ศึก “เราเป็นใคร” เมื่อตัวเองในหน้ากากปะทะตัวจริงในสิ่งพิมพ์

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล


เราให้อะไรคนดูได้บ้างวะ ไส้กรอกอีสาน ผัก เนื้อสัตว์ ดีไหม ลูกบอลล่ะ หรือว่าแจกขนมดี – นัทธา กมลรัตนกุล


ถ้าคุณรู้จักวงดนตรี พาราด็อกซ์ คุณจะเห็นเขากระโดดโลดเต้นในฐานะโจ๊กเกอร์ผู้สร้างสีสันให้กับการแสดงที่เดือดพล่านอลหม่านผสมความบ้าบอของวง

และถ้าคุณติดตามเป็นแฟนเพลง พาราด็อกซ์ มานาน คุณก็อาจจะรู้ว่า แฟนเพลงเรียกขานเขาว่า ‘เก่ง พาราด็อกซ์’ หรือ ‘น้าแหลม’

แต่แน่ใจหรือว่านั่นใช่สิ่งที่คุณ ‘รู้จัก’ เขาจริง ๆ

เป็นเวลานานกว่าสองทศวรรษ ที่ เก่ง หรือ นัทธา กมลรัตนกุล ชายหนุ่มหน้าจืดที่ดูโรคจิตนิด ๆ คอย ป้วนเปี้ยน ปีนป่าย และเปะปะอยู่กับวง พาราด็อกซ์ ผ่านช่วงเวลาทั้งมองรุ้งทอแสงสีทองแตะเส้นขอบฟ้าและช่วงเวลาไถลกับพื้นดินแดนแห้งผากมาด้วยกันกับวง นับจนถึงวันนี้ก็ยี่สิบปีกว่าแล้ว เขายังเป็นหนึ่งในสมาชิกของวงในฐานะผู้สร้างสีสันให้กับการแสดงอันเป็นเอกลักษณ์

เอกลักษณ์ทั้งความอลหม่านพล่านพลุ่งสุดขีด เอกลักษณ์ทั้งความคลุมเครือภายใต้หน้ากาก

เขาเป็นใครกันแน่? นั่นเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบ

และเพื่อให้ได้คำตอบนั้น เราคงต้องดูจากสิ่งที่เขาทำ ทั้งทำกับหนึ่งในวงร็อคที่มีแฟนเพลงเหนียวแน่นมากที่สุดของประเทศ ทั้งทำกับสิ่งที่เขารักและประกาศตัวเองว่าเขาพร้อมตายไปกับมันในฐานะบรรณาธิการสิ่งพิมพ์ ทั้งสองอย่างคือสองหนทางที่เขาเป็น

ไม่รู้อย่างไหนเริ่มก่อนกัน ไม่รู้ว่าอะไรคือตัวจริงของเขา แต่วันนี้หนุ่มใหญ่วัย 42 ปี ยังทำมันทั้งสองอย่างเหมือนเมื่อยี่สิบปีที่แล้วเกือบทุกประการ จะต่างก็แค่ปัจจัยเรื่องสมรรถภาพทางร่างกายก็เท่านั้น

นี่คือบทสัมภาษณ์แบบถอดหน้ากากที่คุยถึงตัวตนภายใต้หน้ากากและตัวตนที่คนไม่ค่อยรู้กันของ เก่ง พาราด็อกซ์ หรือ นัทธา กมลรัตนกุล โจ๊กเกอร์คนสำคัญของวง พาราด็อกซ์ และผู้ประกอบอาชีพบรรณาธิการมานานกว่ายี่สิบปี

เป็นบทสัมภาษณ์ที่ทำให้เรารู้ว่าบางทีโลกในการค้นหาตัวเองนั้นก็มีมากกว่าหนึ่งหนทาง

และไม่ว่าจะใส่หน้ากาก สวมหัวโขน หรือไม่สวมใส่อะไรก็ตาม หากทำอย่างต่อเนื่อง ตัวตนที่แท้จริงก็จะแสดงออกมาเอง หน้ากากหรือหัวโขนอะไรก็กักกั้นมันไว้ไม่ได้

การทำงาน นิตยสาร และ การเป็นโจ๊กเกอร์ของวงพาราด็อกซ์ มันมีจุดเริ่มต้นยังไง อะไรมาก่อนกัน

ผมเรียนที่คณะครุศิลป์ฯ จุฬาฯ คณะเดียวกับต้า สอง และ อ๊อฟ  (อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา, จักรพงศ์ สิริริน และ ชาญณรงค์ วังเย็น ตามลำดับ– ผู้เขียน)  ต้ากับสอง สองคนนี้เขาจริงจังในสายดนตรีนะ พอปีสามเขาก็ไปออกอัลบั้มแรก Lunatic Planet ในนามวง พาราด็อกซ์ ซึ่งในอัลบั้มนี้เราเป็นคนเขียนเนื้อเพลง ห้ามดื่ม ในเวอร์ชันแร็ปภาษาอังกฤษด้วยนะ คือสองเขาก็มีเนื้อร้องอะไรของเขา แล้วเราก็แปลเป็นภาษาอังกฤษให้ คือช่วงนั้นผมเป็นคนที่รู้ภาษาอังกฤษมากที่สุดในกลุ่มเพื่อน (หัวเราะ) เพราะช่วงที่ทุกคนทำอย่างอื่น ผมแอบไปเรียนภาษาอังกฤษที่ British Council อยู่ 3 ปี เราก็เลยอาสาแปลเนื้อเพลงให้น่ะ แต่นอกเหนือไปจากเรื่องเพลง ผม ต้า และสอง เนี่ย ก็มีความชอบอะไรคล้ายกันในหลาย ๆ ด้าน เช่นไปดูหนังเกรดบีด้วยกัน ถ่ายหนังคัลท์กันเองในหมู่เพื่อน แต่บังเอิญว่าผมเป็นคนไม่เล่นดนตรีเท่านั้นเอง ยามว่างผมก็จะไปตามร้านโมเดล เพราะเราชอบพวกการ์ตูน

ในช่วงนั้นผมก็ชอบนิตยสารเล่มหนึ่งมากชื่อว่า a.club (เอคลับ)  เราก็เริ่มสืบเสาะว่าเขาอยู่ที่ไหน ทีมงานมีใครบ้าง แล้วเราก็เริ่มส่งงานไปให้เขาพิจารณา เพราะว่าอยากเขียนคอลัมน์ลงนิตยสาร เป็นคอลัมน์เกี่ยวกับการประกอบโมเดล แต่ส่งไปเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน  จนสุดท้ายก็มีงานที่เขาโอเคกับเราจนได้ จำได้ว่าหุ่นตัวแรกของเราที่ได้ลงน่าจะเป็นหุ่นจากเรื่อง Virtual-on เขาให้กลับมาแก้สีนิด ๆ หน่อย ๆ เราก็แก้ไป แล้วก็ได้ลงในเอคลับ ตอนนั้นเราเรียนอยู่ปีสามซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ พาราด็อกซ์ ออกเทปชุดแรกพอดี  ในตอนนั้นก็เรียกว่าคนละเส้นทางกันกับเพื่อน ๆ เลย ตอนนั้นเรายังไม่ได้มาเป็นโจ๊กเกอร์ให้ พาราด็อกซ์

เราก็ค่อนข้างมุ่งมั่นนะว่าอยากเป็นนักเขียนประจำให้นิตยสารเล่มนี้ ซึ่งต่อมาเราก็ได้มีผลงานลงเรื่อย ๆ แต่พอเรียนจบปี 4 นิตยสารปิดตัว เราก็ยังไม่มีอะไรทำ ช่วงนั้นก็รับงานออกแบบเป็นฟรีแลนซ์ แล้วพี่บ.ก.ที่รู้จักกันเขาก็ไปเปิดนิตยสารเล่มใหม่ เราก็มีโอกาสได้เขียนคอลัมน์ให้เขาเป็นบางเล่ม เพราะหนังสือเล่มนั้นเน้นไปทางสเกลโมเดลซึ่งเป็นพวกรถถัง เครื่องบินรบอะไรมากกว่า แต่ที่ผมชอบจะเป็นแบบจำลองหุ่นยนต์ไง เราก็เลยไม่ได้มีผลงานทุกเล่ม ได้ลงเป็นบางฉบับ แต่ด้วยความที่ชอบโมเดล นอกจากทำงานนิตยสาร เราก็มีความใฝ่ฝันอยากทำโมเดลเป็นอาชีพ ไปฝึกงานกับเพื่อนที่รับทำโมเดลอุตสาหกรรมในบริษัทรับเหมาที่เขาทำเหมืองแร่อะไรแบบนี้ เขาต้องการโมเดลเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาจะก่อสร้างยังไง ก็ไปทำอยู่พักนึง แต่ตอนนั้นก็ทำงานให้ พาราด็อกซ์ ไปด้วย มันเริ่มมาจากช่วงที่ต้ากับสองได้เข้าไปอยู่สังกัด จีนี่ เร็คคอร์ดส์ ปล่อยชุด Summer ออกมา มันมีอยู่เพลงนึงที่ผมเคยร้องเล่น ๆ กับต้าตอนเรียน คือเพลง ร.ด. Dance แล้วต้าดันเอาไปทำเป็นเพลงใส่ในอัลบั้มจริง ๆ เขาก็บอกให้เอาเสียงผมมาใส่ดีกว่า เพราะว่ามันได้อารมณ์สนุกสนานดี เหมือนกับเสียงครูฝึกจริง ๆ มันอยากได้เสียงผม ต้าก็โทรมาหาผมว่า ‘เฮ้ย! เก่ง มาร้องให้หน่อย’ เราก็ถามกลับว่า ‘เฮ้ย! มึงเอาจริงเหรอเนี่ย’ มันก็บอกว่า ‘เอาใส่ขำ ๆ แต่เอาจริง ๆ’ ทั้งที่เนื้อร้องอะไรนี่มันยังเขียนไม่เสร็จเลยนะตอนอัดเสียงเนี่ย ผมก็ไปแล้วก็ไปแก้กันหน้างานว่าปรับตรงไหนดี แล้วเราก็เริ่มอัดเสียง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการถลำลึกเข้าสู่วง พาราด็อกซ์ ซึ่งตอนนั้นเพื่อนอีกคนก็คือ อ๊อฟ ได้เข้าวงในฐานะว้ากเกอร์ แล้วเป็นตัวหลักของวงเลย อัลบั้ม Summer นี่จริง ๆ มีสมาชิกคือ ต้า สอง บิ๊ก โจอี้ และอ๊อฟ ภาพบนปกจะมี 5 คน ผมแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอัลบั้มนี้เลย นอกจากมาร้องเพลง ร.ด. Dance

