ชีวิตของชายธรรมดาผู้ตั้งชื่อ “ข้าวหมูแดงสนามหลวง”

เรื่องและรูป โดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

“มีแต่ลูกค้านี่แหละที่กดดัน เฮียมีเมียสักทีสิ จะได้มาช่วยขายของ เอาไหมเดี๋ยวหาให้ บางคนถึงกับขอเบอร์โทรศัพท์แม่ จะคุยกับแม่ แนะนำผู้หญิงให้เรา” — วิมลศักดิ์ ปัญชรมาศ

ถ้าเช้าตรู่คุณเตร็ดเตร่ไปแถวตลาดตรอกหม้อ ซอยสุขา 1 ละแวกวัดราชบพิตร กระทรวงมหาดไทย แล้วคุณเกิดหิวขึ้นมา แต่ยังลังเลว่าจะหาอะไรกินดี ที่นั่นคุณจะพบกับ ไช้- วิมลศักดิ์ ปัญชรมาศ ยืนขายข้าวหมูแดงคอยเป็นทางเลือกบำบัดความหิวของคุณอยู่

“ข้าวหมูแดงสนามหลวง” คือร้านข้าวหมูแดงในตำนานที่เปิดขายมากว่า 50 ปี นับตั้งแต่รุ่นพ่อที่ขายอยู่บริเวณศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผม ในยุคที่ยังมีตลาดนัดสนามหลวง สืบทอดมาถึงรุ่นเขาที่แม้ย้ายร้านมาแล้ว 4 ที่ แต่ก็ยังมีลูกค้าเจ้าประจำและขาจรแวะเวียนมาชิมแล้วชิมอีกไม่ขาดสาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความอร่อยลงตัวของข้าวหมูแดงที่มีสูตรเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร  (อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะให้น้อยเพราะจานเล็ก กินจานเดียวไม่ค่อยอิ่มเลยต้องกลับมากินใหม่)

แต่รู้หรือไม่ “ข้าวหมูแดงสนามหลวง” ที่ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในร้านข้าวหมูแดงที่อร่อยที่สุดในกรุงเทพฯ และเราเรียกขานติดปากนั้นเพิ่งถูกเรียกขานว่า “ข้าวหมูแดงสนามหลวง” เมื่อไม่ถึง 20 กว่าปีมานี้เอง และคนที่ตั้งชื่อนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ไช้-วิมลศักดิ์ ลูกชายของพ่อคนนี้นั่นเอง

กล่าวสำหรับ วิมลศักดิ์ เขาคือหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบปลายๆ ผู้ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน วนเวียนขายข้าวหมูแดงมาทั้งชีวิต เริ่มตั้งแต่ช่วยพ่อล้างเก็บจาน เสิร์ฟลูกค้าในอดีต กลายมาเป็นผู้สืบทอดวิชาของพ่อในปัจจุบัน นับตั้งแต่เรียนจบปริญญา ทั้งชีวิตของเขาเคยทำงานออฟฟิศไม่เกิน 3 ปี เวลาที่เหลือของวิมลศักดิ์ คือการขายข้าวหมูแดงเพียงอย่างเดียวมาเกือบสองทศวรรษ

มีบ้างที่หลายคนอาจคุ้นชื่อของเขาในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์ชองนิตยสาร Hamburger ในยุคหนึ่ง แต่หลังจากการเสื่อมถอยของวงการนิตยสาร วิมลศักดิ์ ก็ไม่ได้เขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์ให้ใครหรือลงที่ไหนอีก

เขาทำงานเพียงอย่างเดียวคือขายข้าวหมูแดง มีงานอดิเรกคือการวิ่ง นอกจากนี้เขาไม่เคยวิ่งไขว่คว้าหาสิ่งใด และเขาคิดว่าตัวเองมีความสุขตามอัตภาพ

ตั้งแต่เรียนจบมา 22 ปี นับเวลาที่ทำงานเป็นลูกจ้าง เป็นพนักงานบริษัท ประมาณกี่ปี

ประมาณ 3 ปี เรียนจบแล้วทำงานที่แรกคือที่ร้าน อิมเมจิน (Imagine ร้านขายซีดีและเทปคาสเสตต์- ผู้เขียน) ทำอยู่ประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นก็ไปเป็นพนักงานขายกาแฟที่ร้านกาแฟเล็กๆ ที่ห้างโรบินสัน อโศก อีกปึนึง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำงานแบบที่เป็นพนักงานบริษัทหรือออฟฟิศอีกเลย

