีข้อดีไหม

(ศศิ) ดีมาก จริง ๆ เราไม่ต้องโฮมสกูล แต่เราก็โฮมสกูลได้ เราก็ใช้ชีวิตคล้าย ๆ เด็กโฮมสกูลได้ด้วย เราไม่ใช่พ่อแม่ที่ไม่ได้มีเวลาให้ลูก

อย่างน้อย ๆ ลูกวิ่งอยู่ในนี้ มันก็ดีกว่าลูกวิ่งอยู่ในห้องแคบ ๆ แหละ

มันก็มีพื้นที่ ได้เล่นดิน ได้ดูแมลงดูอะไร มันอยู่ใกล้ธรรมชาติจริง ๆ อย่างเวลาลูกอ่านหนังสือ เจอสัตว์โน่นนี่นั่น ที่บ้านเราก็มีหมด ลุกไปดูของจริงได้เลย มันก็เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก

เด็กในอีกสภาพแวดล้อมหนึ่งน่าจะหายากนะ

อันนี้มันก็เห็นได้ง่าย ๆ ก็ดี

(ศศิ) มีหลายอย่างที่ดี แต่บางอย่างก็อาจจะขาดบ้าง เราก็ต้องขวนขวาย เช่นสังคม การมีกิจกรรมกับเด็กคนอื่น เด็กในหมู่บ้านก็มีแต่ว่าเขายังไม่โตพอทีจะเล่นกับเด็กคนอื่น อย่างถ้าอยู่ที่เชียงใหม่ มันก็คึกคักนะ มีพ่อแม่โฮมสกูล หมายถึงว่ามันจะมีคนที่คิดคล้าย ๆ กัน ทำกิจกรรม เอาลูกไปทำอะไรพร้อม ๆ กัน มันก็ได้ทั้งแยกแล้วก็ทั้งรวมได้ด้วย มีออปชั่น สำหรับที่นี่เราคิดว่าเราคงไม่ไหว เพราะว่ามันไม่มีที่ที่เราจะไป ไม่มีสังคม

พูดง่าย ๆ เลยคือมันไม่มีพ่อแม่แบบเรา

(ศศิ) อาจจะมี แต่มันหาไม่เจอ มันไกลกัน

ใช่ ๆ มันไม่ใช่หาได้ง่าย ๆ พูดตรง ๆ ถ้าลูกเราไปอยู่กับลูกที่เขามาจากแบ็กกราวนด์อื่น ๆ มันก็ไม่เข้าใจกัน

(ศศิ) อย่างล่าสุดไปเที่ยวชายหาดกัน แล้วเราก็คิดว่าอยากจะพาลูกมาเก็บขยะ แล้วเราก็คิดว่า ถ้ามีพ่อแม่ที่เข้าใจ คือถ้าเราไปชวนเด็กในหมู่บ้าน พ่อแม่เขาจะเข้าใจเหรอ ชวนไปเก็บขยะ ทำไมต้องเก็บ แต่ถ้าเราคุยกับคนที่คิดคล้าย ๆ กันก็คงได้

ปัจจุบันก็ทำ WOWS 10 ปีพอดี ชีวิตเราก็มาถึงจุดหนึ่งแล้ว เป็นพ่อแม่คน พอใจกับมันแค่ไหน ย้อนกลับไปวันที่เราเรียนจบจากเชียงใหม่ หรือย้อนไปตอนที่ศศิไปญี่ปุ่นก็ได้ ชีวิตมันนำเรามาตรงนี้

ไม่เคยถามตัวเองเลย เราไม่ได้มีเป้า ไม่ได้มีคำตอบว่ามันจะต้องไปถึงจุดไหน ยังไง แค่วันนี้มันดี แฮปปี้ดี ไม่มีปัญหาอะไร เราไม่ใช่คนคาดหวังอะไร ไม่ได้มีเป้าใหญ่ที่แบบ…ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ในแง่ธุรกิจเราก็ไม่มีก็ยังค่อยเป็นค่อยไปอยู่

ทีนี้มาถึงสิ่งที่ยากที่สุดของการไม่คาดหวัง คือการไม่คาดหวังกับลูก เราจะไม่คาดหวังกับลูกได้จริง ๆ เหรอ อย่างไรเสียมันก็คงต้องมีคอนเซปต์บางอย่างกับลูกไหม

