ชีวิตนิยมวัตถุที่เลือกเดินสวนทางกับโลกวัตถุนิยม ของ ปอง-วริษฐ์ บูรณปัทมะ

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล


ผมว่าเดือนนึงใช้จ่ายประมาณ 5-6 พันบาท

วริษฐ์ บูรณปัทมะ

ถ้าไม่รู้จักกัน เราอาจคิดว่าชายหนุ่มผมสีดอกเลาเต็มหัวทั้งที่อายุยังไม่ถึงสี่สิบ อย่าง ปอง – วริษฐ์ บูรณปัทมะ คนนี้ ไม่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘ปกติ’

ก็จะปกติไปได้อย่างไร ในเมื่อชายหนุ่มไปไหนมาไหนด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด เต็มไปด้วยดอกดวงพวงบุปผา หิ้วเป้ใบใหญ่ซึ่งไม่ใช่แค่ใบเดียว หากมีถึงสองหรือกว่านั้น และในเป้เหล่านั้นเต็มไปด้วยของกระจุกกระจิกจนดูคล้ายกับคนบ้าหวงแหนสมบัติ แถมวันดีคืนดี เขายังหอบตุ๊กตาตัวใหญ่ บ้างก็หัวหมา-หัวมังกร หิ้วติดตัวเดินเหินไปทั่วกรุง ดูยังไง เขาก็ไม่น่าจะใกล้เคียงกับคำว่า ‘ปกติ’

แต่แน่ใจหรือว่าเรานิยามคำว่า ‘ปกติ’ ตรงกัน

ถ้าชีวิตอันปกติหมายถึงการทำมาหากิน ใช้ชีวิตตามอัตภาพ ชีวิตของปองก็แสนจะปกติเรียบง่าย เขาเป็นเจ้าของร้านขายของคัดสรรกระจุกกระจิกแบบ zakka shop ซึ่งไม่มีชื่อร้าน แต่มันตั้งอยู่บนชั้นสองของร้าน ‘Method to my madness’  แหล่งฮิตของเหล่าฮิปสเตอร์ย่านลาดพร้าว งานของเขาการซื้อมาและขายไป บางรายมีของถูกใจมาแลกเปลี่ยนกันเขาก็ยินดี ได้เงินมาไม่มาก แต่ก็พออยู่พอกินพอดูแลชีวิตตัวคนเดียว

แต่ถ้าชีวิตปกติหมายถึงความมั่นคง ความสำเร็จ เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ตามที่คนทั่วไปให้นิยามกัน ชีวิตของเขาก็สุ่มเสี่ยงเอาเรื่องอยู่ เพราะชีวิตเล็กน้อยของปองนั้น ดูไม่เฉียดใกล้สิ่งเหล่านั้นเลย แต่ก็นั่นแหละ มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครนิยาม เพราะหากคุณไปถามเขา เขาก็บอกว่าเรื่องทรัพย์สมบัตินั้นก็มีเยอะไม่แพ้ใคร เยอะจนต้องเอาออกมาขาย เรื่องเงินทองเขาก็มีไม่ได้อดอยากปากแห้งอะไร เรื่องความมั่นคง เขาก็ไม่ได้สั่นคลอนอะไร อาจมีบ้างบางคืนที่หัวใจวูบไหว แต่รวม ๆ ก็ปกติดี

ในโลกวัตถุนิยมชีวิตมีทรัพย์สมบัติขนาดนี้ ยังต้องการอะไรอีก?

นี่คือบทสัมภาษณ์ของชายผู้มีรูปแบบชีวิตเหมือนกับคุณ แต่ไม่เหมือนกับคุณ ชายผู้นิยมวัตถุสิ่งละอันพันละน้อย โลดแล่นเต้นระบำอยู่ในโลกวัตถุนิยมเหมือนกันกับเรา เขาทั้งเหมือนและไม่เหมือนกับเรา แต่มันก็คือชีวิตที่เป็น ‘ปกติ’ แค่ ‘ปกติ’ ในอีกในรูปแบบหนึ่ง