เคยคิดไหมว่าแค่จะไปช่วยเพื่อนเท่านั้นแต่กลับได้ยืนบนเวทีด้วยกันมาจนถึงวันนี้

ไม่เคยคิดเลยนะ ตอนนั้นยังไม่แน่ใจอะไรเลย งานนิตยสารก็หวังแค่อยากเป็นคนเขียนคอลัมน์ลงนิตยสารเท่านั้น ไม่ได้อยากมีอาชีพเป็นบรรณาธิการเลย เราแค่ชอบที่ได้เขียนเท่านั้นเอง ส่วนวง พาราด็อกซ์ นี่เราก็คิดว่าคงจบแค่นั้น แค่ไปร้องเพลง ร.ด. Dance ยังคิดเลยว่า ‘เออ เดี๋ยวจะได้เห็นเพื่อนในทีวีแล้วเว้ย’ วันที่วงต้องไปออกรายการทีวีกัน มันยังถามอยู่เลย ‘เฮ้ย เก่ง มาไหม?’ เราก็บอกว่า ‘ไม่เป็นไรหรอก ไม่ไป’ ตอนนั้นอ๊อฟเป็นสมาชิกประจำแล้ว แต่ยังไม่สวมหน้ากาก ยังสวมหมวกอยู่ วันที่ออกทีวีกัน ผมก็ยังนั่งขำพวกมันอยู่ที่บ้านเพื่อนอยู่เลย

แล้วมาลงเอยกับเพื่อน ๆ ในฐานะสมาชิกวงได้ยังไง

มันมีจุดที่พลิกผันคือ อ๊อฟทำงานเป็นอาจารย์ ต้าก็เป็นอาจารย์อยู่สาธิตจุฬาฯ ซึ่งยุคนั้นการโปรโมตเพลงนี่มันต้องไปแคมปัสทัวร์ เวลากลางวัน เล่นประมาณบ่ายโมง ราว 10 โมงหรือเที่ยงก็ต้องออกเดินทางกันแล้ว อ๊อฟไปไม่ได้เลยแม้แต่งานเดียว ต้าเลยโทรมาบอกว่า ‘เก่งช่วยไปร้องว้ากแทนอ๊อฟหน่อย’ เราก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่ด้วยความที่เพื่อนกันก็ไปก็ไป ผมก็ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมาถึงขนาดนี้ได้ สรุปว่าตอนนั้นเราก็ไปช่วยร้องเพลง น้องเปิ้ลน่ารัก แล้วก็มี ร.ด. Dance แล้วก็ร้องประสานบางเพลงแทนอ๊อฟ

ขึ้นไปร้องได้เลยหรือไม่ต้องซ้อม

คือไปฝึกกันที่ห้องซ้อมเลย ซ้อมอยู่ วันมั้งแล้วก็ไปเล่นเลย ก็แคมปัสทัวร์อยู่ประมาณเดือนกว่า ๆ  จำได้ว่า 2 งานแรก ร้องเหลื่อมและหลุดสะบัด ตอนไปครั้งแรกไม่ได้ใส่หน้ากาก ยังไม่มีการเต้นเลย เราใส่เสื้อแขนยาวไนกี้กับกางเกงลูกฟูก แต่งตัวแบบวัยรุ่นยุคนั้น

ตอนแคมปัสทัวร์วงมีว้ากเกอร์กับโจ๊กเกอร์ประจำแล้วหรือยัง

ยัง ช่วงแคมปัสทัวร์จะมีผมคนเดียว แต่บางงานที่อ๊อฟมาด้วยได้เขาก็จะมาร่วม แล้วก็มีพี่อุ๋ยซึ่งเป็นคนดูแลการทัวร์แคมปัส แกเป็นคนสังเกตว่าผมกับอ๊อฟ เข้ากันได้ดี แกพูดขึ้นมาว่า เวลาโชว์แล้วมีสองคนนี้ โชว์มันดูแข็งแรงมากเลยนะ

คิดว่าเรากับอ๊อฟ ขึ้นไปเติมอะไรให้ พาราด็อกซ์

ความสนุกมั้ง คือต้าต้องเล่นกีต้าร์ มันต้องยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ต้าไม่เหมือนนักร้องวงอื่นที่จะทิ้งกีต้าร์แล้วไปทักทายคนอื่นได้ เพลงทุกเพลงที่ต้าแต่ง ต้าต้องเล่นกีต้าร์ทุกเพลง คือตอนแรกเรายังไม่คิดเรื่องโชว์หรอก แต่การที่มีคนไปเย้ว ๆ คอยขยับตัวให้คนดูข้างล่างได้มีปฏิสัมพันธ์กับวง มันก็ทำให้คนดูสนุกขึ้น โชว์แรก ๆ ผมยังไม่ได้ขยับตัวเลย มีไมค์ฯ ตั้งอยู่ตรงไหนเราก็อยู่ตรงนั้น ผมก็ร้องไปตามหน้าที่ อยู่มาวันนึงเรารู้สึกว่าตัวเองไม่สนุกเลยที่จะต้องอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ มันไม่ใช่ตัวเราว่ะ เราก็เลยออกมาเต้น ไม่ได้บอกใครด้วยนะ ออกไปเต้นเลย เล่นกับคนดูเลย ไอ้ตอนที่ร้องก็ร้องไป แต่ตอนที่ไม่ได้ร้องก็ออกมาเต้นดีกว่า แล้วมันก็จุดประกายขึ้นมาเพราะว่าคนดูเขาโอเค มีไอ้แว่นคนนึงที่ใส่ชุดเชย ๆ แต่มากระตุ้น มาเล่นกับเขา เป็นจุดที่วงเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนดู แล้วเราก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าการโชว์แบบคอนเสิร์ตมันคืออะไร

เราเริ่มเข้าใจว่าการเล่นดนตรี กับการโชว์มันแตกต่างกัน ก็ตอนที่ออกอัลบั้ม Summer เริ่มมีเพลงดังอย่าง น้องเปิ้ล เพลงLOVE ก็เริ่มติดหู เป็นเพลงที่ใช้ในการโปรโมต เพลงรองที่โปรโมตแต่ไม่ได้ถ่ายมิวสิควิดีโอคือ ฤดูร้อน กับ ร.ด. Dance ส่วนเพลงที่เล่นในคอนเสิร์ตด้วยตอนนั้นก็จะมี โดดน้ำตาย ภารตะฟิล์ม อะไรพวกนี้ ตอนนั้นเราไปเล่นกับวง Monkey Act ซึ่งตอนนั้นเพลงเขาดังมาก คนร้องตามได้หมด แต่พอเพลงของเราขึ้นคนก็จะ ‘อะไรว้า…?’ แต่การที่ได้โชว์ไปเรื่อย ๆ จนเมื่อเพลงมันเริ่มทำงาน พอผ่านไปหลาย ๆ เดือน เพลงมันก็เริ่มติดหูคน แล้วสมัยก่อนจะมีคอนเสิร์ตทางทีวี ซึ่งแกรมมี่เขาให้ไปเล่นหมด ไม่ว่าศิลปินหน้าใหม่หรือเก่า เราก็เลยได้ออกทีวี นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้มีการแต่งตัว เพลง ร.ด. Dance เราก็แต่งตัวเหมือน ร.ด. แล้วก็ใส่หนวดปลอมๆออกไปแสดงโชว์ แต่ตอนนั้นเรายังเป็นแค่แขกรับเชิญ คือจริง ๆ ค่ายเขามีชุดให้แหละ แต่เราไม่แต่ง ทีนี้พอมีการแต่งตัวบ่อยเข้า เวลาออกทีวี สองเขาก็เริ่มแต่งเป็นผู้หญิง  เราใส่ชุด ร.ด.ออกไป สองสวมกระโปรงออกไปเล่น  ฟี้ดแบ็กมันก็เริ่มมี เด็กเนิร์ดกลุ่มนึงชอบ แล้วทำตาม ทุกคนก็เริ่มรู้สึกสนุก  สองก็เอาด้วยเพราะชอบแต่งตัวพั้งค์ ๆ มีอยู่วันนึงต้าหาหน้ากากจากหนัง Scream มาให้ แล้วก็ไปยืมชุดคลุมสีดำของ Exact มาใส่ อันนั้นคือการใส่หน้ากากของผม พอแต่งตัวเป็น Scream มันเป็นภาษาสากลแล้ว

ภาษาสากลยังไง

คือคุณไม่ใช่ตัวคุณแล้ว แต่เริ่มเป็นมาสคอต เริ่มเป็นตัวละครอยู่บนโชว์นั้น ที่คนดูเข้าใจได้ ตอนนั้นอ๊อฟยังไม่ใส่หน้ากาก แต่เริ่มมีไอเดียที่จะแต่งโน่นแต่งนี่ เริ่มหาผ้ามาคลุมหน้า อันนี้คือจุดที่โชว์เริ่มพัฒนา ด้วยการแต่งตัว หรือหาหน้ากากอะไรมาใส่ แต่ก็ไม่ได้เป็นกฎนะ อารมณ์เหมือน ‘วันนี้เราทำอะไรดีวะ ใส่อะไรดีวะ’ มากกว่า

