เดอะ ยิปซี รีดเดอร์ส – หนังสืออาจเร่ร่อนโยกย้าย แต่คนหนุ่มมองหาหนทางปักหลัก

เรื่องและรูปโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล


ร้าน แมว คน วนกันอยู่แค่นี้ แล้วก็อาจจะเรื่องเงินนิดหน่อย – ศุภวิทย์ น้อมเกียรติกุล

ถามตัวเอง ตอนเราอายุ 28 ปีโลกรอบตัวของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง? 

งาน เพื่อนร่วมงาน ปาร์ตี้วันศุกร์ บุฟเฟต์หมูกระทะ ดูหนัง เรื่องเมาธ์ในออฟฟิศ ประชุมเช้าวันจันทร์ พรีเซนต์ลูกค้า ไปเที่ยวกับแฟน ขอไลน์คนที่ปิ๊งในผับ กดจองตั๋วคอนเสิร์ต ฯลฯ ดูเหมือนว่าโลกของคนวัยประมาณนี้อัดแน่นด้วยสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งเรื่องงาน ความรัก ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง การเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ไหนยังต้องตามหาคุณค่าในตัวเองให้เจอ เพื่อเอาไว้ใช้ประคับประคองตัวเองในวันที่พ่ายแพ้ โลกของคนหนุ่ม-สาว จึงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเปี่ยมสีสัน

แต่ก็ใช่ว่าเป็นอย่างนั้นทุกคน

ในวัย 28 ปี  แม้บาส-ศุภวิทย์ น้อมเกียรติกุล เจ้าของร้านหนังสือมือสอง The Gypsy Reader : Books & Bistro จะยังหนุ่มแน่น มีเรี่ยวแรงและพลังงานเหลือเฟือ แต่โลกที่หมุนรอบ ๆ ตัวเขานั้นกลับมีอยู่ไม่กี่อย่าง ร้านหนังสือมือสอง ร้านกาแฟ ขายของ ดูแลแมวและคนรัก อาจเหงาบ้างเวลาลูกค้าไม่แวะมาทักทาย หรือเพื่อนฝูงไม่แวะมาหา ว่ากันตามตรงเราจะหาความคึกคักอะไรได้จากการทำร้านหนังสือในประเทศนี้ รู้ทั้งรู้ แต่เขาก็ยอมรับมันและมีความสุขตามอัตภาพกับหนทางที่เลือกแล้ว

นี่คือความคิด ของคนหนุ่มเจ้าของร้านหนังสือมือสอง The Gypsy Reader : Books & Bistro ที่แม้สินค้าของเขาอาจไม่ใช่ปัจจัยสี่ที่ทุกคนไขว่คว้าเป็นเจ้าของ แต่ภายใต้การขายหนังสือมือสองที่ร่อนเร่เปลี่ยนมือนักอ่านไปเรื่อย ๆ นั้น หัวใจของเขากลับมองหาหนทางปักหลักหนักแน่นในจุดที่เลือกยืน

