วิภาวีกับฝันร้าย และการตื่นขึ้นมาทำสิ่งที่ดีให้คนอื่นและให้ตัวเอง

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล


เราก็เป็นคนปกติแหละ มีด้านมืดด้านสว่างผสมกันอยู่ เพียงแต่ว่าความสุขของเรามันคือการได้ทำสิ่งนี้ วิภาวี คุณาวิชยานนท์

ขณะที่เรากำลังห่วงใยปัญหาฝุ่นควันเกินค่ามาตรฐานในหลายจังหวัดภาคเหนือ และในความกังวลต่อมาตรการการรับมือของรัฐนั้น ก็ต้องยอมรับว่าในเวลาเดียวกันความรู้ที่เรามีต่อปัญหาฝุ่นควันก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ในภัยพิบัติ เราไม่ได้มืดบอดเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตอีกแล้ว 

และไม่ใช่เฉพาะปัญหาเรื่องฝุ่นควันเท่านั้น ปัจจุบันความรู้เรื่องภัยพิบัติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว วาตภัย ฯลฯ อันเกิดขึ้นในสังคมก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะองค์ความรู้เรื่องภัยพิบัติต่าง ๆ นั้น มีให้อ่าน ให้ดู ให้ฟังกันอย่างกว้างขวาง เราไม่ได้มืดแปดด้านจัดการไม่ถูกกันอีกต่อไป

ที่เป็นเช่นนี้ ไม่มากก็ไม่น้อย เกิดขึ้นจากคืนฝันร้ายของ วิภาวี คุณาวิชยานนท์ หญิงสาวผู้เปลี่ยนความอันฝันน่ากลัวว่าเธอได้ตายกลางภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้กลายเป็นสิ่งที่ดีเมื่อยามตื่นลืมตา

จนถึงวันนี้ องค์กรจัดการความรู้ด้านภัยพิบัติ Design for Disasters (D4D) ที่เธอเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง กำลังจะมีอายุใกล้ครบหนึ่งทศวรรษเต็มที (และกำลังจะกลายเป็นมูลนิธิเต็มรูปแบบในเดือนเมษายนนี้) เริ่มต้นจากการเสาะหาความรู้เรื่องอุทกภัย ไปจนถึงการออกแบบสื่อการเรียนรู้เพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าใจและนำไปใช้รับมือได้อย่างถูกต้อง โครงการแล้วโครงการเล่าที่เธอคิด เริ่มต้นที่ภัยพิบัติจากน้ำแล้วจึงไหลเคลื่อนไปสู่เรื่องอันตรายจากแผ่นดินไหว ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เธอลงมือทำ สร้างการรับรู้ จนถึงวันที่เราไม่ได้สบตากับภัยพิบัติด้วยความว่างเปล่าอย่างในทุกวันนี้ วิภาวี ยืนยันว่าสิ่งที่เธอทำลงไปนั้นมีความสุข แม้ไม่ได้รับผลตอบแทนเป็นรายได้ในบัญชีเงินฝากส่วนตัว

แต่ในบัญชีความพึงพอใจในชีวิตนั้น ดูเหมือนว่า วิภาวีจะเป็นเศรษฐินี

ปัจจุบัน ในวัยสามสิบปลายๆ วิภาวี ขยับตัวครั้งใหม่ กับโปรเจกต์ที่เธอเริ่มต้นไว้เมื่อสามปีที่แล้ว The Factory of Inspiration ที่ดูผ่าน ๆ อาจเป็นแค่สตูดิโอในรูปแบบโกดังลอฟต์ดิบ ๆ เท่ ๆ เก่า ๆ ตั้งอยู่ในซอยประชาอุทิศ 37 ไว้ให้วงการโฆษณาหรือวงการบันเทิงเช่าใช้งาน แต่คิดหรือว่าเธอตั้งใจทำแค่นั้น

ใช่ แม้เธอจะยอมรับว่าทำไว้หาเงินสะสมในบัญชีเงินฝาก แต่มันก็จุดประสงค์อื่นด้วยเช่นกัน

จากคนที่ฝันร้ายแล้วตื่นขึ้นมาสร้างองค์กรเพื่อการรับรู้ด้านภัยพิบัติ สู่การยอมรับความจริงของชีวิต และการค้นพบว่าการทำงานนั้นคือการแสวงหาหนทางแห่งความจริงควบคู่ไปกับการแสวงหาความมั่นคง นี่คือบทสัมภาษณ์ที่ชวนให้เราคิดทบทวนถึงความจริงหลายด้านในชีวิต