อ่านแล้วย้อนคิดทบทวนดูว่า แน่ใจหรือว่าคุณเป็น ‘ปกติ’ กว่าเขา หรือที่คิดว่าคุณเป็น ‘ปกติ’ อยู่คนเดียวนั้น มันถูกต้อง

เริ่มทำร้านตั้งแต่ปีไหน

2558 เข้าปีที่ 4 แล้ว

จุดเริ่มต้นของร้านนี้เป็นอย่างไร

ก่อนมีร้านนี้เราขายของจุกจิกที่ตลาดนัดจตุจักร แรกสุดเลยก็คือขายเครื่องประดับของเพื่อน แล้วพอผมเริ่มซื้อของตุ๊กตา กระจุกกระจิกเยอะขึ้น ก็เลยเอามาขายด้วย เราก็มาเจอน้องเมย์ซึ่งเดิมเขาขายเสื้อผ้าวินเทจอยู่ในจตุจักร แล้วเขาจัดอีเวนต์ขายของตามที่ต่าง ๆ ด้วย เมย์เป็นหุ้นส่วนร้าน ‘Method to my madness’  เขามาออกร้านขายของพอดี ก็ชวนเราว่าลองเอาพวกของจุกจิกไปวางขายที่ร้านเขาไหม เลยมีโอกาสมาเปิดร้านอยู่ใน ‘Method to my madness’ ซึ่งเป็นร้านเหล้า เมื่อก่อนเขาขายของชั้นล่างด้วย แต่ตอนนี้ชั้นล่างเป็นที่นั่งเต็ม ๆ แล้ว ส่วนชั้นบนเป็นร้านของผม ผมไม่ได้ไปหุ้นร้านเหล้าอะไรกับเขาหรอก เราขายของกระจุกกระจิกของเราอย่างเดียว

ชื่อร้านอะไร

ไม่มีชื่อร้านเลย เคยตั้งว่า ‘Here Now-How Near’ นะ แต่ไม่มีใครเรียก ก็เลยกลายเป็นไม่มีชื่อร้าน (หัวเราะ)

แล้วเวลาคนมาร้านเขาเรียกว่าร้านอะไร

ผมก็บอกคนว่ามันอยู่ชั้น 2 ของ ‘Method to my madness’ ผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องชื่อร้านอะไร

จากที่ขายที่จตุจักร ทำไมถึงอยากมีร้าน

เราแค่อยากมีที่ที่เอาไว้โชว์ของ จะได้ไม่ต้องออกขายตามงานอีเวนต์ ซึ่งไม่แน่นอน

จ่ายค่าเช่ายังไง

ปีแรกยังไงจ่ายค่าเช่าปกติ แต่ปีที่สองเขาไม่เก็บแล้ว เพราะสงสารเรา (หัวเราะ) มันก็มีความเงียบอยู่

ลูกค้าของร้านเป็นคนกลุ่มไหน

เป็นลูกค้าร้านเหล้าเลยครับ แต่ว่าลูกค้าร้านเหล้าที่นี่เขาจะมีความเฉพาะทางหน่อย ซึ่งพอเวลามันผ่านไป กลุ่มลูกค้าก็มีเปลี่ยนไปเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะมีพวกที่ทำงานโปรดักชัน ทำงานสายบันเทิง เป็นพร็อพมาสเตอร์ เพราะเขาต้องการของไปประกอบฉาก อาจจะมีทำโฆษณา ทำกราฟิกดีไซน์อะไรบ้าง แล้วบางก็มีคนมายืมของเฉย ๆ เราก็ให้ยืม แต่คิดตังค์นะ

คนที่มาร้านเหล้าหลักๆ ก็คงจะมาสังสรรค์ อาจจะไม่ได้สนใจร้านขายของกุ๊กกิ๊ก คนกลุ่มนี้ใช่กลุ่มเป้าหมายเราไหม

ผมว่ามันอยู่ที่เขาจะขึ้นมาข้างบนหรือเปล่า บางวันไม่มีขึ้นมาเลยก็มี คือบางทีคนจะนึกว่าข้างบนนี้เปิดเฉพาะกลางวัน ‘อ้าว กลางคืนขึ้นไปได้ด้วยเหรอ’ ก็มี จริง ๆ ร้านเราเปิดประมาณ 6 โมงเย็นถึง 5 ทุ่ม ผมก็ปิดร้านร้านแล้ว แต่ข้างล่างเขาก็จะว่ากันต่อ