ก่อนมาทำร้านหนังสือมือสอง ทำอะไรมาบ้าง

ผมเรียนจบปี 2556 คณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังเรียนจบเราก็ไปทำงานเป็นมาร์เก็ตติ้ง ที่บริษัทขนมแห่งหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่ได้มีประสบการณ์ด้านนี้มากเท่าไหร่ แต่ก็เข้าไปทำ เป็นฝ่ายเตรียมของ ออกบูธ ไปขายของ แต่เพราะไม่มีประสบการณ์มันเลยไม่ได้มีทฤษฎีทางการตลาดมากเท่าไหร่ แล้วตอนนั้นเราก็ทำคอนเทนต์ออนไลน์ให้เพจ เขาควบไปด้วย ทำอยู่เกือบปีก็ออก เพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางเรา จริง ๆ เราทำงานนั้นได้เรื่อย ๆ เลยแหละ เพียงแต่วิธีการทำงานของเรามันเป็นอีกแบบนึง เวลาทำคอนเทนต์ เราชอบหาอะไรดูหรือฟัง รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเปิดหน้า ไมโครซอฟต์ เวิร์ด ไว้ตลอดเวลา แต่ตอนนั้นที่บริษัทเขาไม่เข้าใจว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของเรา เพราะว่าคนอื่นเขาไม่ได้ทำแบบนั้น เราอยู่ไปสักพักก็ลาออก  พอลาออกมาแล้วผมก็ย้ายไปอยู่บริษัททำหนังสือเรียนแห่งหนึ่ง ตรงศาลเจ้าพ่อเสือ หน้าที่ของเราคือก็อปปี้หนังสือจากไฟล์ pdf ไปเข้าโปรแกรมของบริษัทฯ เพื่อจะไรท์เป็นแผ่นซีดี แล้วเอาไปขายตามสถานศึกษา แล้วก็ทำ Photoshop เบื้องต้น ทำอยู่ได้ประมาณ 7-8 เดือนก็ลาออกด้วยปัญหาคล้าย ๆ เดิม เราเป็นประเภทที่ทำงานแล้วก็ใส่หูฟัง ซึ่งงานเราเดินตลอดนะ แต่มาจบลงที่แฟนเจ้านายเห็น ตอนนั้นหัวหน้างานอีกคนที่เป็นฝรั่งก็บอกว่า งานของบาสเร็วที่สุด จนวันที่ลาออกก็คุยเรื่องนี้ เจ้านายเลยบอกกับเราว่า งานเราเร็วสุดจริง แต่วิธีการทำงานไม่เข้ากับองค์กร เหมือนกับเราแตกต่าง หรือบินเดี่ยวมากเกินไป

พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ติด ๆ กันถึง 2 ครั้ง เรากลับมามองย้อนตัวเองบ้างไหม ว่ามันเป็นเพราะอะไร

เรามองว่ามันเป็นเรื่องวิธีการทำงานมากกว่า ไม่ใช่ว่าเราอยู่กับความบันเทิงแล้วละเลยหน้าที่ จะดีกว่าไหมถ้าเราได้ผ่อนคลายในสิ่งที่เราทำ จริง ๆ อาจจะมีคนทำเหมือนเราแต่เขาปิดหน้าต่างไว้ แล้วเราดันเปิดเผยกว่าคนอื่น ทำไมเราถึงโดนเพ่งเล็ง ทั้งที่เนื้องานเราก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากเขา ในเรื่องความเร็วอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เราเชื่อว่ามีคนทำเหมือนกับเรา แต่เขาแอบทำ เราโชว์ว่าเราทำแบบนี้นะ แต่ก็มีเนื้องานไปพิสูจน์ว่าฉันก็ทำของฉัน แต่เราก็ไม่ได้ไปโทษคนอื่นว่าเขาไม่กล้า

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

อายุประมาณ 25-26 ปี

รู้สึกว่าเฟลไหมที่เจออะไรแบบนี้

ไม่เฟล มันยิ่งเป็นแรงขับทำให้เรารู้สึกอยากออกมาทำอะไรเป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องมีเจ้านายมากขึ้น ซึ่งจริง ๆ เราเคยตั้งเป้าไว้ตั้งแต่สมัย ม.ปลาย แล้วว่าอยากทำงานอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องตอกบัตร เข้า-ออก เช้า เย็น ถ้ามีครอบครัวก็อยากทำงานอยู่ที่บ้าน หรือรับงานมาทำที่บ้าน ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังทำไม่ได้ เพราะไม่มีลู่ทาง หลังจากเจอสองเหตุการณ์นี้ ก็ไม่ได้คิดจะเลิกทำงานประจำเลยทันทีนะ แต่แค่มองหาอะไรทำไปก่อน