และแน่นอน ในนั้นก็มีแรงบันดาลใจปะปนอยู่

จุดเริ่มต้นของการทำโครงการ Design for Disasters นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

คงต้องย้อนกลับไปเกือบ 20 ปีแล้วเลยค่ะ ตอนนั้นเราเรียนจบจากคณะครุศิลป์ จุฬาฯ เรียน 4 ปีจบก็ดีใจนะคะที่ได้เรียนเกี่ยวกับครู แต่ลึกๆ เรามีความใฝ่ฝันอยากเป็นสถาปนิกมาตั้งแต่ ป.1 แม้ตอนที่เรียนครุจุฬาฯ จบ ก็ยังไม่ลืมความฝันอยากเป็นสถาปนิก แม่ก็บอกว่าเป็นผู้หญิงไปทำออกแบบภายในดีกว่าไหม เราก็เลยตัดสินใจไปเรียนต่อด้านอินทีเรียที่อเมริกา ช่วงแรกก็เรียน Fine Arts ก่อน ที่ School of the Art Institute of Chicago อยู่หนึ่งปี แล้วก็ค่อยสมัครไปเรียนดีไซน์ที่ Rhode Island School of Design อีก 3 ปี ตอนนั้นเราเรียนอินทีเรียแล้วแหละ แต่มีความรู้สึกว่าภายในกับภายนอกมันแยกออกจากกันไม่ได้ ยังไงก็ยังอยากเรียกสถาปัตย์ฯ อยู่เหมือนเดิม ก็เลยเรียนสถาปัตยกรรมที่ Harvard University ต่ออีก 3 ปีครึ่ง คราวนี้ช่วงท้ายๆ ก่อนเรียนจบ เราชอบฝันเห็นตัวเองตายจากภัยพิบัติ

ฝันว่าตายในภัยพิบัติ

ค่ะ เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับตอนที่เกิดเหตุการณ์สึนามิพอดีด้วย เราฝันเห็นตัวเองตายในภัยพิบัติ ฝันเห็นคลื่นน้ำ เป็นเหมือนสึนามิพัดเข้ามาหาเราบ่อยมาก และในฝันเราก็จำได้ว่าตัวเองฝันบ่อย เราเลยถามตัวเองในฝันว่า “นี่ฝันหรือเปล่า?” ลองหยิกตัวเองในฝันก็ไม่รู้สึกเจ็บ ถึงรู้ตัวว่าฝัน (หัวเราะ) แล้วเราก็ตื่นขึ้นมาก็กลัวมาก  และหลังจากนั้นเราก็ฝันแบบนั้นอีก 40 กว่าครั้ง ใน 4-5 ปีต่อมา เราฝันแบบนี้บ่อยมากจนกลัว ไม่รู้จะทำยังไง พอกลับมาเมืองไทยก็เป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่หลายมหาวิทยาลัย ตอนนั้นก็เริ่มเรียนเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติ Disaster Management (Disaster Preparedness, Mitigation and Management (DPMM) ผู้เขียน) ที่ Asian Institute of Technology (AIT) ไปด้วย ก็เลยคิดว่าเราน่าจะเอาความรู้และสิ่งที่เราเรียนหลายๆ อย่างมารวมกัน เพื่อทำให้เราหายกลัวเองด้วย ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างเครือข่าย Design for Disasters (D4D) บนเฟซบุ๊ก ทำมาก็ 10 ปีแล้วค่ะ

D4D มีจุดประสงค์อะไร

ถ้าถามว่าเรามีจุดประสงค์อะไร ตอบง่ายๆ ก็คือเราชวนเพื่อน ๆ มารวมกลุ่มกันแล้วนำข้อมูลที่เราเรียนมาแชร์กันเพื่อหาทางรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ค่ะ โปรเจกต์แรก ๆ ของเรา เริ่มต้นด้วยการจัดนิทรรศการ ลงพื้นที่เก็บข้อมูล แต่ยังไม่เป็นรูปธรรมนัก เพราะการสื่อสารออกไปยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ทำให้หลายๆ คนก็ยังตั้งคำถามว่าจะกลัวไปทำไม ภัยพิบัติถ้ามันจะเกิดมันก็ต้องเกิด ทำไมไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่ค้นพบระหว่างการทำงาน คือมันมีคนที่มีความตั้งใจที่ดีมาร่วมช่วยกัน มาร่วมแชร์ข้อมูล แชร์ไอเดียกัน ความรู้เรื่องภัยพิบัติที่เราแลกเปลี่ยนกันมันไม่สูญเปล่า มันใช้จัดการปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