ถามจริง ๆ มันอยู่ได้ไหม

ถ้าด้วยรายได้จากการขายของอย่างเดียว ผมว่าไม่ได้ ที่มันอยู่ได้เพราะว่าค่าเช่ามันไม่มี เราก็ต้องรับงานอย่างอื่นด้วย เช่น ถ่ายรูป

ไอ้ขายของนี่เป็นสิ่งที่เราอยากทำหรือเปล่า

ข้าวของเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเก็บไว้ที่บ้าน เพราะบางทีมันเป็นของที่เราอยากโชว์ คนก็จะบอกว่าให้ขายของออนไลน์สิ แต่เรายังไม่ได้ทำ เวลาเราได้ของมาก็ถ่ายอัปโหลดในเฟซบุ๊กส่วนตัว แล้วนี่ก็เพิ่งสมัครอินสตาแกรมไป แต่ไม่ได้ทำเป็นร้านขายของในไอจี ไม่รู้สิ เราไม่ค่อยอยากให้มันเป็นแค่การซื้อแล้วส่งของไปให้ เราอยากให้เขามาที่นี่ มาดูเองด้วย

นี่ตั้งแต่เรียนจบมา ทำงานอะไรบ้าง

ผมเรียนสาขาประวัติศาสตร์ศิลป์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จบประมาณปี 2550 เรียนจบแล้วก็มาเป็นขายของที่สวนจตุจักรเลย ไม่ได้ทำงานประจำ มาขายเครื่องประดับกับเพื่อน แล้วก็วาดรูปขายเป็นโปสการ์ดด้วย

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเริ่มสะสมของกระจุกกระจิกหรือยัง

ยังไม่ได้เข้าสู่โลกของการสะสมของกระจุกกระจิก แต่เริ่มมีข้าวของเยอะแล้ว สมัยเรียนที่ศิลปากรก็เริ่มถือกระเป๋า 2-3 ใบ คนก็จะมองเหมือนเราเป็นคนบ้า ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยชอบฟังเพลงเยอะ เดินแถวท่าช้างที่มีร้านขายหนังสือ ดูหนังร้านเฟรม มีไลฟ์สไตล์แบบเด็กศิลปากรทั่วไป ซื้อเทป ซีดี หนังสือ หนัง ทำหนังสือทำมือไปขายในงาน แฟต เฟสติวัล

ความสนใจสิ่งละอันพันละน้อยนี่มันเริ่มต้นยังไง

น่าจะช่วงหลังเรียนจบแล้ว คือผมชอบเดินตลาดนัดรถไฟรัชดาฯ แล้วก็เดินสวนจตุจักร ซื้อของเก่า ๆ ก็เริ่มเจอร้านตุ๊กตาที่พอเราซื้อประจำเขาก็ลดราคาให้เยอะ ๆ บ้านเขาก็อยู่ตรงแฮปปี้แลนด์ เป็นเจ้าใหญ่ที่ขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้ามารับ เราก็ได้ไปดูบ้านเขา ไปซื้อตุ๊กตาจนมันเยอะ เป็นร้อย ๆ ตัว เมื่อก่อนข้างหน้าร้านก็จะเต็มไปด้วยตุ๊กตาหมดเลย แต่พอจัดร้านใหม่ก็เอากลับบ้านไปเยอะอยู่ อย่างในกระเป๋าใหญ่ที่ถือมานี้ ข้างในก็เป็นเสื้อผ้าเต็มเลย ตอนนี้ของตรงนี้เหลือประมาณ 1 ใน 4

แล้วจำกัดความการสนใจของพวกนี้ว่ายังไง

เหมือนผมจะชอบของแปลก ๆ กระจุ๊กกระจิ๊ก แนวผู้หญิงหน่อย ๆ บางทีเสื้อผ้าผู้หญิงที่ผมเห็นแล้ว ‘เฮ้ย เราชอบ’ ก็ซื้อนะ ต่อให้ไม่ได้ใส่เราก็ซื้อมาขายต่อ