ทำไมเรียนจบแล้วถึงไม่อยากทำงานออฟฟิศ

ถ้าเป็นพวกงานรูทีน เรากลัวจะเบื่อ เราเลยมองหางานที่ไม่ใช่งานออฟฟิศ เหมือนเราพยายามจะหนีงานนั่งโต๊ะในบริษัทด้วย พอดีอ่านหนังสือพิมพ์ที่ลงประกาศรับสมัครงานพนักงานขายที่ร้าน อิมเมจิน (Imagine ร้านขายซีดีและเทปคาสเสตต์- ผู้เขียน) ก็เลยไปลองสมัคร เพราะเป็นความชอบของเราด้วยไง เราชอบอ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูหนัง คิดว่าเราก็น่าจะถนัดทางนี้ น่าจะทำได้ดี เราเลยได้เข้าทำงาน แต่ที่อื่น ๆ อย่าง Tsutaya (ซึทาย่า) ก็สมัครนะ ตอนนั้นพยายามจะเบนไปแนวนี้ ซึ่งไม่ได้เน้นงานออฟฟิศอะไรพวกนั้นเลย สุดท้ายงานแรกของเราเลยกลายมาเป็นพนักงานขาย สมัยก่อนเขาเรียกว่า คัสตอเมอร์ แอสซิสแทนต์ (customer assistant) มันก็ฟังดูดี แต่ก็คือเป็นพนักงานเคาน์เตอร์นั่นแหละ ทำอยู่ที่สาขาหลังสวน แถวหลังสวน วิทยุ ชิดลม ออฟฟิศแถวนั้นเยอะมีคนมาเช่าวิดีโอทุกวัน เราทำน่าจะประมาณ 2 ปีได้ ช่วงนั้นธุรกิจของร้าน อิมเมจิน บูมมากเลยนะ แต่หลังจากนั้นก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตกพอดี ประมาณปี พ.ศ. 2541-2543 ก็เลยเริ่มเข้าสู่ขาลง

ประสบการณ์ 2 ปีสำหรับการทำงานที่แรก ก็ถือว่าไม่เลว ไม่คิดว่ามันก็เข้าที่เข้าทางดี ควรหาทางไปต่อหรอกหรือ

ใช่ มันสนุกดีนะ ทำงานกับเพื่อนร่วมงาน มันก็สนุก ถือเป็นงานที่โอเคเลย เราชอบด้วย ได้ขาย ได้แนะนำศิลปิน แนะนำหนัง แผ่น แต่ที่ออกเพราะหลัง ๆ ธุรกิจมันเริ่มไม่ก้าวหน้า ร้านมีวี่แววว่าจะขาดทุน เริ่มเอาคนออก เอาผู้จัดการออก แต่เรายังอยู่นะ แต่ก็เซ็ง ๆ แล้วไง คิดว่าต่อไปต้องเป็นกูแน่ ๆ เลย เหมือนตอนนั้นธุรกิจซีดี หรือ วิดีโอมันเริ่มซาลง เราคิดว่ามันไม่รอดแน่ ๆ แล้วมันก็เป็นจริง

พอมองเห็นแล้วว่ามันไม่รอด คิดจะทำอะไรต่อ

ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรจริง ๆ ธุรกิจที่บ้านก็ยังไม่ได้ทำเพราะเขามีคนขายอยู่แล้ว งานออฟฟิศเราก็เฉย ๆ เสร็จแล้วก็ว่างอยู่ช่วงนึง แล้วก็ไปทำร้านกาแฟตรงโรบินสันหนึ่งปี ตอนนั้นทำเอาสนุก ทำเพราะว่าง แต่ด้วยทักษะที่เรามีคือเรามันเป็นคนค้าขาย เพราะเราช่วยที่บ้านตั้งแต่เด็ก หรือญาติพี่น้องขายสมุดหนังสือ ขายสแตมป์ เราก็ไปช่วยเขาขาย คือเรามีแววทางนี้มากกว่า มันน่าจะอยู่ในดีเอ็นเอโดยที่ไม่รู้ตัว ไปถึงก็ทำได้ ไม่ต้องไปฝึกใหม่

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่ แล้วมองชีวิตตัวเองตอนนั้นว่ายังไงบ้าง

ก็อายุจะ 30 แล้วนะ เราเริ่มเรียนช้ากว่าคนอื่นไง เข้าเรียนป.1 ก็ 7 ขวบแล้ว เรียนจบตอนอายุประมาณ 25 แต่ก็เฉย ๆ ไม่ได้คิดว่าโอเคหรือไม่โอเค เหมือนเราเรียนจบแล้วต้องหางานทำตามปกติ ยังไม่คิดว่าจะต้องก้าวหน้า ปล่อยไปตามสูตร แต่ที่บ้านก็ไม่ได้กดดัน เราอยากทำอะไรก็ทำ เพราะเขาก็ยังขายของทำกำไรได้ ว่างก็มาช่วยขายของ ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร

ถ้าวันนั้นตัดสินใจอีกอย่าง เช่นหลังจากทำร้านกาแฟแล้วไปทำงานบริษัทอื่นต่อ อะไร ๆ มันอาจจะเปลี่ยนไป เคยคิดเรื่องนั้นไหม

เคย เช่นไปทำงานธนาคาร เป็นเซลล์แมนอะไรแบบนี้ น้องชายเราเป็นเซลล์แมนตั้งแต่เรียนจบ พี่ชายทำงานธนาคาร มันก็ดีนะ ตอนนั้นถ้าจะให้เราทำก็ทำได้เหมือนกัน ไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะต้องมาทางนี้ แต่เผอิญว่ามาได้งานขายก่อนเลยไหลไปเรื่อย ๆ เพราะมันมาสายนี้ เราก็เดินทางนี้