ก็คงระดับหนึ่ง แต่คิดว่าเขามีความสุขแบบไหนเราก็คงอย่างนั้นแหละ แต่โดยพื้นฐานเราก็คือเอาตัวรอดได้ เท่านั้นเอง แต่ว่าเขาอยากจะทำอะไร อยากจะเป็นอะไร ก็คิดว่าจะให้อิสระเขาเต็มที่

หรือว่าถ้าเราสร้าง WOWS ให้เป็นตำนาน แล้วส่งต่อให้ลูก

ก็แล้วแต่เขา

(ศศิ) มันไม่เป็นอยู่แล้วด้วย  พ่อกับแม่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปถึงไหน (หัวเราะ) ถามเรื่องคาดหวัง เราคุยกันแล้วว่า ขอให้เขาเป็นคนที่มีจิตใจดี อันนี้คาดหวัง ซึ่งเราก็มั่นใจว่าต้องดีอยู่แล้ว ไม่กังวลเลย เพราะเขาโตมากับเรา คือเหมือนเป็นเพื่อนกัน แลกเปลี่ยนความคิดกันตลอด มันจะเป็นอื่นไปได้อย่างไร แค่นั้นก็พอ ส่วนเรื่องอื่น ๆ … แต่เราก็คาดหวังว่า เดี๋ยวอายุห้าขวบเล่นดนตรีอะไรดีนะ (หัวเราะ) คือมันคาดหวังแบบไม่รู้ตัว คือมองไปแล้วว่า เดี๋ยวปริญญาตรีไปเรียนเยอรมัน ก็ยัง เอ๊ะ เขาอยากเรียนหรือเปล่าวะ เขาอาจจะไม่ได้อยากเรียนปริญญาตรีก็ได้

แล้วมันมีแฟกเตอร์ที่ว่า สภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไปด้วย ทุก ๆ สิบปีมันก็ต้องเปลี่ยนแล้ว เราไปเชียงใหม่ อีกสิบปีก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร กระทั่งกับที่นี่ อีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะว่าวันนี้กับวันที่นรามาบุกเบิก มันก็ไม่เหมือนกัน สกลนครเปลี่ยนไปเยอะไหม จากวันนั้นถึงวันนี้ วันที่พาศศิมาใช้ชีวิตด้วยกัน เป็นคู่รัก ยังไม่มีลูก จนมาถึงวันนี้ ในแง่ของผู้คน

ความเจริญมันก็มา แต่ผมว่าเรื่องใหญ่ ๆ อะไรมันก็ยังเหมือนเดิม

มันเป็นเมืองที่เรายังโอเคกับมันอยู่ไหม

จริง ๆ ไม่ค่อยได้เข้าไป อยู่แต่แถวนี้

แล้วแถวนี้ยังโอเคไหม

ผมว่ามันก็ดีนะ มันไม่ได้วุ่นวายจนเกินไป ไปทำธุระมันก็ยังเป็นเวลาจริง ไปตรงนี้ครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่แค่ไปแค่ตรงนี้แต่ว่าต้องเสียไปสองชั่วโมง อันนี้มันก็ยังไม่ได้วุ่นวายขนาดนั้น มันก็ยังเล็ก ๆ อยู่

แล้วแง่ส่วนตัวของเรา ทั้งนราทั้งศศิ ก็ยังมีเวลาได้ทำในสิ่งที่อยากทำอยู่ใช่ไหม เช่นเขียนหนังสือ ก็ยังเขียนอยู่ วางแผนอะไรกับมันไว้ไหม

ก็เขียนอยู่ ก็ต้องเขียนอีก อะไรแบบนั้นครับ อย่างเล่มล่าสุด “นาดี” ก็เป็นเรื่องของแถว ๆ นี้ เรื่องของคนแถว ๆ นี้ อะไรที่น่าสนใจแถว ๆ นี้ เพราะว่ามาอยู่ที่นี่แล้วมันก็เห็นอะไรที่มันน่าเล่า อย่างเรื่องที่เราคุยกัน เรื่องความแตกต่าง เรื่องของมุมมอง เรื่องของการสื่อสาร อะไรแบบนี้ ผมก็เขียนถึงในเล่มนี้เหมือนกัน แต่มันก็จะมีเรื่องอื่น เรื่องใหม่ ๆ ที่อยากเล่า แต่ยังไม่ได้เขียน 