ตอนนั้นเกิดความสนใจอยากขายหนังสือหรือยัง

สนใจแล้ว แต่ก็ยังไม่อยากเข้าไป เพราะเราก็มีงานประจำ แล้วเราก็ไม่รู้วิธีขายด้วย แต่มันมีช่องว่างตอนเราลาออกจากงานครั้งที่ 2 มันเป็นช่วงที่ร้าน “The Writer’s Secret” เขาต้องการพนักงานหน้าร้าน เราก็มาสมัครทำงานที่นี่ตอนปลายปี 2558 ทำได้ประมาณ 3 เดือนก็ออกมา แล้วถามตัวเองว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี จะกลับไปทำงานประจำหรือจะยังไงต่อดี ตอนนั้นเราเลยตัดสินใจเลือกออกมาขายหนังสือ ไหน ๆ สถานการณ์มันก็บีบบังคับแล้ว ก็ลองดูเลยดีกว่า

ทำไมถึงเลือกขายหนังสือมือสอง

เราชอบเก็บหนังสือเก่าอยู่แล้ว เวลาไปร้านหนังสือมือสองก็จะซื้อมาเก็บไว้ที่บ้าน มีความคิดว่า ซื้อไว้ก่อนสักวันนึงคงได้อ่าน แต่เก็บเยอะ ๆ เข้า ก็เกิดความคิดว่าทำไมไม่ลองขายดู พอออกจากงานครั้งที่สามปุ๊บ ก็เริ่มเลย หยิบหนังสือจากในตู้ที่เราสะสมมาเป็นทุนเริ่มต้น แล้วก็เอาไปขายแบกะดินที่ตลาดชุมทางสยามยิปซี ตั้งชื่อร้านว่า “The Gypsy Reader” เราไม่รู้ต้องเริ่มยังไงเลย ก็คิดแค่ติดต่อทางตลาดไปดื้อๆ ก็ได้แผงมา ตอนนั้นค่าที่ประมาณแผงละ 100 บาท ถ้าครึ่งแผงก็ 50 บาท ต่อวัน มีค่าไฟอีกดวงนึงประมาณ 10-20 บาท ที่เหลือก็เป็นค่ากินรายวันของเราแล้ว

ขายของเดือนแรกเป็นยังไงบ้าง

ดีกว่าที่คิด วันแรกแปลกใจมากขายได้ 2,000 บาทนิด ๆ ซึ่งถือว่าเยอะเพราะว่าเราไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ถึงสองพัน วันหลัง ๆ ก็ดร็อปลงมาบ้าง ด้วยความที่มันเป็นร้านหนังสือ อยู่ ๆ ก็มาเปิดในตลาดที่ขายของหลากหลาย คือหนังสือมันไม่ใช่จุดประสงค์หลักที่คนจะมาเดินซื้อหากันอยู่แล้ว เราก็เข้าใจ เราขายแค่วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เดือนแรกขายได้ประมาณ 6,000-7,000 บาท

ตอนนั้นตั้งราคาหนังสือยังไง

ตอนแรกไม่รู้เรื่องเลย ตั้งราคากองนึงลด 50% จากปก 300 เหลือ 150 แล้วก็กองนึงเล่มละ 50 บาท จะเป็นหนังสือเก่าหน่อย หรือเล่มราคาถูกลงมา กับอีกกองเป็นอะไรก็ไม่รู้คละกันเล่มละ 35 บาท  3 เล่ม 100 เดือนแรกเราก็หยิบหนังสือจากในตู้ ช่วงหลัง ๆ เราก็ซื้อจากร้านพี่ที่รู้จักด้วย ซึ่งเราเป็นลูกค้าประจำเขาตั้งแต่แรก เราเข้าไปบอกเขาว่าอยากลองขายหนังสือ ให้ราคาพิเศษกับเราได้ไหม เขาก็ให้ ก็เลยได้หนังสือจากตรงนั้นมาช่วย