จากทำร้านกาแฟมาขายข้าวหมูแดงได้ยังไง

คือจริง ๆ พ่อเราเสีย ก่อนจะเริ่มทำร้านกาแฟไม่กี่วันนะ แต่พอพ่อเสียเราก็ยังเป็นพนักงานขายกาแฟไปเรื่อย ๆ จนร้านมันเจ๊ง เราก็มาช่วยทำกิจการที่บ้านเลย เพราะหลังจากพ่อเสีย จะมีแค่อาโกวกับแม่ที่ขายเป็นหลัก มีเด็กช่วยคนนึงมั้ง ที่สำคัญอีกอย่างคือเราต้องย้ายมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ เพราะพ่อไม่อยู่แล้ว เราก็ทำไปโดยอัตโนมัติ ว่าง ๆ ก็เดินออกมาช่วย แรก ๆ เริ่มจากเป็นลูกมือ สมัยก่อนเราไม่มีทางไปจับมีดหั่นหมูได้หรอก วิชาเรายังไม่ได้รับการถ่ายทอด เราก็ช่วยส่งข้าว เก็บจาน ล้างจาน เก็บของ ไปสักพักหนึ่ง จนขาแม่เริ่มยืนนาน ๆ ไม่ไหวแล้ว เราเลยต้องมาทำเอง อาโกวก็ช่วยบ้าง แต่ไม่ค่อยยืนนาน ๆ ช่วงนั้นจากที่แม่หรืออาโกวยืนหั่นก็เริ่มนั่งมากขึ้น เราก็เคยสังเกตเอาว่าแม่หรืออาโกวเขาทำยังไง

ไม่มีคนสอนหรือ

ไม่มีใครสอนหรอก ดูเอา แต่ถ้าเป็นสูตร แม่เขาก็บอกว่าต้องใส่อะไร เท่าไหร่บ้าง

แล้วมารับผิดชอบร้านเต็มตัวตั้งแต่เมื่อไหร่

น่าจะปี 2543 ที่เราต้องดูแลร้าน ซื้อของ สั่งของอะไรต่าง ๆ เอง คอนเน็คชันพวกนี้แม่ก็บอกหมดว่าอะไรอยู่ตรงไหน ซื้อของปากคลองตลาดต้องซื้อร้านไหน จนตอนหลังเราไปคนเดียว จ่ายของเอง รับผิดชอบอะไรเอง นี่ก็เกือบ 20 ปีแล้ว

ตอนที่เข้ามารับช่วงต่อที่ร้านนี่มีเป้าหมายในใจว่ายังไง

อยากช่วยที่บ้าน เขาเริ่มอายุมากกันแล้ว แล้วก็ไม่มีใครช่วย เลยคิดว่าจะขายของนี่แหละ มันใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทาง อีกอย่างตั้งแต่เรียนจบเราก็ไม่ได้อยากเที่ยวหรือสังสรรค์ เข้าสังคม ไม่คิดถึงการประสบความสำเร็จ แค่รู้ว่าที่บ้านมีธุรกิจ และมันน่าจะเก็บเอาไว้ พี่น้องคนอื่นก็ทำงานกันมาสักพักใหญ่ ๆ คงไม่มีใครมาทำร้านต่อ แล้วพอเรามาทำ เราก็ถนัดกับมัน คือเราทำได้

คิดว่ามันจะต่อเนื่องมาถึง 20 ปีไหม

ไม่ได้คิด คิดแค่ว่าก็ทำไปเรื่อย ๆ เพราะมันเป็นอาชีพ ไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไป ครอบครัวจีนเขาจะไม่ให้เราจับมีด จับตะหลิว ทันทีเลยหรอก สมัยก่อนเล่นไม่ได้เลย พ่อหวงมาก ดุมาก เรื่องขายของนี่จริงจัง แต่เราก็เริ่มจากยืนล้างจานเก็บจาน ค่อย ๆ ซึมซับมา แล้วเขาก็เริ่มปล่อยมือเรื่อย ๆ มาถึงรุ่นแม่ก็ยังมีติอยู่ว่าทำไมเก้งก้างจัง ดูแล้วมันไม่ทะมัดทะแมง

มีดบาดมือบ้างไหม

ก็ไม่ค่อยนะ เราระวัง แล้วเขาก็สอนวิธีการจับมีดแบบไหนที่ซอยแตงกวา หั่นหมูแล้วมันจะไม่บาด

มีอะไรที่เป็นสมบัติของพ่อแล้วใช้ถึงทุกวันนี้ไหม

ไม่มีหรอก มันก็เสื่อมตามกาลเวลา ตอนนี้แทบไม่เหลือแล้ว แม้แต่รสชาติก็เปลี่ยน ไม่ใช่รสที่พ่อทำ คนกินก็บอกเลยว่าเปลี่ยนไป  เรากินเรายังรู้เลยว่าไม่ใช่รสที่พ่อทำ พ่อทำหวาน แม่ทำเค็มหน่อย เพราะเราไม่ได้ตวง เรากะเอา

ถ้ารู้แล้วทำไมไม่ปรับให้เหมือน

ไม่ได้ คืออาหารมันอยู่ที่คนทำจริง ๆ รสชาติมันประมาณนี้แหละ มันต่างแค่ความเค็ม ความหวาน เราก็ต้องปรับให้เข้ากับตัวเราด้วย อันนี้ไม่ใช่ความตั้งใจ แต่มันเป็นโดยอัตโนมัติ ทำยังไงมันก็เป็นเรา พอเราชิมมันก็เป็นรสที่เราโอเคกับมัน