มีคอนเสิร์ตนึงน่าจะเป็นรายการ คอนเสิร์ตTV5 เพื่อนผมคนนึงทำชุดไอ้มดแดงมาให้ เราก็เสนอว่า ร.ด. Dance ครั้งนี้เป็นโชว์ไอ้มดแดงไปเลยไหม โปรดิวเซอร์รายการเขาเริ่มรู้ว่าวงเราเป็นยังไง เขาก็เริ่มสนุก ถามว่า ‘คุณเก่งใส่หน้ากากใช่ไหม’ เขาไปหาไมค์ฯ ลอยมาให้บอกว่าร้องไปขยับตัวไปได้เลย ตอนนั้นหน้ากากจากญี่ปุ่นเริ่มมาแล้ว ที่ไดโซะมีขายผมก็ไปซื้อมาใช้กัน อ๊อฟเลยใส่หน้ากากมวยปล้ำแต่งมาเป็นกีกี้ แล้วเพลง ร.ด. Dance เป็นไฮไลต์ของโชว์นั้น คือแต่งตัวเป็นไอ้มดแดงออกไปสู้กับกีกี้นี่แหละ ต้ามาเล่าว่า เพื่อนต้าเขาโทรมาหาบอกว่าได้ดูคอนเสิร์ต แล้วเห็นโชว์นี้ เขาวิ่งออกไปซื้อเทปเลย ชอบมาก ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็กใหม่ เราก็ไม่อยากทำตามสูตร คือจริงๆสูตรมันไม่เข้ากับเรามากกว่า พอเราทำอะไรแล้วเราสนุก แถมคนดูก็สนุกด้วย เราก็คิดว่าน่าจะทำให้วงมันสนุกขึ้น

กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนจดจำ พาราด็อกซ์

ผมว่ามีส่วนนะ เพราะมันจะเป็นวงที่มีการแต่งคอสเพลย์ มีตัวประหลาด ๆ ขึ้นมาบนเวที โดยที่วงอื่น มันไม่มีใครทำแบบนี้ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครทำ แล้วมันก็เริ่มเป็นเอกลักษณ์ พออัลบั้ม Summer จบ ทุกคนก็เริ่มแยกย้าย เราก็มีงานจ้างน้อยกว่าวงอื่น มีบ้างแต่น้อย เราก็เริ่มกลับมาทำงานประจำ ตอนทัวร์เรารับงานฟรีแลนซ์ เก็บเล็กผสมน้อย ทำโมเดล แล้วก็รับค่าจ้างต่อเป็นตัว ๆ 500 บ้าง 800 บ้างอะไรก็ว่าไป ตอนนั้นอยู่ได้ เพราะค่าครองชีพมันยังไม่สูง

แล้วก็มีจุดเปลี่ยนสำหรับเราอีกครั้ง คือตอนทัวร์อัลบั้ม Summer หนังสือที่ชื่อ  Modeler  Club ที่ผมไปเป็นนักเขียนอยู่ เขาก็ปิดตัวลง เราก็ไม่มีแม็กกาซีนให้ลงคอลัมน์ ต้ายังสอนหนังสืออยู่มั้ง สองพยายามสอบเป็นครู ตอนนั้นผมไม่คิดว่า วงพาราด็อกซ์ จะเป็นอาชีพได้หรอก บิ๊กก็ยังอยู่สำนักงานกฎหมายอยู่เลย เวลาทัวร์ต้องลาพักร้อนมาเกือบสองเดือนเพื่อเล่นคอนเสิร์ตอะไรแบบนี้ พอหนังสือปิดตัว มันเหงาน่ะ อยากอ่านหนังสือแบบนี้มันก็ไม่มีให้อ่าน ก็เริ่มคิดว่า เราทำเองดีไหม ก็เริ่มทำดัมมี่ ทำคอนเทนต์ ทำม็อกอัพอะไรเองทั้งหมด แล้วลองไปเสนอสำนักพิมพ์ดูว่าเขาจะให้ทำไหม ตอนนั้นก็เริ่มคิดไปเรื่อยกับเพื่อน ว่าควรจะมีคอลัมน์อย่างนี้ ๆ คอนเทนต์หลักและรองควรมีอะไรบ้าง จะเอาใครมาถ่ายรูป ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ทำม็อกอัพขึ้นมาได้เล่มนึง ประมาณปี 2543 ตอนนั้นคอมพิวเตอร์ยังเป็นเรื่องไกลตัวมาก ไปใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้านเพื่อนจัดหน้าทำปก ข้างในยังเป็นกระดาษตัดปะเขียนมืออยู่เลย  ก็ได้เข้าไปพบกับสำนักพิมพ์ บุรพัฒน์ คอมิคส์ ซึ่งตอนนั้นคุณ จิตตนาถ ลิ้มทองกุล เป็นบรรณาธิการบริหารอยู่ เขาก็เพิ่งเริ่มตั้งสำนักพิมพ์เหมือนกัน เพิ่งเริ่มอยู่ในยุทธจักรการ์ตูน เขาก็บอกว่าอยากลองเริ่มงานอะไรใหม่ ๆ ดู คือจริง ๆ แล้วก็ไปหลายที่นะ เนชั่นเราก็นัด สยาม เราก็นัด แต่บุรพัฒน์เรานัดแล้วเป็นเจ้าแรกที่ตอบรับ พอไปคุยกับสำนักพิมพ์ปุ๊บ เขาสนใจจะทำ ก็เรียกมาคุยวิธีการทำงานกัน เราก็เริ่มทำหนังสือประมาณเดือนพฤษภาคมปี 2543 ซึ่งเป็นการเริ่มทำงานนิตยสารอย่างจริงจังในชื่อนิตยสาร MAST เราเป็นบรรณาธิการฝ่ายผลิต หน้าที่คือ วางดัมมี่ ติดต่อคน คิดคอลัมน์ หาคนแปล คิดงาน-ขายโฆษณา ทำงานช่วงแรกๆ ผมทำงาน 6 โมงเย็นถึงตี 5 เพราะมันเป็นช่วงการเข้างานใหม่ สำนักพิมพ์เปิด 24 ชม. แล้วก็คนทำอาร์ตให้เราเขาทำงานเวลานั้น เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเข้ามาทำตอนกลางคืน ชีวิตก็ไม่ตรงกับชาวบ้าน ไม่ตรงกับใครเลย แล้วตอนนั้น พาราด็อกซ์ ก็ไม่ได้มีงานอะไร เราก็ไม่ได้มีปัญหา เราก็ยังทำโมเดลอยู่บ้าง มีอยู่ช่วงนึงไปรับจ็อบทำโมเดลตึกให้อุลตร้าแมนไลฟ์โชว์ด้วย เหมือนกับเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับดนตรีแล้ว

แต่ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ พาราด็อกซ์ ออกอัลบั้มชุด On the Beach  ก็ยังมีไปทัวร์แคมปัสบ้าง มันก็จะมีงานเข้ามาแต่ว่ามันก็ไม่ได้เยอะ บิ๊ก เองก็ไปเล่นกีตาร์ให้ พี่พลพล บ้าง ตอนนั้น พลพล ดังมาก สมมุติ พลพล มี 20 งานต่อเดือน พาราด็อกซ์ มี 2 งาน (หัวเราะ) ถ้างานเยอะบิ๊กจะต้องบินไปบินมาเพื่อเล่นให้ทั้งสองวง ชีวิตเป็นแบบนั้น พอจบ On the Beach ก็ออกอัลบั้ม On the Rainbow ส่วนเราก็ทำนิตยสารไปจนถึงฉบับที่ 11 แล้ว

ตอนนั้นไม่ได้มองกลับมาที่ พาราด็อกซ์ เลยเหรอ

ไม่ได้มองเลย แต่ถ้ามีโชว์ก็แล้วแต่วงจะเรียก เรียกก็ไป พอถึง On the Rainbow เพลงชุดนี้ก็แทบไม่ได้ใช้เราเลยด้วย วันเปิดอัลบั้มเรายังไปเป็นแค่แขกรับเชิญด้วยซ้ำ แต่จะว่าไป On the Rainbow เป็นอัลบั้มที่แปลกมาก มีเพลงดี ๆ เยอะนะ แต่ไม่มีงานเลย ด้วยระยะเวลาที่มันออกค่อนข้างไว หรือการออกไปชนกับอะไรบางอย่าง มันทำให้กระแสไม่เปรี้ยงป้างนัก และทุกคนก็มีงานของตัวเองอยู่  ก็เลยเหมือนพวกเราเลยแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง แต่มันก็มีจุดเปลี่ยนของวงอีกคือ Fat Radio เขาจัดงาน Fat Festival  พาราด็อกซ์ ก็ไปเล่น เราเริ่มมีน้องวัฒน์มาพ่นไฟบนเวที เราก็เริ่มแต่งตัวประหลาด ๆกันทุกคน เริ่มมีทีมงาน มีเด็กวงเข้ามา เรียกได้ว่าเป็นวงมืออาชีพกันมากขึ้น ซึ่งจุดเปลี่ยนจริงๆ น่าจะเป็น Fat Fest 2 เพราะครั้งแรกยังมีผมกับอ๊อฟ แค่ 2 คนอยู่เลย เป็นช่วงที่ Big Ass ออกอัลบั้ม XL แล้วมี ตูน Bodyslam มาแร็ปให้ที่จำได้เพราะเป็นช่วงที่ไปแคมปัสด้วยกันบ่อยๆ