ในแง่ผู้ประกอบการ มองอนาคตของ WOWS ไว้แค่ไหนอย่างไรบ้าง

ก็กำลังเปลี่ยนแปลงครับ ทำอะไรใหม่ ๆ แต่เราก็แค่คิดว่าทำของให้ดีน่ะครับ ในตอนนี้แค่คิดประมาณนี้ ทำของให้ดี

อย่างตอนนี้วัตถุดิบยังพอมีให้เราใช้สอยใช่ไหม

มีเยอะเลยครับ ถ้าอยู่ในแหล่งที่ทั้งหมู่บ้านทำกัน มันก็มี แต่ว่าหลาย ๆ อย่างมันก็หายากขึ้น อย่างมะเกลือ มะเกลือมันจะเป็นไม้ยืนต้น ต้นใหญ่เลย 20 – 30 ปีโน่นแหละ เพราะว่าต้นมันน้อยลง เขาตัดไปสร้างบ้าน ตัดไปทำเฟอร์นิเจอร์

(ศศิ) แล้วมันปลูกแป๊บเดียวมันยังไม่ให้ผลค่ะ มันต้องแก่ก่อน

เราก็ปลูกไว้เหมือนกัน สูงท่วมหัวเลย แต่ยังใช้ไม่ได้

พอมันเป็นสินค้าที่อิงอยู่กับธรรมชาติ พอเราเอามันมา เราได้ใส่มันกลับเข้าไปคืนไหม

เราก็ปลูกเพิ่มครับ อะไรที่เราจะใช้เราปลูกไว้ อย่างเช่น มะม่วงป่าหรือมะม่วงกะสอ ลูกเล็ก ๆ อร่อย คนสมัยก่อนเขาจะชอบเอาไปกินกับข้าวเหนียว บีบเอาเม็ดออกแล้วใส่ข้าวเหนียวเข้าไป มันเป็นมะม่วงพื้นบ้าน เราก็ปลูกไว้ อะไรที่เราใช้เราปลูกไว้หมดเลย ประดู่เราก็ปลูกไว้เหมือนกัน แต่ว่ามันก็กำลังโต มันใช้เวลา แต่ว่าแนวทางการย้อมของเรา บางสีที่ต้องใช้แก่น เราก็จะไม่ใช้ เราใช้ลูก ใช้เปลือกด้านนอก เพราะถ้าแก่นคือต้องตัดมัน อย่างต้นฝาง หรือว่าหลาย ๆ อย่าง ถ้ามันจะต้องตัดต้นไม้อะไรขนาดนั้น เราก็จะไม่ตัด

ถ้ามองอีกแง่หนึ่งในแบบคนทำธุรกิจก็คือ ปลูกให้โตเร็ว ๆ เก็บเกี่ยวมาเร็ว ๆ ผลิตเร็ว ๆ

สีธรรมชาตินี่มันมีหลายแนวทางนะ แต่แนวทางที่เราทำก็จะพยายามที่จะรบกวนมันให้น้อย ใช้อะไรที่มันทดแทนได้ นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราไม่ได้ทำเยอะด้วย เพราะว่าวัตถุดิบมันก็มีจำกัด มันค่อนข้างหมุนเวียน อย่างมะเกลือ พอเก็บลูกมาได้แล้ว เราก็เอามาหมัก หมักเก็บไว้ใช้ได้ตั้งหลายปี

พอตั้งใจปลูกมันก็ดูเป็นอาชีพถูกไหม แต่กว่าต้นไม้จะโต กว่าจะให้ผล กว่าจะงอกงาม

มันเป็นการทำความรู้จักกันด้วยครับ มันเป็นการเรียนรู้ รู้จักกันด้วย ว่าต้นนี้เป็นแบบนี้ กว่าจะโตใช้เวลาเท่านี้ ได้เห็นกัน มองดูกันเรื่อย ๆ มันก็ไม่แน่หรอกว่ารุ่นลูกเราจะได้ใช้หรือเปล่า แต่ว่า มันก็ดีกว่าที่เราจะไม่ได้ทำอะไรเลย