พอเราไม่ได้ทำงานประจำแล้วผู้ใหญ่เขามองเรายังไงบ้าง

โชคดีที่พ่อแม่เราเปิดกว้างในเรื่องนี้ เขาก็ให้ลองทำดู ครอบครัวเราเป็นครอบครัวคนจีนก็จริง แต่ไม่ได้เหมือนในละครที่พี่ป้าน้าอาจะมายุ่งกับชีวิตหลาน หรือจริง ๆ เขาอาจจะกดดันเราก็ได้ แต่เขาเอาเราไม่อยู่ อย่างอากงจะชอบไปถามผ่านพ่อแม่ว่า ไอ้บาส ทำอะไรอยู่ เวลาญาติพี่น้องมาก็ถามทำนองเดียวกัน ซึ่งเขาก็แค่ถาม เราเลยไม่มีอะไรต้องเครียด

จากได้รับเงินเดือนประจำมาสู่เงินที่น้อยลงกว่าครึ่ง ตอนนั้นรู้สึกยังไง

ไม่ได้เครียดตรงนั้นมาก เพราะถ้าหักค่าเดินทาง ค่ากิน จากตอนทำงานประจำ เหลือเต็มที่ก็แปดเก้าพัน แต่อันนี้เราอยู่บ้าน ตก เย็นหิ้วของไปขาย ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง กินก็กินที่บ้าน ได้เงินมาเท่านี้ถือว่าพอใช้แล้ว แต่ต้องใช้แบบไม่สุรุ่ยสุร่ายมากนัก มีกินของแพงสักมื้อสองมื้อ แล้วก็มีให้แม่ทุกเดือน

ชีวิตตอนนั้นเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง

ซื้อเสื้อผ้า ซื้อกระเป๋าน้อยลง เรื่องกินก็ลด แม้แต่หนังสือก็ต้องลด เมื่อก่อนงานหนังสือเสียทีเป็นพันสองพัน ลดลงเหลือรอบละเจ็ดแปดร้อย ซึ่งเราโอเคกับมัน เพราะถือว่าต้องแลกกับสิ่งที่เราเพิ่งเริ่ม

ไม่คิดอยากหางานทำ หรืออยากมีเงินมากกว่านี้หรือ

ไม่นะ กลายเป็นว่าเราโล่ง ไม่อยากกลับไปแล้ว เข็ดกับตรงนั้นไปเลย ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องกลับไปตรงนั้น อาจจะมีคิดว่าทำยังไงให้ได้เยอะกว่านี้ต่อเดือน

ถามจริง ๆ มีวันที่ขายไม่ได้เลยไหม

มี บางวันเราขายได้แค่ค่าเช่าที่ก็มี บางวันก็เสียไปฟรี ๆ 100-150 บาท

วันที่ฝนตกล่ะ ขายได้บ้างไหม หนังสือเป็นสินค้าที่ไม่น่าถูกกับฝน

ฝนตกจะเป็นวันที่คนหมดเร็ว ไหนจะต้องคลุมผ้าใบซ้ำอีก แต่พอเข้าฤดูฝนเราก็ซื้อโต๊ะเหล็กมาวางให้มันอยู่เหนือพื้น แล้วก็เอาผ้าใบไปคลุมเพิ่มขึ้นอีกหน่อย หลังจากที่เราลงทุนซื้อโต๊ะได้ประมาณ 3 เดือน บังเอิญที่ตลาดตลาดมีล็อกว่าง เป็นห้องขนาดเล็กที่มีหลังคา เราก็เช่าห้องนั้นขายหนังสือ ค่าเช่าเดือนละ 6,000 บาท จริง ๆ ช่วงหลังเขาคุยว่าจะให้เปิดได้วันพุธ-อาทิตย์ แต่ก็ไม่ได้มีผลกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

ตอนแรกเอาหนังสือที่ตัวเองเก็บมาขาย ต่อมาไปซื้อจากร้านขาประจำ มันทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากเดิมเยอะไหม

เพิ่มขึ้นแต่ก็โชคดีที่ตอนนั้นมันเป็นช่วงขาลงของตลาด ทางตลาดเขาเลยมีโปรโมชันให้ผู้เช่า เช่น ลด 50% บ้าง เช่าฟรี 3 เดือน เพื่อดึงคนเช่าไว้ ให้ร้านเปิดเยอะ ๆ คนจะได้มาเดิน เป็นตามกลไกของมัน เราก็จ่ายแค่ค่าน้ำ-ไฟ ค่าเช่าที่ ก็ลดลงมาเยอะ ก่อนหน้านี้เราเป็นผู้เดินมาก่อน ตอนนั้นคนเยอะมาก แต่ช่วงที่เราขายคนเริ่มน้อยแล้ว แต่ที่เราตัดสินใจเช่าล็อกไว้ เพราะมันดีตรงที่เราไม่ต้องแบกหนังสือไปมา แล้วก็ไม่ต้องให้พ่อเหนื่อยขับมอเตอร์ไซค์รับส่งเวลาเราขนของไปเยอะ ๆ

ในแง่รายได้ พอเช่าเป็นล็อกแล้วเพิ่มขึ้นหรือเปล่า

ถ้าว่ากันตามตรงคือ หน้าร้านก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เราปรับตัวด้วยการขายออนไลน์ควบไปด้วย ทำมาตัวตั้งแต่ช่วงแบกะดินแล้ว เราเปิดเพจ ร้านหนังสือ – GypsyReader ลงขายหนังสือในกรุ๊ปตลาดหนังสือเก่า แล้วก็รับซื้อมาขายอีกทอดด้วย เป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเวลาเดียวกัน

หน้าร้าน กับ ออนไลน์ อันไหนขายดีกว่ากัน

ถ้าตอนที่เริ่มทำ หน้าร้านขายดีกว่า เพราะเรายังไม่ได้โฟกัสกับทางออนไลน์มากนัก

ถ้าเราไปตลาดชุมทางสยามยิปซี เราจะเห็นร้านเสื้อผ้า ของวินเทจ ของเก่า งานคราฟต์ต่าง ๆ  รู้สึกยังไงที่เราเป็นร้านหนังสือร้านเดียว

เรากลับคิดว่ามันเลยเป็นร้านที่ outstanding ออกมา เพราะมีแค่ที่เดียวจริง ๆ ที่ขายหนังสือทั้งร้าน ในตลาดจะมีร้านขายของเก่าที่เอารถแวนมาเปิดท้ายขายของ มีของกระจุกกระจิก วีดิโอเก่า มือถือเก่า แล้วก็มีหนังสือกองอยู่ประมาณ 10 กว่าเล่ม บางเล่มเรายังซื้อมาขายต่อเลย เพราะเขาขายถูก ด้วยความที่เขาไม่รู้ราคา สิ่งนี้เลยทำให้รู้สึกว่ามันโดดเด่นขึ้นมา อีกอย่างมันเป็นร้านหนังสือในตลาดนัดกลางคืนด้วย ซึ่งเจอน้อยมาก หรืออาจจะมีบ้าง อย่างในตลาดที่เราขายก็เคยมีร้านลุงที่เน้นขายการ์ตูนไปเลย ไม่มีพ็อกเก็ตบุ๊ค

รู้สึกท้อบ้างหรือเปล่า เวลาเห็นร้านอื่นเขาซื้อง่ายขายคล่อง ขณะที่ของเราเป็นหนังสือ ซึ่งโดย ธรรมชาติของผู้ซื้อเขาเข้ามาหยิบจับ พลิกอ่าน แต่สุดท้ายอาจจะไม่ซื้อก็ได้

ไม่ท้อ เพราะเราเข้าใจอยู่แล้วว่าหนังสือมันคือสิ่งที่อยู่ในอันดับรอง ๆ ของการซื้อขาย แล้วก็เป็นของเฉพาะกลุ่ม เราทำความเข้าใจตรงนี้ตั้งแต่แรกก็เลยไม่ท้อ ก็มีเหนื่อยบ้างตามธรรมชาติ เวลาขายของไม่ได้ แต่ไม่เคยคิดว่าจะเลิกหรือเห็นสิ่งอื่นดีกว่า