มีโครงการอะไรบ้างที่กระตุ้นความสนใจของคนให้มาเข้าใจในสิ่งที่เราทำ

จุดที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมก็คือทำโครงการสื่อการเรียนรู้ชื่อ “รู้แล้วรอด!” เราได้งบประมาณจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ องค์การอนามัยโลก เราก็ทำเป็นกล่องเกม แล้วไปจัดกิจกรรมตามโรงเรียนในพื้นที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ  ใช้การออกแบบที่มีสีสันสดใสเป็นตัวสื่อเพื่อปลูกฝังให้เด็กเล็ก ๆ สนใจเรื่องนี้ หลังจากนั้นก็ระดมทุนสร้างอาคารเรียนให้กับ 9 โรงเรียนในจังหวัดเชียงรายที่ประสบเหตุแผ่นดินไหวแล้วอาคารเสียหาย โครงการนั้นก็กินเวลา 4-5 ปีเลยค่ะ เราได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เราก็เริ่มมีความคิดที่อยากจะทำแปลงเกษตรสะเทินน้ำสะเทินบกให้กับโรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมบ้าง เราเลยลงภาคใต้ ไปที่จังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช แล้วก็สุราษฎร์ธานี เพื่อศึกษาเรื่องนี้

ตั้งแต่ลงพื้นที่ทำงานมาประทับใจเหตุการณ์ไหนบ้าง

เราลงพื้นที่ทำงานมายาวนาน เกือบสิบปี มันก็เลยมีเหตุการณ์ที่ประทับใจเยอะแยะไปหมดเลยค่ะ แต่ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เพิ่งเจอมาเร็ว ๆ นี้ก็แล้วกัน แล้วน้อง ๆ ที่ลงพื้นที่เขาก็รู้สึกเหมือนกัน คือมันมีพื้นที่ที่น้ำท่วมขังตลอดปี และมีผู้นำชุมชนคนหนึ่งชื่อ ‘ครูเลี่ยม’  เขาอยากจะปลูกข้าว เพราะแต่ก่อนพื้นที่นั้นมันสามารถปลูกข้าวได้ดี พอเราไปช่วยระดมทุน เชิญสถาปนิก และจิตอาสามา ในวันที่เริ่มสร้างแปลงเป็นห้องเรียนนาข้าวลอยน้ำได้สำเร็จ ทุกคนเห็นถึงรอยยิ้มของครูเลี่ยมที่เป็นรอยยิ้มแห่งความหวัง ถึงมันจะเป็นช่วงเสี้ยววินาทีที่ไม่นาน แต่เรารู้สึกได้ถึงความหวัง ความภูมิใจที่ได้ร่วมมือช่วยกันทำ แล้วเราต่างก็ตั้งตารอคอยว่ามันจะสามารถขยายผลได้

ขอถามเป็นความรู้ว่าการทำงานเพื่อคนอื่นนั้นมันสามารถสร้างรายได้ให้เราในฐานะอาชีพหนึ่งได้หรือไม่

คิดว่าไม่ได้หรอกค่ะ อย่างที่บอกว่างานของเรามันเป็นลักษณะจิตอาสา ดังนั้น เวลาได้งบประมาณมาเราก็ต้องจำไว้ว่า คนที่เขาให้เงินมา เขาไม่ได้ให้มาเพื่อให้เราเอามาใช้จ่ายส่วนตัว เขาให้เรามาเพราะเราเอาไปทำงานเพื่อคนอื่น หรืออย่างน้อยก็เป็นค่าดำเนินการให้กับน้อง ๆ ทีมงาน มันไม่มีทางเลยที่จะกลายเป็นอาชีพหรือว่าทำมาหาเลี้ยงชีพได้ค่ะ เราต้องทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย 3 ปีหลังนี่เองที่เราเพิ่งหันมาทำงานอื่นเพื่อทำมาหากินกันอย่างจริงจัง (หัวเราะ)

แปลว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราแทบไม่มีเงินเลยนะ แล้วเราทำไปทำไม