ลูกเราใส่เสื้อผ้าเราไหม

(ศศิ) ใส่บ้าง แต่ว่าส่วนใหญ่ก็จะใส่เสื้อผ้ามือสี่ (หัวเราะ) ดีที่สุดก็คือไม่ต้องผลิต ของหลาน

ถ้าถามว่าความสุขคืออะไร คิดว่าน่าจะรู้กันอยู่แล้ว ทีนี้ การอยู่อย่างนี้มันน่าจะมีความสุขประมาณหนึ่ง มันน่าจะได้อยู่กับปัจจุบันมาก ๆ เขาบอกว่าเวลาที่อยู่กับปัจจุบันมันจะไม่ค่อยมีความกลัว ก็เลยอยากถามว่าความกลัวของนราและศศิคืออะไร

ถ้าให้เรามอง อาจจะไม่ใช่ความกลัว อาจจะเป็นความท้าทาย บางทีเราไม่รู้ว่าทางข้างหน้าที่เราจะเดินไปมันจะเป็นอย่างไร แต่ว่าเราก็พยายามทำสิ่งนี้ให้ดี แล้วเราก็คิดว่าข้างหน้ามันก็น่าจะดีเหมือนกัน เขาเรียกว่า มันไม่ใช่โซนปลอดภัย ไม่รู้นะ

มันเหมือนตอนที่เราทำใหม่ ๆ เลยนี่ ที่บอกว่าเปิดประตูไปก่อน

ใช่ นั่นแหละ เปิดประตูไปก่อน แล้วเราก็จะเห็นประตูอันอื่นที่มันสามารถเดินไปได้

ศศิล่ะมีความกลัวอะไรบ้างตอนนี้

(ศศิ) ยังไม่แน่ใจว่าจะรับความตายของพ่อแม่ตัวเองได้ไหม ใช่ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของทุกคน แล้วก็กลัวเรื่อง จะอยู่อย่างไรให้รอด ทำธุรกิจอย่างไรให้มันไม่เป็นหนี้ เราโชคดีนะที่เราเป็นหนี้ที่บ้าน เป็นหนี้พ่อแม่เรา หลาย ๆ คนมาสัมภาษณ์เรา แล้วมันออกมาเหมือนเราเก่ง แบบ เราทำอันนี้ได้ไง แต่จริง ๆ แล้วเรามีต้นทุนที่คนบางคนอาจจะไม่มี เรามีพ่อแม่ซัพพอร์ต อันนี้เรารู้สึกว่า ถ้าเราไม่พูดถึงสิ่งนี้ จะมาบอกว่าเราทำ 100% จากตัวเราเองไม่ได้ แต่ความจริงถ้าเป็นคนอื่นเขาทำ ถ้าไม่มีคนคอยซัพพอร์ตแบบนี้มันก็อาจจะยากเหมือนกัน เราโชคดีมากกว่าคือถ้าเราล้มมา เรามีพ่อแม่เป็นระบบกันกระแทก อันหนึ่งที่เป็น conflict เล็ก ๆ ของเรา ก็คือเราโตมากับพ่อแม่ที่ไม่มีเวลา พ่อเป็นวิศวกร แม่ทำออฟฟิศ ออกไปทำงานตั้งแต่ตีห้า พ่อหยุดแค่วันเดียว วันอาทิตย์ โตมาแบบพ่อกับแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ แต่ครอบครัวก็ถือว่าอบอุ่นค่ะ แต่เราตั้งเป้าไว้เลยว่าโตขึ้นมา อะไรก็ตาม เราจะไม่ทำงานออฟฟิศ เราจะไม่เป็นลูกจ้าง เราจะไม่เข้าระบบ เช้า เลิกงานเย็น