เคยถามตัวเองไหมว่าทำไมชอบอะไรแบบนี้

ไม่รู้นะ แต่ตอนเด็ก ๆ เราก็ไม่ได้เล่นอะไรแบบนั้นนะ ก็เหมือนเด็กผู้ชายทั่วไปเลย เล่นเซนต์เซย่า เตะฟุตบอล แต่เรารู้สึกว่าตุ๊กตาพวกนี้มันน่ารัก การ์ตูนมีส่วนไหม?…ไม่แน่ใจ หรือเพื่อนที่สนิทก็อาจจะมีส่วน เราจะสนิทกับกลุ่มผู้หญิงมากกว่า เพื่อนผู้ชายที่สนิทก็มี

ทำไมถึงไม่ทำงานประจำ

จริง ๆ ที่บ้านอยากให้รับราชการ แม่เราเคยเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุดที่แบงก์ชาติ เราก็จะได้อ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก ๆ จากห้องสมุด พ่อก็ทำรัฐวิสาหกิจเหมือนกัน ตอนแรกเขาก็ปล่อยให้เราขายของ ทำอะไรก็ทำไป แต่ก็มีถามว่าลองไปสอบ ก.พ. ดูไหม ซึ่งเราก็ขอผ่านไปก่อน เพราะเราอยากขายของ อยากถ่ายรูป เขาก็โอเค แต่เราก็รู้อยู่ลึกๆ แหละว่าเขาอยากให้รับราชการเพราะมันมั่นคง จะให้ทำงานบริษัทมันก็ไม่เคยอยู่ในหัวเราเลย แต่นี่ก็ผ่านมานานมากแล้ว

เพื่อน คนรอบตัว หรือที่บ้านเคยกดดันไหม

ไม่เคย

แล้วทุกวันนี้อยู่ยังไง

มันก็มีความเรื่อยเปื่อยของมัน เราคุมการใช้จ่าย อย่างการเดินทาง เรามักจะใช้รถเมล์ หรือพวกขนส่งมวลชน อย่าง เรือคลองแสนแสบ มันก็จะไม่แพง ค่ากินอยู่เราก็กินแบบปกติเลย

ทำมาหากินยังไง

บางทีก็ต้องกลับไปอยู่บ้านที่อยุธยาแล้วก็กินข้าวที่บ้าน เพราะอยู่ที่นู่นก็ไม่ต้องใช้จ่ายอะไรมาก ภาระของเรามีแค่ค่ากินกับเดินทาง แล้วก็ใช้จ่ายส่วนตัวนิดหน่อย

เดือนนึงใช้เงินประมาณกี่บาท

ผมว่าเดือนนึงใช้จ่ายประมาณ 5-6 พันบาท

แน่นอนว่าเราต้องโดนแรงเสียดทานจากคนรอบข้าง เช่น มีคนมาถามว่าเมื่อไหร่จะทำงาน หรือ วันนี้ขายของไม่ได้เลยเหรอ เป็นต้น การโดนแรงเสียดทานตรงนี้ เรามีวิธีจัดการยังไงบ้าง

ถามว่าเมื่อไหร่จะทำงานนี่เราก็จะตอบว่าทำอยู่นะ ต่อให้สิ่งที่ได้มาดูไม่มากมาย แต่ก็พออยู่สำหรับเรา บางทีมีงานเข้าอย่างอีเวนต์ขายของ 1-2 วันแล้วอยู่ได้ทั้งเดือนเลยก็มี มันก็จะสบายหน่อย หรือบางคนถามว่า ยังขายไม่หมดอีกเหรอ หรือ ขายไม่ได้เลยเหรอ เราก็ตอบว่าที่บ้านของเยอะ มันอยู่ที่วิธีสื่อสาร ถ้ากับเพื่อนฝูง เราก็จะบอกว่าเราขายของอยู่ แต่ก็จะอธิบายเพิ่มว่ารับงานถ่ายรูปด้วย ถ่ายรูปรับปริญญา งานแต่ง หรืองานแฟชั่น อะไรแบบนี้ ก็ว่ากันไป