คิดว่ารสต่างกับพ่อแค่ไหน

ไม่เยอะมาก ไม่ถึงกับเพี้ยน แค่คนช่างสังเกตก็อาจจะรู้ว่าของพ่อรสหวานกว่านี้

วันแรกที่ขายข้าวหมูแดง ในฐานะสืบทอดกงสีของที่บ้าน ลูกค้าเก่าของพ่อว่ายังไงบ้าง

ส่วนใหญ่เขาบอกว่าให้ทำต่อไป ให้เก็บเอาไว้นะ อย่าทิ้งไป แต่จะมีบางคนจะทักว่า เมื่อก่อนพ่อไม่ได้ทำรสชาติแบบนี้นะ พ่อทำจะหวานกว่านี้นะ ก็อย่างที่บอก

พอไม่ใช่รสมือพ่อ มีคนเลิกมากินร้านเราไหม

ไม่ค่อยมีนะ ส่วนใหญ่ยังเหมือนเดิม คนสมัยก่อนของกินหรือที่เที่ยวเขาอาจจะไม่เยอะเท่าสมัยนี้มั้ง อย่างเช่นใคร ๆ ก็มาสนามหลวงก็ต้องมาเดินซื้อหนังสือ มาต่อรถ มาดูงานว่าว มาดูงานเฉลิมฯ เขาก็ต้องมากินร้านนี้ บางคนเขาคุ้นเคยกับบรรยากาศเหล่านี้ รถเข็น ตู้หนังสือเก่า ๆ รสชาติที่มันโบราณหน่อย เขาจะชอบความรู้สึกเก่า ๆ สมัยที่เขายังเด็ก มาขี่จักรยานบ้าง มาซื้อหนังสือบ้าง คนรุ่นลูกก็จะบอกว่าตอนเด็ก ๆ พ่อพามากินอะไรทำนองนี้ เหมือนเราระลึกความหลัง จริง ๆ ร้านนี้มันอยู่มาน่าจะ 50 ปีแล้วนะ เฉพาะเราก็ย้ายร้านไปแล้ว 4 ที่ แต่คนก็ยังตามมากิน

ตอนย้ายร้านได้บอกลูกค้าไหม

ส่วนใหญ่ถ้ามีโอกาสก็จะบอก ส่วนคนที่เราไม่ได้บอก สุดท้ายเขาก็จะตามหาร้านเราจนเจอเอง ผมรู้สึกว่าพวกเขามีความดิ้นรนสูงมาก (หัวเราะ) ตามหาจนเจอ แล้วพอเราเขียนว่าร้าน “ข้าวหมูแดงสนามหลวง” คนเขาก็จะอ๋อ ร้านนี้ อยู่ตรงพระแม่ธรณีฯ (ศาลรูปปั้นพระแม่ธรณีบีบมวยผม อยู่บนถนนราชินี แถวสนามหลวง– ผู้เขียน) แต่เมื่อก่อนไม่มีชื่อร้านนะ สมัยพ่อขายเขียนแค่ “ข้าวหมูแดง ธรรมดา 5 บาท พิเศษ 10 บาท” แต่พอรุ่นเรา เราใส่คำว่า สนามหลวงลงไป คนจะได้จำได้

สรุปว่าเป็นคิดชื่อร้าน “ข้าวหมูแดงสนามหลวง”

ใช่ เราเป็นคนคิดเอง สมัยพ่อไม่มียี่ห้อ ไม่มีชื่อร้าน เรามาคิดตอนที่ย้ายร้านมาตรงตรอกนาวา ที่ช่วงนั้นจะเริ่มทำเฟซบุ๊กแล้ว สื่อชอบเอาร้านอาหารไปออกรายการ ก็เริ่มตั้งชื่อ แล้วคนก็จะเล่าว่าตรงที่มีรถเมล์สาย 64 จอดนะ ข้างศาลฎีกามีตู้หนังสือ เลยไปหน่อยเป็นส้วมเหม็น ๆ คนก็จะเล่าไป แล้วก็จะบอกว่าพ่อเราใจดี ให้เยอะ แม่ช้อยนางรำ(สันติ เศวตวิมล)  เนี่ยเล่าประจำเลยว่า เมื่อก่อนเขาจนมาก เป็นนักข่าวใหม่ ๆ ไม่มีตังค์หรอก มาขอเพิ่มข้าว พ่อก็ให้ข้าวเยอะ จานนึงกินอิ่มเลย คนอย่าง อาจารย์วิษณุ เครืองาม หม่อมเต่า (หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล) นี่ก็ลูกค้าพ่อเรา แล้วก็มีพวกเจ้าหน้าที่ศาล อธิการบดีศิลปากร พวกอาจารย์ศิลปากร แล้วก็เด็กธรรมศาสตร์นี่แหละเยอะสุด