พอขยับขยายพื้นที่ร้านแล้วเราฟุ่มเฟือยได้มากขึ้นไหม

นิดเดียว ปิดร้านได้บ่อยขึ้น ไปเที่ยวทะเลบ้าง แต่ก็ไม่ได้ปิดบ่อย มันก็ต้องมีเวลาในการเก็บตังค์ หรือขายได้เท่านี้ ตรงนี้เอาไปเที่ยว ตรงนี้เอาไปกิน แต่มันก็ดีขึ้นจากต้นปีที่เราขาย มั่ว ๆ ซั่ว ๆ แบกะดิน ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ได้ขายช่องทางอื่น ๆ

เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานแล้วเจอผู้คน เราอยู่แต่กับหนังสือ เหงาไหม เหมือนชีวิตเราไม่มีสีสัน

ถ้าถามว่าเหงาไหม ไม่ค่อยเหงา แต่เรื่องไม่มีสีสันก็คิดอยู่ เพราะเย็นวันศุกร์ เสาร์​อาทิตย์ เราไม่ได้ไปไหน ขณะที่คนอื่นไปปาร์ตี้ ไปเอาท์ติ้ง เรานั่งหน้าร้านขายหนังสือ แล้วก็คิดว่ากูมาทำทำไมวะ บางทีเราก็อยากไปข้างนอก ไปเล่นบอร์ดเกม ไปบ้าบอคอแตกของเรา แต่ก็ไม่ได้ไปนั่งขายหนังสืออยู่ในร้าน เลื่อนเฟซบุ๊กไป ถ้าถามว่าดีลยังไง ก็แค่ปล่อยมันไปมั้ง แค่ปล่อยมันไป โชคดีที่โดยนิสัยเรา เราไม่ใช่คนต้องการแสงสีหรือความบันเทิงเป็นประจำ

สิ่งนี้มันรบกวนใจไหม

ไม่ถึงขนาดนั้น แค่เป็นคำถามขึ้นมาในใจ แต่ก็ตอบตัวเองได้ว่า นี่ไง  มึงทำสิ่งนี้เพื่อที่วันหนึ่งมึงจะได้ไปทำอะไรตามใจ แต่ถ้าเป็นอย่างทุกวันนี้ก็โอเค เพราะว่าทุกวันศุกร์เราก็มีนัดเล่นบอร์ดเกมช่วงค่ำ อย่างน้อยยังได้ทำอะไรที่อยากทำบ้าง

ขายอยู่ที่ตลาดชุมทางสยามยิปซีนานไหม

ทำอยู่ทั้งปี 2559 พอปลายปีทาง The Writer’s Secret ก็ติดต่อมาว่าอยากทำร้านต่อไหม เพราะที่นี่จะแยกย้ายแล้ว เราก็คุยกับแฟนว่ายังไงดี เพราะเราก็ลงตัวกับที่เดิมแล้ว แต่ที่กระโดดมาตรงนี้เพราะเราไม่รู้อีกกี่ปีถึงจะมีร้านเป็นของตัวเองได้ ก็เลยลองโดดมาทำ

นับตั้งแต่ขายแบกะดิน พอมีร้านของตัวเองแล้ว เป็นร้านอย่างที่เราคิดฝันไว้เลยไหม คิดว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม

ก็พยายามทำให้เป็นอย่างที่ตัวเองคิดไว้ แต่มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เราคิดว่าไว้ว่ามีขายกาแฟ ของกิน ขายหนังสือมือสอง อยากมีชั้นสอง ส่วนตัดสินใจถูกไหม ก็เคยตั้งคำถามนะว่า แบบถ้าวันนั้นเขาชวนเราแล้วเราไม่มา เราจะเป็นยังไง