ไปทำงานถ่ายรูปได้ยังไง

ส่วนใหญ่เขาก็เห็นเราใช้กล้อง แล้วก็มีเพื่อนเห็นภาพที่เราถ่าย ซึ่งเขาขายเสื้อผ้าอยู่ เขาก็เลยให้ไปช่วยถ่ายแฟชั่น เซ็ต ต่าง ๆ  

10 ปีที่ผ่านมาระหว่างภาวะ ‘อยู่ได้’ กับ ‘ลำบาก’ อันไหนเจอบ่อยกว่ากัน

มันพออยู่ได้ แต่มันก็ลำบาก มีช่วงที่เราขายไม่ได้ แล้วต้องพึ่งครอบครัวเหมือนกัน ผสม ๆ กันไป

เคยมีโมเมนต์ทึ่เบื่อชีวิตแบบนี้แล้ว อยากไปหางานทำบ้างไหม

ก็ไม่นะ แต่มันยังมีงานที่อยากทำอีก ก็คืองานเขียน ซึ่งเราเขียนมาเรื่อย ๆ แต่ยังไม่ได้เอาไปเสนอสำนักพิมพ์รวมเล่ม

เมื่อเจอแรงเสียดทานจากคนรอบข้าง มันก็มีทางเลือกไม่มาก ระหว่างหนักแน่นเข้าไว้กับแค่ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไป เราเป็นแบบไหน

พอเรารักสิ่งที่เราทำ เราก็จะไม่ตั้งคำถามกับมัน ก็ถือว่าเราโชคดีที่มีเพื่อนเข้าใจ อย่าง เมย์ ก็ถือเป็นความช่วยเหลือ เหมือนอยู่กันด้วยใจ พอเขาไม่ได้คิดค่าเช่าที่ข้างบน เราก็จะช่วยเหลือเขาเช่นไปช่วยเปิดเพลงข้างล่างก่อนดีเจตัวจริงมาหรือดูแลบางอย่างให้ ก็คือเราช่วยกันแบบเพื่อนกัน

ของแบบนี้ถ้าลองขายในญี่ปุ่นอาจจะดีกว่านี้ก็ได้

ใช่ เพราะเขาจะมี zakka shop อะไรพวกนี้ ของ ๆ เราบางอย่างมันมีมูลค่า แต่ไม่มีใครสนใจ

ตอนเปิดร้านเรารู้ไหมว่ามันอาจจะขายไม่ได้

มันไม่ถึงกับขายไม่ได้ มันยังมีคนที่เข้าใจและเก็ต เขารู้ว่าอันนี้มีค่าว่ะ เราไม่เคยผิดหวังกับการเปิดร้านนี้ เราดีใจด้วยซ้ำที่เจอคนเก็ตร้านนี้ หรือมาถึงซื้อเลยทันที ต่อให้ไม่ซื้อ แต่เข้ามาแล้วชอบหรือชมมันก็โอเค บางคนก็บอกว่าเหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์อะไรประมาณนั้น อย่างในชีวิตประจำวันที่ผมออกไปซื้อของเข้าร้าน สมมุติแวะไปนั่งร้านกาแฟ หรือไปเจอใครก็ตามช่วงกลางวัน บางทีผมก็ขายของได้เฉยเลยก็มี (หัวเราะ)

ปกติตั้งราคาสินค้ายังไง

แล้วแต่ชิ้น ของแต่ละชิ้นมันมีราคาของมัน เราอาจจะเช็กก่อนว่าของชิ้นนี้มันราคาเท่าไหร่

เรามีแหล่งซื้อของที่ไหนบ้าง

เราไปทั่วแหละ  พวกโกดังญี่ปุ่น ขายของเอาท์เล็ตญี่ปุ่น ลาดพร้าว 71 ก็มี บางกะปิก็มี หรือตลาดของเก่า พันทิพย์ งามวงศ์วานก็มี