งาน Fat Fest 2 จัดที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว คนเริ่มมาเยอะ เราเริ่มมีอะไรที่มันมั่วซั่ว มีโยนกระดาษทิชชู่ พ่นไฟ สาดน้ำ คนเต็มเวทีไปหมด แล้วหลังจากนั้นมันก็ยิ่งสนุกเริ่มมีน้องๆมาเสริมทีม แล้วก็นำไปสู่โปรเจกต์คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของ พาราด็อกซ์ จัดที่อินดอสเตเดียม หัวหมาก ผมว่าคอนเสิร์ต The Paradox Circus น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวง จากวงที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ จากวงที่อยู่ตรงกลางระหว่างมืออาชีพกับมือสมัครเล่น ‘มึงจะเอาตลกหรือจะเอาจริงจัง’ ทำนองนั้น ผมว่าคอนเสิร์ต Circus มันช่วยให้เรามองในทิศทางของวงได้ชัดเจนขึ้น ก่อนหน้านี้ ยังไม่มีการแจกของ แต่การแจกของอย่างเป็นระบบมันเริ่มมาจาก Circus เพราะเราต้องเอาคนดูทั้งหมดให้อยู่ใน 2 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นมันเริ่มมี Queuing- Timing ที่ต้องเซ็ต แล้วก็มีคน มีเครื่องแต่งกายของทุกคนที่ก็เริ่มเยอะแล้ว ในตอนนั้น จะคาบเกี่ยวกับอัลบั้ม Freestyle ซึ่งตอนนั้นจะมีเพลง Sexy แล้วสองก็ไปเล่นภาพยนตร์อีก เขาเริ่มมีตัวตนมากขึ้น ผมคิดว่าเป็นจังหวะที่ดีที่ทำให้คนรู้จักสองมากขึ้น แล้วเพลงของอัลบั้ม Summer มันเริ่มทำงานอยู่ในช่วงสุกงอม ฝั่งโชว์ของผมและอ๊อฟ ก็เริ่มมีระบบระเบียบมากขึ้น คือเริ่มดูออกว่าเราตั้งใจทำแล้วล่ะ

ในฐานะที่เป็นมาสคอตหลักของวง เวลาต้องซ้อมคอนเสิร์ตใหญ่ๆ การทำงานของทีมระหว่างเรากับอ๊อฟเป็นยังไง

ถ้าในสคริปต์เพลงไหนต้องร้องเราก็ไปซ้อม อาจจะมีทำการบ้านเพิ่มว่า ต้าอยากได้อะไร โชว์อยากได้อะไร สมมุติว่าอยากได้อย่างนี้ แล้วโซโลกีตาร์มันยาว คนดูอ้าปากหวอน้ำลายไหลแน่ เราจะทำยังไงดีให้คนไม่เหวอ โชว์ต้องทำงาน คนต้องออกไปเล่น ตามคิว ทีนี้เราเริ่มมีประสบการณ์แล้วว่าคอนเสิร์ตมันจะมีจุดที่คนเหวอ เพราะคนไม่ได้รู้จักทุกเพลง เราก็ต้องมาดูว่าจุดไหนจะดึงความสนใจของคนยังไง พาร์ทดนตรีก็เล่นไป ช่วงไหนเหวอ ๆ หน่อยก็เอาโชว์ไปเสริม เรื่องเต้นก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จากตรงนี้ เพราะเรารู้สึกว่าการยืนนิ่งมันไม่สนุกตั้งแต่แรก แล้วมันก็เริ่มมีของเข้ามาแจกแล้ว เราคิดว่านอกเหนือจากการสาดน้ำและพ่นไฟ เราให้อะไรคนดูได้บ้างวะ ไส้กรอกอีสาน ผัก เนื้อสัตว์ ดีไหม ลูกบอลล่ะ หรือว่าแจกขนมดีเราก็เริ่มซื้อขนมจากเซเว่นฯ ซื้อโดโซะกับปีโป้มาโยนแจก หรือหลังเวทีมีข้าวกล่อง โยนข้าวกล่องแจก คนก็เริ่มเฮ มันก็เริ่มพัฒนา  ตอน Circus มันเหมือนกับว่ากำลังจะไปถึงจุดหนึ่งที่โชว์มันเริ่มลงตัวว่าเราควรทำอะไรบนเวทีเพื่อทำให้แม้แต่คนที่ไม่รู้จักเราก็ยังดูได้ เพราะสมัยก่อนถ้าเราไปแบบนี้ ต้องเป็นคนที่เคยดูมาก่อนนะถึงดูได้ ถ้าคนที่เขาไม่รู้จักบางคนเขาก็จะไม่เก็ตว่าพวกมึงทำอะไรวะ

สมัยก่อนโชว์ห่ามมาก เคยโดนด่าบ้างไหม

ก็ไม่เคยนะ ทั้งที่จริง ๆ น่าจะโดนหนักมาก แต่บางครั้งการแต่งกายของเรา การแสดงของเรามันดูตลกซะจนเหมือนไม่ใช่เรื่องหยาบคาย มันดูทะลึ่งตึงตังมากกว่า เรามีการวางคาแรกเตอร์ว่าของอ๊อฟจะเป็นคนโหด ส่วนผมเป็นคนตลก จุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ บนเวที มันเป็นความแตกต่างที่ลงตัวมั้ง

แสดงว่าเรากับอ๊อฟก็มีการพล็อตไว้

ใช่ครับ แต่มันก็ค่อย ๆ พัฒนามาว่ามันควรจะเป็นอย่างนี้ จริง ๆ ก็เริ่มจากคาแรกเตอร์ของตัวเราก่อนด้วย อย่างอ๊อฟเสียงจะโหด ตัวเขาใหญ่ เขาก็จะดุดันหน่อย ส่วนเราก็เต้นสะบัดพลิ้ว ๆ วันที่มีคนอื่นเข้ามา เราก็ต้องคิดแล้วว่าคาแรกเตอร์มันต้องไม่ซ้ำ วัฒน์ น้องที่มาก็ให้มันพ่นไฟไปเลย (หัวเราะ)

ไม่กลัวอันตรายเหรอ

ตอนนั้นไม่ได้คิดกันเลย เราอยู่มาด้วยโชคแท้ ๆ (หัวเราะ) ผมพ่นจนหัวไอ้บิ๊กไหม้ แล้วไอ้แป้งน้องในทีมรุ่นก่อนก็เคยควงลูกไฟหลุดไปโดนตาคนดู มีพ่นไฟจนเศษไฟกระเด็นติดหัวคน ถ้าเป็นสมัยนี้ก็โดนฟ้องตายไปแล้วล่ะ ไฟมันมาถูกยกเลิกตอนที่เกิดเหตุการณ์ผับซานติก้าถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ ทำให้เราตระหนักว่าเราไม่ควรจะเล่นมัน แล้วหลังจากนั้นทุกร้านที่เราจะไปเล่น ก็มีเงื่อนไขมาให้ว่า พาราด็อกซ์ห้ามพ่นไฟเด็ดขาดนะคะ เขาขอเลย แต่ก็ยังมีแอบพ่นอยู่บ้าง แต่เลิกพ่นจากน้ำมันก๊าซ ลองพ่นกับสเปรย์กระป๋อง ก็ลองทดสอบกันเลย ทำให้ค้นพบว่าสเปรย์ที่พ่นดีต้องเป็นสเปรย์เคลียร์ใส เนื้อสีมันน้อย ถ้าเป็นสเปรย์สีน้ำหนักไฟมันออกมาไม่สวย แล้วก็ละอองสีมันลงไปโดนกีต้าร์ไอ้บิ๊กหมด ตอนนั้นบิ๊กก็คงโกรธ แต่ทำอะไรไม่ได้ แล้วสมัยก่อนเอ็ฟเฟกต์เสียกันเป็นว่าเล่นเลย เพราะสาดน้ำกันตรงนั้นแหละ ก็โดนของบิ๊กอีกนั่นแหละ (หัวเราะ) มันก็จะมีเรื่องงี่เง่าของวงแบบนี้ ซึ่งไม่น่าเชื่อนะว่าเราจะอยู่รอดกันมาได้ บิ๊กมันน่าจะโกรธพวกผมแล้วต่อยกันไปตั้งนานแล้ว

ไปเอาทักษะการเต้นมาจากไหน ฝึกหรือเปล่า

ก็ไม่ได้มีทักษะนะ ธรรมดาเวลามีงานคณะผมจะเป็นพิธีกร แล้วก็จะเป็นคนชอบคิดโชว์ เอาการเต้นชองนักร้องสมัยนั้นมาล้อ คือเราไม่ได้มีทักษะหรอก แต่เรามีความสุขในการล้อเลียนศิลปินในช่วงนั้น เอาท่าเขามาเล่น แล้วก็สนุกกับท่าเต้น พวก ไมเคิล แจ็กสัน ก็พอทำได้ในระดับนึงให้คนพอรู้ แต่เอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้เป๊ะ ๆ หรอก

ตัวจริงเราเป็นคนสนุกเหมือนบนเวทีหรือเปล่า

ตอนนี้เราอายุเยอะแล้ว ความสนุกของเราก็อาจจะไม่เหมือนเดิม แต่การโชว์ในวงก็ไม่เคยฝืนใจนะ มันก็ยังเป็นตัวเรา เราไม่ได้เป็นคนแบบนั้นตลอดเวลาหรอก แต่บนเวทีมันเหมือนการบำบัด การระบายทางจิตเวชของเราอย่างหนึ่ง คนดูมาปลดปล่อย เราก็ได้ปลดปล่อยเช่นเดียวกัน จะมีคนสักกี่คนที่ได้มาทำอย่างนี้ โชคดีจะตาย