ค้าขายอย่างเดียวมาเกือบค่อนชีวิต รู้สึกบ้างไหมว่าชีวิตเรามันจืดชืดเกินไป

ไม่เลย เราชอบชีวิตง่าย ๆ มากกว่า ไม่ได้กระแดะนะ แค่รู้สึกว่าแบบนี้มันก็โอเค มีความสุขดีแล้ว ได้อยู่บ้านด้วย การเดินทางมันเหนื่อยเกินไปสำหรับเรา สมัยก่อนที่ต้องนั่งรถเมล์ โหนรถเมล์ไปดูหนังรอบสื่อมวลชนแล้วกลับดึก ๆ บางทีเราก็คิดว่า เอ๊ะ เราไปเสียตังค์ดูดีไหมวะ ใกล้บ้านหน่อย เราจะได้ไม่ต้องไปรัชโยธิน เริ่มเหนื่อยแล้ว อาจจะเป็นเพราะอายุเยอะขึ้นด้วย

ไม่รู้สึกว่าชีวิตวัยรุ่น วัยทำงาน มันขาดหายไปหรือ

เราก็ได้ใช้นะ สมัยที่ยังเรียน แต่เราไปใช้ชีวิตในวันที่คนอื่นเขาไม่ไปกัน อย่างสมัย จำลอง (ศรีเมือง) เป็นผู้ว่ากรุงเทพฯ วันพุธเขาไม่ให้ขายของ เราก็ไปเที่ยวคนเดียวสบาย ๆ ไปดูหนัง งานอีเวนต์เราไป ก็สนุกดี ไม่ไปก็เฉย ๆ เก็บร้านเสร็จเราก็เข้าบ้านแล้ว ไม่ต้องออกไปเจอสังคมทุกวัน ไม่ได้โหยหามันขนาดนั้น

ไม่เคยหลงแสงสีเลยหรือ

ไม่เลย ออกจะไม่ชอบด้วย อาร์ซีเอนี่เคยไปแบบนับครั้งได้เลย ไม่ถึง 5 ครั้งมั้ง ไม่ถึงกับเรียกว่าสันโดษ ถ้าชวนก็ไป ไม่ชวนก็ไม่ไป เราขี้เกียจ ขี้เกียจจะไปไหนมาไหน แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีบ้าง อยากไปเดิน ไปดูหนังตามเทศกาล แต่ช่วงหลัง ๆ ก็เริ่มไม่เอาแล้ว เพราะมันไปไกลเกิน ยังชอบดูหนังอยู่ แต่ดูน้อยลงเยอะ

มีแฟนครั้งสุดท้ายเป็นเรื่องเป็นราวคือตอนไหน

20 กว่าปีที่แล้ว ความรู้สึกมันค่อย ๆ หายไป ไม่มีก็ไม่เป็นไร อยู่ไปสักพักนึงก็ค้นพบว่ามันก็โอเคนี่หว่า

มีชอบพอใครบ้างไหม

ก็มี แต่ไม่ได้ไปจีบ แค่มอง ๆ คือวัน ๆ เราเจอคนน้อยไง ออกไปไหนน้อยลงด้วย สังคมมันเลยแคบลง

เหงาไหม

ก็มีบ้าง แต่ไม่ค่อยเหงา มีแฟนก็ดี แต่ว่าพออยู่แบบนี้ไปสักพักมันจะเฉย ๆ โอเค มันอยู่ได้ อีกอย่างเรื่องความรับผิดชอบ ตัวคนเดียวมันสบายกว่าไง

เคยคิดไหมว่าเราต้องอยู่แบบไร้คู่ เดียวดาย

ไม่ได้คิดแบบนั้น มีก็ได้ แต่ไม่ได้พยายาม แล้วความพยายามมันก็น้อยลงเรื่อย ๆ จนหมดไปแล้ว

ที่บ้านกดดันให้มีครอบครัวไหม

ไม่เลย ที่บ้านเราเฉย ๆ มาก ขนาดน้องชายแต่งงานไป 4-5 ปี เขายังไม่บอกให้มีหลานเลย คือที่บ้านเราไม่กดดัน มีแต่ลูกค้านี่แหละที่กดดัน เฮียมีเมียสักทีสิ จะได้มาช่วยขายของ เอาไหมเดี๋ยวหาให้ บางคนถึงกับขอเบอร์โทรศัพท์แม่ จะคุยกับแม่ แนะนำผู้หญิงให้เรา

พอเวลาผ่านไป เพื่อนฝูงเริ่มมีครอบครัว เขาก็มีอีกสังคมหนึ่ง มีเรื่องที่ต้องจัดการมากมาย เราไม่อาจมีเพื่อนในวัยหนุ่มสาวอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดกาล รู้สึกสูญเสียสิ่งเหล่านี้บ้างไหม

ไม่ เรามีครอบครัวไง ยิ่งช่วงหลัง ๆ เจอกันบ่อยขึ้น กลมเกลียวกันมากขึ้น มีกิจกรรมด้วยกัน คือเรามีอย่างอื่นทดแทน มีครอบครัว พี่ น้อง หลาน ก็เลยไม่รู้สึกขาดอะไรมาก อาจยังไม่ถึงวันที่เราต้องการใคร