แน่นอนว่าต้องมีสายตาจากคนที่มองเข้ามาและตั้งคำถามว่าเราใช้ชีวิตยังไง 

เขาก็จะรู้แค่ว่าขายของกระจุกกระจิก เราก็ยังไม่เคยเจอคนที่เขาไม่เข้าใจแบบรุนแรง                                                                                                                      

สมมติจำเป็นต้องไปงานแต่งเพื่อน เลี้ยงรุ่น หรืองานอะไรที่ต้องใส่ซองซึ่งเราหนีไม่พ้นหรอก เรามีปัญหาไหม

ก็มีนะ ถ้าช่วงนั้นช็อต ไม่มีงานเราก็ไม่ไปเหมือนกัน หรือมีงานที่เราไปแต่ไม่ใส่ซองก็มี แต่เป็นงานที่เราช่วยทำอย่างอื่นให้เขา แต่งานเลี้ยงรุ่นไม่ค่อยมีปัญหา

โอเคไหมกับชีวิตที่ผ่านมา

ก็โอเค

ไม่มีแฟน

ใช่ อันนี้เศร้า แต่ผมก็รู้สึกว่าเราไม่ได้หล่อ เราไม่ได้ดูแลตัวเองได้ด้วย เราไม่ใช่คนที่คนอื่นเห็นแล้วจะรู้สึกชอบในทันที หรือถ้าเราชอบใคร คนที่เราชอบเขาก็มักจะไม่ใช่คนที่จะมาชอบเราได้

เคยมีคนมาชอบไหม

ก็มีนะ แต่เนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียน

เหงาไหม

เหงา แต่เราก็มีเพื่อนผู้หญิง มันก็มีช่วยให้หายเหงาอยู่เหมือนกัน เหมือนเราเป็นเพื่อนเขาจริง ๆ แต่ในใจเราก็เหงามาก งานเขียนก็มีแต่เรื่องเหงา ๆ

เคยถามตัวเองไหมว่าทำไมเราไม่มีแฟน

การที่ตัวเราเป็นแบบนี้ก็อาจจะมีส่วน ประเด็นคือคนเขามองตั้งคำถามว่าเราสามารถดูแลคนอีกคนนึงได้ด้วยหรือเปล่า ในแง่ความรับผิดชอบชีวิต ซึ่งเรารู้สึกว่าตัวเองห่างไกลจากสิ่งนั้น

ทำไมถึงไม่ทำอะไรสักอย่าง เช่น สร้างความมั่นคงให้ตัวเองมากกว่านี้

เหมือนเราก็พอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ทุกวันนี้เหมือนกัน ไม่เคยคิดว่าต้องทำตัวให้ผู้หญิงมาชอบหรือฝากอนาคตได้ รู้สึกว่าคนจะชอบเรา เขาก็ต้องชอบที่เราเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ด้วย แต่มันก็ริบหรี่ตรงที่ว่ามาจนป่านนี้แล้ว ก็คงไม่น่าจะมีคนที่ชอบมั้ง

มองอนาคตตัวเองยังไงบ้าง

ก็เสียว ๆ อยู่เหมือนกันว่าสมมติถ้าไม่มีที่นี่ เกิดหมดสัญญาปุ๊บแล้วจะยังไงต่อ ก็คงต้องขนของกลับไปบ้าน และขายออนไลน์ให้มากกว่าเดิม มันก็มีเพื่อนที่เปิดร้านแล้วบอกว่า ‘เฮ้ย เอาของมาลงดิ’ ก็มี แต่เรายังไม่ได้ตัดสินใจ

ในวันที่เราแก่ หรืออายุ 40 ขึ้นไปแล้ว สุขภาพหรือหลายอย่างในชีวิตก็อาจจะถดถอยลง เราจะรับมือกับมันยังไง

วันก่อนก็มีเพื่อนมหา’ลัยมาเจอ มาหาที่นี่ ก็ถามว่าคิดถึงอนาคตไว้ยังไงบ้าง เราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ยังไม่ได้คิดเหมือนกันว่ะ อย่างเพื่อนเราเป็นครูสอนเปียโน เขาก็บอกว่าอยากมีที่ดินอยู่ต่างจังหวัด แต่เราไม่ได้คิดเรื่องพ้นไปกว่า 5-10 ปีเลย