ที่บ้านรู้ไหมกับบทบาทใน พาราด็อกซ์ ของเรา

ตอนแรกไม่รู้นะ ผมไม่ได้บอกพ่อแม่ แค่บอกว่าไปร้องเพลงกับเพื่อน จนกระทั่งเขาเห็นในทีวี เป็นปี ๆ กว่าจะรู้ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะมันไม่ใช่เรื่องเสียหาย อีกอย่างช่วงนั้นงานมันก็ไม่เยอะแยะมากมาย แต่หลังจากงาน Fat  พาราด็อกซ์ มันก็เริ่มโต ช่วงอัลบั้ม Freestyle เราเริ่มมีงานจ้างเยอะขึ้น เริ่มเป็นวงอาชีพมากขึ้น ตอนนั้นต้าน่าจะออกจากการเป็นครูแล้ว ส่วน บิ๊กก็เล่นให้พี่พลน้อยลงมาเล่นพาราด็อกซ์แบบเต็มตัว โจอี้เรียนจบ สองก็ไม่ได้สมัครเป็นครูแล้ว นิตยสาร MAST ของผมก็เริ่มอยู่ตัว

ทำงานสองอย่างพร้อมกัน เวลามันทับซ้อนกันไหม

ไม่ทับซ้อนเพราะเราทำคนละเวลาMAST เป็นแม็กกาซีนรายเดือน แต่เราทำงานเหมือน บ.ก. สมัยก่อนเลย คือไปถึงบ้านนักเขียน เพื่อตามว่าเขียนเสร็จหรือยัง นั่งรอเขาเขียน เอาต้นฉบับกลับไปพิมพ์ การทำงานของผม เป็นแบบครึ่งเดือนทำงานอยู่ข้างนอก อีกครึ่งเดือนเข้าออฟฟิศไปปิดเล่ม นั่งทำโมเดลเองบ้าง ไปตามคนทำโมเดลบ้าง ตามคนแปลบ้าง สมัยนั้นยังไม่มีอีเมล การส่งงานคือการเขียนกระดาษแล้วเราก็มาพิมพ์ ถ้าเขาพิมพ์ได้เขาก็ส่งเป็น ดิสเก็ต ไม่มีใครมาส่งอีเมล ทุกคนไม่ได้มีคอมพิวเตอร์ และโน้ตบุ๊กราคาสูงมาก ตอนนั้นมีแค่ Yahoo เอง Hotmail ยังไม่มา อินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องไกลโพ้น ดังนั้นทุกอย่างเป็นแมนนวลหมด เราเพิ่งเปลี่ยนจากกล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิทัล แค่นั้นเอง เป็นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านจากซีดีไปเป็นดีวีดี เพราะฉะนั้น การเดินทางของเราคือ การออไปตามต้นฉบับ เพื่อเอางานมาเป็นชิ้น ๆ มา เราไม่สามารถนำมาเป็นไฟล์แบบทุกวันนี้ได้ ถ้าวันไหน พาราด็อกซ์ มีงานกลางวัน ปลีกตัวได้เราก็ไป แต่งานกลางวันมันเริ่มน้อย เราเริ่มเป็นวงมีชื่อที่ไม่ต้องโปรโมตงานกลางวัน งานแคมปัสทัวร์เหมือนเมื่อก่อน เขาเอาตรงนั้นไปให้วงใหม่ ๆ ดีกว่า แล้วงานจ้างของเราก็เริ่มเป็นกลางคืน เราก็เริ่มเปลี่ยนเวลางานนิตยสารของเรา เป็นเข้าเช้าเลิกหัวค่ำ

ร่างกายเราไหวเหรอ

ตอนนั้นหนุ่มมาก แข็งแกร่งมาก แทบไม่รู้สึกอะไรเลย ถึงขนาดที่ว่าทำงานนิตยสารเสร็จ ออกไปเล่นคอนเสิร์ต แล้วกลับไปปิดเล่มพิเศษอีกที่นึง ตี 4 มาเดินอยู่แถวจรัญฯ เพื่อไรท์แผ่นดิสค์เอางานกลับไปเข้าโรงพิมพ์ แล้วก็กลับไปนอน 2-3 ชั่วโมง ตื่นมาทำงานได้ต่อ

เจ้านายรู้หรือยังว่าเราอยู่วง พาราด็อกซ์

เริ่มรู้แล้ว เพราะเจ้านายไปร้องคาราโอเกะแล้วเห็นผมในเพลง ฤดูร้อน (หัวเราะ) แต่เขาไม่ได้ว่าอะไร จริง ๆ เราไม่ได้บอกใคร แต่ก็ไม่ได้ปิดอะไร ซึ่งตอนนั้นเราเริ่มใส่หน้ากากแล้วนะ ไม่มีการเปิดเผยใบหน้าแล้ว ไม่งั้นเราจะรู้สึกว่าเราไม่เต็มที่ ถ้าไม่ใส่หน้ากากก็เหมือนเรามา แต่เราไม่พร้อมที่จะโชว์ เพราะเราไม่ได้สวมคาแรกเตอร์

แปลว่าตัวตนของเราใน พาราด็อกซ์ คือหน้ากาก

ตอนนี้คาแรกเตอร์ยิ่งชัดเจนขึ้นอีก อย่างอ๊อฟจะเป็นหน้ากากนักมวยปล้ำ เหมือนพวกอธรรมสายโหด ผมจะเป็นตัวขี้เล่น เรียกว่าโจ๊กเกอร์ เป็นตัวสร้างความเฮฮา แล้วตอนผมไปญี่ปุ่น ผมก็ได้ชุดเรนเจอร์มา แล้วเราก็ใส่เล่นคอนเสิร์ตคืนนั้นเลย พอใส่เล่นแล้วมันเหมือนว่าการสวมคาแรกเตอร์ทำให้เรามีพลังไปอีกแบบ พอเราใส่ชุดเรนเจอร์ เราก็เริ่มเลียนแบบท่าต่าง ๆ ของพวกฮีโร่มาใช้เพราะมันเหมาะกับชุด แล้วมันก็เริ่มเป็นท่าประจำตัวบนเวที เราก็ปรับไปเรื่อย ๆ ตามความเหมาะสมของโชว์

ทำไมเวลาโปรโมตพาราด็อกซ์มีแค่ 4 คน

เขาโปรโมตแต่คนที่เซ็นสัญญา ผมไม่เคยเซ็นสัญญากับ จีนี่ เรคคอร์ดส์ แต่เวลาเพอร์ฟอร์มก็จะรู้กันว่ามี 6 คนขึ้นไป ไม่งั้นคนดูจะ เอ๊ะ ไม่คุ้นเท่าไหร่

อาจจะมีบางคนที่ไม่ได้คิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของ พาราด็อกซ์ เคยกังวลใจเรื่องนี้ไหม

เราไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย มีอยู่วันนึงผมคิดว่า ‘เอ๊ะ พาร์ทดนตรีของ 4 คนนี้แข็งแรงพอที่จะเอาคนอยู่แล้วนี่หว่า ไม่ต้องมีโชว์ของเราก็ได้ใช่ไหมวะ’ เคยคิด ผมคิดด้วยซ้ำว่าตอนอายุ 30 ก็น่าจะพอแล้วสำหรับอะไรแบบนี้ คิดเมื่อประมาณอายุ 20 กว่า ๆ หลังจบอัลบั้ม Freestyle จริง ๆ คิดว่าแค่มีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งเดียวก็น่าจะพอแล้วด้วยซ้ำ แล้วเราก็ไม่ได้อินอะไรกับคอนเสิร์ตใหญ่มาก เราก็มีอาชีพของเรา เราก็ยังมีแม็กกาซีนที่เราต้องรับผิดชอบ เลยคิดว่า 30 ก็น่าจะพอ

เคยบอกเพื่อนไหมว่าเราคิดจะหยุดทำตอน 30

ไม่ได้บอก แค่คิดว่าสักพักเราก็น่าจะถอยห่างกันไป แต่วงดนตรีมันแปลก มันไม่มีอายุ เหมือนเวลามันถูกหยุดไว้ เราไม่ได้เติบโตไปตามกาลเวลาเหมือนในโลกปกติ พอขึ้นเวทีความสนุกมันจะกลับมา มันยังเฟรชอยู่ ทั้งที่เรารู้สึกว่าการเป็นผู้ใหญ่น่าจะทำให้เราอิ่มตัวกับมัน จนถึงตอนนี้ผมว่าลิสต์โชว์มันก็ซ้ำ ๆ เราเคยคิดว่าเราจะทนกับการทำอะไรซ้ำ ๆ แบบนี้ไปได้นานแค่ไหน แต่กลายเป็นว่าเรายังสนุกอยู่ มันแปลกมาก ทุกวันนี้ยังนั่งคุยกับต้า ว่าเราอะไรเก่า ๆ กลับมาโชว์ได้บ้าง อย่างการใช้แส้ เรารู้วิธีการเฆี่ยนให้มันสวยแล้ว เราจะโชว์เฆี่ยนคนยังไงให้มัน หรือการฉีกเสื้อโชว์แบบนักมวยปล้ำเอากลับมาดีไหม ผมคิดว่าการขึ้นคอนเสิร์ต พาราด็อกซ์ มันไม่ใช่แค่อาชีพของผมแล้ว มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และทำให้เรารู้สึกว่าความเครียดบนโลกของความเป็นจริงมันได้รับการเยียวยาจากการเล่นคอนเสิร์ต

กลับมาที่คำถามว่า ถ้าอย่างนั้นเราไม่กังวลใจใช่ไหมว่าคนจะมองเราเป็นหรือไม่เป็นสมาชิกของ พาราด็อกซ์