วัน ๆ ทำอะไรบ้าง

ปกติตื่นตีสามครึ่ง เริ่มทำงานเลย เตรียมของขาย ติดเตา ย่างหมู ทอดหมู ต้มน้ำแกง เคี่ยวรอไว้ หุงข้าวรอ เราเตรียมตัวประมาณ 2 ชั่วโมง ตีห้าครึ่งเสร็จ หกโมงออไปขาย หกโมงครึ่งลูกค้าเริ่มมา เริ่มขายได้ อย่างที่บอกว่าเวลามันเท่ากันแหละ แต่เราเลิกเร็วเท่านั้นเอง เช้าตรู่ออกไปขาย บ่าย ๆ ประมาณ บ่าย 2 – บ่าย 3 โมง หรือบางทีก็ 4 โมงเย็นก็เก็บของเข้าบ้าน อาจจะนอนบ้าง  ถ้าไม่นอนก็ดูทีวี ออกกำลังบ้าง เย็น ๆ ก็ไปวิ่ง กลับบ้าน เข้านอนไม่เกินสามทุ่ม มันง่วงของมันเอง

ทำไมพักหลังถึงมาสนใจเรื่องวิ่ง

เราเป็นภูมิแพ้ ประจวบกับเราก็อยากออกกำลังกายมานานแล้วแหละ แต่ไม่ได้ทำอะไรสักที เลยตัดสินใจไปวิ่ง ที่วิ่งเพราะไปดูหนังเรื่อง รัก 7 ปี ดี 7 หน มีคำพูดประโยคนึงคือ “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งแค่โลฯ เดียวก็พอ แต่ถ้าอยากพบชีวิตใหม่ ค่อยไปวิ่งมาราธอน” แต่มันเยอะไป (หัวเราะ) เราวิ่งจ็อกกิ้งก็พอแล้ว แต่ชีวิตมันก็เปลี่ยนจริง ๆ นะ หลังจากวิ่งแล้วสุขภาพดีขึ้น ภูมิแพ้ก็เป็นน้อยลง แล้วก็หายไป มันเห็นผลเลย

วิ่งมานานหรือยัง

งานแรกคืองาน Human Run ของ a day น่าจะ 3 ปีที่แล้ว ส่วนนึงก็คือเพื่อสุขภาพนี่แหละ แต่ตอนนั้นยังหากีฬาเล่นไม่ได้ แต่วิ่งมันง่ายสุด ทำคนเดียวได้ พอวิ่งไปสักพักเริ่มสนุก มันก็โอเคดีนะ พอไปร่วมอีเวนต์ก็เริ่มมัน ได้เจอผู้คน

เริ่มลงรายการวิ่งต่าง ๆ

พอเราเริ่มวิ่ง เราก็เริ่มศึกษาการวิ่ง ต้องวิ่งยังไง ใส่รองเท้ายังไง พอไปเจอเพจพวกนี้ มันก็เหมือนการพาเราเข้าสู่วงการ การลงอีเวนต์ก็เหมือนท้าทายตัวเอง แล้วก็อยากไปเจอกลุ่มคนที่วิ่งเหมือนเรา เราก็เริ่มทักทายคนบ้าง ยิ้มให้กัน หรือคุยกันโดยไม่ต้องถามชื่อก็มี

ระยะทางที่วิ่งตอนแรก ๆ กับตอนนี้ต่างกันเป็นยังไง

ตอนแรก ๆ วิ่งกิโลฯ เดียวก็เหนื่อยแล้ว แต่ตอนนี้ 20 กว่ากิโลฯ ก็ยังได้

ตอนวิ่งคิดอะไร

ไม่ได้คิดเลยนะ วิ่งไปเรื่อย ๆ แต่พอวิ่งไกล ๆ ก็เริ่มคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงสักทีวะ (หัวเราะ) บางทีมันนานเกินไป อย่างฮาล์ฟมันต้อง 2 ชม. ขึ้นไป แต่ถ้า 10 กว่ากิโลฯ มันได้ความสนุก จริง ๆ เราก็อยากเอาชนะตัวเองด้วยการท้าทาย พอวิ่งไปสักพักนึง เราก็อยากจะทำเวลาให้มันได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราก็วิ่งมา 4 ปีแล้ว

กลับมาที่เรื่องร้านบ้าง ไม่เคยคิดจะขยายกิจการเลยเหรอ

เรามีข้อเสียอย่างนึงคือเราไม่ค่อยกระตือรือร้น พอมันอยู่ได้เราก็จะเฉย ๆ แล้ว  ถ้ามันขายไม่ดีก็อาจจะแค่หาที่ใหม่ หรือลงโฆษณาเพื่อกระตุ้นการขาย มีคนแนะนำอยู่เยอะเหมือนกัน ทำไมไม่ไปเปิดแถวนั้นแถวนี้ แต่เราไม่รู้จะดิ้นรนไปทำไมให้เหนื่อย เพราะตรงนี้เราอยู่ได้ เราพอใจ ความขี้เกียจมันก็มีผสม ๆ ด้วย ขายของมันเหนื่อยอยู่นะ ยิ่งเจอคนเยอะ ๆ ก็มีปัญหาเรื่องคนอีก สถานที่ถ้าไม่ใช่ของเราก็รอวันเขามาไล่ที่