วันนึงพ่อแม่ก็ต้องจากเราไป เป็นไปตามธรรมชาติ เขาเคยพูดหรือเปล่าว่าเป็นห่วงเรา

เหมือนเขาก็ยังชิลล์นะ (หัวเราะ) แต่เรารู้แหละว่า เราก็ควรจะมีงานที่มากกว่านี้แหละ แค่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก

พอใจกับชีวิตตัวเองแค่ไหน

พอใจ แต่รู้สึกไม่ยั่งยืน มีความอยู่กับปัจจุบันมาก ๆ แล้วเราก็เคยคิดด้วยว่า สมมติมีคนเข้ามาซื้อของไปหมดเลย แล้วเราได้เงินก้อนมา เราจะยังไงต่อ เราก็คิดว่าเราแฮปปี้กับการมีของพวกนี้ว่ะ รู้สึกว่าเราหาของพวกนี้ไม่ได้อีกแล้ว

ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นจริง ๆ จะเอาเงินไปทำอะไร

คงเอาเงินไปซื้อของพวกนั้นกลับมาอีกที มันมีบางอย่างที่หาซื้อใหม่ได้ แต่บางอย่างเราก็หาซื้อไม่ได้ เพราะของ บางอย่างมันมีชิ้นเดียว สุดท้ายก็คงไม่ได้ขาย

แล้วไม่พอใจอะไรในชีวิตตัวเองบ้าง

อาจจะเป็นสิ่งที่เราชอบมันมาก ๆ เนี่ยไม่ทำเงิน แต่เราก็ไม่ได้ชอบมันน้อยลงหรอกนะ มันเป็นธรรมชาติไปแล้ว สมมติวันนี้มีเงิน 200 เดินไปเจอของ 150 โอ้โห! อยากได้มากเลย เสื้อหรือตุ๊กตาอะไรแบบนี้ เราก็ซื้อนะ แล้วก็กินแค่ 50 บาท

เคยถึงขั้นซื้อจนตัวเองลำบากไหม

ไม่ขนาดนั้น อ๋อ แล้วอีกอย่างที่นี่เป็นร้านเหล้าแต่ผมไม่ดื่ม ผมไม่ใช่คนกินเหล้า ผมก็เลยไม่เสียตังค์ไปกับสิ่งนี้ เราก็แค่เสียค่าข้าว

แต่ว่าชอบดูหนัง

หนังที่ดูก็รอบวันพุธ 100 เดียว หรือดูที่สกาล่า House RCA

มันยากไหมที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมนี้ด้วยวิถีชีวิตแบบนี้

เราโอเคกับการขายของเก่า ถ้ามันยังหมุนเงินได้ ยังรอดอยู่

ต่อสู้กับสายตาที่มองเข้ามาได้ยังไงตั้งนาน

เหมือนเราไม่ได้สนใจ

เคยถูกปฏิบัติแบบไม่โอเคไหม

ไม่เคยนะ

นิยามชีวิตที่ปกติ ให้ฟังหน่อย

ก็แค่ต้องอยู่ให้รอด ไม่จำเป็นต้องเหมือนใครก็ได้

รู้สึกเป็นภาระใครไหม

ก็อาจจะมีที่บ้านด้วยแหละ

แปลว่าจะโอเคกว่านี้ถ้าไม่เป็นภาระใครเลย

ใช่ ถ้าของมันขายได้มากกว่านี้ หรือมีคนรู้จักมากขึ้น มีงานถ่ายรูปเข้ามามากขึ้น หรือสมมติเขียนงานแล้วเอาไปเสนอใครได้ แต่น่าเสียดายที่งานเขียนเก่า ๆ เราหายไปพอสมควร คือมันมีช่วงหนึ่งที่คอมพิวเตอร์ที่บ้านเจ๊ง แล้วเขาก็ขายไป งานเขียนทุกอย่างของเรา บทกวี  เรื่องสั้น อยู่ในนั้น หรือสิ่งที่เขียนในเว็บบอร์ดเมื่อก่อน มันก็หายไปหมดแล้ว มีเหลือไว้แค่ในสมุดนิดหน่อยเท่านั้น  

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s