ถ้าถามว่ามีน้อยใจไหม บางครั้งก็รู้สึกว่าเวลาไปถ่ายปกหรือถ่ายมิวสิคอะไรก็ตาม มันก็น่าจะมีเรากับอ๊อฟบ้างนะ แต่ว่ามันอยู่ที่ต้นสังกัด  เราก็มองว่าโอเค เรื่องความเหมาะสมไม่ใช่หน้าที่เราตัดสินใจ ถ้าคิดว่าต้องมีก็มี ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร ไปออกสื่อ ไปสัมภาษณ์ 4 หรือ 6 คนก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลใจ เรากลับชอบซะอีก เพราะรู้สึกว่าชีวิตเราโคตรน่าอิจฉาเลย เราอยู่วงดนตรีนะ วงดังด้วย แต่เราแม่งไม่ต้องไปออกสื่อกับเขาเลย สบายชิบหาย ใส่หน้ากากทำงาน ได้เงินพอสมควรเลย ไปเดินห้างก็ยังได้ แต่พอคิดแบบนี้ เวลาแฟนเพลงเข้ามาหา เราจะรู้สึกก้ำกึ่ง เราจะเกรงใจตรงที่ว่าเขาจะมาถ่ายรูปกับต้ากับสอง บิ๊ก โจอี้ แต่บางครั้งเราอยู่ตรงนั้น เขาอยากถ่ายกับเรารึเปล่าวะ เราก็พยายามให้เขาถ่ายกับคนอื่นก่อน แต่ถ้าเขาตั้งใจมาถ่ายกับเราแล้วเราหลบ ๆ แบบนี้ ก็กลัวเขาจะหาว่าเราหยิ่งเหมือนกัน

แล้วจัดการกับเรื่องนี้ยังไง

เราก็เดินขึ้นรถไป แต่ถ้าเกิดว่าเขาบอกว่าอยากขอถ่ายเราก็รีบวิ่งเข้าไปเลย

ไอ้ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง กับแค่เป็นการมาช่วยเพื่อน เรารู้สึกอย่างไหนมากกว่ากัน

เราอยู่กับ พาราด็อกซ์ มาจนแทบจะเป็นครอบครัวแล้ว คนที่อยู่ด้วยกันมา 20 ปีมันเกินคำว่าเพื่อนแล้วล่ะ คืออยู่บนรถเราไม่พูดอะไรกันเลยนะ วง พาราด็อกซ์ จะมีอะไรที่แปลกอยู่อย่างนึงคือเวลาอยู่บนรถ หรือหลังเวที ทุกคนก็แยกกันอยู่คนละมุม เคยมีคนมาถามคนขับรถตู้วงว่า ‘พี่ วงเขาทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า เขาก้มหน้าไม่คุยกันเลย เขาเป็นอะไรหรือเปล่า’ แล้ววงเวลาคุย ก็จะคุยเรื่องที่ไม่มีสาระ พวกเราจริงจังมากกับการคุยเรื่องที่ไม่มีสาระเลย ส่วนเรื่องการเมืองอะไรแบบนี้ ทุกคนมีจุดยืนของตัวเองที่ไม่ต้องแชร์ ตัวใครตัวมัน ถ้าเอาตามลักษณะนิสัยของเรา จริง ๆ มันน่าจะมีปัญหานะ เพราะแต่ละคนมันคนละทิศคนละทางมาก แต่มันก็มีจุดร่วมที่เหมือนกันมาก ๆ อาจจะเป็นความเนิร์ด ความปัจเจก ผมคิดว่าทุกคนในวง พาราด็อกซ์ มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมากกว่าวงอื่น ทุกคนมีความชอบของตัวเองที่เด่นชัดมากเลย ต้า ชอบกีฬา มวย พระเครื่อง สองไปทางเล่นเกม ดีเจ เล่นหวย บิ๊กทำอาหาร ดนตรี โจอี้ชอบออกกำลัง ผมเล่นของเล่น อ๊อฟเตะบอล คือหลายคนก็จะมีจุดร่วมที่เหมือนกันอยู่บ้าง มีแตกต่างกันมากหน่อย แต่สุดท้ายมันก็อยู่ด้วยกันเพราะความยอม อาจจะมีเรื่องไม่พอใจ แต่มันไม่หนักหนาถึงขั้นยอมกันไม่ได้ ถ้าจะมีปัญหาส่วนใหญ่ผมว่าเป็นเรื่องโชว์บนเวที มันเป็นเรื่องของงาน เช่น ‘ซาวนด์ตรงนี้ไม่ดีนะ สองปรับตรงนี้ได้ไหม’ ‘เก่งกับอ๊อฟ อย่ามายืนแถวหน้าพร้อมกัน’ หรือ ‘เฮ้ย ต้า ถ้าจะให้พูดบอกกันก่อน’ บางทีมันเด๊ดแอร์ มันเป็นเรื่องรายละเอียดเล็กน้อย หยุมหยิม แต่จะไม่มีใครอารมณ์เสีย คือพวกเราประนีประนอม แม้แต่เด็กวงเราก็ประนีประนอม ‘เฮ้ย วันนี้ไม่ได้ว่ะ เอาไงดี คราวหน้าแก้ละกัน อันนี้แก้ไม่ได้ มันเป็นอะไรวะ’ อะไรทำนองนี้

แฟนเพลง พาราด็อกซ์ รู้จักเราไหม

ถ้าแฟนเพลงที่ตามวงบ่อยๆ เขาจะรู้จัก จำหน้าเราได้  แต่ตอนหลังที่ไม่ค่อยถอดหน้ากาก เพราะมันเหมือนมีกฏที่เราตั้งขึ้นมาในใจเอง ว่าเราเป็นมาสคอต มันเหมือนโชว์ฮีโร่ คุณจะรู้ตัวจริงของไอ้มดแดง กับมนุษย์ดาวบาลตันไม่ได้ คุณจะต้องเป็นคาแรกเตอร์นั้นไปจนจบโชว์ ผมเคยไปทำอุลตร้าแมนโชว์ แล้วเราก็เข้าห้องน้ำไปฉี่ แล้วก็มีอุลตร้าแมนมายืนฉี่ข้าง ๆ ฝันมันสลาย คืออุลตร้าแมนมันไม่ควรมายืนฉี่หรือเปล่าวะ(หัวเราะ)แต่นั่นมันหลังเวที และเป็นที่เฉพาะทีมงานนะ แบบนั้นเรายังรู้สึกเลย  เลยคิดว่าถ้าเราแต่งชุดมาสคอตอยู่หลังเวที ถ้าใครอยากถ่ายรูปกับผม ผมใส่หน้ากากถ่ายหมดเลย ให้เขาถ่ายกับมาสคอตตรงนั้น ไม่ใช่กับเรา แต่ถ้าบางคนบอกพี่ถอดหน้ากากหน่อยได้ไหม เราก็…ได้…มาเลย

ตอบได้ไหมว่าจนถึงทุกวันนี้ เรามีฟังก์ชันอะไรใน พาราด็อกซ์ ทั้งในแง่ตัวตน ในฐานะเพื่อน และคนที่อยู่ด้วยกันมานาน

เอาจริง ๆ ผมมองว่าโจ๊กเกอร์กับว้ากเกอร์มันคือหางเครื่อง มันคือตัวเสริมของโชว์ คุณจะไปเด่นกว่านักร้องและนักดนตรีไม่ได้ มันเคยมีที่ที่ทุกคนปล่อยของเต็มที่ มีอยู่คอนเสิร์ตนึง ผมไม่อยู่ ผมลาไปเที่ยวญี่ปุ่น แล้วในโชว์นั้นทุกคนอารมณ์คึกขึ้นกันหมด แต่พอมาดูคลิปย้อนหลัง ผมรู้สึกหงุดหงิดกับมันมาก กลายเป็นว่าพอไม่มีใครเตรียมคิวก่อนขึ้นเล่น เวลาโชว์คือทุกคนขึ้นหมด แล้วก็ทำพร้อมกันหมดทุกอย่าง จากที่จะดี กลายเป็นมั่วไปหมด ผมรู้สึกว่า ‘นี่ไม่ใช่โชว์ ​นี่คือคุณยากออกไปทำอะไรก็ทำ’ เราอยากให้คนดูรู้สึกว่ามีตัวที่ออกมาอยากทำอะไรก็ทำจริง ๆ แหละ แต่ไม่ใช่การออกไปทำอะไรก็ทำแบบนั้น ทุกอย่างคือต้องเตี๊ยมกันก่อน มันมี timing ตอนนี้คนนี้เด่น อย่าไปเด่นแข่ง เพราะไม่อย่างนั้นคนดูไม่รู้จะดูอะไร พอไม่รู้จะโฟกัสที่ตรงไหน มันกลายเป็นความเนือยทั้งเวที นั่นคือประสบการณ์ของเรา  

ในอดีตเคยมีโปรดิวเซอร์รายการทีวีท่านนึง เขาเป็นโปรดิวเซอร์ประจำรายการคอนเสิร์ต มีอยู่ครั้งนึงเขาไม่ได้ไป แต่ให้คนไปแทน เขาดูทีวีอยู่ที่บ้าน หลังจากรายการออกไปไม่นาน วันนึงบังเอิญเจอกันที่ตึกแกรมมี่แล้วเขาก็เรียกผมกับอ๊อฟไปคุยว่า ผมดูคอนเสิร์ตสนุกดีนะ แต่ว่าเก่งกับอ๊อฟ กวนต้ามากเลยครับ วิ่งพล่านตลอดเวลา กวนสายตามากเลย มันทำให้คนที่ดูต้ารู้สึกรำคาญ เขาบอกแบบนี้เราเก็ตละ นี่คือเขาสอนเรา การวิ่งเต้นตลอดเวลามันไม่ใช่ความสนุก คนแค่อยากได้ความอลหม่าน แต่ไม่ใช่คุณสร้างความอลหม่านขึ้นมาเอง คุณต้องเซตความอลหม่านนั้นขึ้นมาโดยที่ให้เขารู้สึกว่ามันอลหม่านแต่ไม่ได้อลหม่านจริง ๆ ไม่อย่างนั้นโชว์มันจะเละ