คนจะชอบถามเรานะว่าทำไปแล้วไม่ได้ตังค์ เหนื่อยเปล่า ทำไปทำไม เราก็งงตัวเองนะว่าทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร เราก็มักจะตอบว่า เราทำเพราะเราได้ทำ เรารู้สึกดีที่ได้ทำ บางคนจะบอกว่าเราใจดี เราก็กลับมาถามตัวเองว่าเราใจดีอย่างนั้นจริง ๆ หรือเปล่า เพราะคนเราก็มีทั้งด้านมืดด้านสว่างปะปนกันไป เราก็เป็นคนปกติแหละ มีด้านมืดด้านสว่างผสมกันอยู่ เพียงแต่ว่าความสุขของเรามันคือการได้ทำสิ่งนี้ แล้วมันบังเอิญเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในวงกว้างด้วย แต่จริง ๆ ก็เคยคิดนะว่าเราน่าจะทำงานหาเงินจากวิชาชีพการออกแบบภายในและสถาปัตย์ อย่างจริงจังด้วย เพราะว่าพ่อแม่ก็ตั้งใจส่งให้เราไปเรียนตั้งไกลตั้ง 8 ปี ใช้เงินไปก็เยอะ  ถ้าเราไม่เอาความรู้ตรงนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับส่วนรวมมันก็น่าเสียดาย

แปลว่าการทำ D4D ก็จะไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกแล้วในตอนนี้

ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ คือเราทำมา 10 ปีแล้วและก็ยังจะทำอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะมีบางช่วงที่เบาหน่อย หรือบางช่วงที่มันเต็มที่หน่อย อย่างตอนเริ่มต้นแพสชั่นเราล้นเหลือ แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของการบาลานซ์งานที่ทำตามความตั้งใจกับงานที่เอาไว้ดูแลตัวเอง

นั่นคือเหตุผลที่มาเริ่มทำ The Factory of Inspiration

ใช่ค่ะ คือพอเราทำ D4D ไปได้สัก 7 ปี ก็เริ่มรู้สึกว่าเราอายุมากขึ้น (หัวเราะ) เริ่มคิดว่าแล้วเราจะไม่ทำอะไรให้ชีวิตมันดูมั่นคงมากขึ้นหน่อยเหรอ แล้วจะอยู่ต่อไปยังไง เราก็อยากดูแลพ่อแม่ให้ดีเหมือนกันนะ โชคดีว่าที่บ้านมีโกดังนี้อยู่ ซึ่งแต่ก่อนเคยให้คนเช่า เราก็เลยคิดว่าเอามารีโนเวทดีกว่า เพราะเราเรียนอินทีเรียกับสถาปัตย์ฯ มา ก็น่าจะทำเองได้ เราเลยค่อย ๆ หาเงินไป ปรับปรุงไป ก็ทำงานหาเงินนั่นแหละ แล้วก็เอาเงินนั้นมาทำทีละส่วน ทีละส่วน ที่ต้องทำทีละส่วน เพราะเงินไม่พอทำให้ครบทุกส่วน (หัวเราะ) คือเรามีภาพในใจไว้ตั้งนานแล้วล่ะค่ะว่าตอนสุดท้ายมันจะออกมามีหน้าตาแบบไหน

แล้วตอนแรกที่เข้ามาที่โกดังนี่สภาพเป็นยังไง

ตอนแรกที่เข้ามาที่นี่ มืดไปหมดเลย กลิ่นก็อับมาก ๆ มีแมวจรจัด 20 กว่าตัว มีเห็บมีหมัดทุกตัว (หัวเราะ) พื้นก็ทรุดเป็นหลุมเลย แล้วหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ แก้ งานแรกเลยคือทุบ ต้องทุบก่อนเพราะฝุ่นมันเยอะ เสียงมันจะดัง เราทำงานใหญ่ให้เสร็จไปก่อนเป็นอันดับแรก ที่บ้านก็ตกใจนะคะว่าอาคารมันดี ๆ จะทุบมันทำไม ไม่สร้างอะไรเลยเหรอ แต่พอเราทุบปุ๊บมันก็ได้แสง ได้ลม เหมือนเป็นการตัดส่วนที่ไม่ใช่ออก แล้วเหลือไว้แต่เพียงสิ่งที่ใช่จริง ๆ  แล้วเราก็รวบรวมพลังอย่างมากเลยในการที่จะเก็บเงินก้อนแรกเพื่อเปลี่ยนหลังคามันจะได้มีแสงลงมา จากข้างบน ทีนี้พอถึงจุดที่พร้อมเราก็ไปหาต้นไม้ ไปเอาต้นพยุงมาลงในนี้ 9 ต้น จากนั้นก็เริ่มมีนกมาทำรัง มันก็รู้สึกดีขึ้นนิดนึง ต่อมาเราก็เริ่มทำความสะอาด ทำพื้นไปทีละจุด ประเด็นก็คือในส่วนนี้มันคืบหน้าได้ช้ามากเลย เพราะว่าเราไม่ได้ไปกู้เงินที่ไหน หรือมีเงินก้อนมาลงทีเดียว มันเกิดจากการที่ค่อย ๆ ทำทีละส่วน จนเรารู้สึกพร้อม ประมาณ 3 ปีเราก็ประกาศไปบนเฟซบุ๊กว่าอันนี้มันเป็นสถานที่ให้เช่าถ่ายทำมิวสิกวีดิโอหรือโฆษณาอะไรต่าง ๆ ได้ เป็นสตูดิโอขนาดย่อมอย่างที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน

แล้วความตั้งใจคุณอยากให้ที่นี่เป็นอะไร

ตามชื่อ ‘The Factory of Inspiration’ เลยค่ะก็คือ โรงงานสร้างแรงบันดาลใจ คำนี้เราชอบตั้งแต่ 10 ปีก่อนแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ชอบขนาดที่ว่าไปจ้างช่างฉลุเหล็กแผ่นติดไว้ที่หน้าบ้าน ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอะไร ติดจนมันสนิมขึ้น จนวันนึงเราก็ทำเพจบนเฟซบุ๊กไว้โล่ง ๆ ใช้ชื่อว่า The Factory of Inspiration แล้วพอมารีโนเวทที่นี่ เราก็อยากให้ที่นี่เป็นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้เกิดผลงานหรือการทดลองงานสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่มันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือเป็นทั้งในแง่ศิลปะและการออกแบบ

ขอกลับไปถามเรื่อง Design for Disasters บ้างว่า 10 ปีที่ผ่านมา พอใจหรือยัง หรืออยากทำให้มันไปถึงไหนได้อีก

เอาจริง ๆ เลยนะ ตอนแรกเราอยากให้ D4D เป็นองค์กรที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายระดับโลก มีที่ไหนเดือดร้อนเราก็ไป ซึ่งเป้าหมายนั้นมันเหมือนกับยอดเขาสูง ๆ น่ะค่ะ แต่ระหว่างทางเราค้นพบว่าการที่จะเดินไปบนยอดเขานั้นมันไม่จำเป็นต้องโฟกัสที่ปลายทางว่าจะต้องไปถึงจุดหมายหรือขึ้นไปยอดเขาก็ได้ แต่ระหว่างทางที่เราเจอดอกไม้ ต้นไม้น่ารัก ๆ นั่นก็คือประสบการณ์ชีวิตที่ดีแล้ว แล้วเรารู้สึกว่าเราไม่เสียดายเวลาที่ผ่านมาเลย ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มีเงินเข้ามา แต่ถือว่าเป็นสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา แล้วเราก็ได้เรียนรู้เยอะเลย เพราะเราได้ทำงานร่วมกับคนที่หลากหลาย การที่เราก็ต้องระดมทุนเองทำให้เราเจอคนเยอะ การประสานงานกับหลายฝ่าย มันเหมือนงานเบื้องหลังที่ต้องประนีประนอมกับทุกฝ่าย มันสอนทำให้เราโตขึ้น สุขุมขึ้น มันเกิดความสุขที่เราได้ทำ ได้เพื่อน ได้รู้จักคนที่หลากหลายแตกต่างสาขาอาชีพ ได้เรียนรู้เติบโต ซึ่งเราว่ามันเป็นพื้นฐานของการเติบโตเป็นมนุษย์ที่ดี ถึงจุดนึงถ้าเราจะทำงานอย่างอื่น หรือทำธุรกิจควบคู่กันไปเราก็ทำบนพื้นฐานที่ว่าการคิดถึงคนที่อยู่ร่วมโลกใบเดียวกัน ไม่ได้คิดถึงตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว นี่ต่างหากคือแก่นที่สำคัญ ไม่ว่าจะทำอะไรเราต้องคิดถึงใจเขาใจเรา

10 ปีผ่านมา องค์ความรู้เรื่องภัยพิบัติในไทยมันเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แล้วประเทศไทย ณ วันนี้ เตรียมพร้อมกับการรับมือเรื่องภัยพิบัติมากพอหรือยัง

เราเห็นถึงความสนใจในภัยพิบัติมากขึ้น ตั้งแต่หลังน้ำท่วมปี 2554 คนก็เริ่มตระหนัก และมีสื่อออกมามายที่ทำออกมาแบบย่อยง่าย ทำให้คนเข้าใจได้ง่าย ๆ รวมถึงภาครัฐเอง เราก็เห็นถึงความตั้งใจที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยด้วยเช่นกัน ยังไม่นับรวมกรณีถ้ำหลวงที่มีหลายมือมาร่วมด้วยช่วยกันนะคะ ซึ่งถ้าย้อนไปก่อนน้ำท่วมปี 2554 คนก็จะพูดว่า ‘โอ๊ย น้ำมันไม่ท่วมหรอกกรุงเทพ มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก’ แต่พอเกิดขึ้นจริง ๆ ก็เตรียมอะไรไม่ทันแล้ว แต่ตอนนี้เราเห็นมีการตระหนักและการเตรียมพร้อมมากขึ้นค่ะ