แล้วถ้าเขาชวนแล้วเราไม่มาจะเป็นยังไง

ก็คงอยู่ที่ตลาดเดิมอย่างนั้น ก็อาจจะมีเงินเก็บมากขึ้น ถ้าเราตอบปฏิเสธไป เราอาจจะไม่ได้รับประสบการณ์ตรงนี้ เราอาจอยู่ในเลเวล 1 ต่อไปเรื่อย ๆ แต่นี่อยู่ ๆ กระโดดมาเป็นเลเวล 5 สู้รบปรบมือกับใครบ้างก็ไม่รู้ มันทำให้เราโตขึ้น  ถ้าไม่ได้มาก็อาจจะไม่ได้มีความคิดอย่างในทุกวันนี้ เราได้เจอคนเยอะขึ้น ได้ทำอะไรหลายอย่าง เช่น ไปออกบูธขายอาหาร ขายหนังสือ มันก็แลกกับความเหนื่อย และมีอะไรที่ต้องเสียไป

ฟุ่มเฟือย กินหรูอยู่แพงได้หรือยัง

ก็ยังต้องคิดหน้าคิดหลังอยู่

ความสุขในตอนนี้คืออะไร

ก็คงเป็นสิ่งที่เราทำอยู่ มันก็มีความทุกข์ด้วย แต่ก็สุข ได้อยู่กับหนังสือ ตื่นมาแล้วอยู่ด้วยกัน แมวไม่ป่วย ก็โอเค ถึงเวลาขายหนังสือได้ หรือออกไปหาหนังสือแล้วเจอหนังสือแปลก เจอหนังสือหายาก บางวันร้านโล่ง ๆ ก็ขายหนังสือออนไลน์ได้ตังค์ ได้นั่งกินข้าว เปิดหนังดู คิดว่ามันเป็นความสุขในตอนนี้แหละ

เหงาเท่ากับตอนขายหนังสือที่ตลาดไหม

ไม่เท่าตอนนั้น จะว่าชินมันก็ใช่ กลายเป็นว่าเดี๋ยวก็มีคนมาหา เป็นคนแปลกหน้า รุ่นน้อง เพื่อน ลูกค้าประจำมาบ้าง มันก็ยังได้เจอผู้คน

มองธุรกิจตัวเองตอนนี้ เป็นอย่างที่ตั้งใจหรือยัง

เป็นอย่างที่ตั้งใจ เริ่มรู้สึกว่าถ้าคนหาหนังสือมือสองจะต้องมาที่นี่ สิ่งที่ยังขาดคงเป็นพื้นที่มั้ง อยากขยายแต่มันก็ได้แค่นี้แหละ จริง ๆ หนังสือมีเยอะกว่านี้ที่สามารถเอาลงมาได้ แต่มันก็มีทั้งที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดกับรอขายก่อน

เล่าให้ฟังหน่อย เวลาได้หนังสือเก่าๆ มาแล้วต้องทำอะไรบ้าง

ลงขายในเพจก่อน ถ้ามีใครจองก็แยกไว้ แต่ถ้าไม่มีใครจองก็ค่อยหลุดออกมาหน้าร้าน

ตั้งราคายังไง

แล้วแต่ความหายาก ถ้าหายากมากอาจจะราคาแพงกว่าปกบางเล่ม ถ้าเป็นหนังสือที่พิมพ์เก่า ๆ เล่ม 30 บาท หรือ 10 กว่าบาทก็ขาย ถ้าราคามันแพงกว่าก็ดี ก็พุ่งไปเกินร้อยได้ แต่ถ้าราคาหนังสือใหม่ก็เล่มละ 100-180 บาท แล้วก็ดูตลาดด้วยว่าหนังสือเล่มนี้ลดราคาเยอะไหม มีคนเอามาลดราคาหรือยัง แต่หลัก ๆ คือตั้งหารสอง บางเล่มก็บวกขึ้นไปนิดนึง หรือลดลงมาหน่อยนึง

กิจวัตรประจำวันช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง

ตื่นประมาณ 9 โมง ก็จัดร้าน เช็ดแก้ว จัดให้เข้าที่ เก็บขี้แมว แล้วก็เตรียมเครื่องชงกาแฟ กวาดพื้น เปิดร้าน 10 โมง ถ้ายังไม่มีลูกค้าเข้าร้านก็ไปเช็กเพจเฟซบุ๊ก ขายไปเรื่อย ๆ ประมาณสองทุ่มครึ่งก็ปิดร้าน