แล้วทางออกของการโชว์คืออะไร

คือการเสริมทุกอย่างเลย เช่น ช่วงนี้เป็นช่วงโซโล่ดนตรี ถ้าเป็นปกติคนมันต้องฟัง แต่คนที่ไม่รู้จักจะฟังได้ยังไง อย่าไปคาดหวังให้เขารู้จักเพลง แต่เราต้องคิดว่าเราจะทลายกำแพงเขาได้ยังไง ให้เขารู้สึกว่าต่อให้ไม่รู้จักก็สนุกได้ แจกของไหมล่ะ? นี่เป็นเรื่องของการแก้ปัญหา การแจกของ จุดประสงค์ไม่ใช่ให้คนรับของ แต่ทำให้คนมีปฏิสัมพันธ์กับการแสดงบนเวที ของที่แจกไม่จำเป็นต้องถึงมือคน สิ่งที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นคือ ของที่มันจะต้องลอยขึ้นไปบนฟ้า ทุกคนต้องชูมือขึ้นมา ทุกคนต้องคอยดู ต้องสนใจกับเวที ไม่ใช่ว่าเล่นโซโล่ปุ๊บแล้วคนยืนคุยกันเอง นี่คือโซลูชั่นในการโชว์ของเราตอนนี้ คือเราอยากจะให้เกิดความน่าสนใจบนเวที หลังจากนั้นเราเริ่มรู้แล้วว่าอย่าวิ่งพล่านบนเวที อยู่ใน area ของตัวเอง เพราะฉะนั้น เราไม่ได้รู้ตลอด ทุกอย่างมันต้องมีคนบอกว่าโอเคหรือไม่โอเค บางครั้งเราก็รู้ได้เองว่าวันนี้คนดูไม่โอเค ขนาดเราอยู่บนเวที คือเวลาที่มีสมาชิกใหม่ขึ้นมา เราจะรู้ว่าใครขึ้นมาเขาก็อยากจะทำให้เต็มที่ คุณทำได้ แต่เราจะกำหนดเวลาให้คุณทำ ครั้งแรกคุณปล่อยเลย มันจะเกิดผลยังไงบ้าง ไม่เวิร์กเรามาคุย อันนี้เวิร์กก็เอาไปใช้ตรงนี้ อย่างนี้ หรือคนนี้อาจจะออกไปไม่ได้ ‘เฮ้ย มาคุยกันสิ’ มาปรับคาแรกเตอร์กันดีกว่า เอ็งไม่ควรเต้นควรอยู่เฉย ๆ คนนี้ขอแรงกว่านี้ได้ไหม มันต้องคลั่ง ๆ แบบนี้มันเบาไป เราก็เริ่มเหมือน Director ที่คอยมากำกับคาแรกเตอร์

อย่างคอนเสิร์ตใหญ่ที่เพิ่งผ่านมา ผงาดง้ำค้ำโลก ผมค่อนข้างเครียด เพราะว่า 50 เพลง อะไรควรออก อะไรควรมี อะไรควรตัดมันเยอะแยะไปหมด แต่สุดท้ายมันเป็นคอนเสิร์ตที่เรารู้สึกว่า เราทำโชว์ได้โคตรสุดแล้ว ดนตรีก็ลงตัว เราแฮปปี้กับโชว์นี้มาก สิ่งที่เราคิดไว้มันออกมาตามแผนที่เราวาง ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป

แล้วตอนนี้นิตยสาร MAST ยังทำอยู่หรือเปล่า

MAST ปิดตัวไปนานแล้ว คือตอนนั้นมันมีปัญหาเรื่องที่ว่าบริษัทเราก็ซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนด้วย มันก็มีการแข่งขันทางลิขสิทธิ์ สูงมาก แล้วเราก็ใช้การ์ตูนญี่ปุ่นมาลงนิตยสารของเราในแง่ของความเป็นข่าว แต่มันก็ทำให้มีปัญหาเช่น คุณลงดราก้อนบอลแบบไม่ขออนุญาต ซึ่งในฐานะแม็กกาซีนมันลง copyright อะไรแบบนี้ มันโอเคแล้ว แต่ทีนี้พอญี่ปุ่นเริ่มจริงจังกับระบบลิขสิทธิ์ ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองขึ้นมา เขามองว่าตรงนี้ไม่โอเค และมีผลต่อการตัดสินใจในการซื้อขายลิขสิทธิ์กับทางบริษัท สุดท้ายเรามองว่าถ้าอยู่กันแบบนี้เป็นภาพหัวเดิมแบบนี้ต่อไป การค้าขายมันยาก ปรับเป็นอีกหัวแยกไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาอยู่ใต้ชายคาของบริษัทนี้ ไปเปิดเป็นบริษัทลูกขึ้นมาเลยเพื่อให้ภาพมันแยกกันไปจะได้ไม่มีปัญหา ก็ทำแม็กกาซีนแบบเดิม เปลี่ยนชื่อเป็นพาวเวอร์อัพ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เพราะว่าทำไปได้พักหนึ่ง มันถึงจุดที่สิ่งพิมพ์ตกต่ำต้องปรับตัว ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง 

ตอนนี้งานที่ทำอยู่คืออะไร

เป็นหัวหน้าบรรณาธิการของสำนักพิมพ์บุรพัฒน์ คอมิคส์ ดูแลการผลิตการ์ตูนในบูรพัฒน์ คอมิคส์ ทุกเล่ม เราโชคดีที่เจ้านายเขายังสู้ ทุกอย่างมันแย่มากแล้วแหละ แต่มันยังเห็นโอกาส สิ่งพิมพ์มันขาดทุน แต่ดิจิทัลมันก็เริ่มทำกำไรได้ สิ่งที่มันมาเสริมบางอย่าง ซึ่งมันจะเห็นโอกาสในอนาคตข้างหน้าว่ามันจะได้เงินกลับมา ตอนนี้เราก็มาดูที่มาร์เก็ตติ้งมากขึ้น เราต้องเข้าใจผลิตภัณฑ์ของเราให้ได้ ไม่งั้นสักแต่ผลิตไปก็ไม่รอด ผมว่าทุกคนที่ทำสิ่งพิมพ์มารู้ว่าวันนี้จะมาขอแค่คอนเทนต์ดี ๆ มันไม่ได้แล้ว จะให้มาร์เก็ตติ้งมาช่วยอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะเขาไม่เข้าใจผลิตภัณฑ์ แต่เราก็ไม่ได้เรียกร้องการสนับสนุนมากมาย เพราะรู้ว่ามันตกต่ำจริง ๆ คือร้านมันหาย คุณไม่มีร้านขายของแล้วคุณจะเอาของไปขายที่ไหน แต่ว่าเราก็พยายามเข้าถึงลูกค้าด้วยการขายตรงผ่าน Facebook นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ แต่คุณทำได้แค่ไหนล่ะ ถ้าบริษัทคุณไม่ใช่บริษัทใหญ่ ไม่มีงบโฆษณา คุณจะพรีเซนต์ตัวเองยังไงให้มันขายได้ มันมีที่ทางที่จะไปได้ แต่ไม่ง่าย คุณไม่สามารถจ้างคนอีก 2-3 คน จ่ายเงินเพื่อให้เขามาทำแบบนี้ได้ เพราะไม่งั้นต้นทุนก็สูง ตอนนี้เพจของสำนักพิมพ์ผมเป็นแอดมินเอง เพราะว่าเราต้องดูหมด เราเพิ่งมาดูเป็นหัวเรือใหญ่ประมาณ 3-4 ปี เริ่มจากลุ่ม ๆ ดอน ๆ เลย ศึกษาการตลาดจากการลงมือทำเลย เพราะว่าของจริงมันอยู่ตรงหน้าแล้ว ฝึกตรงนั้นแหละ ต้องจับลูกค้า จับเป้าหมายให้ได้ พอเรารู้ว่ากลุ่มคนที่่อ่านไม่ใช่วัยรุ่น แต่เป็นคนรุ่นเรา เราก็ไม่หว่านแห ดังนั้น การซื้อลิขสิทธิ์ของเราง่ายมากเลย ผมอ่านอะไรผมซื้ออันนั้นมาขาย มันไม่ต้องมาคาดเดา เพราะเรารู้ว่าทาร์เก็ตคือใคร ถ้าเป็นเมื่อก่อนมาร์เก็ตติ้งจะต้องดูแล้วว่า เล่มนี้ฮิตในญี่ปุ่น เล่มนี้มีโอกาสดัง เล่มนี้วัยรุ่นชอบ คือหนึ่ง เรารู้ว่าเราไม่ถนัดในการมองมาร์เก็ตติ้งแบบนั้น และสองเราไม่สามารถไปกำหนดกฎเกณฑ์จากคนวัยที่ต่างจากเราได้ว่าเขาจะอ่านอะไร  ซึ่งจะรอดไม่รอดก็ต้องวัดกันต่อไป แต่ตอนนี้ที่ใช้วิธีนี้คิดแล้วทำมา 3-4 เล่มมันพอโอเคอยู่

แต่พอเราเริ่มแก้ไขปัญหาได้ มันน่ากลัวตรงที่คนวัยเราจะเริ่มยึดติดแล้วว่าอันนี้เป็นสูตร แล้วพอถึงเวลานึงถ้าทำแบบเดิมมันจะต้องล้มเหลวอีกแน่ แต่พอเราโตมาขนาดนี้เราไม่กลัวว่ามันจะล้ม เพราะเราผ่านมาแล้ว ล้มก็ล้ม เดี๋ยวก็มองหาจุดที่ยืนขึ้นมาใหม่ ข้อดีของการอายุเยอะ เริ่มเข้าวัยกลางคน เริ่มเห็นว่ามันไม่มีอะไรสวยหรูหรอก คือ ผมทำความฝันสำเร็จตั้งแต่อายุ 20 กว่า ผมอยากทำนิตยสาร ผมอยากทำคอนเทนต์แล้วผมก็ทำได้หมดแล้ว เหมือนคำพูดที่ว่า เป็นแชมป์น่ะง่าย แต่รักษาแชมป์น่ะยาก โคตรอยากเลย เพราะว่าปัจจัยภายนอก คุณไม่สามารถคุมมันได้ หรือแม้แต่ภายในตัวเอง ความที่อายุเยอะขึ้นเรื่อยๆคุณทำมันไม่ได้อย่างที่คุณเคยทำแล้ว คุณนอนตีสี่แล้วตื่น6-7โมงเช้าไม่ไหวแล้ว ตอนนี้จะตรวจการ์ตูนผมต้องใช้แว่นขยายใหญ่ ๆ แบบสวมตาช่วย เพราะสายตาเราไม่ได้แล้ว สังขารเสื่อม ความคิดเท่าทันกับคนรุ่นใหม่ก็ไม่เท่า หรือแม้แต่การเต้นกับ พาราด็อกซ์ บนเวทีก็มีผล