คิดว่าจากวันนี้ไปถึงอนาคต 10 ปีข้างหน้า เราควรกังวลภัยพิบัติอะไรบ้าง

ถ้าถามว่าในวันนี้มันจะเกิดภัยพิบัติอะไร เราคิดว่ามันต้องมองย้อนกลับไปหลายล้านปีก่อน โลกเรามันไม่ได้เพิ่งมีแค่สองสามพันปีนะคะ อารยธรรมต่าง ๆ หรือยุคไดโนเสาร์ สงสัยไหมว่าทำไมมันไม่มีอะไรหลงเหลือไว้บ้างเลย ซึ่งมันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ข้อสงสัยเหล่านี้อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกว่ามันมีวัฏจักรของมันอยู่แล้ว วัฏจักรที่ว่าวันนึงโลกแบบที่เรารู้จักมันก็ต้องล่มสลาย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยิ่งเราเห็นเทคโนโลยีที่มันทันสมัยมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่า ทุกอย่างมันสามารถจบได้ภายในไม่กี่เสี้ยววินาทีนะ ถ้าเกิดคนที่มีอำนาจขณะนั้นอยากจะทำอะไรสักอย่าง นี่เป็นมุมของเทคโนโลยีนะคะยังไม่รวมถึงภัยธรรมชาติ ถ้าในแง่นั้น ทุกวันนี้เราจะเห็นว่ามีก๊าซ มีมลพิษ มีการทำลายสิ่งแวดล้อมอะไรเยอะ ซึ่งถ้ามันจะเกิดภัยพิบัติรุนแรงมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย มันอาจจะเป็นน้ำท่วมครั้งใหญ่ แผ่นดินไหวรุนแรง หรืออย่างกรุงเทพฯ เอง ก็ตั้งอยู่ผืนดินที่อ่อนนุ่ม ถ้ามีแผ่นดินไหวรุนแรงมาจากระยะไกล อาคารสูงๆ ก็สามารถรับรู้ได้ ยังไม่รวมถึงสิ่งที่มันอาจจะไม่ได้แข็งแรง หรือมีการตรวจสอบที่ดีพอ ก็มีหลาย ๆ อย่างที่เป็นไปได้ทั้งหมดเลย

คิดว่างานออกแบบสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ของ D4D สามารถช่วยเรื่องการจัดการภัยพิบัติหรือช่วยสังคมได้ยังไง

สำหรับเรามองว่ามันคือความคิดสร้างสรรค์ แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำอะไรด้วยความคิดสร้างสรรค์มันจะเติมเต็มผู้คน มันจะดูน่าสนใจ มันย่อยง่าย มันทำให้โลกนี้มีความงามเกิดขึ้น คือทำด้วยสุนทรีย์ แล้วภัยพิบัติเนี่ย อย่างที่บอกว่ามันเป็นเรื่องเครียด ถ้าเกิดเราจะมาบอกกันเรื่องเครียด ๆ คนก็ไม่อยากจะรับ เราจะต้องหาวิธีสมดุลยังไง หรือว่าดึงเอาความคิดสร้างสรรค์มาเติมเต็มให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้วจับต้องได้ง่าย สื่อสารได้ง่าย อันนี้ก็เป็นเหตุผลว่าการออกแบบมันมาช่วยงานด้านภัยพิบัติได้ยังไง แต่ในอีกมุมนึงนอกเหนือจากการทำงาน  Design for Disasters และ โรงงานแรงบันดาลใจ แล้ว จริง ๆ เราทำอีก 2-3อย่าง แล้วทุกอย่างมันเริ่มต้นใหม่หมดเลย เราก็ได้แต่หวังว่า เอาน่า มันน่าจะใช้เวลาสัก 3-5 ปี ถึงจุดนึงเมื่อเราอายุมากขึ้น มันอาจจะเริ่มมีเส้นทางแล้วมันก็ลงตัวของมันเอง อย่างตอนนี้ก็ทำงานออกแบบตกแต่งภายใน แล้วก็ทำงานออกแบบบ้านให้เพื่อนบ้าง ทำกราฟิกดีไซน์ยังมีเลย มีทำงานเรื่องที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุด้วย เป็นผ้ากระตุ้นสมองสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ซึ่งเราตั้งใจจะใช้ผ้าที่มาจากสีธรรมชาติ ทอมือ ตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงที่กำลังตามหาผ้าเหล่านั้นอยู่ แล้วก็หาช่างมาเย็บ มาทำค่ะ