เคยมีคนมาเสนอให้ขายสูตรหรือเปิดแฟรนไชส์ไหม

มีอยู่แล้ว แต่เรารู้สึกว่ามันวุ่นวายที่เขาจะต้องมาอยู่กับเรา แล้วก็ถามเราตลอด ปัญหามันจะตามมาเรื่อย ๆ พอเราไปเปิดแฟรนไชส์มันก็ต้องเข้าไปช่วยดู ช่วยอะไรอีก แต่ถ้าเพื่อนมาขอให้ช่วยสอน เราสอนให้ได้คนกันเอง ลูกค้าพ่อเก่า ๆ ก็เคยมาให้สอนลูกชายให้หน่อย แต่ถ้าให้ทำธุรกิจก็คงไม่เอา

ที่ร้านมีเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/shyyo/มากี่ปีแล้ว

จำไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่า แบงค์-ณัฐชนน มหาอิทธิดล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์แซลมอน เป็นคนทำให้ เราทำเองไม่ถนัด

เคยคิดจะเลิกขายไหม

ไม่เลิกหรอก ทำไปเรื่อย ๆ นี่แหละ ทำจนกว่าจะไม่ไหว

แต่ถ้าไม่มีทายาท มันก็จะจบที่เรานะ เคยคิดเรื่องนี้ไหม

คิดสิ แต่พี่น้องมีลูกหลานมาขอทำ เราก็ให้เขาได้ แต่เราไม่ได้คิดว่ามันต้องอยู่ยั้งยืนยงตลอดไปสมมุติพรุ่งนี้เกิดถูกล็อตเตอรี่ 30 ล้านขึ้นมา เราก็พร้อมจะเลิกอยู่แล้ว แต่เราแค่ต้องทำงานอะไรสักอย่าง และนี่คืองานที่เราทำ อยู่เฉย ๆ มันก็น่าเบื่อ ชีวิตน่ะ  

ถ้าอย่างนั้นความสนุกมันอยู่ตรงไหน

ก็มีเบื่อบ้าง ไม่ได้สนุกทุกวันหรอก ขายดีก็สนุก ขายไม่ดีก็ไม่สนุก คุยกับลูกค้าถูกคอก็โอเค ถ้าลูกค้ากวนส้นตีนก็เบื่อ มีเรื่องนู่นนี่นั่นเข้ามาบ้าง

ที่บอกว่าเบื่อบ้างนี่มันเบื่อตรงไหน

เบื่อตอนขายไม่ดีมากกว่า ซึ่งก็มีบ้าง ของเหลือน้อย ๆ เราก็เซ็ง เริ่มเบื่อ ๆ แล้ว พอวันรุ่งขึ้นก็คิดใหม่ว่าทำยังไงดีวะ ให้มันหมดเร็ว ๆ อย่างเจอภาษีมาวุ่นวายกับเรา ก็จ่ายไป เจอลูกค้าโกงก็มี ลีลาเยอะ กินเสร็จสั่งใส่ห่อ แต่ไม่มีตังค์ เดี๋ยวไปกดตังค์มาให้ แล้วหายไปก็มี เหมือนทุกคนที่ทำงานแหละเราว่านะ หรือเหมือนกับคนทำงานธนาคาร มีปัญหา สนุกบ้าง ไม่สนุกบ้าง แต่มันแค่คนละแบบ บางคนคิดว่า โถ่ ค้าขายสบาย เราก็คิดว่า อ้าว ทำงานธนาคารก็สบาย ห้องแอร์ฯ ไม่ร้อน ไม่ต้องแบกของ เลิกงานกลับบ้าน สิ้นปีมีโบนัส วันหยุดทำงานก็ได้ตังค์ งานของเรามันก็คืองานอย่างนึงแหละ ไม่ได้ต่างจากอาชีพอื่นมากหรอก

ไม่รู้สึกว่าโลกของเรามีคนอยู่ในนั้นน้อยเกินไปเหรอ

ไม่นะ มีเยอะนะ เจอคนหลากหลายอาชีพด้วย แต่จะมากจะน้อยเราก็เฉย ๆ

ได้วางแผนอนาคตบ้างหรือเปล่า

ไม่ได้วางไกล แค่ขายต่อไปแต่ขายให้มันดี ๆ ทำของอร่อย ๆ ให้ลูกค้ากินก็พอแล้ว ทำให้มีคุณภาพ คัดวัตถุดิบ

ทำไมถึงขายแค่ครึ่งวัน

ถ้านับเป็นชั่วโมงมันก็นานอยู่นะ เราตื่นมาตีสามก็ถือว่าเราทำงานแล้ว เก็บร้านก็บ่ายสาม แต่เก็บร้านแล้วไม่ได้แปลว่าเลิกจริง ๆ ยังมีงานต้องทำต่อ แต่คนเขาไม่ได้มองเห็นตรงนี้ เขาไม่ได้เห็นว่าเราก็ยังเตรียมของขายวันพรุ่งนี้ต่อ เพียงแต่เราไม่ได้เดินทางไปทำงานเหมือนคนอื่น เราทำที่บ้านเลย เท่านั้นเอง