อายุที่เยอะขึ้นส่งผลยังไงบ้างกับการเป็นโจ๊กเกอร์

ความคล่องตัว หรือใจอยากให้ร่างกายทำอะไรมันทำไม่ได้ขนาดนั้นแล้ว อยากจะโยกหัวแรง ๆ เต้นสะบัด ร่างกายมันทำไม่ได้ ไม่ใช่เราไม่อยากทำ มันมีลิมิตแล้ว ความอ่อนตัวก็ไม่เท่าเดิม ถ้าจะทำให้ได้คุณก็ต้องไปฝึกซ้อมให้หนักเลย น่าจะต้องฝึกซ้อมวันละ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

คิดว่าการเลิกทำงานสิ่งพิมพ์ เลิกทำคอนเทนต์การ์ตูน เลิกทำงานประกอบโมเดล หรือเลิกเป็นโจ๊กเกอร์ให้ พาราด็อกซ์ อันไหนจะมาก่อนกัน

ผมมองว่าสิ่งพิมพ์อาจจะเลิกก่อน แค่ตัวเล่มนะ เพราะโซลูชั่นในการแก้ปัญหาเรามองเป็นดิจิทัลแล้ว เท่าที่ดู ผมยังทำอาชีพสิ่งพิมพ์หรือคอนเทนต์การ์ตูนไปได้จนอายุ 60 แต่มีเดียจะเป็นยังไงเราไม่รู้แล้ว เราไม่รู้แล้วว่าต่อไปคนจะต้องการมีเดียแบบเล่มขนาดไหน แต่เราชอบมีเดียที่เป็นหนังสือเป็นเล่ม ๆ ที่สุด พูดง่าย ๆ ว่าเราเป็นลมหายใจสุดท้ายของสิ่งพิมพ์แล้วล่ะ เคยปวารณาตัวเองว่าจะอยู่จนมันตาย ดูลมหายใจสุดท้ายของสิ่งพิมพ์ เพราะเราเคยอยู่กับมันตอนรุ่งสุดขีดแล้ว มันทิ้งไม่ลง เรายึดติดแล้ว จะตายก็ไปด้วยกัน

แปลว่ามีโอกาสเห็นสิ่งพิมพ์ตายก่อนที่เราจะยุติบทบาทใน พาราด็อกซ์

ใช่ ผมมองว่าอย่างนั้น ดีไม่ดีร้านหนังสืออาจจะตายก่อนตัวหนังสือซะอีก ค่าเช่ามันแพงมาก คุณขายหนังสือกำไรหลักสิบ คุณจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าเช่า เราเข้าใจ เราไม่อยากตัดพ้อต่อว่า คือสภาพการเติบโตของเศรษฐกิจกับการเติบโตของหนังสือมันไม่ไปด้วยกัน มันไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจอีกต่อไปแล้ว

เคยนับไหมว่าเรามีชุดมาสคอตหรือหน้ากากประมาณกี่ตัว

ไม่เคยนับ แต่ตอนนี้จะมีชุดที่เราไม่ใช้ เราจะส่งต่อไปให้ทีม ให้คุณเอาไปใช้แทน เอาไปสร้างคาแรกเตอร์แทน เพราะว่ามาถึงจุดนี้มันจะมีชุดที่เราถนัดกับชุดที่เราไม่คิดจะใช้ต่อ ชุดที่เราถนัดน่าจะเป็นชุดเรนเจอร์ยอดมนุษย์ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันกลายเป็นคาแรกเตอร์ตัวนึงของ พาราด็อกซ์ บนเวทีแล้ว แล้วการเป็นตัวนี้มันมีข้อดีอยู่อย่างนึงคือ พาราด็อกซ์ เป็นวงที่อายุเยอะ แต่พอมีตัวเรนเจอร์ เด็กอายุ 4-5  ขวบที่มาดูมันสนุก มันทำให้ช่องว่างระหว่างวัยมันหายไป คือเด็กวัยรุ่นก็อาจจะไม่ได้สนใจอะไรหรอก แต่เห็นว่า ‘เฮ้ย ไอ้นี่มันตลก

สมมุติจัดคอนเสิร์ตใหญ่ในวันครบรอบ 60 ปี เห็นภาพตัวเองบนเวทีวันนั้นยังไงบ้าง

ตอนนี้ผมยังมองเลยว่า ผมน่าจะต้องทำอย่างนี้ไปจนอายุ 50 เพราะ พาราด็อกซ์ จะมีงานหลังจากนี้ไปอีกระยะ ตอนนี้อายุ 42 ปี เพราะฉะนั้นมันอีกไม่กี่ปีเอง แล้วมันต้องมีอัลบั้มที่มีคอนเสิร์ตใหญ่อีก ซึ่งเราก็ต้องทำหน้าที่เหมือนเดิม ถึงตอนนั้นมันก็ต้องทำต่อไป อยู่ในชุดนั้นเหมือนตอนที่อายุ 20 กว่า เพราะคนดูเขามีภาพจำให้ระลึกถึง ผมรู้สึกว่า คนไม่รู้สึกว่า พาราด็อกซ์ อายุเยอะ ต้ามันหน้าเด็กด้วย สองก็แต่งหน้า คนชอบพูดว่า ไม่ว่าเราไปเล่นที่ไหน เรายังเหมือนเป็นวงหน้าใหม่ตลอดเวลา เพราะทุก ๆ ที่ที่เราไปมันจะมีวงที่ดังกว่าเรา วงกระแส เราก็เหมือนเป็นวงหน้าใหม่ที่จะต้องมาสร้างชื่อเสียงให้ได้ ผมว่ามันเป็นที่นิสัย ไม่ใช่ว่าเราไม่มองอะไรยิ่งใหญ่ แต่นี่คือการมองโลกของ พาราด็อกซ์ และที่เราอยู่ด้วยกันได้นานขนาดนี้ก็เพราะเรามองโลกผิดเพี้ยนเหมือนกัน เป็นมุมที่บิดไปจากคนอื่น มันกระด๊อกกระแด๊ก นั่งแห้ง ๆ คุยกัน แล้วก็หยิบเกมขึ้นมาเล่นแข่งกัน ดูยูทูป ไอ้นี่ก็ดูเรื่องวิ่ง ไอ้นี่ดูดนตรี ฟังเรื่องผี ทุกคนมีโลกส่วนตัว แต่พอมาอยู่ด้วยกันมันมีจุดที่ไม่ต้องพูดกันมาก มันรู้แล้วว่าใครต้องการอะไร และจุดประสงค์ของวงคืออะไร ตั้งแต่เริ่มมาไม่มีใครพูดถึงเรื่องเงินกันเลยนะ ทั้งที่จริง ๆ เงินจากพาราด็อกซ์ มันคือเงินที่หาเลี้ยงชีวิตได้มากกว่าเงินเดือน บ.ก. ซะอีก แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะได้เงินจากอาชีพนี้ถึงขั้นสร้างเนื้อสร้างตัวได้ มีเพื่อนเคยมาคุยกับผมบอกว่า ‘มึงรู้ไหมว่าวง พาราด็อกซ์ เป็นวงที่มีงานเยอะอันดับต้น ๆ ของไทย’ แล้วเคยคุยกับเด็กวง เขาก็ว่า ‘โหย พี่ ผมอยู่วงพี่ ผมตั้งตัวได้เลยนะ’ เราก็ดีใจที่วงเรามันสามารถทำให้คน ๆ นึงเขามีชีวิตที่ลงตัวได้ เขาแต่งงาน เขามีลูก เขาสร้างบ้าน เขาสร้างครอบครัว แล้วเขาก็ยังทำอาชีพนี้ ยังอยู่กับเรา และบอกว่าเขาตั้งตัวได้เพราะอาชีพนี้มันเป็นความภูมิใจว่ามันไม่ใช่แค่เรา มันเป็นการทำให้คน ๆ นึงเติบโตไปพร้อม ๆ กับเรา หรือแม้แต่แฟนเพลง ก็ยังเห็นคนรุ่นใหม่ติดตามอยู่ ช่วงหลัง ๆ ขอให้ได้ไปเถอะงานวัดงานอะไรก็ตาม ต้าพูดว่า ยิ่งไปเล่นเป็นวงเปิดที่มีวงดัง ๆ มาเล่นหลังเรา เราโคตรกำไรเลย เพราะว่าคนที่มารอดูวงนั้น เขาจะได้มาดูวงเรา รู้จักวงเรา ทุกวันนี้เราเหมือนขึ้นเวทีในฐานะเด็กใหม่ที่ทำให้คนได้เห็นว่ามีวงนี้อยู่บนโลกนะ ลองมาฟังดูสิ เผื่อชอบเราจะได้มีแฟนเพลงเพิ่ม แต่คนก็จะชอบให้เราเป็นวงปิด แต่เราก็ไม่ได้อะไรนะแม้มันจะดึก แต่สุดท้ายคนที่จะอยู่ ก็เป็นคนที่อยากดูเราจริง ๆ ไม่ได้มีคนที่ผ่านมาโดยบังเอิญมาดูว่าวงเราเป็นยังไง เราอยู่ตรงไหนก็ได้ ขอให้ได้อยู่ แล้วเราก็เต็มที่กับมันหมด

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s