ขอถามง่าย ๆ แต่ตอบยากหน่อยว่าทุกวันนี้ทำงานไปทำไม

เราเคยฟังคลิปธรรมะ แล้วมันจะมีประโยคนึงของท่านพุทธทาสภิกขุที่พูดว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง” สะดุดใจมาก เราคิดว่าการเป็นมนุษย์มันก็ต้องมีหน้าที่ เพียงแต่ว่าเราจะทำหน้าที่นั้นให้มันเป็นสิ่งที่ดี เรามีความสุข คนรอบข้างมีความสุข และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ยังไง แล้วเราจะทำงานไปอย่างมีความสุขทุกวันได้ไหม แต่ถ้าถามตรง ๆ ว่าทุกวันนี้ทำงานไปทำไม มันก็มีบางช่วงที่รู้สึกว่าทำไปเพราะได้เงินนั่นแหละ แต่มันก็ไม่ใช่ตลอดเวลา เรารู้ว่าได้เงินมาแล้วเราจะไปต่อยอดทำประโยชน์อะไรมากกว่า ดังนั้น เราจึงไม่ได้มองแค่เพื่อเงิน แต่มองว่าเงินนั้นมันเอาไปต่อยอดอะไรได้อีกมากกว่า

ทำไมไม่ใช้เงินซื้อความสุขให้ตัวเอง

อาจจะเป็นเพราะว่า ถ้ามีเงินอยู่ 100 บาท เราก็คงแบ่งเงินไว้หลายส่วนเพื่อทำอะไรหลากหลาย แน่นอนว่าอาจจะมีเงินบางส่วนที่ซื้อความสุขให้ตัวเอง แต่ภาพรวมเราไม่คิดว่าความสุขมันจำเป็นต้องใช้เงินเสมอไป อย่างตอนนี้ที่เรานั่งคุยกันอยู่ ถ้าเกิดมีลมเย็น ๆ พัดมา มันมีนกร้องบนต้นไม้ที่เราตั้งใจปลูกตรงนี้ เราก็โคตรมีความสุขแล้ว หรือการที่เห็นที่นี่สว่าง สะอาดขึ้น มีคนเริ่มมาเช่า มันก็เป็นความสุขแล้ว การที่ลูกค้าเข้ามาเช่าสถานที่ หรือทำงานร่วมกับน้อง ๆ คนรอบข้างมีความสุข เราก็มีความสุขแล้ว

มองอนาคตของตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้ายังไง

ถ้า 10 ปีที่ผ่านมามันเป็นการทำเพื่อตัวเอง ตอบแพสชันของตัวเองว่าอยากทำ Design for Disasters โดยที่ไม่ได้นึกถึงครอบครัวหรือคนรอบข้างว่าเขาจะมาลำบากกับเราไหม เขาจะเหนื่อยกับเราไหม อันนั้นเราถือว่าทำเพื่อตัวเองส่วนนึงแล้ว แต่อีกมุมนึงก็คือทำเพื่อส่วนรวม ณ ปัจจุบันก็พยายามหาสมดุลระหว่างการทำงานเพื่อสังคมที่เราชอบทำ กับการดูแลคนที่เรารักอย่างดี ก็เรียนรู้อยู่ว่าจะหาสมดุลยังไง ในอนาคตตอนแก่ ๆ ก็คิดว่าคงทำเพื่อตัวเองจริง ๆ ซึ่งมันคงเป็นโมเมนต์ที่อยู่อย่างสงบ ในพื้นที่ที่สงบ แล้วก็เตรียมพร้อมจิตใจให้มันสงบ ทบทวนสิ่งต่าง ๆ และอยู่กับธรรมชาติ อันนั้นคืออนาคตที่อยากจะเป็น

การทำงานเพื่อสังคม บางทีเราอาจจะไม่ได้รับเครดิตในงานนั้นเลย เราดีลกับความรู้สึกนี้ยังไงบ้าง