งานที่บอกว่ามองไม่เห็น กลับมาทำที่บ้านคืออะไรบ้าง

เข้าบ้านมาก็ต้องเตรียมของวันรุ่งขึ้นไว้ครึ่งนึง หมักหมู ต้มน้ำเคี่ยวไว้ว่ามันจะเย็นตัว

ไม่เบื่อแพทเทิร์นแบบนี้เหรอ

ไม่นะ จะเบื่อทำไม

ขอถามแบบคนทำงานออฟฟิศบ้างว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงานไหม

มีบ้าง เช่นแป้งที่เราใส่น้ำแกงเพื่อเพิ่มความข้น มันชอบคืนตัว ลองมาทุกแป้งก็ยังเป็นอยู่ดี ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับอากาศหรือเปล่า เพราะว่าร้านอื่นเขาก็เป็น แล้วมันจะเป็นประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ด้วยนะ อากาศช่วงนั้นมันเป็นอะไรไม่รู้ ก็ต้องผสมแป้งไปเรื่อย ๆ พอมันคืนตัวก็ตั้งไฟใหม่ แล้วก็ใส่แป้งลงไปใหม่ มันก็จะเหนียวขึ้นมานิดนึง แต่ปัญหานี้หายไปหลายปีแล้ว อาจจะมีย้อนกลับมาเล็กน้อย แต่อย่างอื่นก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ขายของก็มีเรื่องฟ้าฝน หน้าฝนก็ลำบากนิดนึง ข้าวของแพงขึ้นก็มีผล

มีเงินเก็บไหม ถ้าป่วยไข้ขึ้นมาทำยังไง

มี แต่ไม่เยอะหรอก แล้วก็มีประกันที่ซื้อไว้ ส่วนหนึ่งที่ออกกำลังกายก็อยากรักษาสุขภาพด้วย แต่ก็ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายมาก คิดว่าเราคงไม่เป็นไร

คิดว่าชีวิตตัวเองตอนนี้มีความสุขไหม

สุขพอสมควร ไม่ถึงกับสุขมาก

มีความทุกข์ไหม

มีบ้าง แต่เป็นความหงุดหงิดมากกว่า เรื่องที่ให้กลุ้มใจไม่มี

สุขพอสมควร แบบนี้แปลว่าตอนนี้ตายได้หรือยัง

ยังไม่อยากตายตอนนี้ มีหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ ก็ยังอยากมีชีวิตก่อน ทำงาน เก็บเงินไปเที่ยว ยังมีแม่ที่เราเป็นห่วง คิดว่าโลกยังน่าอยู่ แค่ยังไม่อยากตาย

คิดว่าตัวเองเป็นพ่อค้าขายข้าวหมูแดงที่ดีหรือเก่งพอหรือยัง

คิดว่าเราดีในแง่ซื่อสัตย์กับลูกค้า แต่เก่งมันก็ยังพัฒนาได้อีก เอาจริง ๆ เรายังทำไม่ได้เป๊ะเหมือนกันทุกวัน ยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ 100% ทุกวัน ยังไม่ถึงขั้นซูชิของจิโร่ (ร้านซูชิ Sukiyabashi Jiro หรือ ‘Sushi Jiro’ ตั้งอยู่ที่ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน กินซ่า ใต้ตึก Tsukamoto Sogyo ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ร้านซูชิของจิโร่ได้รับการยกย่องว่าอร่อยระดับมิชลิน สตาร์ และจิโร่เป็นคนที่มีความสมบูรณ์แบบสูง หาเรื่องราวของเขาดูได้ที่หนังสารคดีเรื่อง Jiro Dreams of Sushi- ผู้เขียน)  แต่ก็อยากเป็นแบบนั้นนะ ทำจนแก่ตายไปเลย

พ่อของเราเป็นแบบนั้นไหม

พ่อน่าเป็นแบบนั้น 100% นะ ตั้งแต่เขาเด็กจนเขาตาย

คิดว่าสูตรข้าวหมูแดงของพ่อมันศักดิ์สิทธิ์ ต้องหวงแหนไหม

ทำนองนั้นนะ แต่จริง ๆ เราก็อยากสบายนะ (หัวเราะ) คือวันนี้เราไม่รู้เป็นยังไง ก็ทำให้มันดีก่อน ยังไงมันเป็นมรดกที่พ่อให้เรามา เราก็ต้องรักษาทำให้มันดีทุกวัน แต่ถ้าเราเลิกไม่ได้แปลว่าเราไม่รัก หรือไม่รักษามัน

ถ้าสมมุติวันนึงเกิดมีความรัก เป็นความรักที่เราไม่รู้ตัวว่าโหยหามาตลอด แต่ความรักครั้งนี้มันจำเป็นต้องแลก ต้องทิ้งทุกสิ่งตรงนี้ไป โดยเฉพาะข้าวหมูแดงของพ่อ จะยอมไหม

ก็ต้องคุยกัน บวกลบคูณหารดูว่าคุ้มไหม ถ้ามันเป็นไปแบบไร้เหตุผลเราคงไม่ทำ เราไม่ได้ยึดติดหรือหวงแหนขนาดนั้น ถ้ามันดีกับทั้งสองฝ่ายก็โอเค

Posted in: Uncategorized

Tagged as:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s