มีวันหยุดไหม

ก็หยุดตามสะดวก ถ้าหยุดจะบอกในเพจไว้ก่อน แล้วก็แขวนป้ายหน้าบ้านสัก 1-2 วัน ก็ถือว่าเราแจ้งนะ แต่โดยโมเดลมันยังไม่สามารถมีวันหยุดได้ เวลาเปิดร้านแล้วไม่ค่อยมีคนก็คล้าย ๆ วันหยุดแหละ เราก็นั่งทำงาน ทำอะไรเรื่อยเปื่อย

ยังเขียนหนังสืออยู่ไหม

ยังเขียนอยู่ แต่เวลาเขียนน้อย เพราะเอามาลงกับตรงนี้หมด เป็น 2 ปีที่รู้สึกว่าเสียเวลาไปกับตรงนี้ แต่มันก็ต้องแลก หรือไม่ก็ต้องทำทั้งสองอย่าง บางทีอยากเขียน แต่มีเรื่องเงินมากวนใจ ก็ไปต่อไม่ได้ แต่ก็มีบรรณาธิการสำนักพิมพ์ Springbooks ใจดี มาชวนเขียน เพิ่งส่งต้นฉบับกลับมาแก้เลย แล้วก็คุยเรื่องคอนเซปต์กับสำนักพิมพ์แซลมอนไว้ปีที่แล้ว

ถามอีกครั้ง นี่เป็นชีวิตที่พอใจหรือยัง

มันเคยพอใจ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยพอใจ เหมือนกับว่าเราถึงหมุดหมายของเราแล้วก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้เรามีหมุดหมายใหม่ ๆ อยากมีรถ อยากย้ายไปที่อื่นเพื่อลดค่าใช้จ่าย หรืออยากเขียนหนังสือด้วย มันก็พอใจกับตรงนี้นะ แต่ว่าถ้าได้อย่างนั้นก็จะดีกว่า เมื่อก่อนเลี้ยงตัวเองคนเดียวมันก็โอเค แต่ตอนนี้มันไม่ได้แล้ว เพราะมีคนต้องดูแล 

เคยคิดจะเลิกทำไหม

ฝั่งหนังสือน่ะไม่เคย แต่ฝั่งร้านน่ะเคยคิด ก็คุยกับแฟนว่าถ้าหาที่อยู่ใหม่ได้แล้วมันไม่เอื้ออำนวยต่อการเปิดร้านก็จะไม่เปิดนะ ก็อยู่เป็นบ้านไป หนังสือก็ขายต่อ มาขนาดนี้แล้วคงไม่น่าเลิกได้ เพราะหนังสือมันเป็นอะไรที่เข้าแล้วออกยากมาก เราทำกำไรกับมันได้ แล้วเราก็หมุนเงินส่วนนึงเพื่อไปซื้อเพิ่มขึ้น ไป ๆ มา ๆ รู้สึกตัวอีกทีมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีลดเลย เมื่อก่อนเรานั่งขายอยู่ที่บ้าน ใส่ลังประมาณ 3-4 ลัง คือเยอะแล้ว ไม่มีที่แล้วนะ แต่พอมาอยู่ที่นี่ มีที่ให้เก็บเต็มไปหมด ตรงนี้มีวาง ข้างบนมีอีกตู้นึง อยู่ในกล่องตรงนั้น กระเป๋าตรงนู้นอีก ที่ยังไม่ได้จัด ไม่ได้ห่อ คือเรายังแฮปปี้อยู่กับการไปหาหนังสือแล้วเจอปกแปลก ๆ เจองานเขียนที่ไม่เคยเห็น ยังเจองานเขียนที่คนตามหาเยอะ หรือเจองานเขียนที่เราอยากเก็บอยู่ บางเล่มที่อยากเก็บไว้ก่อนเพราะเสียดาย

สุขและทุกข์ของเราในตอนนี้คืออะไร

ร้าน แมว คน วนกันอยู่แค่นี้ แล้วก็อาจจะเรื่องเงินนิดหน่อย

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s