เราทำหน้าที่ประสานงาน อาจจะไม่ได้มีเครดิตเต็ม ๆ อยู่แล้ว เพราะมันเป็นงานเบื้องหลัง แต่เราไม่ได้รู้สึกอะไรเลย แค่งานมันเสร็จมันประสบความสำเร็จ มันก็คือรางวัลสำหรับเราแล้ว แล้วในเวลาเดียวกัน จังหวะที่คนเขาจะมาให้เครดิต จังหวะนั้นเราก็ทำโปรเจกต์อื่นอยู่แล้ว เราก็อยากให้โปรเจกต์อื่นมันเกิดและเป็นประโยชน์จริง ๆ ดังนั้น โฟกัสของเรา มันไม่ได้ไปหยุดอยู่ที่ว่าใครจะให้เครดิตฉันมากน้อยแค่ไหน ขึ้นตัวใหญ่แค่ไหน มันไม่จำเป็นเลย สิ่งสำคัญคือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตรงหน้าแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อไปได้

เคยเสียน้ำตาให้กับการทำงานบ้างไหม

คิดว่าเคยนะ แต่ลืมไปหมดแล้ว เพราะเป็นคนไม่ค่อยจำเรื่องอะไรแบบนี้ บางครั้งแม่ยังบอกเลยว่า จำไม่ได้เหรอ ตอนนั้นยังรู้สึกแย่อยู่เลย อาจเป็นเพราะเรากำลังโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าน่ะค่ะ ที่ผ่านมามันอาจจะมีสิ่งที่ดูแย่ แต่เราก็จะบอกตัวเองเสมอเลยว่า เอาน่า ทำต่อ มันต้องมีทางออก เพราะฉะนั้น ความรู้สึกพวกนั้นมันจะไม่อยู่เกินหนึ่งวันค่ะ

ทุกวันนี้ เรามีคนที่คิดจะลาออกจากงานประจำ หรือคนที่ออกมาแล้วแต่ ไม่มีความสุข คิดว่าคนเหล่านี้เขาจะต้องดีลกับตัวเองยังไง

เราพูดในฐานะคนที่เรารู้ตัวตั้งแต่ต้นว่าเราไม่อยากไปอยู่ในจุดนั้น แต่เราก็ต้องยอมรับความยากลำบากที่อยู่ตรงหน้าเราด้วยซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าเกิดจะบอกคนที่อยู่ตรงนั้นก็คงเป็น ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่แล้วสิ่งดี ๆ มันก็จะเกิดขึ้น แล้วมันก็จะนำพาเราไปสู่เส้นทางที่มันดีขึ้น คือเราต้องคิดบวก

คิดว่าการลาออกจากงานประจำ หรือการไปย้ายทำงานอยู่ต่างจังหวัด หรือไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอะไรก็ตาม มันอาจไม่ใช่คำตอบของทุกคนหรือเปล่า สำหรับคนที่ทำแบบนั้นไม่ได้ คิดว่าพวกเขาจะหาคุณค่าของตัวเองในการทำงานประจำใช้ชีวิตในเมืองได้ยังไง

การไปอยู่ต่างจังหวัดหรือการอยู่กับธรรมชาติ เราก็รู้สึกว่าถ้าอยู่ในที่โล่ง ๆ มีลมพัดมาเบา ๆ หัวมันคงจะแล่นดีนะ แต่ทุกคนก็มีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน เราว่ามันอยู่ที่เงื่อนไขของความเป็นจริงในแต่ละคนด้วย บางคนก็ไปต่างจังหวัดแบบนั้นไม่ได้ ใครที่ไปได้ก็ถือว่าเป็นความโชคดี แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม มันก็มีความทุกข์เกิดขึ้นได้เสมอนะคะ ดังนั้นเราว่ามันอยู่ที่ใจเรามากกว่า ว่า ณ ที่ตรงนั้น เราจะจัดการกับความรู้สึกของเรายังไง เพราะฉะนั้นสำหรับเราการไปอยู่ต่างจังหวัดหรือที่ที่เป็นธรรมชาติเนี่ย ถ้าอยู่ได้ก็ดี ถ้าไปอยู่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แค่ทำสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราตรงนี้ให้มันดี การค้นหาความหมายคุณค่าชีวิตของตัวเองเนี่ย คิดว่า ขอแค่ในแต่ละวัน เรารู้สึกว่าทุกวินาทีที่เราทำมันไม่ได้เสียเปล่า พอเรากลับมาทบทวนแล้วจะรู้สึกว่าเราไม่ได้เสียดายวัน ๆ นั้นเลย เราอาจจะไม่ได้เริ่มทำอะไรยิ่งใหญ่นะ ถ้าวันนั้นเราได้ทำเต็มที่ หรือทำให้มันดี การคุยกับพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่ยิ้มมีความสุข ทำให้น้องที่เขาทำงานกับเรามีความสุข ทำให้คนที่เรารัก ผู้คนรอบข้างมีความสุข คุณค่าในตัวเรามันก็เกิดขึ้นแล้ว

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s