เพราะระบบของเราคือทำงาน 24 ชั่วโมง

(ศศิ) ใช่ (หัวเราะ) ก็คือตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เป็นแฟนกันปุ๊บ เอ้อ บ้านเธออยู่ไหน อยู่สกลนคร เหรอ ดี ขอไปเที่ยวหน่อยสิ เออเดี๋ยวถ้าฉันจบแล้วฉันแต่งงานกับเธอ แล้วเราย้ายไปสกลฯ เลยนะ คือนัดกันตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่ายังไงก็ต้องมาอะไรแบบนี้ แล้วมามองย้อนกลับไป ตอนวันนี้ ที่เห็นเราทำแบบนั้นมา พ่อกับแม่เราก็เหวอ ๆ นิดหนึ่งนะ เหมือน ส่งเรียนมาแล้วสุดท้ายก็…แต่เขาก็ไม่เคยขัดแม้แต่นิดเดียว เรามองว่าเราเห็นแก่ตัว เพราะว่าสิ่งที่เรามาทำ มาอยู่ มันไม่มีรายได้ ไม่มีความมั่นคง ไม่มีเงินเก็บในบัญชี แต่พอเราเดือดร้อนอะไรไป เราก็ไปขอความช่วยเหลือกับเขา ซึ่งเป็นคนวัยเกษียณ ที่ทำงานเหนื่อยมาทั้งชีวิต เก็บเงินมาทั้งชีวิตเพื่อส่งลูกสามคนเรียน แล้วเก็บให้ตัวเองอีกเพื่อเป็นเซฟตี้ตอนแก่ แล้วเราโตมาแทนที่เราจะคิดว่าเราจะทำอะไรก็ได้เพื่อที่เราจะพึ่งตัวเองได้ แถมยังจะช่วยเขาได้ด้วยถ้าเขาต้องการ เรากลับรู้สึกว่าฉันไม่อยากเป็นเหมือนเธอ ฉันไม่อยากมีเงินขนาดนั้น แล้วก็มาใช้ชีวิตแบบ โอ้โห…เป็นความฝันของใครหลาย ๆ คน แต่สุดท้ายแล้วบางทีก็ยังต้องไปเดือดร้อนเขา เราก็ไม่ได้ภูมิใจ 100% ก็รู้สึกว่าถ้ามันจะมีอะไรที่ดีกว่านี้ได้ ก็คือเรื่องความมั่นคงด้านการเงินที่ตอนนี้เราไม่ได้สร้างไว้ เพราะว่ารัฐบาลหรือว่าอะไรก็ตาม มันไม่ได้ทำให้เราใช้ชีวิตแบบนี้ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพ เรื่องการศึกษา มันคือทางเลือกของคนที่เลือกได้ อย่างเพื่อนศิถ้าพ่อแม่เขาไม่ได้ซัพพอร์ตเขาได้ เขาก็ไม่มีทางเลือกหรอก เขาก็ต้องไปทำงาน ไปเป็นสัตวแพทย์ ไปเปิดคลินิก แล้วตอนนี้เพื่อนโคตรรวย (หัวเราะ)

แล้วถ้าอย่างนี้ป่วยไข้ขึ้นมา อนามัยไปได้ไหม

(ศศิ) ไป แต่มันไม่มีหมอ มีแต่พยาบาล

ป่วยนิด ๆ หน่อย ๆ ได้ ไม่ไกล แต่ถ้าโรงพยาบาลก็อยู่ในเมือง โชคดีที่ผ่านมาไม่ค่อยป่วยเท่าไหร่ เคยพาลูกไปโรงพยาบาลทีหนึ่ง เหมือนเข้าคุก เหมือนตกนรกเลย

(ศศิ) ลูกต้องให้น้ำเกลือ แล้วมันเป็นห้องรวมที่เด็กให้น้ำเกลือทุกคน แล้วเตียงมันห้ามให้ผู้ใหญ่ขึ้นไปนอนด้วย แล้วเด็กเล็กมากต้องนอนให้น้ำเกลืออยู่คนเดียว ศศิต้องอุ้มลูกมานอนที่พื้น ใต้เตียงแล้วก็เป็นฝุ่น ๆ สกปรก ก็นอนกันที่พื้นนั่นแหละ กอดลูกไว้ แล้วก็เลยขอพบหมอ บอกว่าจะออกแล้ว ไม่ให้ลูกอยู่ในสภาพนี้อีกแล้ว หมอเข้าใจด้วย บอกว่าคุณไม่ใช่คนแรก (หัวเราะ)

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s